Kid Mai by Dr.Mai

Kid Mai by Dr.Mai

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก Kid Mai by Dr.Mai, การศึกษา, 1191 ซออารีย์1 ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท, Bangkok.

ดร.วีรณัฐ โรจนประภา นักเชื่อมโยงองค์ความรู้ ผู้เชี่ยวชาญด้าน ESG SDGs IDGs ที่นำธรรมะ ธุรกิจ และเทคโนโลยีมาผสานเพื่อส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน ได้รับการยกย่องเป็นนักบริหารผู้สร้างสรรค์ของประเทศ มีผลงานจริงที่ถูกนำเสนอกว่า 100+ สื่อ จาก 40+ ประเทศทั่วโลก

23/04/2026

Scope 3 ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงภาระของการทำตัวเลขในรายงาน แต่คือ “เข็มทิศเชิงกลยุทธ์” ที่กำหนดทิศทางอนาคตของธุรกิจอย่างแท้จริง

เพราะทุกกิจกรรมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำล้วนเชื่อมโยงกันเป็นระบบเดียว องค์กรที่เข้าใจและบริหาร Scope 3 อย่างลึกซึ้ง จะสามารถบูรณาการห่วงโซ่คุณค่า สร้างความร่วมมือกับคู่ค้า และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันได้ในระยะยาว

ในยุคที่ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด Scope 3 จึงไม่ใช่แค่สิ่งที่ต้อง “รายงาน” แต่คือสิ่งที่ต้อง “นำทาง” เพื่อพาธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนไปพร้อมกับโลกทั้งใบ




ปวดหัวกับการทำ Scope 3 อยู่หรือเปล่า ?

❌ ตัวเลขไม่ชัด
❌ ข้อมูลไม่ครบ
❌ ซัพพลายเออร์ไม่ให้ความร่วมมือ

เครียดกับการหา Carbon Footprint
แต่ยิ่งทำ…ยิ่งไม่มั่นใจว่าถูกหรือเปล่า



เมื่อวันหนึ่งลูกค้ารายใหญ่ถามขึ้นมาว่า
“มีค่า CFP ไหม?”
คำถามเดียว
ที่ทำให้ทั้งองค์กรหยุดชะงักทันที

เพราะความจริงคือคาร์บอนกว่า 90% ขององค์กรไม่ได้อยู่ในบริษัทคุณ แต่อยู่ใน Value Chain ทั้งหมด และนั่นทำให้คุณต้อทำ “Scope 3” เพื่อหาตัวเลขที่ยากที่สุดนี้ไปตอบลูกค้า

และวันนี้มันไม่ใช่ “เรื่องที่เลือกทำได้”
แต่มันคือ “เรื่องที่ต้องทำ”
เพราะกำลังจะกลายเป็นข้อบังคับ

รวมถึงแรงกดดันจากลูกค้า นักลงทุน
และสถาบันการเงินที่ใช้ Scope 3
เป็นตัวชี้วัดในการให้ Green Loan และ ESG Rating



ไม่ทำ = เสี่ยงเสียโอกาสทางธุรกิจ
ไม่เข้าใจ = เสี่ยงทำผิด




หลักสูตรนี้ช่วยคุณได้
Scope 3 Demystified
เข้าใจง่าย เปลี่ยนคาร์บอนเป็นความได้เปรียบ

คลาสนี้ช่วยคุณยังไง?
✅ คุณจะได้ “Simplify เรื่องที่ซับซ้อนที่สุด”
✅ เข้าใจ Scope 3 ทั้ง 15 หมวด
✅ เห็นภาพตั้งแต่ต้นน้ำ → ปลายน้ำ
✅ แบบประเมิน (Assessment Template)



และมากกว่าการทำตัวเลข
คือการได้ “กลยุทธ์ Scope 3“
ที่ไม่ใช่แค่การรายงาน
แต่มันคือเครื่องมือสร้างความได้เปรียบ



คุณจะได้เรียนรู้ว่าจะใช้ข้อมูลคาร์บอน
ไปปรับ Supply Chain ยังไง
จะลดต้นทุน + ลดความเสี่ยงพร้อมกันได้อย่างไร

และจะเปลี่ยน ESG ให้กลายเป็น “Business Advantage”
ไม่ใช่ “Compliance Cost” ได้อย่างไร

เพิ่มความมั่นใจด้วยผู้สอนที่เข้าใจทั้ง
“มาตรฐาน” และ “ธุรกิจ”




บรรยายโดย ดร. วีรณัฐ โรจนประภา
(Dr. Veeranut Rojanaprapa)

GRI Certified Sustainability Professional



Scope 3 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม
แต่มันคือ ตัวกำหนดความสามารถ
ในการแข่งขันของธุรกิจ ในอนาคต
ครึ่งวันที่จะเปลี่ยนความสับสน
ให้กลายเป็นความสบายใจ

26 MAY 26
13.30 - 16.00

ค่าลงทะเบียนเพียง 2,490 บาทเท่านั้น

📍รายละเอียดใต้โพสต์

23/04/2026

เราไม่อาจสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ได้เพียงลำพัง ในโลกธุรกิจที่ทุกการตัดสินใจเชื่อมโยงถึงกันทั้งระบบ “Scope 3” จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการวัดคาร์บอน แต่คือบททดสอบความเป็นผู้นำในการรวมพลังและขับเคลื่อนทั้งห่วงโซ่คุณค่าไปพร้อมกัน

องค์กรที่มองเห็นความสำคัญของซัพพลายเออร์ต้นน้ำ ไม่เพียงลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ยังสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน เมื่อความร่วมมือเกิดขึ้นจริง การเปลี่ยนผ่านจึงไม่ใช่ภาระของใครคนหนึ่ง แต่กลายเป็นก้าวย่างร่วมกันของทุกภาคส่วน ที่นำพาองค์กร สังคม และโลกไปข้างหน้าอย่างมีความหมาย




ปวดหัวกับการทำ Scope 3 อยู่หรือเปล่า ?

❌ ตัวเลขไม่ชัด
❌ ข้อมูลไม่ครบ
❌ ซัพพลายเออร์ไม่ให้ความร่วมมือ

เครียดกับการหา Carbon Footprint
แต่ยิ่งทำ…ยิ่งไม่มั่นใจว่าถูกหรือเปล่า



เมื่อวันหนึ่งลูกค้ารายใหญ่ถามขึ้นมาว่า
“มีค่า CFP ไหม?”
คำถามเดียว
ที่ทำให้ทั้งองค์กรหยุดชะงักทันที

เพราะความจริงคือคาร์บอนกว่า 90% ขององค์กรไม่ได้อยู่ในบริษัทคุณ แต่อยู่ใน Value Chain ทั้งหมด และนั่นทำให้คุณต้อทำ “Scope 3” เพื่อหาตัวเลขที่ยากที่สุดนี้ไปตอบลูกค้า

และวันนี้มันไม่ใช่ “เรื่องที่เลือกทำได้”
แต่มันคือ “เรื่องที่ต้องทำ”
เพราะกำลังจะกลายเป็นข้อบังคับ

รวมถึงแรงกดดันจากลูกค้า นักลงทุน
และสถาบันการเงินที่ใช้ Scope 3
เป็นตัวชี้วัดในการให้ Green Loan และ ESG Rating



ไม่ทำ = เสี่ยงเสียโอกาสทางธุรกิจ
ไม่เข้าใจ = เสี่ยงทำผิด




หลักสูตรนี้ช่วยคุณได้
Scope 3 Demystified
เข้าใจง่าย เปลี่ยนคาร์บอนเป็นความได้เปรียบ

คลาสนี้ช่วยคุณยังไง?
✅ คุณจะได้ “Simplify เรื่องที่ซับซ้อนที่สุด”
✅ เข้าใจ Scope 3 ทั้ง 15 หมวด
✅ เห็นภาพตั้งแต่ต้นน้ำ → ปลายน้ำ
✅ แบบประเมิน (Assessment Template)



และมากกว่าการทำตัวเลข
คือการได้ “กลยุทธ์ Scope 3“
ที่ไม่ใช่แค่การรายงาน
แต่มันคือเครื่องมือสร้างความได้เปรียบ



คุณจะได้เรียนรู้ว่าจะใช้ข้อมูลคาร์บอน
ไปปรับ Supply Chain ยังไง
จะลดต้นทุน + ลดความเสี่ยงพร้อมกันได้อย่างไร

และจะเปลี่ยน ESG ให้กลายเป็น “Business Advantage”
ไม่ใช่ “Compliance Cost” ได้อย่างไร

เพิ่มความมั่นใจด้วยผู้สอนที่เข้าใจทั้ง
“มาตรฐาน” และ “ธุรกิจ”




บรรยายโดย ดร. วีรณัฐ โรจนประภา
(Dr. Veeranut Rojanaprapa)

GRI Certified Sustainability Professional



Scope 3 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม
แต่มันคือ ตัวกำหนดความสามารถ
ในการแข่งขันของธุรกิจ ในอนาคต
ครึ่งวันที่จะเปลี่ยนความสับสน
ให้กลายเป็นความสบายใจ

26 MAY 26
13.30 - 16.00

ค่าลงทะเบียนเพียง 2,490 บาทเท่านั้น

สมัครด่วน ก่อนเต็ม
https://scope3sales-ktavr8s8.manus.space/

23/04/2026

คาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่แท้จริงขององค์กรไม่ได้หยุดอยู่เพียงภายในกำแพงบริษัท แต่แผ่ขยายไปตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่วัตถุดิบต้นน้ำ การผลิต การขนส่ง ไปจนถึงการใช้งานและการจัดการปลายทางของผลิตภัณฑ์

สิ่งที่เรียกว่า Scope 3 จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขในรายงานความยั่งยืน แต่เป็นภาพสะท้อนความรับผิดชอบที่องค์กรมีต่อระบบนิเวศทางธุรกิจทั้งหมด การบริหารจัดการ Scope 3 อย่างจริงจัง คือการยกระดับบทบาทจาก “ผู้ดำเนินธุรกิจ” สู่ “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ที่สามารถเชื่อมโยงและขับเคลื่อนพันธมิตรทั้งระบบให้ก้าวไปข้างหน้าร่วมกัน

ในโลกเศรษฐกิจใหม่ที่ความยั่งยืนคือเงื่อนไขของการอยู่รอด องค์กรที่มองเห็น Scope 3 เป็นเข็มทิศเชิงกลยุทธ์ จะเป็นผู้ที่ไม่เพียงแค่แข่งขันได้ แต่ยังสร้างคุณค่าให้กับทุกชีวิตในระยะยาวได้อย่างแท้จริง




ปวดหัวกับการทำ Scope 3 อยู่หรือเปล่า ?

❌ ตัวเลขไม่ชัด
❌ ข้อมูลไม่ครบ
❌ ซัพพลายเออร์ไม่ให้ความร่วมมือ

เครียดกับการหา Carbon Footprint
แต่ยิ่งทำ…ยิ่งไม่มั่นใจว่าถูกหรือเปล่า



เมื่อวันหนึ่งลูกค้ารายใหญ่ถามขึ้นมาว่า
“มีค่า CFP ไหม?”
คำถามเดียว
ที่ทำให้ทั้งองค์กรหยุดชะงักทันที

เพราะความจริงคือคาร์บอนกว่า 90% ขององค์กรไม่ได้อยู่ในบริษัทคุณ แต่อยู่ใน Value Chain ทั้งหมด และนั่นทำให้คุณต้อทำ “Scope 3” เพื่อหาตัวเลขที่ยากที่สุดนี้ไปตอบลูกค้า

และวันนี้มันไม่ใช่ “เรื่องที่เลือกทำได้”
แต่มันคือ “เรื่องที่ต้องทำ”
เพราะกำลังจะกลายเป็นข้อบังคับ

รวมถึงแรงกดดันจากลูกค้า นักลงทุน
และสถาบันการเงินที่ใช้ Scope 3
เป็นตัวชี้วัดในการให้ Green Loan และ ESG Rating



ไม่ทำ = เสี่ยงเสียโอกาสทางธุรกิจ
ไม่เข้าใจ = เสี่ยงทำผิด




หลักสูตรนี้ช่วยคุณได้
Scope 3 Demystified
เข้าใจง่าย เปลี่ยนคาร์บอนเป็นความได้เปรียบ

คลาสนี้ช่วยคุณยังไง?
✅ คุณจะได้ “Simplify เรื่องที่ซับซ้อนที่สุด”
✅ เข้าใจ Scope 3 ทั้ง 15 หมวด
✅ เห็นภาพตั้งแต่ต้นน้ำ → ปลายน้ำ
✅ แบบประเมิน (Assessment Template)



และมากกว่าการทำตัวเลข
คือการได้ “กลยุทธ์ Scope 3“
ที่ไม่ใช่แค่การรายงาน
แต่มันคือเครื่องมือสร้างความได้เปรียบ



คุณจะได้เรียนรู้ว่าจะใช้ข้อมูลคาร์บอน
ไปปรับ Supply Chain ยังไง
จะลดต้นทุน + ลดความเสี่ยงพร้อมกันได้อย่างไร

และจะเปลี่ยน ESG ให้กลายเป็น “Business Advantage”
ไม่ใช่ “Compliance Cost” ได้อย่างไร

เพิ่มความมั่นใจด้วยผู้สอนที่เข้าใจทั้ง
“มาตรฐาน” และ “ธุรกิจ”




บรรยายโดย ดร. วีรณัฐ โรจนประภา
(Dr. Veeranut Rojanaprapa)

GRI Certified Sustainability Professional



Scope 3 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม
แต่มันคือ ตัวกำหนดความสามารถ
ในการแข่งขันของธุรกิจ ในอนาคต
ครึ่งวันที่จะเปลี่ยนความสับสน
ให้กลายเป็นความสบายใจ

26 MAY 26
13.30 - 16.00

ค่าลงทะเบียนเพียง 2,490 บาทเท่านั้น

สมัครด่วน ก่อนเต็ม
https://scope3sales-ktavr8s8.manus.space/

23/04/2026

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประเด็นเรื่องก๊าซเรือนกระจกได้ขยับจากเรื่องไกลตัวมาเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ หลายแห่งเริ่มตั้งเป้าลดคาร์บอนในกระบวนการของตัวเองได้ดีแล้ว แต่เมื่อมองลึกลงไปกลับพบว่า “ของจริง” ยังซ่อนอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน หรือที่เรียกว่า Scope 3 ซึ่งเป็นส่วนที่มองไม่เห็น ควบคุมไม่ได้โดยตรง และซับซ้อนที่สุด การจะเริ่มต้นในพื้นที่นี้จึงไม่ต่างจากการก้าวเข้าไปในพื้นที่ที่ยังไม่มีแผนที่ชัดเจน ต้องอาศัยทั้งความเข้าใจ ความกล้า และกรอบคิดที่ถูกต้อง




สำหรับมือใหม่ ความท้าทายไม่ได้อยู่ที่การตั้งเป้าหมายให้ยิ่งใหญ่ แต่อยู่ที่การตั้งเป้าหมายให้ตรงความจริง เพราะหากเริ่มต้นผิดตั้งแต่ต้น ต่อให้ตัวเลขดูสวยงามเพียงใด ก็อาจเป็นเพียงภาพลวงที่ไม่สามารถพาองค์กรไปสู่ความยั่งยืนได้จริง เหมือนกับการวัดผลที่หากไม่เข้าใจแก่น ก็อาจกลายเป็นเพียงการวัดเพื่อให้ผ่าน มากกว่าการวัดเพื่อพัฒนา

การตั้งเป้าหมาย Scope 3 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขหรือมาตรฐาน แต่คือการเรียนรู้ที่จะมององค์กรทั้งระบบ เห็นความเชื่อมโยงระหว่างตัวเองกับคู่ค้า ซัพพลายเออร์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด เมื่อมองเห็นเช่นนี้แล้ว การตั้งเป้าหมายจะไม่ใช่แค่ภารกิจ แต่จะกลายเป็น “ทิศทาง” ที่พาองค์กรค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบธุรกิจที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง




สำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นตั้งเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 3 (Scope 3) หรือการปล่อยก๊าซในห่วงโซ่อุปทาน ตามมาตรฐาน GRI 102: Climate Change 2025 สามารถแบ่งแนวทางออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ๆ พร้อมเงื่อนไขสำคัญที่ต้องปฏิบัติตามดังนี้

รูปแบบการตั้งเป้าหมาย 3 แนวทาง



1. การตั้งเป้าหมายลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยรวม (Absolute GHG Emissions Reduction Targets) เป็นการตั้งเป้าหมายเพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซสุทธิ โดยกำหนดกรอบเวลาให้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น (เช่น 1-5 ปี) หรือระยะยาว (เช่น ภายในปี 2050)

ตัวอย่าง: ตั้งเป้าลดก๊าซคาร์บอนจากการซื้อสินค้าและบริการ หรือการขนส่งต้นน้ำ ให้ได้ 20% ภายในปีที่กำหนด เมื่อเทียบกับปีฐาน (Base year)



2. การตั้งเป้าหมายเชิงความเข้มข้น (Intensity Targets) เป็นการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซต่อ "หน่วยของกิจกรรม" ซึ่งสามารถทำควบคู่ไปกับการลดปริมาณรวมได้

ตัวอย่าง: ลดปริมาณการปล่อยก๊าซต่อจำนวนชิ้นส่วนสินค้าที่ซื้อเข้ามา หรือต่อรายได้ทุกๆ 1 ล้านยูโร



3. การตั้งเป้าหมายด้านความร่วมมือกับซัพพลายเออร์ (Engagement Targets) เนื่องจาก Scope 3 เกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก การร่วมมือจึงสำคัญมาก องค์กรสามารถตั้งเป้าหมายเพื่อผลักดันให้คู่ค้าลดคาร์บอนในกระบวนการของพวกเขาเอง รวมถึงตั้งเป้าเพื่อทยอยยกเลิก (Phase out) การใช้วัสดุจากซัพพลายเออร์ที่มีส่วนประกอบของเชื้อเพลิงฟอสซิล




เงื่อนไขสำคัญที่มือใหม่ต้องระวัง (ตามมาตรฐาน GRI 102) เพื่อให้การตั้งเป้าหมายเป็นไปอย่างถูกต้องและโปร่งใส องค์กรต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเหล่านี้

ต้องระบุขอบเขตอย่างโปร่งใส: กิจกรรมใน Scope 3 มีทั้งหมด 15 หมวดหมู่ องค์กรต้องระบุชัดเจนว่าเป้าหมายครอบคลุมหมวดหมู่ใดบ้าง หากยังไม่ครอบคลุมทั้งหมด ต้องรายงานว่าครอบคลุมคิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ และต้องอธิบายเหตุผลรวมถึงแผนที่จะนำหมวดหมู่ที่เหลือมารวมในอนาคต

ห้ามใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อบรรลุเป้าหมาย: ในการประเมินว่าองค์กรลดก๊าซได้ตามเป้าหรือไม่ ห้ามนำคาร์บอนเครดิต การดูดกลับก๊าซ (GHG removals) หรือการหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซ (Avoided emissions) มาหักลบเด็ดขาด

ต้องอิงหลักวิทยาศาสตร์: เป้าหมายในทุกระยะเวลาจะต้องสามารถอธิบายได้ว่า สอดคล้องกับแนวทางวิทยาศาสตร์ที่มุ่งจำกัดอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียสอย่างไร



สรุปคือ สำหรับมือใหม่ ควรเริ่มจากการเลือกหมวดหมู่ในห่วงโซ่อุปทานที่องค์กรมีข้อมูลหรือมีผลกระทบเยอะที่สุดก่อน จากนั้นเลือกรูปแบบการตั้งเป้าหมายที่เหมาะสม และที่สำคัญคือต้องรายงานอย่างโปร่งใสและไม่พึ่งพาคาร์บอนเครดิต




Scope 3: คาร์บอนที่ซ่อนอยู่ใน Supply Chain

หลายองค์กรเริ่มทำ Carbon Footprint
แต่เมื่อถึง Scope 3 กลับพบว่ามันซับซ้อนที่สุด
เพราะคาร์บอนไม่ได้อยู่แค่ในโรงงานของเรา

แต่มาจาก Supplier, Logistics, การใช้สินค้า
และ Value Chain ทั้งหมด



ความจริงที่หลายองค์กรยังไม่รู้คือ
70–90% ของการปล่อยคาร์บอนขององค์ก
อยู่ใน Scope 3

หากยังไม่เข้าใจ Scope 3
การตั้งเป้า Net Zero หรือ ESG Strategy
อาจกลายเป็นเพียงตัวเลขบนรายงาน



ใน Session พิเศษนี้ ดร.ใหม่ จะพาคุณเข้าใจ

🔸 Scope 3 คืออะไร และทำไมจึงเป็นโจทย์ใหญ่ขององค์กร
🔸 15 Categories ของ Scope 3 ตามมาตรฐาน GHG Protocol
🔸 ทำไมบริษัทใหญ่ทั่วโลกเริ่มขอข้อมูล Carbon จาก Supplier
🔸 แนวทางบริหาร **Value Chain Emissions** ที่องค์กรต้องเตรียมตัว

เหมาะสำหรับ
ผู้บริหาร / ESG Team / Supply Chain / Procurement / Strategy



📅 วันที่ 26 พฤษภาคม
⏰ เวลา 13.30 – 16.00 น.
TLMS BTS Aree

ค่าลงทะเบียน 2,490 บาท

ดำเนินการอบรมโดย
ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (Dr. Mai)

-GRI Certified Sustainability Professional
-Harvard Business School Online — Sustainable Business Strategy
-Scope 3 Emissions Reporting – GRI Academy
-Integrating the SDGs into SustainabilitybReporting - GRI Academy
-Reporting on Human Rigth with the GRI Standard - GRI Academy

23/04/2026

ปวดหัวกับการทำ Scope 3 อยู่หรือเปล่า ?

❌ ตัวเลขไม่ชัด
❌ ข้อมูลไม่ครบ
❌ ซัพพลายเออร์ไม่ให้ความร่วมมือ

เครียดกับการหา Carbon Footprint
แต่ยิ่งทำ…ยิ่งไม่มั่นใจว่าถูกหรือเปล่า



เมื่อวันหนึ่งลูกค้ารายใหญ่ถามขึ้นมาว่า
“มีค่า CFP ไหม?”
คำถามเดียว
ที่ทำให้ทั้งองค์กรหยุดชะงักทันที

เพราะความจริงคือคาร์บอนกว่า 90% ขององค์กรไม่ได้อยู่ในบริษัทคุณ แต่อยู่ใน Value Chain ทั้งหมด และนั่นทำให้คุณต้อทำ “Scope 3” เพื่อหาตัวเลขที่ยากที่สุดนี้ไปตอบลูกค้า

และวันนี้มันไม่ใช่ “เรื่องที่เลือกทำได้”
แต่มันคือ “เรื่องที่ต้องทำ”
เพราะกำลังจะกลายเป็นข้อบังคับ

รวมถึงแรงกดดันจากลูกค้า นักลงทุน
และสถาบันการเงินที่ใช้ Scope 3
เป็นตัวชี้วัดในการให้ Green Loan และ ESG Rating



ไม่ทำ = เสี่ยงเสียโอกาสทางธุรกิจ
ไม่เข้าใจ = เสี่ยงทำผิด




หลักสูตรนี้ช่วยคุณได้
Scope 3 Demystified
เข้าใจง่าย เปลี่ยนคาร์บอนเป็นความได้เปรียบ

คลาสนี้ช่วยคุณยังไง?

✅ คุณจะได้ “Simplify เรื่องที่ซับซ้อนที่สุด”
✅ เข้าใจ Scope 3 ทั้ง 15 หมวด
✅ เห็นภาพตั้งแต่ต้นน้ำ → ปลายน้ำ
✅ แบบประเมิน (Assessment Template)



และมากกว่าการทำตัวเลข
คือการได้ “กลยุทธ์ Scope 3“

ที่ไม่ใช่แค่การรายงาน
แต่มันคือเครื่องมือสร้างความได้เปรียบ



คุณจะได้เรียนรู้ว่าจะใช้ข้อมูลคาร์บอน
ไปปรับ Supply Chain ยังไง
จะลดต้นทุน + ลดความเสี่ยงพร้อมกันได้อย่างไร

และจะเปลี่ยน ESG ให้กลายเป็น “Business Advantage”
ไม่ใช่ “Compliance Cost” ได้อย่างไร

เพิ่มความมั่นใจด้วยผู้สอนที่เข้าใจทั้ง
“มาตรฐาน” และ “ธุรกิจ”




บรรยายโดย ดร. วีรณัฐ โรจนประภา
(Dr. Veeranut Rojanaprapa)

GRI Certified Sustainability Professional



Scope 3 ไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม
แต่มันคือ ตัวกำหนดความสามารถ
ในการแข่งขันของธุรกิจ ในอนาคต

ครึ่งวันที่จะเปลี่ยนความสับสนให้กลายเป็นความสบายใจ
26 MAY 26
13.30 - 16.00

ค่าลงทะเบียนเพียง 2,490 บาทเท่านั้น

สมัครด่วน ก่อนเต็ม
https://scope3sales-ktavr8s8.manus.space/

23/04/2026

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเร่งเครื่องเข้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ หลายองค์กรเริ่มตระหนักว่าการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยีหรือกระบวนการผลิต แต่คือการเปลี่ยน “คน” ทั้งระบบ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่ากลยุทธ์จะดีเพียงใด หากคนในองค์กรยังคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ผลลัพธ์ก็ยากจะเปลี่ยนไปได้จริง คล้ายกับสิ่งที่เคยตั้งคำถามไว้ว่า หากเรายึดเพียงเครื่องมือหรือเกณฑ์วัด โดยไม่เข้าใจแก่นของสิ่งที่ทำ เราอาจกำลังเดินไปข้างหน้าโดยไม่รู้ว่ากำลังหลงทางอยู่ การขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจสีเขียวจึงต้องวางอยู่บนฐานของ “ความเป็นธรรม” ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และไม่สร้างความเหลื่อมล้ำรูปแบบใหม่ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว




เมื่อกิจกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเริ่มถูกลดบทบาทลง สิ่งที่ตามมาคือทักษะเดิมของพนักงานจำนวนไม่น้อยอาจไม่สอดคล้องกับทิศทางใหม่ องค์กรที่เข้าใจเรื่องนี้จะไม่เลือกทางลัดด้วยการตัดคนออก แต่จะเลือกพาคนไปต่อผ่านการสับเปลี่ยนตำแหน่งงานควบคู่กับการยกระดับทักษะ การปรับทักษะใหม่หรือการเติมทักษะเพิ่มเติมจึงไม่ใช่แค่การฝึกอบรม แต่คือการออกแบบเส้นทางชีวิตใหม่ให้กับพนักงานภายในระบบเดิม เช่น การย้ายจากงานที่เกี่ยวข้องกับการผลิตแบบเดิม ไปสู่กิจกรรมที่สอดคล้องกับเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำมากขึ้น แนวทางนี้ไม่ได้เพียงลดผลกระทบจากการเลิกจ้าง แต่ยังสะท้อนความรับผิดชอบขององค์กรต่อคนของตนเองอย่างแท้จริง

ขณะเดียวกัน การสร้างการเปลี่ยนแปลงจะยั่งยืนไม่ได้เลย หากขาด “วัฒนธรรม” ที่รองรับ การจัดหลักสูตรฝึกอบรมจึงไม่ควรเป็นเพียงกิจกรรมเชิงเทคนิค แต่ต้องเชื่อมโยงไปถึงการสร้างความเข้าใจร่วมกันทั้งองค์กร ตั้งแต่ระดับผู้นำไปจนถึงพนักงาน ให้เห็นภาพเดียวกันว่าทำไมต้องเปลี่ยน และจะเปลี่ยนไปเพื่ออะไร เพราะเมื่อคนเข้าใจ ทิศทางก็จะเป็นหนึ่งเดียว เหมือนการพัฒนาที่แท้จริงต้องเริ่มจากภายในก่อนเสมอ เมื่อความคิดเปลี่ยน พฤติกรรมก็จะเปลี่ยน และเมื่อพฤติกรรมเปลี่ยน ระบบทั้งหมดก็จะค่อย ๆ ขยับตาม




อย่างไรก็ตาม การฝึกอบรมจะไม่มีความหมายเลย หากจบลงแค่ในห้องเรียน สิ่งสำคัญคือการติดตามผลลัพธ์ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นส่งผลต่อชีวิตของพนักงานอย่างไร พนักงานมีความมั่นคงมากขึ้นหรือไม่ รายได้ดีขึ้นหรือไม่ หรือมีโอกาสเติบโตในเส้นทางใหม่มากน้อยเพียงใด การเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทั้งในมิติของจำนวนผู้ได้รับการพัฒนา ทักษะที่เพิ่มขึ้น และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง จะช่วยให้องค์กรไม่เพียง “ทำ” แต่สามารถ “เห็น” ความเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน

เพราะการเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรมไม่ใช่เรื่องของนโยบายเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการตัดสินใจในรายละเอียดเล็ก ๆ ทุกวัน ว่าจะเลือกทางที่ง่ายแต่ทิ้งคนไว้ข้างหลัง หรือจะเลือกทางที่อาจยากกว่า แต่พาทุกคนไปด้วยกัน การพัฒนาองค์กรจึงไม่ใช่แค่การทำให้ธุรกิจอยู่รอดในโลกใหม่ แต่คือการทำให้ “คน” ในองค์กรสามารถยืนอยู่ในโลกใหม่นั้นได้อย่างมีศักดิ์ศรี และเมื่อคนอยู่ได้ ธุรกิจก็จะเติบโตได้อย่างยั่งยืนตามมาเอง




Scope 3: คาร์บอนที่ซ่อนอยู่ใน Supply Chain

หลายองค์กรเริ่มทำ Carbon Footprint
แต่เมื่อถึง Scope 3 กลับพบว่ามันซับซ้อนที่สุด

เพราะคาร์บอนไม่ได้อยู่แค่ในโรงงานของเรา
แต่มาจาก Supplier, Logistics, การใช้สินค้า
และ Value Chain ทั้งหมด



ความจริงที่หลายองค์กรยังไม่รู้คือ
70–90% ของการปล่อยคาร์บอนขององค์ก
อยู่ใน Scope 3

หากยังไม่เข้าใจ Scope 3
การตั้งเป้า Net Zero หรือ ESG Strategy
อาจกลายเป็นเพียงตัวเลขบนรายงาน



ใน Session พิเศษนี้ ดร.ใหม่ จะพาคุณเข้าใจ
🔸 Scope 3 คืออะไร และทำไมจึงเป็นโจทย์ใหญ่ขององค์กร
🔸 15 Categories ของ Scope 3 ตามมาตรฐาน GHG Protocol
🔸 ทำไมบริษัทใหญ่ทั่วโลกเริ่มขอข้อมูล Carbon จาก Supplier
🔸 แนวทางบริหาร **Value Chain Emissions** ที่องค์กรต้องเตรียมตัว

เหมาะสำหรับ
ผู้บริหาร / ESG Team / Supply Chain / Procurement / Strategy



📅 วันที่ 26 พฤษภาคม
⏰ เวลา 13.30 – 16.00 น.
TLMS BTS Aree

ค่าลงทะเบียน 2,490 บาท

ดำเนินการอบรมโดย
ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (Dr. Mai)
-GRI Certified Sustainability Professional
-Harvard Business School Online — Sustainable Business Strategy
-Scope 3 Emissions Reporting – GRI Academy
-Integrating the SDGs into SustainabilitybReporting - GRI Academy
-Reporting on Human Rigth with the GRI Standard - GRI Academy

22/04/2026

ในยุคที่โลกธุรกิจกำลังเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเข้มข้น หลายองค์กรเริ่มหันกลับมาทบทวนตัวเองอย่างจริงจังว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นเพียงพอหรือยังต่อการอยู่รอดในระยะยาว คล้ายกับที่ครั้งหนึ่งเราเคยตั้งคำถามกับ “ตัวชี้วัด” ว่ามันวัดได้จริงหรือแค่วัดเพื่อให้สบายใจ เพราะหากยึดเพียงตัวเลขโดยไม่เข้าใจแก่น เราอาจกำลังทำงานเพื่อผ่านเกณฑ์ แต่หลงลืมเป้าหมายที่แท้จริงของการดำเนินธุรกิจ นี่เองจึงเป็นจุดตั้งต้นให้การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 3 หรือ Scope 3 ไม่ควรถูกมองเป็นเพียงรายงาน แต่เป็น “กระจก” ที่สะท้อนความจริงของทั้งระบบคุณค่าที่องค์กรมีอยู่




เมื่อมองลึกลงไป ข้อมูล Scope 3 เปรียบเหมือนการมองย้อนอดีตเพื่อจะมองอนาคตให้ไกลขึ้น ยิ่งเห็นภาพห่วงโซ่คุณค่าทั้งต้นน้ำและปลายน้ำชัดเท่าไร การออกแบบแผนการเปลี่ยนผ่านก็ยิ่งแม่นยำมากขึ้นเท่านั้น การปรับพอร์ตโฟลิโอของสินค้าและบริการจึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนสินค้า แต่เป็นการ “เปลี่ยนวิธีคิด” จากการผลิตเพื่อตอบโจทย์ระยะสั้น ไปสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์ที่คำนึงถึงผลกระทบตลอดวงจรชีวิต ลดการปล่อยคาร์บอนที่ถูกล็อกไว้ในอนาคต และค่อย ๆ ขยับเข้าสู่แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เหมือนการนำของเก่ามาต่อยอดให้เกิดคุณค่าใหม่ ไม่ต้องเริ่มจากศูนย์ แต่ใช้รากเดิมให้แข็งแรงแล้วเติบโตต่ออย่างมีทิศทาง

ในอีกมิติหนึ่ง Scope 3 ทำให้องค์กรเริ่มเห็นว่า “เราไม่ได้อยู่คนเดียว” ห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดคือระบบเดียวกัน การทำงานกับซัพพลายเออร์จึงไม่ใช่เรื่องของการต่อรองราคาเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ต้นทาง และลดการพึ่งพาทรัพยากรที่กำลังร่อยหรอ สิ่งนี้สะท้อนแนวคิดเดียวกับการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ต้องเริ่มจากภายในและเชื่อมโยงออกไปภายนอก เพราะการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงในระดับจิตสำนึกของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง




เมื่อโลกเปลี่ยน พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยน องค์กรที่ยังยึดติดกับรูปแบบเดิมย่อมเผชิญความเสี่ยง แต่ในความเสี่ยงนั้นกลับซ่อนโอกาสอยู่เสมอ เหมือนทุกวิกฤตที่มีสองด้าน การใช้ข้อมูล Scope 3 อย่างจริงจังทำให้องค์กรสามารถคาดการณ์แนวโน้ม เตรียมสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับสังคมคาร์บอนต่ำ และสร้างแหล่งรายได้ใหม่จากการพัฒนานวัตกรรม กระบวนการผลิต หรือการเข้าถึงตลาดใหม่ ๆ ได้ทันเวลา นี่ไม่ใช่แค่การ “เอาตัวรอด” แต่เป็นการ “ยกระดับ” ไปสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ที่มีศักยภาพมากกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม แผนการเปลี่ยนผ่านจะไม่มีทางเกิดขึ้นจริง หากไม่มีการตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัฒนธรรมองค์กรที่รองรับ เป้าหมายระยะสั้น กลาง และยาวต้องถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่สวยงามบนกระดาษ และที่สำคัญต้องพัฒนา “คน” ให้พร้อม ทั้งการเรียนรู้ทักษะใหม่ การปรับกรอบความคิด และการสร้างพฤติกรรมที่สอดคล้องกับโลกยุคใหม่ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีหรือกลยุทธ์ใด หากคนยังคิดแบบเดิม ผลลัพธ์ก็จะวนกลับมาที่เดิม

ทั้งหมดนี้จึงสะท้อนชัดว่า Scope 3 ไม่ใช่แค่เครื่องมือวัด แต่เป็นเครื่องมือคิด เป็นเหมือนนาฬิกาปลุกที่เตือนให้องค์กรรู้ว่ากำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญของเส้นทางธุรกิจแล้ว จะยังเดินแบบเดิมต่อไป หรือจะใช้โอกาสนี้ในการ “คิดใหม่” และออกแบบอนาคตให้ยั่งยืนกว่าเดิม คำตอบนั้นไม่ได้อยู่ที่ข้อมูล แต่อยู่ที่วิธีที่เราเลือกจะมองและลงมือทำกับข้อมูลนั้นต่างหาก




Scope 3: คาร์บอนที่ซ่อนอยู่ใน Supply Chain

หลายองค์กรเริ่มทำ Carbon Footprint
แต่เมื่อถึง Scope 3 กลับพบว่ามันซับซ้อนที่สุด
เพราะคาร์บอนไม่ได้อยู่แค่ในโรงงานของเรา

แต่มาจาก Supplier, Logistics, การใช้สินค้า
และ Value Chain ทั้งหมด



ความจริงที่หลายองค์กรยังไม่รู้คือ
70–90% ของการปล่อยคาร์บอนขององค์ก
อยู่ใน Scope 3

หากยังไม่เข้าใจ Scope 3
การตั้งเป้า Net Zero หรือ ESG Strategy
อาจกลายเป็นเพียงตัวเลขบนรายงาน



ใน Session พิเศษนี้ ดร.ใหม่ จะพาคุณเข้าใจ
🔸 Scope 3 คืออะไร และทำไมจึงเป็นโจทย์ใหญ่ขององค์กร
🔸 15 Categories ของ Scope 3 ตามมาตรฐาน GHG Protocol
🔸 ทำไมบริษัทใหญ่ทั่วโลกเริ่มขอข้อมูล Carbon จาก Supplier
🔸 แนวทางบริหาร **Value Chain Emissions** ที่องค์กรต้องเตรียมตัว

เหมาะสำหรับ
ผู้บริหาร / ESG Team / Supply Chain / Procurement / Strategy

📅 วันที่ 26 พฤษภาคม
⏰ เวลา 13.30 – 16.00 น.
TLMS BTS Aree

ค่าลงทะเบียน 2,490 บาท

ดำเนินการอบรมโดย
ดร.วีรณัฐ โรจนประภา (Dr. Mai)
-GRI Certified Sustainability Professional
-Harvard Business School Online — Sustainable Business Strategy
-Scope 3 Emissions Reporting – GRI Academy
-Integrating the SDGs into SustainabilitybReporting - GRI Academy
-Reporting on Human Rigth with the GRI Standard - GRI Academy

22/04/2026

ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความสามารถที่ถูกเร่งให้เร็วขึ้นและแม่นยำขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ตอนนี้การถามว่าเราทำได้หรือไม่อาจไม่สำคัญเท่ากับคำถามว่าเรา “ทำมันไปเพื่ออะไร”

เมื่อเทคโนโลยีสามารถผลิต สร้าง วิเคราะห์ และตัดสินใจแทนมนุษย์ได้ในแทบทุกมิติ สิ่งที่เคยเป็นเป้าหมายของการพัฒนาอย่างความเก่ง ความเร็ว หรือประสิทธิภาพ กำลังค่อย ๆ สูญเสียความเป็นข้อได้เปรียบ เพราะทุกคนสามารถเข้าถึงมันได้เท่าเทียมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ




ภาพของแสงที่ถูกหักเหผ่านปริซึม เปลี่ยนจากลำแสงสีขาวธรรมดาให้กลายเป็นสเปกตรัมที่หลากหลาย เปรียบเสมือนศักยภาพของเทคโนโลยีที่สามารถแตกแขนงความเป็นไปได้ออกไปได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด AI สามารถสร้างความเป็นไปได้ได้มากมาย แต่สิ่งที่มันไม่สามารถกำหนดได้คือ “คุณค่า” ของความเป็นไปได้นั้น ว่าควรถูกใช้ไปในทิศทางใด และมีความหมายต่อชีวิตมนุษย์อย่างไร

ในวันที่เครื่องจักรทำได้เกือบทุกอย่าง ความสามารถจึงไม่ใช่ตัวชี้วัดที่แท้จริงของอนาคต สิ่งที่กำหนดทิศทางของโลกกลับกลายเป็น “ความหมาย” ที่มนุษย์เลือกจะสร้างขึ้น เพราะความหมายไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากข้อมูลหรืออัลกอริทึม แต่เกิดจากการตีความ การให้คุณค่า และการเชื่อมโยงสิ่งต่าง ๆ เข้ากับชีวิตและบริบทของมนุษย์อย่างลึกซึ้ง



นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของยุคสมัย จากการไล่ตามศักยภาพภายนอก มาสู่การตั้งคำถามภายในว่า สิ่งที่ทำอยู่นั้นมีความหมายหรือไม่ และความหมายแบบใดที่ควรถูกขยายให้เติบโตต่อไป เพราะแม้ AI จะสามารถเปิดประตูไปสู่ความเป็นไปได้ที่ไม่มีขีดจำกัด แต่มนุษย์ยังคงเป็นผู้เลือกว่าจะก้าวผ่านประตูนั้นไปในทิศทางใด

ท้ายที่สุด สิ่งที่เหลืออยู่จริง ๆ อาจไม่ใช่ความสามารถที่แข่งขันกันได้ แต่คือความหมายที่แตกต่างกันในแบบที่แต่ละคนเลือกสร้าง และนั่นเองคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์ยังคงมีบทบาทสำคัญในโลกที่เครื่องจักรเก่งขึ้นทุกวัน



Dr.Veeranut Rojanaprapa
ผู้เชี่ยวชาญ ที่ปรึกษา วิทยากร ESG SDGs IDGs

บริการที่ปรึกษาด้านความยั่งยืน ESG/SDGs
วางรากฐานการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคงและมีคุณค่า

#ธุรกิจยั่งยืน #ความรับผิดชอบต่อสังคม #การกำกับดูแลกิจการ #การพัฒนาอย่างยั่งยืน #ธุรกิจเพื่อสังคม #ความยั่งยืน #การลงทุนอย่างยั่งยืน #ที่ปรึกษาESG #ที่ปรึกษาความยั่งยืน #ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืน

22/04/2026

คุณไม่ได้ขายไม่ได้
คุณแค่เข้าใจ “ลูกค้าผิดทั้งระบบ”

คุณมี Data มากขึ้น
คุณยิงแอดแม่นขึ้น
คุณทำ Persona ละเอียดขึ้น

แต่ทำไม… คุณกลับรู้สึกว่า
ลูกค้ายิ่ง “คาดเดายาก” มากขึ้น?



เขาเปลี่ยนการตัดสินใจในวินาทีเดียว
เขาซื้อ…แต่แล้วก็เลิกซื้อ
เขาเชื่อ…แต่กลับไปหาคู่แข่ง

ปัญหาไม่ใช่คุณทำไม่ดีพอ
แต่คือสิ่งที่คุณเรียกว่า “ลูกค้า”
มันอาจไม่มีอยู่จริงตั้งแต่แรก




เราเคยถูกสอนให้เชื่อว่า
ลูกค้าคือ “กลุ่มเป้าหมาย”
ที่เราสามารถวิเคราะห์
แบ่ง segment และเข้าใจได้

แต่ในความเป็นจริงวันนี้…
คนคนเดียว

เป็นได้ทั้งลูกค้า คนขาย อินฟลูเอนเซอร์
และแม้แต่ “คู่แข่งของคุณ” ในเวลาเดียวกัน



เขาไม่ได้มีตัวตนเดียว
เขาเปลี่ยนไปตามบริบท
…ตลอดเวลา

แล้วคำถามคือ
คุณยังจะใช้ “โมเดลแบบเดิม”
เพื่อเข้าใจสิ่งที่ “ไม่เคยคงที่”
แบบนี้ต่อไปจริง ๆ หรือ




บางที…
ปัญหาไม่ใช่คุณเข้าใจลูกค้าน้อยไป
แต่คุณกำลังเข้าใจ “ภาพของลูกค้า”
ที่คุณสร้างขึ้นในหัวตัวเอง

และยิ่งคุณมั่นใจในภาพนั้นมากเท่าไหร่
คุณก็ยิ่งห่างจากความจริงมากขึ้นเท่านั้น

ถึงเวลาแล้วหรือยัง…
ที่จะหยุดไล่ตามพฤติกรรม (Behavior)
แล้วเริ่มเข้าใจ “สภาวะภายใน” (Mind-State)

เพราะในโลกแบบใหม่
เราไม่ได้ทำการตลาดกับ “ลูกค้า”
แต่เรากำลังเผชิญกับ “มนุษย์ที่เปลี่ยนตลอดเวลา”




🔥 Marketing 7.4: The Quantum Shift
“เมื่อการตลาด 7.0 ผนวกกับ WEB4
โลกจึงเลิกหมุนรอบสินค้า...
แต่มันกำลังหมุนรอบตัวตนใหม่ของคน”

วันนี้ลูกค้าไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ
แต่คือ Superposition Being
ที่เปลี่ยนบทบาทได้ตลอดเวลา

คอร์สนี้ไม่ใช่การสอนการตลาด
แต่คือการ “เปลี่ยนวิธีมองโลก”




📅 9 MAY 2026
🕜 13.30–16.00
📍 TLMS BTS Aree

👉 สมัคร FREE!,
https://quantum7-f6wcd6tc.manus.space

หรือพิมพ์ “7.4" ส่งมาที่
LINE .veeranut

⚠️ ไม่เหมาะกับคนที่หาสูตรสำเร็จ
แต่เหมาะกับคนที่พร้อม “คิดใหม่ทั้งระบบ”

22/04/2026

ในช่วงเวลาที่โลกกำลังเร่งความเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เทคโนโลยีไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมืออีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “กระจก” ที่สะท้อนให้มนุษย์เห็นตัวเองชัดขึ้นทุกขณะ

สิ่งที่เคยเชื่อว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมนุษย์ กำลังถูกตั้งคำถามใหม่ทีละเรื่อง ว่าแท้จริงแล้วอะไรคือแก่นแท้ที่แยกมนุษย์ออกจากเครื่องจักร และอะไรคือเพียงทักษะที่สามารถถอดแบบและสร้างซ้ำได้ เมื่อเส้นแบ่งระหว่าง “ความฉลาดของมนุษย์” กับ “ความฉลาดของเครื่อง” เริ่มพร่าเลือนลง นี่จึงไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่คือจุดเปลี่ยนของความเข้าใจในตัวตนของมนุษย์เอง




การมาถึงของ AGI (Artificial General Intelligence) ไม่ได้เป็นเพียงก้าวกระโดดของเทคโนโลยี แต่คือการสะท้อนกลับไปให้มนุษย์ตั้งคำถามกับโครงสร้างของความเป็นมนุษย์เอง เมื่อเครื่องจักรเริ่มเรียนรู้ที่จะคิด สื่อสาร รับรู้ ลงมือทำ จินตนาการ และเชื่อมต่อได้ใกล้เคียงมนุษย์มากขึ้น สิ่งที่เคยเป็นข้อได้เปรียบของมนุษย์กำลังถูกถอดรหัสออกมาเป็นระบบอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จากเดิมที่ AI ทำงานตามคำสั่งแบบ Rule-Based กำลังพัฒนาไปสู่ Agentic AI ที่สามารถตัดสินใจบางส่วนได้เอง และท้ายที่สุดกำลังมุ่งไปสู่ AGI ที่มีความสามารถในการคิดและลงมือทำอย่างเป็นอิสระ

แต่ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาเข้าใกล้ความเป็นมนุษย์มากเท่าไร ก็ยิ่งเห็นชัดขึ้นว่า “หัวใจ” ของมนุษย์ยังคงเป็นสิ่งที่เลียนแบบได้ยากที่สุด ความสามารถในการมี Empathy หรือความเห็นอกเห็นใจ ไม่ใช่แค่การเข้าใจข้อมูลหรือพฤติกรรม แต่คือการเข้าถึงความรู้สึก ความสัมพันธ์ และบริบทของชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดจากประสบการณ์ การรับรู้ และการมีอยู่จริงในโลก ไม่ใช่เพียงการประมวลผลข้อมูล นี่จึงเป็นพื้นที่สำคัญที่มนุษย์ยังคงมีบทบาทที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ




ในโลกที่ AI สามารถทำหน้าที่แทนในเชิงปฏิบัติการได้มากขึ้น บทบาทของมนุษย์จึงไม่ใช่การทำงานแข่งกับเครื่อง แต่เป็นการยกระดับขึ้นไปสู่การเป็นผู้ควบคุมหรือ Orchestrator ที่เข้าใจภาพรวมของระบบทั้งหมด และสามารถเชื่อมโยงเทคโนโลยีเข้ากับคุณค่าของมนุษย์ได้อย่างสมดุล การทำงานจึงไม่ได้วัดกันที่ความเร็วหรือความแม่นยำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการออกแบบความสัมพันธ์ การสร้างความหมาย และการกำหนดทิศทางให้กับสิ่งที่เทคโนโลยีทำได้

หากมองให้ลึกลงไป การที่ AGI พยายามเลียนแบบองค์ประกอบทั้ง 6 ของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการคิด การสื่อสาร การรับรู้ การลงมือทำ การจินตนาการ และการเชื่อมต่อ นั่นสะท้อนว่า “คุณค่าที่แท้จริง” ไม่ได้อยู่ที่ทักษะใดทักษะหนึ่ง แต่คือการบูรณาการทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างมีชีวิต และมีเจตนา ซึ่งสิ่งนี้เองที่เป็นหัวใจของการพัฒนาในมิติของมนุษย์ ไม่ใช่แค่เก่งขึ้น แต่ต้องเข้าใจอย่างลึกซึ้ง



ท้ายที่สุด ไม่ใช่ว่า AI จะเก่งแค่ไหน แต่คือมนุษย์จะพัฒนาตัวเองอย่างไรให้ก้าวทัน โดยไม่หลงลืมแก่นแท้ของความเป็นมนุษย์ เพราะในวันที่เครื่องจักรทำได้เกือบทุกอย่าง สิ่งที่เหลืออยู่จริง ๆ อาจไม่ใช่ความสามารถ แต่คือ “ความหมาย” ที่มนุษย์เลือกจะสร้างขึ้นในโลกใบนี้




🔥 Marketing 7.4: The Quantum Shift
“เมื่อการตลาด 7.0 ผนวกกับ WEB4
โลกจึงเลิกหมุนรอบสินค้า...
แต่มันกำลังหมุนรอบตัวตนใหม่ของคน”

วันนี้ลูกค้าไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ
แต่คือ Superposition Being
ที่เปลี่ยนบทบาทได้ตลอดเวลา

คอร์สนี้ไม่ใช่การสอนการตลาด
แต่คือการ “เปลี่ยนวิธีมองโลก”




📅 9 MAY 2026
🕜 13.30–16.00
📍 TLMS BTS Aree

👉 สมัคร FREE!,
https://quantum7-f6wcd6tc.manus.space

หรือพิมพ์ “7.4" ส่งมาที่
LINE .veeranut

⚠️ ไม่เหมาะกับคนที่หาสูตรสำเร็จ
แต่เหมาะกับคนที่พร้อม “คิดใหม่ทั้งระบบ”

21/04/2026

วิวัฒนาการของนักการตลาดกำลังเปลี่ยนผ่านจากบทบาทที่เน้น “การลงมือทำ” ไปสู่บทบาทที่เน้น “การออกแบบและบูรณาการ” อย่างมีนัยสำคัญ ในอดีต นักการตลาดมักถูกวางตำแหน่งให้เป็นผู้ปฏิบัติการ (Operator) ที่ต้องทำงานซ้ำ ๆ ตามแผนที่วางไว้ เน้นทักษะเฉพาะด้านหรือ Technical Ex*****on เป็นหลัก เครื่องมือทางการตลาดก็เป็นสิ่งที่ต้องคอยสั่งการและควบคุมให้ทำงานตามต้องการ ผลลัพธ์จึงมักออกมาในรูปของชิ้นงานหรือแคมเปญที่จบเป็นครั้ง ๆ ไป มากกว่าจะสร้างผลกระทบเชิงลึกหรือความสัมพันธ์ระยะยาว

แต่ในโลกปัจจุบัน แนวทางใหม่กำลังเปลี่ยนบทบาทนี้ไปสู่การเป็นวาทยกร หรือ Conductor ที่ไม่ได้เล่นเครื่องดนตรีเองทุกชิ้น แต่เข้าใจภาพรวมของทั้งระบบ และสามารถประสานทุกองค์ประกอบให้ทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้องกันได้ นี่คือการยกระดับจากการทำงานแบบแยกส่วน ไปสู่การบูรณาการทั้งเทคโนโลยี ทีมงาน และข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างมีทิศทาง นักการตลาดจึงไม่ใช่แค่คนทำ แต่เป็นคน “ออกแบบระบบ” ที่ทำให้ทุกอย่างทำงานได้อย่างมีพลัง




สิ่งที่โดดเด่นในแนวทางใหม่นี้ไม่ใช่ความเก่งเชิงเทคนิคเพียงอย่างเดียว แต่คือความสามารถในการเข้าใจมนุษย์ผ่านความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และการมีวิสัยทัศน์ (Vision) ที่มองเห็นภาพอนาคตได้ชัดเจน เพราะเมื่อเทคโนโลยีสามารถทำงานแทนในเชิงปฏิบัติการได้มากขึ้น บทบาทของมนุษย์จึงขยับขึ้นไปสู่การตีความ การตั้งคำถาม และการกำหนดทิศทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่เครื่องจักรยังไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์

อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือเรื่องของทีม จากเดิมที่ต้องอาศัยคนจำนวนมากในการขับเคลื่อนงาน กลายเป็นทีมอัจฉริยะที่มีเทคโนโลยีเข้ามาทำหน้าที่แทนในหลายส่วน ทำให้โครงสร้างองค์กรกระชับขึ้น แต่ทรงพลังมากขึ้นในเชิงประสิทธิภาพ สิ่งนี้ทำให้นักการตลาดต้องเรียนรู้ที่จะทำงานร่วมกับ AI และระบบอัตโนมัติ ไม่ใช่ในฐานะเครื่องมือ แต่ในฐานะผู้ร่วมทีม ที่ต้องเข้าใจและใช้ศักยภาพของมันให้เต็มที่




ท้ายที่สุด การตลาดในแนวทางใหม่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนแคมเปญหรือยอดขายเพียงระยะสั้น แต่กลับไปสู่แก่นที่สำคัญที่สุดคือ “ความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับลูกค้า” เพราะในโลกที่ทุกคนเข้าถึงข้อมูลและตัวเลือกได้เท่าเทียมกัน สิ่งที่จะสร้างความแตกต่างไม่ใช่แค่สิ่งที่นำเสนอ แต่คือความเข้าใจ ความจริงใจ และคุณค่าที่ส่งมอบอย่างต่อเนื่อง

การเปลี่ยนผ่านจาก Operator ไปสู่ Conductor จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนทักษะ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด จากการทำงานเพื่อให้เสร็จ ไปสู่การทำงานเพื่อให้เกิดความหมาย และเมื่อมองลึกลงไป นี่ไม่ใช่แค่การพัฒนาของนักการตลาด แต่คือการพัฒนาของมนุษย์ในการทำงานร่วมกับโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง




🔥 Marketing 7.4: The Quantum Shift
“เมื่อการตลาด 7.0 ผนวกกับ WEB4
โลกจึงเลิกหมุนรอบสินค้า...
แต่มันกำลังหมุนรอบตัวตนใหม่ของคน”

วันนี้ลูกค้าไม่ใช่แค่ผู้ซื้อ
แต่คือ Superposition Being
ที่เปลี่ยนบทบาทได้ตลอดเวลา

คอร์สนี้ไม่ใช่การสอนการตลาด
แต่คือการ “เปลี่ยนวิธีมองโลก”




📅 9 MAY 2026
🕜 13.30–16.00
📍 TLMS BTS Aree

👉 สมัคร FREE!,
https://quantum7-f6wcd6tc.manus.space

หรือพิมพ์ “7.4" ส่งมาที่
LINE .veeranut

⚠️ ไม่เหมาะกับคนที่หาสูตรสำเร็จ
แต่เหมาะกับคนที่พร้อม “คิดใหม่ทั้งระบบ”

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


1191 ซออารีย์1 ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท
Bangkok
10400