07/06/2026
Wish กับ Hope
แปลว่า “หวัง” ได้เหมือนกัน
แต่ความรู้สึกไม่เหมือนกันเลย
hope คือหวังในสิ่งที่ยังมีโอกาสเกิดขึ้น
wish คืออยากให้ความจริงตอนนี้เปลี่ยนไป
หรืออยากให้สิ่งที่ไม่จริงกลายเป็นจริง
แปลไทยใกล้กัน
แต่เวลาใช้ภาษาอังกฤษ ต้องเลือกจาก “ความเป็นไปได้” ของสถานการณ์
hope ใช้เมื่อเรายังมองเห็นโอกาส
เช่น หวังว่าจะสอบผ่าน
หวังว่าจะหายป่วยเร็ว ๆ
หวังว่าจะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศ
หวังว่างานจะออกมาดี
ตัวอย่างเช่น
I hope you pass the exam.
ฉันหวังว่าคุณจะสอบผ่าน
I hope you feel better soon.
ฉันหวังว่าคุณจะดีขึ้นเร็ว ๆ นี้
I hope to study abroad one day.
ฉันหวังว่าจะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศสักวันหนึ่ง
สังเกตว่า hope ให้ความรู้สึกบวก
เหมือนยังมีแสงอยู่ข้างหน้า
ยังมีโอกาส
ยังเป็นไปได้
โครงสร้างที่ใช้บ่อยคือ
hope + ประโยค
I hope you pass the exam.
หรือ
hope to + verb
I hope to study abroad one day.
แต่ต้องระวังว่า hope to ใช้เมื่อประธานเป็นคนเดียวกัน
I hope to pass the exam.
ฉันหวังว่าฉันจะสอบผ่าน
ถ้าหวังให้คนอื่นสอบผ่าน
ให้ใช้
I hope you pass the exam.
ไม่ใช้
I hope you to pass the exam.
wish ใช้เมื่อสิ่งนั้นไม่ใช่ความจริงตอนนี้
หรือเราอยากให้สถานการณ์เปลี่ยน
เช่น อยากสูงกว่านี้
อยากมีเวลามากกว่านี้
อยากให้ฝนหยุดตก
อยากให้บางอย่างไม่เป็นแบบนี้
ตัวอย่างเช่น
I wish I had more time.
ฉันอยากมีเวลามากกว่านี้
I wish I were taller.
ฉันอยากสูงกว่านี้
I wish it would stop raining.
ฉันอยากให้ฝนหยุดตกสักที
สังเกตว่า wish มีความรู้สึกเหมือน
ตอนนี้ความจริงยังไม่เป็นแบบนั้น
แต่เราอยากให้มันเปลี่ยน
จุดที่เด็กมักงงคือ
wish ใช้รูปอดีต แต่ไม่ได้แปลว่าอดีตเสมอไป
เช่น
I wish I were taller.
ประโยคนี้ไม่ได้แปลว่า
ฉันเคยสูงกว่านี้
แต่แปลว่า
ฉันอยากสูงกว่านี้ตอนนี้
ในภาษาอังกฤษ
การใช้ past form หลัง wish ช่วยทำให้ความหมายดูห่างจากความจริง
เหมือนพูดว่า
มันไม่ใช่ความจริงตอนนี้
แต่ฉันอยากให้เป็นแบบนั้น
Concept ภาพจำ
ลองนึกเป็นถนนสองเส้น
ถนนฝั่งซ้ายคือ hope
เป็นถนนที่มีแสงแดด
มีทางเดินไปข้างหน้า
มีป้ายเขียนว่า “ยังเป็นไปได้”
ถ้าเรื่องนั้นยังมีโอกาสเกิดขึ้น
ให้เดินเข้าฝั่ง hope
I hope you pass the exam.
ฉันหวังว่าคุณจะสอบผ่าน
I hope you feel better soon.
ฉันหวังว่าคุณจะดีขึ้นเร็ว ๆ นี้
I hope to study abroad one day.
ฉันหวังว่าจะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศสักวันหนึ่ง
ถนนฝั่งขวาคือ wish
เป็นถนนที่มีเมฆฝน
มีนาฬิกา
มีความรู้สึกว่า “อยากให้ความจริงเปลี่ยน”
ถ้าเรื่องนั้นไม่ใช่ความจริงตอนนี้
หรือเรากำลังเสียดายบางอย่าง
ให้เดินเข้าฝั่ง wish
I wish I had more time.
ฉันอยากมีเวลามากกว่านี้
I wish I were taller.
ฉันอยากสูงกว่านี้
I wish it would stop raining.
ฉันอยากให้ฝนหยุดตกสักที
ภาพจำง่าย ๆ คือ
hope คือประตูที่ยังเปิดอยู่
wish คือประตูที่เราอยากให้ความจริงเปลี่ยน
ถ้ายังมีลุ้น ใช้ hope
ถ้าอยากให้ต่างจากความจริง ใช้ wish
สรุปจำง่าย
hope = หวังในสิ่งที่ยังเป็นไปได้
I hope you pass the exam.
ฉันหวังว่าคุณจะสอบผ่าน
I hope you feel better soon.
ฉันหวังว่าคุณจะดีขึ้นเร็ว ๆ นี้
I hope to study abroad one day.
ฉันหวังว่าจะได้ไปเรียนต่อต่างประเทศสักวันหนึ่ง
wish = อยากให้ความจริงเปลี่ยน หรืออยากให้สิ่งที่ไม่จริงเป็นจริง
I wish I had more time.
ฉันอยากมีเวลามากกว่านี้
I wish I were taller.
ฉันอยากสูงกว่านี้
I wish it would stop raining.
ฉันอยากให้ฝนหยุดตกสักที
จำให้ชัวร์ว่า
hope ใช้กับสิ่งที่ยังมีโอกาส
wish ใช้กับสิ่งที่ไม่จริงตอนนี้ หรืออยากให้เปลี่ยน
และถ้าจะใช้กับข้อสอบหรือการเขียนแบบปลอดภัย
จำประโยคนี้ไว้
I wish I were...
เช่น
I wish I were taller.
เพราะ were หลัง wish เป็นรูปที่ปลอดภัยและเจอบ่อยมากใน grammar
ก่อนเลือกคำ
ให้ถามตัวเองว่า
เรื่องนี้ยังมีโอกาสเกิดขึ้นไหม
ถ้าใช่ ใช้ hope
แต่ถ้าเป็นการอยากให้ความจริงเปลี่ยน
ใช้ wish
ยังมีอีก 5 เล่มที่ทีมครู Engnow แจกฟรีสรุปภาษาอังกฤษ
ดาวน์โหลดเก็บเป็น PDF ได้เลย
1️⃣ เล่มแรก สรุป 12 Tenses ในภาษาอังกฤษ
2️⃣ ต่อด้วย สรุปการเขียน Email ในภาษาอังกฤษ
3️⃣ 1,099 คำศัพท์ที่เจอในข้อสอบ TOEIC บ่อยที่สุด
4️⃣ 999 คำศัพท์ที่ควรเตรียมไว้สอบ IELTS
5️⃣ Digital Planner ฝึกภาษาอังกฤษ
⭐️ โหลดฟรี ส่งทันทีใน 2-3 นาที
👉 https://rebrand.ly/5ebooks_eng
#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #ฝึกภาษาอังกฤษ #เก่งอังกฤษ #เรียนอังกฤษออนไลน์
06/06/2026
Price, cost, fee
สามคำนี้เกี่ยวกับเงินเหมือนกัน
แต่ใช้คนละมุม
หลายคนแปลรวม ๆ ว่า “ราคา”
แล้วใช้แทนกันหมด
แต่จริง ๆ ถ้าเลือกคำผิด
ความหมายจะเปลี่ยนทันที
price คือ ราคาขาย
เป็นราคาที่ลูกค้าเห็น
หรือราคาที่ติดอยู่กับสินค้า
เช่น
The price of this bag is 800 baht.
ราคาของกระเป๋าใบนี้คือ 800 บาท
What is the price of this book?
หนังสือเล่มนี้ราคาเท่าไหร่
The price is too high.
ราคาสูงเกินไป
ถ้าเรายืนอยู่หน้าร้าน
เห็นป้ายราคา
เห็นตัวเลขที่ต้องจ่ายเพื่อซื้อของ
ให้คิดถึงคำว่า price
cost คือ ต้นทุน หรือค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียไป
คำนี้ไม่ได้มองแค่ “ราคาหน้าร้าน”
แต่มองลึกกว่านั้นว่า
ต้องเสียเงิน เสียเวลา เสียแรง หรือเสียทรัพยากรอะไรบ้าง
เช่น
The cost of making this cake is high.
ต้นทุนในการทำเค้กชิ้นนี้สูง
The trip cost me 2,000 baht.
ทริปนี้ทำให้ฉันเสียเงิน 2,000 บาท
Living costs are rising.
ค่าครองชีพกำลังสูงขึ้น
สังเกตว่า cost มักเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่ “เบื้องหลัง”
หรือสิ่งที่ต้องจ่ายจริงเพื่อให้บางอย่างเกิดขึ้น
fee คือ ค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ
มักใช้กับเงินที่จ่ายเพื่อบริการ สิทธิ์ การสมัคร การลงทะเบียน หรือการดำเนินการบางอย่าง
เช่น
We paid an entrance fee.
พวกเราจ่ายค่าเข้าชม
The school fee is due next week.
ค่าธรรมเนียมโรงเรียนครบกำหนดสัปดาห์หน้า
The university charges a registration fee.
มหาวิทยาลัยเก็บค่าลงทะเบียน
ถ้าเป็นเงินที่จ่ายให้โรงเรียน ธนาคาร หน่วยงาน บริการ หรือการสมัครบางอย่าง
คำว่า fee มักจะเหมาะกว่า price
Concept ภาพจำ
ลองนึกภาพเส้นทางเงิน 3 จุด
จุดแรกคือหน้าร้าน
เรามองเห็นป้ายราคา
เสื้อราคา 500 บาท
กระเป๋าราคา 800 บาท
รองเท้าลดราคาอยู่
นี่คือ price
price คือสิ่งที่ลูกค้าเห็นก่อนซื้อ
จุดที่สองคือหลังร้าน
คนขายกำลังคำนวณว่า
ใช้วัตถุดิบเท่าไหร่
ค่าแรงเท่าไหร่
ค่าเช่าเท่าไหร่
ใช้เวลาทำมากแค่ไหน
นี่คือ cost
cost คือสิ่งที่ต้องเสียไปเบื้องหลัง
จุดที่สามคือเคาน์เตอร์บริการ
เราจ่ายค่าลงทะเบียน
ค่าบริการ
ค่าเข้า
ค่าธรรมเนียมส่งของ
นี่คือ fee
fee คือเงินที่จ่ายเพื่อใช้บริการหรือรับสิทธิ์บางอย่าง
จำภาพนี้ไว้
ป้ายหน้าร้านคือ price
หลังร้านคือ cost
เคาน์เตอร์บริการคือ fee
สรุปจำง่าย
ถ้าพูดถึงราคาขายของสินค้า
ใช้ price
The price of this shirt is 500 baht.
เสื้อตัวนี้ราคา 500 บาท
ถ้าพูดถึงต้นทุน ค่าใช้จ่าย หรือสิ่งที่ต้องเสียไป
ใช้ cost
The cost of making the shirt is 300 baht.
ต้นทุนการทำเสื้อตัวนี้คือ 300 บาท
ถ้าพูดถึงค่าธรรมเนียม ค่าบริการ หรือเงินที่จ่ายเพื่อสิทธิ์บางอย่าง
ใช้ fee
We paid a delivery fee.
พวกเราจ่ายค่าจัดส่ง
The university charges a registration fee.
มหาวิทยาลัยเก็บค่าลงทะเบียน
จำสั้น ๆ ได้ว่า
price = ราคาขาย
cost = ต้นทุน / ค่าใช้จ่าย
fee = ค่าธรรมเนียม / ค่าบริการ
ถ้าเป็นของที่ติดป้ายขาย
ให้คิดถึง price
ถ้าเป็นสิ่งที่ต้องเสียไปเบื้องหลัง
ให้คิดถึง cost
ถ้าเป็นค่าบริการหรือค่าสมัคร
ให้คิดถึง fee
ยังมีอีก 5 เล่มที่ทีมครู Engnow แจกฟรีสรุปภาษาอังกฤษ
ดาวน์โหลดเก็บเป็น PDF ได้เลย
1️⃣ เล่มแรก สรุป 12 Tenses ในภาษาอังกฤษ
2️⃣ ต่อด้วย สรุปการเขียน Email ในภาษาอังกฤษ
3️⃣ 1,099 คำศัพท์ที่เจอในข้อสอบ TOEIC บ่อยที่สุด
4️⃣ 999 คำศัพท์ที่ควรเตรียมไว้สอบ IELTS
5️⃣ Digital Planner ฝึกภาษาอังกฤษ
⭐️ โหลดฟรี ส่งทันทีใน 2-3 นาที
👉 https://rebrand.ly/5ebooks_eng
#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #ฝึกภาษาอังกฤษ #เก่งอังกฤษ #เรียนอังกฤษออนไลน์
06/06/2026
Though, through, thought, thorough
สี่คำนี้หน้าตาคล้ายกันมาก
จนหลายคนเห็นแล้วสมองสะดุดทันที
แต่จริง ๆ แล้วไม่ควรจำจากตัวสะกดอย่างเดียว
ให้จำจากความหมายและหน้าที่ในประโยค
จะเลือกใช้ได้แม่นกว่าเยอะ
though แปลว่า แม้ว่า / แต่ / อย่างไรก็ตาม
ใช้เมื่ออยากพูดถึงความขัดแย้ง
เหมือนกำลังบอกว่า
ถึงจะมีอุปสรรคบางอย่าง
แต่ผลลัพธ์อีกอย่างก็ยังเกิดขึ้น
เช่น
Though it was raining, we went out.
ถึงแม้ฝนจะตก พวกเราก็ออกไปข้างนอก
Though he was nervous, he spoke well.
ถึงแม้เขาจะประหม่า เขาก็พูดได้ดี
ภาพจำของ though คือ
ฝนตกอยู่ แต่เรายังเดินต่อ
มีอุปสรรค แต่ผลลัพธ์ยังเกิดขึ้น
through แปลว่า ผ่าน / ทะลุ / จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง
ใช้เวลาพูดถึงการเคลื่อนที่ผ่านบางสิ่ง
หรือผ่านกระบวนการบางอย่าง
เช่น
The train went through the tunnel.
รถไฟวิ่งผ่านอุโมงค์
We walked through the park.
พวกเราเดินผ่านสวนสาธารณะ
The cat ran through the door.
แมววิ่งผ่านประตูไป
ภาพจำของ through คือ
ลูกศรพุ่งจากข้างหนึ่ง
ผ่านเข้าไป
แล้วออกอีกข้างหนึ่ง
thought ใช้ได้สองแบบหลัก ๆ
แบบแรกคือคำนาม แปลว่า ความคิด
เช่น
That is an interesting thought.
นั่นเป็นความคิดที่น่าสนใจ
แบบที่สองคือรูปอดีตของ think
think แปลว่า คิด
thought แปลว่า คิดว่า / เคยคิดว่า
เช่น
I thought the quiz was today.
ฉันคิดว่าแบบทดสอบคือวันนี้
I thought you were busy.
ฉันคิดว่าคุณยุ่งอยู่
ภาพจำของ thought คือ
หลอดไฟในหัว
หรือความคิดที่เกิดขึ้นในสมอง
thorough แปลว่า ละเอียด / รอบคอบ / ครบถ้วน
มักใช้เป็น adjective เพื่อขยายคำนาม
เช่น
She did a thorough check.
เธอตรวจอย่างละเอียด
We need a thorough review before the exam.
พวกเราต้องทบทวนอย่างละเอียดก่อนสอบ
He gave a thorough explanation.
เขาอธิบายอย่างละเอียด
ภาพจำของ thorough คือ
เช็กลิสต์ที่ตรวจครบทุกช่อง
ไม่มีจุดไหนข้ามไป
Concept ภาพจำ
ลองนึกว่าเรากำลังยืนอยู่ตรงทางแยก 4 ทาง
ทางแรกมีป้าย though
ทางนี้มีฝนตก
มีอุปสรรค
แต่คนยังเดินต่อไป
ถ้าใจความคือ “แม้ว่า...แต่...”
ให้เลือก though
ทางที่สองมีป้าย through
ทางนี้มีอุโมงค์
ประตู
หรือเส้นทางที่ต้องผ่านจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง
ถ้าใจความคือ “ผ่าน / ทะลุ”
ให้เลือก through
ทางที่สามมีป้าย thought
ทางนี้มีหลอดไฟอยู่ในหัว
ถ้าใจความคือ “ความคิด”
หรือ “คิดว่า” ในอดีต
ให้เลือก thought
ทางที่สี่มีป้าย thorough
ทางนี้มีเช็กลิสต์และแว่นขยาย
ถ้าใจความคือ “ละเอียด / รอบคอบ / ตรวจครบ”
ให้เลือก thorough
จำสั้น ๆ แบบภาพได้ว่า
though คือ ฝนตกแต่ยังไปต่อ
through คือ เดินผ่านอุโมงค์
thought คือ ความคิดในหัว
thorough คือ ตรวจละเอียดครบทุกจุด
สรุปจำง่าย
though = แม้ว่า / แต่ / อย่างไรก็ตาม
Though it was raining, we went out.
ถึงแม้ฝนจะตก พวกเราก็ออกไปข้างนอก
through = ผ่าน / ทะลุ / จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง
The train went through the tunnel.
รถไฟวิ่งผ่านอุโมงค์
thought = ความคิด หรือรูปอดีตของ think
I thought the quiz was today.
ฉันคิดว่าแบบทดสอบคือวันนี้
thorough = ละเอียด / รอบคอบ / ครบถ้วน
She did a thorough check.
เธอตรวจอย่างละเอียด
จำง่ายที่สุดคือ
though = contrast
through = pass
thought = idea / past of think
thorough = complete and careful
ถ้าเจอคำหน้าคล้ายกันแบบนี้
อย่าเลือกจากตัวสะกดอย่างเดียว
ให้ถามก่อนว่า
ประโยคนี้ต้องการพูดถึง “แม้ว่า”
“ผ่าน”
“ความคิด”
หรือ “ละเอียดครบถ้วน”
ตอบได้เมื่อไร
เลือกคำได้ทันที
ยังมีอีก 5 เล่มที่ทีมครู Engnow แจกฟรีสรุปภาษาอังกฤษ
ดาวน์โหลดเก็บเป็น PDF ได้เลย
1️⃣ เล่มแรก สรุป 12 Tenses ในภาษาอังกฤษ
2️⃣ ต่อด้วย สรุปการเขียน Email ในภาษาอังกฤษ
3️⃣ 1,099 คำศัพท์ที่เจอในข้อสอบ TOEIC บ่อยที่สุด
4️⃣ 999 คำศัพท์ที่ควรเตรียมไว้สอบ IELTS
5️⃣ Digital Planner ฝึกภาษาอังกฤษ
⭐️ โหลดฟรี ส่งทันทีใน 2-3 นาที
👉 https://rebrand.ly/5ebooks_eng
#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #ฝึกภาษาอังกฤษ #เก่งอังกฤษ #เรียนอังกฤษออนไลน์
05/06/2026
By the time
ไม่ได้แปลว่า “ตามเวลา” แบบตรงตัว
แต่ให้จำว่า
พอถึงเวลานั้น
อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นไปแล้ว
หรือเสร็จไปแล้ว
คำนี้ใช้บ่อยมากเวลาเล่าเหตุการณ์ 2 อย่าง
ที่เกิดไม่พร้อมกัน
เหตุการณ์หนึ่งคือ “จุดเวลาที่เราไปถึง”
อีกเหตุการณ์คือ “สิ่งที่เกิดก่อนจุดเวลานั้น”
ลองดูประโยคนี้
By the time I arrived, the class had started.
แปลว่า
พอฉันไปถึง
ชั้นเรียนก็เริ่มไปแล้ว
เหตุการณ์ที่เกิดก่อนคือ
the class had started
เหตุการณ์ที่เกิดทีหลังคือ
I arrived
ดังนั้น by the time ช่วยบอกว่า
ตอนที่เราไปถึงจุดเวลานั้น
บางอย่างเกิดขึ้นเรียบร้อยแล้ว
ถ้าใช้กับอดีต
รูปที่เจอบ่อยคือ
by the time + Past Simple
แล้วประโยคหลักใช้ Past Perfect
เช่น
By the time I arrived, the bus had left.
พอฉันไปถึง รถบัสก็ออกไปแล้ว
By the time we got to the cinema, the movie had started.
พอพวกเราไปถึงโรงหนัง หนังก็เริ่มไปแล้ว
By the time she called me, I had finished dinner.
พอเธอโทรมา ฉันก็กินข้าวเย็นเสร็จแล้ว
ภาพของประโยคแบบนี้คือ
เรามาถึงจุดเวลา B
แต่เหตุการณ์ A เกิดไปก่อนแล้ว
ถ้าใช้กับอนาคต
รูปที่เจอบ่อยคือ
by the time + Present Simple
แล้วประโยคหลักใช้ Future Perfect
เช่น
By the time you get home, I will have finished my homework.
พอคุณกลับถึงบ้าน ฉันจะทำการบ้านเสร็จแล้ว
By the time you wake up, I will have gone to work.
พอคุณตื่น ฉันคงไปทำงานแล้ว
By the time the semester ends, we will have finished this course.
พอเทอมจบ พวกเราจะเรียนคอร์สนี้จบแล้ว
จุดสำคัญคือ
ในส่วนหลัง by the time ไม่ใช้ will
ไม่พูดว่า
By the time you will get home
แต่พูดว่า
By the time you get home
เพราะประโยคเวลาในอนาคต มักใช้ Present Simple แทน will
Concept ภาพจำ
ให้จำ by the time เป็น “เส้นเวลา 2 เหตุการณ์”
บนเส้นเวลาจะมีเหตุการณ์ A และเหตุการณ์ B
เหตุการณ์ A เกิดก่อน
เหตุการณ์ B คือจุดเวลาที่เราใช้เป็นหลักอ้างอิง
พอถึงเวลา B
เราหันกลับไปมองแล้วพบว่า
A เกิดขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว
ถ้าเป็นอดีต
ให้นึกภาพว่าเราไปถึงโรงหนังตอน 7:30
แต่หนังเริ่มตอน 7:00
ดังนั้นพูดว่า
By the time we got to the cinema, the movie had started.
พอเราไปถึงโรงหนัง
หนังก็เริ่มไปแล้ว
ถ้าเป็นอนาคต
ให้นึกภาพว่าเพื่อนจะกลับถึงบ้านตอน 6 โมง
แต่เราคาดว่าเราจะทำการบ้านเสร็จก่อนหน้านั้น
ดังนั้นพูดว่า
By the time you get home, I will have finished my homework.
พอคุณกลับถึงบ้าน
ฉันจะทำการบ้านเสร็จแล้ว
จำภาพนี้ไว้
By the time = ถึงจุดเวลา B
แต่เหตุการณ์ A เกิดหรือเสร็จไปก่อนแล้ว
สรุปจำง่าย
by the time แปลประมาณว่า
พอถึงเวลานั้น
ใช้เชื่อม 2 เหตุการณ์ที่มีลำดับเวลา
ถ้าพูดถึงอดีต
by the time + Past Simple
ประโยคหลักใช้ Past Perfect
By the time I arrived, the class had started.
พอฉันไปถึง ชั้นเรียนก็เริ่มไปแล้ว
ถ้าพูดถึงอนาคต
by the time + Present Simple
ประโยคหลักใช้ Future Perfect
By the time you get home, I will have finished my homework.
พอคุณกลับถึงบ้าน ฉันจะทำการบ้านเสร็จแล้ว
จำให้แม่นว่า
หลัง by the time ไม่ใช้ will
ไม่ใช้
By the time you will get home
ให้ใช้
By the time you get home
และถ้าตามด้วยเวลาเดี่ยว ๆ ไม่ใช่ประโยค
มักใช้ by เฉย ๆ
by 6 p.m.
ภายใน 6 โมงเย็น
by Monday
ภายในวันจันทร์
แต่ถ้าตามด้วยประโยคเหตุการณ์
ใช้ by the time
By the time you arrive, I will be ready.
พอคุณมาถึง ฉันจะพร้อมแล้ว
ยังมีอีก 5 เล่มที่ทีมครู Engnow แจกฟรีสรุปภาษาอังกฤษ
ดาวน์โหลดเก็บเป็น PDF ได้เลย
1️⃣ เล่มแรก สรุป 12 Tenses ในภาษาอังกฤษ
2️⃣ ต่อด้วย สรุปการเขียน Email ในภาษาอังกฤษ
3️⃣ 1,099 คำศัพท์ที่เจอในข้อสอบ TOEIC บ่อยที่สุด
4️⃣ 999 คำศัพท์ที่ควรเตรียมไว้สอบ IELTS
5️⃣ Digital Planner ฝึกภาษาอังกฤษ
⭐️ โหลดฟรี ส่งทันทีใน 2-3 นาที
👉 https://rebrand.ly/5ebooks_eng
#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #ฝึกภาษาอังกฤษ #เก่งอังกฤษ #เรียนอังกฤษออนไลน์
05/06/2026
หลายคนเห็นคำว่า in English แล้วรีบเลือก in ทันที
แต่ข้อนี้หลอกตรงนั้นเลย
ประโยคคือ
Nida is very good ____ giving presentations in English.
ถ้าเราแปลเร็ว ๆ อาจคิดว่า “ภาษาอังกฤษ” ต้องใช้ in
แต่จริง ๆ คำที่อยู่หลังช่องว่างและสำคัญที่สุดคือ
giving presentations
ซึ่งเป็นกิจกรรมหรือทักษะ
เวลาเราพูดว่าเก่งในการทำอะไร
ภาษาอังกฤษใช้ good at
ดังนั้นต้องเป็น
Nida is very good at giving presentations in English.
แปลว่า นิดาเก่งมากในการพรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษ
good at ใช้เมื่อพูดถึงความสามารถ ทักษะ หรือกิจกรรมที่ทำได้ดี
เช่น
good at speaking English
เก่งในการพูดภาษาอังกฤษ
good at cooking
เก่งทำอาหาร
good at solving problems
เก่งแก้ปัญหา
good at giving presentations
เก่งพรีเซนต์
ส่วน good in ใช้เมื่อพูดถึงบริบทหรือสถานการณ์ที่ทำได้ดีในสภาพแวดล้อมนั้น
เช่น
good in difficult situations
ทำได้ดีในสถานการณ์ยาก ๆ
good in emergencies
ทำได้ดีในสถานการณ์ฉุกเฉิน
good in a team
ทำงานได้ดีในบริบทของทีม
จุดที่ต้องจำคือ อย่ามองคำใกล้ ๆ แล้วตอบทันที
ให้ดูคำหลักหลังช่องว่างก่อน
ในประโยคนี้
giving presentations in English
คำหลักคือ giving presentations
ส่วน in English เป็นแค่รายละเอียดเพิ่มว่า พรีเซนต์เป็นภาษาอังกฤษ
ดังนั้นโครงสร้างหลักยังเป็น
good at + V-ing
good at giving presentations
Concept ภาพจำ
ให้คิดว่า good at คือสนามฝึกทักษะ
ถ้าเป็นสิ่งที่เราทำได้ เก่งได้ ฝึกได้ ให้เดินเข้าประตู good at
พูดภาษาอังกฤษ
ทำอาหาร
พรีเซนต์
แก้ปัญหา
ทั้งหมดนี้เป็น skill หรือ activity
จึงใช้ good at
ส่วน good in คือห้องสถานการณ์
ถ้าเป็นบริบท สภาพแวดล้อม หรือสถานการณ์ที่เราอยู่ข้างใน ให้เดินเข้าประตู good in
in difficult situations
in emergencies
in a team
คืออยู่ในสถานการณ์นั้น แล้วทำได้ดี
สรุปจำง่าย
good at ใช้กับ skill, activity หรือ V-ing
good at speaking English
good at cooking
good at giving presentations
good in ใช้กับ context หรือ situation
good in difficult situations
good in emergencies
good in a team
เวลาเจอข้อสอบ อย่าแปลทั้งประโยคก่อน
ให้ดูคำหลังช่องว่างว่าเป็น “สิ่งที่ทำ” หรือ “สถานการณ์”
ถ้าเป็นสิ่งที่ทำ ใช้ at
ถ้าเป็นสถานการณ์ ใช้ in
ยังมีอีก 5 เล่มที่ทีมครู Engnow แจกฟรีสรุปภาษาอังกฤษ
ดาวน์โหลดเก็บเป็น PDF ได้เลย
1️⃣ เล่มแรก สรุป 12 Tenses ในภาษาอังกฤษ
2️⃣ ต่อด้วย สรุปการเขียน Email ในภาษาอังกฤษ
3️⃣ 1,099 คำศัพท์ที่เจอในข้อสอบ TOEIC บ่อยที่สุด
4️⃣ 999 คำศัพท์ที่ควรเตรียมไว้สอบ IELTS
5️⃣ Digital Planner ฝึกภาษาอังกฤษ
⭐️ โหลดฟรี ส่งทันทีใน 2-3 นาที
👉 https://rebrand.ly/5ebooks_eng
#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #แกรมม่าภาษาอังกฤษ
05/06/2026
Man กับ Men
หน้าตาคล้ายกันมาก
แต่ต่างกันที่จำนวนคน
man ใช้กับผู้ชาย 1 คน
men ใช้กับผู้ชายหลายคน
คำนี้เป็นจุดเล็ก ๆ ที่เด็กไทยพลาดบ่อย
เพราะภาษาไทยพูดว่า “ผู้ชาย” เหมือนกันได้
ผู้ชายหนึ่งคนก็พูดว่า ผู้ชาย
ผู้ชายหลายคนก็ยังพูดว่า ผู้ชาย
แต่ภาษาอังกฤษต้องดูจำนวนก่อน
แล้วค่อยเลือกคำให้ถูก
man คือคำนามเอกพจน์
ใช้เมื่อพูดถึงผู้ชาย 1 คน
เช่น
a man
ผู้ชายคนหนึ่ง
one man
ผู้ชายหนึ่งคน
this man
ผู้ชายคนนี้
A man is waiting outside.
มีผู้ชายคนหนึ่งรออยู่ข้างนอก
This man is my teacher.
ผู้ชายคนนี้คือครูของฉัน
สังเกตว่าเมื่อเป็น man
เรามักใช้กับคำที่บอกความเป็นเอกพจน์ เช่น a, one, this, that
และถ้าเป็นประธาน กริยาก็มักตามแบบเอกพจน์ เช่น is
men คือรูปพหูพจน์ของ man
ใช้เมื่อพูดถึงผู้ชาย 2 คนขึ้นไป
เช่น
two men
ผู้ชายสองคน
many men
ผู้ชายหลายคน
these men
ผู้ชายเหล่านี้
those men
ผู้ชายเหล่านั้น
Three men are waiting outside.
ผู้ชายสามคนกำลังรออยู่ข้างนอก
These men work together.
ผู้ชายเหล่านี้ทำงานด้วยกัน
สังเกตว่า men ใช้กับจำนวนที่มากกว่า 1
และถ้าเป็นประธาน กริยาก็มักตามแบบพหูพจน์ เช่น are, work
ข้อที่ต้องจำให้แม่นคือ
man เปลี่ยนเป็น men
ไม่ได้เติม s
ดังนั้นไม่ใช้ mans
และไม่ใช้ two man
ถ้าจะพูดว่า “ผู้ชายสองคน”
ต้องพูดว่า
two men
ถ้าจะพูดว่า “ผู้ชายเหล่านี้”
ต้องพูดว่า
these men
Concept ภาพจำ
ลองจำเป็นทางแยกสองทาง
ทางซ้ายมีผู้ชายยืนอยู่คนเดียว
ตรงป้ายเขียนว่า man
ถ้านับแล้วมี 1 คน
ให้เดินเข้าทาง man
a man
one man
this man
ทางขวามีผู้ชายยืนอยู่หลายคน
ตรงป้ายเขียนว่า men
ถ้านับแล้วมี 2 คนขึ้นไป
ให้เดินเข้าทาง men
two men
three men
many men
these men
ภาพจำง่าย ๆ คือ
หนึ่งคนยืนเดี่ยว ๆ คือ man
หลายคนยืนเป็นกลุ่มคือ men
ก่อนเลือกคำ
อย่ารีบแปลว่า “ผู้ชาย”
ให้นับก่อนว่า
มี 1 คน
หรือมีมากกว่า 1 คน
สรุปจำง่าย
ถ้าพูดถึงผู้ชาย 1 คน
ใช้ man
a man
ผู้ชายคนหนึ่ง
one man
ผู้ชายหนึ่งคน
this man
ผู้ชายคนนี้
This man is my teacher.
ผู้ชายคนนี้คือครูของฉัน
ถ้าพูดถึงผู้ชายหลายคน
ใช้ men
two men
ผู้ชายสองคน
many men
ผู้ชายหลายคน
these men
ผู้ชายเหล่านี้
These men work together.
ผู้ชายเหล่านี้ทำงานด้วยกัน
จำสั้น ๆ ได้ว่า
1 คน = man
2 คนขึ้นไป = men
และอย่าลืมว่า
man เป็นเอกพจน์
men เป็นพหูพจน์
ไม่ใช้ two man
ไม่ใช้ these man
ต้องใช้
two men
these men
ก่อนใช้คำนี้ ให้ถามตัวเองก่อนว่า
“นับได้กี่คน?”
ถ้า 1 คน เลือก man
ถ้า 2 คนขึ้นไป เลือก men
ยังมีอีก 5 เล่มที่ทีมครู Engnow แจกฟรีสรุปภาษาอังกฤษ
ดาวน์โหลดเก็บเป็น PDF ได้เลย
1️⃣ เล่มแรก สรุป 12 Tenses ในภาษาอังกฤษ
2️⃣ ต่อด้วย สรุปการเขียน Email ในภาษาอังกฤษ
3️⃣ 1,099 คำศัพท์ที่เจอในข้อสอบ TOEIC บ่อยที่สุด
4️⃣ 999 คำศัพท์ที่ควรเตรียมไว้สอบ IELTS
5️⃣ Digital Planner ฝึกภาษาอังกฤษ
⭐️ โหลดฟรี ส่งทันทีใน 2-3 นาที
👉 https://rebrand.ly/5ebooks_eng
#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #ฝึกภาษาอังกฤษ #เก่งอังกฤษ #เรียนอังกฤษออนไลน์
05/06/2026
เห็น verb แล้วอย่าเพิ่งรีบเติม adverb เสมอไป
เพราะใน TOEIC Part 5 มี verb บางกลุ่มที่ไม่ได้บอกการกระทำตรง ๆ
แต่ใช้เชื่อม Subject ไปหาคำที่บอกสภาพหรือลักษณะ
กลุ่มนี้เรียกว่า linking verb
เช่น
look
seem
become
feel
be
sound
smell
stay
remain
หลังคำพวกนี้ ถ้าประโยคกำลังบอกว่า Subject เป็นอย่างไร มักต้องใช้ adjective
ตัวอย่างเช่น
The new office furniture looks comfortable and modern.
looks ในประโยคนี้ไม่ได้แปลว่า “มอง”
แต่แปลว่า “ดูเหมือน / มีลักษณะ”
คำหลัง looks จึงต้องเป็น adjective
comfortable and modern
แปลว่า เฟอร์นิเจอร์สำนักงานใหม่ดูสบายและทันสมัย
ไม่ใช่ comfortably
เพราะ comfortably เป็น adverb ใช้ขยายการกระทำ ไม่ได้ใช้บอกลักษณะของ furniture ในประโยคนี้
อีกตัวอย่างหนึ่ง
The system became stable again.
became เป็น linking verb
stable เป็น adjective บอกว่าสภาพของระบบกลับมาเสถียรอีกครั้ง
ถ้าเห็น became แล้วตามด้วย blank ให้คิดก่อนเลยว่า ช่องว่างอาจต้องการ adjective
คำที่ชอบหลอกมากคือคู่ -ed กับ -ing
เช่น frustrated กับ frustrating
Many customers feel frustrated about the delayed shipment.
customers เป็นคนที่รู้สึก
จึงใช้ frustrated
แปลว่า ลูกค้าหลายคนรู้สึกหงุดหงิดหรือไม่พอใจกับการจัดส่งที่ล่าช้า
แต่ถ้าพูดว่า
The delayed shipment is frustrating.
อันนี้ shipment เป็นสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกหงุดหงิด
จึงใช้ frustrating
จำง่าย ๆ คือ
คนรู้สึก ใช้ -ed
สิ่งที่ทำให้รู้สึก ใช้ -ing
อีกประโยคที่เจอบ่อยคือ
The sales manager seems pleased with the team’s progress.
seems เป็น linking verb
pleased เป็น adjective ที่บอกความรู้สึกของ sales manager
และ pleased with เป็นคู่คำที่ใช้ได้เป็นธรรมชาติ
แปลว่า ผู้จัดการฝ่ายขายดูพอใจกับความคืบหน้าของทีม
แต่ต้องระวังนิดหนึ่ง
คำอย่าง look หรือ feel บางครั้งเป็น action verb ได้
เช่น
Please look carefully at the report.
look ตรงนี้คือการกระทำ “มอง”
carefully จึงเป็น adverb ที่มาขยายการมอง
ดังนั้นอย่าจำว่า look ต้องตามด้วย adjective ทุกครั้ง
ให้ดูความหมายในประโยคก่อนว่าเป็น linking verb หรือ action verb
Concept ภาพจำ
ให้คิดว่า linking verb เป็น “สะพานเชื่อม”
ฝั่งซ้ายคือ Subject
ฝั่งขวาคือ adjective ที่บอกว่า Subject เป็นอย่างไร
The furniture looks comfortable.
furniture เดินข้ามสะพาน looks ไปเจอคำว่า comfortable
ความหมายคือ เฟอร์นิเจอร์ดูสบาย
The system became stable.
system เดินข้ามสะพาน became ไปเจอคำว่า stable
ความหมายคือ ระบบกลายเป็นเสถียร
Many customers feel frustrated.
customers เดินข้ามสะพาน feel ไปเจอคำว่า frustrated
ความหมายคือ ลูกค้ารู้สึกหงุดหงิด
เวลาเจอ look, seem, become, feel ให้ถามก่อนว่า
คำนี้กำลังเชื่อม Subject ไปหาลักษณะหรือความรู้สึกไหม
ถ้าใช่ ให้มองหา adjective
สรุปจำง่าย
Linking verb ใช้เชื่อม Subject กับคำที่บอกสภาพ ลักษณะ หรือความรู้สึก
look, seem, become, feel มักตามด้วย adjective เมื่อใช้บอกว่า Subject เป็นอย่างไร
looks comfortable
became stable
feel frustrated
seems pleased
อย่าเห็น verb แล้วเติม adverb ทันที
ให้ดูหน้าที่ของ verb ก่อน
ถ้าเป็น action verb อาจใช้ adverb
แต่ถ้าเป็น linking verb ให้คิดถึง adjective
ยังมีอีก 5 เล่มที่ทีมครู Engnow แจกฟรีสรุปภาษาอังกฤษ
ดาวน์โหลดเก็บเป็น PDF ได้เลย
1️⃣ เล่มแรก สรุป 12 Tenses ในภาษาอังกฤษ
2️⃣ ต่อด้วย สรุปการเขียน Email ในภาษาอังกฤษ
3️⃣ 1,099 คำศัพท์ที่เจอในข้อสอบ TOEIC บ่อยที่สุด
4️⃣ 999 คำศัพท์ที่ควรเตรียมไว้สอบ IELTS
5️⃣ Digital Planner ฝึกภาษาอังกฤษ
⭐️ โหลดฟรี ส่งทันทีใน 2-3 นาที
👉 https://rebrand.ly/5ebooks_eng
#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #แกรมม่าภาษาอังกฤษ
04/06/2026
Used to กับ Would
ใช้พูดถึงอดีตเหมือนกัน
แต่ไม่ได้ใช้แทนกันได้ทุกครั้ง
หลายคนจำว่า used to แปลว่า “เคย”
แล้ว would ก็แปลว่า “มักจะ” ในอดีต
ก็เลยเผลอใช้สลับกันหมด
แต่จริง ๆ แล้วต้องดูว่า
เรากำลังพูดถึง “สภาพเดิม”
หรือ “การกระทำที่ทำซ้ำ ๆ”
used to ใช้พูดถึงสิ่งที่เคยเป็นจริงในอดีต
แต่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
ใช้ได้ทั้งสภาพ
และพฤติกรรมที่เคยทำซ้ำ ๆ
เช่น
I used to be shy.
ฉันเคยขี้อาย
We used to live near the beach.
พวกเราเคยอยู่ใกล้ทะเล
I used to play football after school.
ฉันเคยเล่นฟุตบอลหลังเลิกเรียน
ประโยคแบบนี้ให้ความรู้สึกว่า
เมื่อก่อนเป็นแบบนั้น
แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว
would ใช้พูดถึงการกระทำที่ทำซ้ำ ๆ ในอดีต
เหมาะกับการเล่าเรื่อง
หรือเล่าความทรงจำในอดีต
เช่น
Every summer, we would visit our grandparents.
ทุกฤดูร้อน พวกเรามักจะไปเยี่ยมปู่ย่าตายาย
When I was little, my dad would read me a story.
ตอนฉันยังเด็ก พ่อมักจะอ่านนิทานให้ฟัง
When I was in school, I would walk to class every day.
ตอนฉันเรียนอยู่ ฉันมักจะเดินไปเข้าห้องเรียนทุกวัน
would ในแบบนี้ฟังเหมือนกำลังเล่าอดีตเป็นภาพซ้ำ ๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นประจำในช่วงเวลานั้น
จุดสำคัญคือ would ใช้กับ action ได้ดี
แต่ไม่ควรใช้กับ state ในความหมาย “เคยเป็น / เคยอยู่ / เคยรู้จัก / เคยชอบ”
เช่น
I used to be shy.
ฉันเคยขี้อาย
ประโยคนี้ถูก
แต่ถ้าพูดว่า
I would be shy.
จะไม่ได้แปลว่า “ฉันเคยขี้อาย” แบบตรง ๆ
และอาจฟังแปลกถ้าจะสื่อเรื่องสภาพเดิมในอดีต
ถ้าจะพูดถึงสภาพเดิม
ให้ใช้ used to ปลอดภัยกว่า
ลองจำแบบนี้
ถ้าพูดถึงสภาพในอดีต
ใช้ used to
I used to be shy.
ฉันเคยขี้อาย
We used to live in Bangkok.
พวกเราเคยอยู่กรุงเทพฯ
She used to have long hair.
เธอเคยผมยาว
ถ้าพูดถึงการกระทำซ้ำ ๆ ในอดีต
ใช้ได้ทั้ง used to และ would
แต่ would มักใช้เมื่อมีบริบทเวลาแล้ว
เช่น when I was young, every summer, every day
When I was young, I would ride my bike every day.
ตอนฉันยังเด็ก ฉันมักจะขี่จักรยานทุกวัน
Every Sunday, we would visit my grandma.
ทุกวันอาทิตย์ พวกเรามักจะไปเยี่ยมคุณยาย
Concept ภาพจำ
ลองนึกภาพถนนความทรงจำ 2 เลน
เลนกว้างคือ used to
เลนนี้วิ่งได้ทั้งสองแบบ
แบบแรกคือสภาพเดิม
เคยขี้อาย
เคยอยู่ใกล้ทะเล
เคยมีผมยาว
เคยชอบอะไรบางอย่าง
แบบที่สองคือพฤติกรรมที่เคยทำซ้ำ ๆ
เคยเล่นฟุตบอลหลังเลิกเรียน
เคยดื่มนมทุกเช้า
เคยเดินไปโรงเรียน
used to เลยเป็นเลนที่กว้างกว่า
เพราะใช้ได้ทั้ง state และ repeated action
อีกเลนคือ would
เลนนี้แคบกว่า
เพราะใช้กับการกระทำซ้ำ ๆ ในอดีตเป็นหลัก
เช่น
ไปเยี่ยมปู่ย่าทุกฤดูร้อน
อ่านนิทานให้ฟังทุกคืน
เดินไปโรงเรียนทุกวัน
เล่นนอกบ้านทุกเย็น
would เหมาะมากเวลาเล่าเรื่องอดีตให้ฟังนุ่มขึ้น
เหมือนกำลังเล่าความทรงจำเป็นภาพซ้ำ ๆ
จำภาพนี้ไว้
used to = เลนกว้าง
would = เลนเล่าเรื่องซ้ำ ๆ
ถ้าเป็น “เคยเป็น / เคยอยู่ / เคยมี / เคยรู้สึก”
ให้เลือก used to
ถ้าเป็น “มักจะทำซ้ำ ๆ ในอดีต”
ใช้ used to หรือ would ก็ได้
แต่ would จะฟังเป็นการเล่าอดีตมากกว่า
สรุปจำง่าย
used to ใช้พูดถึงอดีตที่ตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
ใช้ได้กับ state
I used to be shy.
ฉันเคยขี้อาย
We used to live near the beach.
พวกเราเคยอยู่ใกล้ทะเล
ใช้ได้กับ repeated actions
I used to play football after school.
ฉันเคยเล่นฟุตบอลหลังเลิกเรียน
would ใช้กับ repeated actions ในอดีต
Every summer, we would visit our grandparents.
ทุกฤดูร้อน พวกเรามักจะไปเยี่ยมปู่ย่าตายาย
When I was little, my dad would read me a story.
ตอนฉันยังเด็ก พ่อมักจะอ่านนิทานให้ฟัง
จำสั้น ๆ ได้ว่า
used to = สภาพเดิม + พฤติกรรมซ้ำ ๆ ในอดีต
would = พฤติกรรมซ้ำ ๆ ในอดีตเท่านั้น
ถ้าพูดถึง state verbs เช่น be, live, know, like
ให้ใช้ used to ก่อน
ถ้ากำลังเล่า action ซ้ำ ๆ ในอดีต
would ใช้ได้ดีมาก
ยังมีอีก 5 เล่มที่ทีมครู Engnow แจกฟรีสรุปภาษาอังกฤษ
ดาวน์โหลดเก็บเป็น PDF ได้เลย
1️⃣ เล่มแรก สรุป 12 Tenses ในภาษาอังกฤษ
2️⃣ ต่อด้วย สรุปการเขียน Email ในภาษาอังกฤษ
3️⃣ 1,099 คำศัพท์ที่เจอในข้อสอบ TOEIC บ่อยที่สุด
4️⃣ 999 คำศัพท์ที่ควรเตรียมไว้สอบ IELTS
5️⃣ Digital Planner ฝึกภาษาอังกฤษ
⭐️ โหลดฟรี ส่งทันทีใน 2-3 นาที
👉 https://rebrand.ly/5ebooks_eng
#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #ฝึกภาษาอังกฤษ #เก่งอังกฤษ #เรียนอังกฤษออนไลน์
30/05/2026
During กับ For แปลไทยแล้วคล้ายกันมาก
หลายคนเลยจำว่าแปลว่า “ระหว่าง” หรือ “เป็นเวลา” แล้วเลือกจากความรู้สึก
แต่ใน TOEIC ถ้าอยากตอบให้แม่น ต้องดูคำหลังช่องว่างก่อน
เพราะ during กับ for ใช้กับข้อมูลคนละแบบ
during ใช้กับเหตุการณ์หรือกิจกรรม
เช่น
during the meeting
during the conference
during lunch
during the break
คำหลัง during มักเป็นชื่อเหตุการณ์ ช่วงกิจกรรม หรือสถานการณ์หนึ่ง
ไม่ได้บอกว่า “นานเท่าไหร่” แบบตรง ๆ
แต่บอกว่า สิ่งนั้นเกิดขึ้น “ในช่วงเหตุการณ์นั้น”
for ใช้กับระยะเวลา
เช่น
for three days
for two weeks
for an hour
for a long time
คำหลัง for มักตอบคำถามว่า “นานแค่ไหน”
ถ้าเห็นตัวเลขบวกหน่วยเวลา ให้คิดถึง for ไว้ก่อน
ลองดูประโยคนี้
The manager stayed in Singapore during the three-day conference.
หลายคนเห็น three-day แล้วรีบคิดว่าเป็นระยะเวลา
แต่คำหลักจริง ๆ คือ conference
conference คือการประชุม เป็นเหตุการณ์
three-day เป็นแค่คำขยายว่า การประชุมนั้นกินเวลา 3 วัน
ดังนั้นต้องใช้ during
during the three-day conference
แปลว่า ในช่วงการประชุม 3 วันนั้น
แต่ถ้าประโยคเป็น
The manager stayed in Singapore for three days.
แบบนี้ใช้ for
เพราะ three days คือระยะเวลา
ตอบคำถามว่า อยู่นานเท่าไหร่
จุดที่ต้องจำคือ during ไม่ได้ตอบว่า “นานเท่าไหร่”
during ตอบว่า “อยู่ในช่วงเหตุการณ์อะไร”
ส่วน for ตอบว่า “เป็นระยะเวลานานแค่ไหน”
ถ้าแยกคำถามนี้ได้ ข้อสอบจะง่ายขึ้นมาก
อีกคำที่มักมาเป็นตัวลวงคือ while
while มักตามด้วยประโยคที่มี Subject + Verb
เช่น
while he was attending the conference
แต่ถ้าเป็น noun phrase อย่าง the conference เฉย ๆ
ให้ใช้ during the conference
ไม่ใช่ while the conference ในบริบททั่วไป
Concept ภาพจำ
ให้คิดว่า during คือ “กรอบเหตุการณ์”
เหมือนเราวางเหตุการณ์ใหญ่ไว้หนึ่งกรอบ
the meeting
the conference
the break
แล้วบอกว่าสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นในกรอบนั้น
during the conference
คือเกิดขึ้นในช่วงกรอบเหตุการณ์ที่ชื่อว่า conference
ส่วน for คือ “ไม้บรรทัดเวลา”
มันเอาไว้วัดความยาวของเวลา
three days
two weeks
an hour
a long time
ถ้าประโยคกำลังถามว่าอยู่นานเท่าไหร่ ทำงานนานเท่าไหร่ รอนานเท่าไหร่
ให้หยิบ for มาใช้
สรุปจำง่าย
during ใช้กับเหตุการณ์หรือกิจกรรม
during the meeting
during the conference
during the break
for ใช้กับระยะเวลา
for three days
for two weeks
for an hour
ถ้าเห็นชื่อเหตุการณ์ ให้คิดถึง during
ถ้าเห็นตัวเลขบวกหน่วยเวลา ให้คิดถึง for
และอย่าหลงคำขยายอย่าง three-day เพราะใน three-day conference คำหลักคือ conference ไม่ใช่ three days
ยังมีอีก 5 เล่มที่ทีมครู Engnow แจกฟรีสรุปภาษาอังกฤษ
ดาวน์โหลดเก็บเป็น PDF ได้เลย
1️⃣ เล่มแรก สรุป 12 Tenses ในภาษาอังกฤษ
2️⃣ ต่อด้วย สรุปการเขียน Email ในภาษาอังกฤษ
3️⃣ 1,099 คำศัพท์ที่เจอในข้อสอบ TOEIC บ่อยที่สุด
4️⃣ 999 คำศัพท์ที่ควรเตรียมไว้สอบ IELTS
5️⃣ Digital Planner ฝึกภาษาอังกฤษ
⭐️ โหลดฟรี ส่งทันทีใน 2-3 นาที
👉 https://rebrand.ly/5ebooks_eng
#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #แกรมม่าภาษาอังกฤษ
30/05/2026
Too กับ Enough เป็นคู่ที่เด็กเจอบ่อยมากใน TOEIC
แปลไทยดูเหมือนง่าย
too = มากเกินไป
enough = พอ / เพียงพอ
แต่ตอนทำข้อสอบจริง หลายคนพลาดเพราะจำความหมายได้ แต่จำตำแหน่งคำไม่ได้
too มักวางหน้า adjective หรือ adverb
โครงสร้างที่เจอบ่อยคือ
too + adjective + to V
เช่น
The box is too heavy for one person to carry safely.
กล่องนี้หนักเกินไปที่คนคนเดียวจะยกได้อย่างปลอดภัย
too heavy = หนักเกินไป
และหลังจากนั้นตามด้วย to carry เพื่อบอกว่า “เกินไปที่จะทำอะไร”
ส่วน enough ต้องดูให้ดีว่าอยู่กับคำชนิดไหน
ถ้า enough อยู่กับ noun จะวางหน้า noun
เช่น
enough time
enough money
enough information
ตัวอย่างเช่น
We do not have enough time to review all the documents before the meeting.
เราไม่มีเวลาพอที่จะตรวจเอกสารทั้งหมดก่อนการประชุม
ตรงนี้ time เป็น noun
ดังนั้น enough ต้องวางหน้า time
แต่ถ้า enough อยู่กับ adjective หรือ adverb จะวางหลังคำนั้น
เช่น
large enough
fast enough
quickly enough
ตัวอย่างเช่น
The conference room is not large enough to seat all 50 participants.
ห้องประชุมใหญ่ไม่พอที่จะรองรับผู้เข้าร่วมทั้ง 50 คน
large เป็น adjective
ดังนั้น enough ต้องวางหลัง large
จุดที่ต้องระวังคือ too ไม่ได้แปลว่า “มาก” เฉย ๆ แบบ very
too มักมีความหมายว่า “เกินไป” จนเกิดปัญหา หรือทำบางอย่างไม่ได้
This task is very difficult.
แปลว่า งานนี้ยากมาก
แต่
This task is too difficult to finish today.
แปลว่า งานนี้ยากเกินไปที่จะทำให้เสร็จวันนี้
ความหมายหนักกว่า และมีผลตามมา
Concept ภาพจำ
ให้คิดว่า too กับ enough เป็นเครื่องวัดระดับน้ำในแก้ว
ถ้าน้ำล้นแก้ว คือ too
มากเกินไปจนเกินพอดี
too heavy to carry
หนักเกินไปที่จะยก
too expensive to buy
แพงเกินไปที่จะซื้อ
ถ้าน้ำอยู่ในระดับพอดี คือ enough
พอสำหรับทำบางอย่างได้
old enough to drive
โตพอที่จะขับรถได้
large enough to seat 50 people
ใหญ่พอที่จะรองรับ 50 คน
enough time to finish
เวลาพอที่จะทำให้เสร็จ
จำตำแหน่งให้แม่น
too อยู่ข้างหน้า adjective หรือ adverb
enough อยู่ข้างหน้า noun
แต่ enough อยู่ข้างหลัง adjective หรือ adverb
สรุปจำง่าย
too แปลว่า มากเกินไป
ใช้โครงสร้าง too + adjective/adverb + to V
เช่น too heavy to carry
enough แปลว่า พอ / เพียงพอ
ถ้าอยู่กับ noun ให้วางหน้า noun
เช่น enough time
ถ้าอยู่กับ adjective หรือ adverb ให้วางหลังคำนั้น
เช่น large enough, quickly enough
ถ้าเจอ not + adjective + enough + to V
ให้แปลว่า “ไม่...พอที่จะทำ”
เช่น not large enough to seat all participants
ก่อนตอบให้ดูสองอย่าง
คำที่อยู่รอบ blank เป็น noun หรือ adjective
และประโยคต้องการความหมายว่า “เกินไป” หรือ “พอ”
ยังมีอีก 5 เล่มที่ทีมครู Engnow แจกฟรีสรุปภาษาอังกฤษ
ดาวน์โหลดเก็บเป็น PDF ได้เลย
1️⃣ เล่มแรก สรุป 12 Tenses ในภาษาอังกฤษ
2️⃣ ต่อด้วย สรุปการเขียน Email ในภาษาอังกฤษ
3️⃣ 1,099 คำศัพท์ที่เจอในข้อสอบ TOEIC บ่อยที่สุด
4️⃣ 999 คำศัพท์ที่ควรเตรียมไว้สอบ IELTS
5️⃣ Digital Planner ฝึกภาษาอังกฤษ
⭐️ โหลดฟรี ส่งทันทีใน 2-3 นาที
👉 https://rebrand.ly/5ebooks_eng
#เรียนภาษาอังกฤษ #ภาษาอังกฤษ #แกรมม่าภาษาอังกฤษ