27/09/2026
สำคัญมากๆ ที่ต้องเปลี่ยน Mindset และจัดการอย่างถูกต้อง เราต้องทำให้น้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นเหตุการณ์ที่ทุกคนพร้อมรับมือ ปรับตัว และเรียนรู้ที่จะอยู่กับน้ำโดยไม่ต้องสูญเสียทรัพย์สินและสุขภาพจิต
"กรุงเทพฯ น้ำท่วมได้"
จาก “กทม. ห้ามท่วม” สู่ “เมืองที่แบ่งเบาภาระ”: ถึงเวลาแก้ปัญหาน้ำท่วมด้วย Mindset ที่ไม่เห็นแก่ตัว
***สัมภาษณ์ที่พูดถึงในบทความนี้ เป็น VDO เมื่อ 14 กรกฎาคม 2026 ก่อนเกิดภัยน้ำท่วมในกรุงเทพฯ ขณะนี้***
เมื่อถึงฤดูฝน คำถามยอดฮิตที่คนกรุงเทพฯ และคนไทยมักถามกันเสมอคือ “ปีนี้น้ำจะท่วมไหม?” และคำตอบที่โครงสร้างพื้นฐานระดับชาติพยายามส่งมอบให้เรามาโดยตลอดคือการสร้างคันกั้นน้ำ ติดตั้งเครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ หรือสร้างเขื่อนเพื่อป้องปัดไม่ให้น้ำแม้แต่หยดเดียวทะลักเข้าสู่ใจกลางเมืองหลวง
แต่เราเคยหยุดคิดไหมว่า “ราคาสูงลิ่ว” ของการทำให้กรุงเทพฯ ไม่ท่วมนั้น... ใครเป็นผู้จ่าย?
คำตอบที่เจ็บปวดคือ จังหวัดปริมณฑล และชุมชนรอบนอกกรุงเทพฯ และบางจังหวัดที่ใกล้ต้นน้ำ ที่ต้องกลายเป็น "แก้มลิงจำเป็น" นั่งจมน้ำอยู่นานหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน เพียงเพื่อแลกกับการให้คนในเมืองหลวงเดินช็อปปิ้งหรือขับรถได้อย่างสะดวกสบาย
จากการชมรายการ Coming of Age | EP. 306: สัมภาษณ์ 'กชกร วรอาคม' ศาสตราจารย์พิเศษแห่งมหาวิทยาลัย Cornell ภูมิสถาปนิกไทยผู้คว้ารางวัล UN Global Climate Action Awards พ.ศ. 2563 สาขา Woman for Results จากผลงานดังอย่างอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ, อุทยานการเรียนรู้ ป๋วย 100 ปี และสวนลอยฟ้าเจ้าพระยา ... อาจารย์ทำให้เราเปิดสมองกับแนวคิดที่ควรจะเป็นจริงๆของกรุงเทพฯ ไม่ใช่แนวคิดโลกสวยครับ
1. กรุงเทพฯ เป็น Delta City : เมืองแห่งดินพัดพาและ 3 น้ำ
อาจารย์กชกร วรอาคม ได้สะท้อนบริบททางภูมิศาสตร์ที่แท้จริงของกรุงเทพฯ ไว้อย่างเห็นภาพว่า กรุงเทพมหานครตั้งอยู่บนพื้นที่ดินพัดพาปากแม่น้ำ (Delta City) เป็นเมืองที่ต้องเผชิญกับ “3 น้ำ” ได้แก่
- น้ำเหนือ ที่ไหลลงมาจากตอนบนของประเทศ
- น้ำฝน ที่ตกสาดลงมาจากฟ้า
- น้ำหนุน จากอ่าวไทยเนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น
ในทางสากล Delta City คือคำศัพท์ที่ใช้เรียก "กลุ่มเมืองที่ตั้งอยู่บนดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ" (River Delta) ซึ่งเป็นจุดที่แม่น้ำสายใหญ่ไหลมาบรรจบกับทะเล เมืองกลุ่มนี้มักจะเผชิญหน้ากับความท้าทายเรื่อง "น้ำ" อย่างรุนแรง และมีลักษณะเป็นเมือง 3 น้ำในอีกมิติหนึ่ง (เช่น กรุงเทพมหานคร ที่ต้องรับมือกับ น้ำเหนือ น้ำหนุน และน้ำฝน)
ตัวอย่าง Delta City ระดับโลกและการจัดการน้ำ:
• เนเธอร์แลนด์ (Rotterdam / Delta Works): เมืองปากแม่น้ำที่อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล มีการสร้างระบบประตูกั้นน้ำและเขื่อนระดับโลกเพื่อควบคุมน้ำเค็มและน้ำหลาก
• ปูซาน เกาหลีใต้ (Busan Eco-Delta Smart City): เมืองอัจฉริยะที่สร้างขึ้นบนพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ โดยเน้นการใช้เทคโนโลยี AI และ IoT มาบริหารจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
แต่กลับมามองกรุงเทพฯ ที่ผ่านมา ผังเมืองและการพัฒนาของเรากลับทำราวกับว่าเราสามารถปฏิเสธน้ำทั้ง 3 นี้ได้ทั้งหมด เราเทคอนกรีตทับพื้นที่รับน้ำ ถมกำแพงสูงเพื่อดักทางน้ำ และไล่สูบน้ำออกไปให้พ้นตัว และสร้างเขื่อน ทำลายป่าจนเกลี้ยง เป็นการสูบใช้ทรัพยากรจากเมืองอื่น เพื่อมาปกป้องเมืองหลวงเพียงจังหวัดเดียว
การคิดว่า “กรุงเทพฯ ห้ามท่วม” จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของผังเมืองที่ไม่ยิงตรงไปที่สาเหตุ และหล่อหลอมให้ระบบบริหารจัดการเมืองกลายเป็น “ระบบที่เห็นแก่ตัวไปเรื่อยๆ”
เปรียบเทียบแนวคิดการจัดการน้ำ: จากวิธีคิดเดิม สู่วิธีคิดใหม่
:( วิธีคิดแบบเดิม: เห็นแก่ตัว "กรุงเทพฯ ห้ามท่วมเด็ดขาด!"
- สร้างคันกั้นน้ำ/ตัดเส้นทางน้ำ: มุ่งเน้นการสร้างสถาปัตยกรรมกีดขวางทางน้ำตามธรรมชาติเพื่อป้องปัดน้ำออกไป
- ผลักภาระให้พื้นที่รอบนอก: ปล่อยให้นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี และชุมชนปริมณฑลแบกรับน้ำไว้แทนคนเมือง หรือบางจังหวัดที่ซวยรับน้ำทุกปี เช่น อยุธยา
- ทำลายธรรมชาติแบบถาวร: ตัดขาดเมืองออกจากระบบนิเวศแหล่งน้ำเดิมอย่างสิ้นเชิง
:) วิธีคิดแบบใหม่: แบ่งเบาภาระ "กรุงเทพฯ เป็นเมือง 3 น้ำ... ท่วมได้"
- กระจายพื้นที่กักเก็บน้ำทั่วเมือง: กระจายจุดซับน้ำเข้าสู่โครงสร้างเมืองในทุกๆ ย่าน
- ทุกอาคารช่วยซับและชะลอน้ำฝน: ชะลอการไหลซึม ให้เวลาเมืองได้ระบายน้ำโดยไม่พึ่งพาเครื่องสูบน้ำเพียงอย่างเดียว
- ยอมให้น้ำผ่านอย่างเป็นมิตร: ปรับโครงสร้างเมืองให้ยืดหยุ่นและสามารถอยู่ร่วมกับน้ำได้อย่างเป็นธรรมชาติ
2. การแก้ปัญหาด้วย Concept “การแบ่งเบาภาระ”
หากเราต้องการหยุดวงจรอุบาทว์ของอุทกภัย วิธีเดียวคือการเปลี่ยน Mindset พื้นฐานว่า “กรุงเทพฯ น้ำท่วมได้” คำว่า "ท่วมได้" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการยอมจำนนต่อภัยพิบัติแล้วปล่อยให้บ้านเรือนเสียหาย หากแต่คือการ "ปรับตัวและแบ่งรับภาระน้ำ"
- ชะลอ ไม่ใช่ผลักดัน: แทนที่จะพยายามสูบน้ำฝนให้ออกไปแห้งทันทีที่ตก เราควรออกแบบเมืองให้มีเวลาชะลอน้ำ
- กักเก็บน้ำได้ทุกอณูด้วยตัวเมืองเอง: ออกแบบให้ทุกตึก ทุกสวน ทุกลานกิจกรรม และทุกโครงสร้างพื้นฐานสามารถดูดซับและกักเก็บน้ำไว้ได้บางส่วน
- เปลี่ยนภัยพิบัติเป็นทรัพยากร: มองน้ำฝนเป็นโอกาสในการรีไซเคิลและสร้างพื้นที่สีเขียว
เมื่อกรุงเทพฯ ร่วมรับภาระน้ำไว้กับตัวเอง ชุมชนรอบข้างก็น้ำท่วมน้อยลง พื้นที่เกษตรกรรมปริมณฑลก็ไม่ต้องจมน้ำรับกรรมแทนคนเมือง นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้าง ความยุติธรรมทางความเป็นอยู่ (Spatial & Environmental Justice) ในสังคม
3. แนวคิดระดับสากล "เมืองฟองน้ำ" (Sponge City) และ Nature-Based Solutions
แนวคิดของคุณกชกรสอดคล้องอย่างสมบูรณ์กับทิศทางการพัฒนาเมืองทั่วโลกที่เน้น การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-Based Solutions) โดยเฉพาะแนวคิด “เมืองฟองน้ำ” (Sponge City) ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญที่คุณค่าต่อสังคมไทย ดังนี้:
- สวนอุทยานซับน้ำ (Retention Parks): เช่น ตัวอย่างสวนอุทยาน 100 ปี จุฬาฯ หรือ สวนป่าเบญจกิตติ ที่ไม่ได้มีไว้เพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ทำหน้าที่เป็น "กระเพาะรับน้ำ" ยามฝนตกหนัก ช่วยดูดซับ ชะลอน้ำ และบำบัดน้ำก่อนปล่อยคืนสู่ระบบ
- พื้นผิวที่น้ำซึมผ่านได้ (Permeable Pavements): การเปลี่ยนฟุตบาท ลานจอดรถ และถนนคอนกรีตให้เป็นวัสดุมวลเบาหรืออิฐบล็อกรูพรุน เพื่อให้น้ำฝนสามารถซึมลงสู่ชั้นน้ำใต้ดินได้ตามธรรมชาติ
- สวนบนหลังคาและสวนแนวตั้ง (Green Roofs & Bioswales): กฎหมายผังเมืองยุคใหม่ควรสนับสนุนให้อาคารพาณิชย์และคอนโดมิเนียมสร้างพื้นที่สีเขียวบนหลังคาเพื่อช่วยดักจับน้ำฝนตั้งแต่ชั้นบรรยากาศ แบบที่เราจะเห็นกันในประเทศสิงคโปร์