04/08/2016
ช่วงหลังๆนี้เห็นน้องๆเยอะมากที่คิดว่า "ตัวเองเลือกเรียนผิดสาย"
เลยมีบทความตัวช่วย...
หวังว่าจะช่วยให้เราเลือกทางที่ถูกต้องกับเราที่สุดนะคะ :D
#พี่คนไหนอยากแชร์ให้น้องๆแชร์ได้เลยนะคะ
"ถามตัวเองให้ชัวร์ก่อน"
จุดเริ่มต้นของทุกอย่าง คือ ตัวเราเอง ค่ะ ปัญหาที่เลือกเรียนผิดสายก็คือ เราค้นตัวเองไม่ได้ว่าจะเรียนในด้านไหน ทางไหน บางทีก็ด้วยเพราะประสบการณ์ที่ยังไม่มากพอในการตัดสินความชอบของตัวเอง แต่ปัญหานี้สามารถจัดการได้ค่ะ ด้วยการลองทำแบบทดสอบ หรือหาข้อมูลของสิ่งที่เราสนใจ อาจเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ใกล้ตัวที่เราชอบ เช่น ชอบวิชาภาษา มากกว่าวิชาคำนวณ , ชอบวิชาที่ได้ทำ ได้ทดลอง มากกว่าวิชาที่เรียนแต่ทฤษฎี ก็จะได้แนวทางคร่าวๆ ให้ตัวเองแล้วค่ะ
"ปรึกษาที่บ้านถึงแนวทางของเรา"
เมื่อเราหาตัวเองจนแน่ใจแล้วว่าเราชอบทางนี้ แนวแบบนี้ อย่างต่อไปที่ทำคือปรึกษาที่บ้านก่อนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อ คุณแม่ หรือผู้ปกครองที่ดูแลเรา ในแนวทางที่เราอยากจะเรียนต่อว่าสามารถเป็นไปได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้จะมีทางไหนที่ทั้งสองฝ่ายโอเค เรื่องของครอบครัวนี่เป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะคะ ถ้าไม่รีบเคลียร์ตั้งแต่ตอนนี้ อนาคตยุ่งแน่ๆ
"ค้นสายการเรียนให้ตรงกับสิ่งที่ชอบ"
ข้อแรกคือการค้นสิ่งที่เราชอบ หาให้ชัวร์ก่อน เมื่อได้แล้วก็ต้องมาดูแนวทางการศึกษาต่อของสายที่เราชอบค่ะ เช่น เรามีพรสวรรค์ที่มาตั้งแต่เกิด ชอบงานหัตถกรรมมากกกกก เป็นคนใจเย็นมาก มีความสุขที่ได้อยู่กับงานแบบนี้ ก็เลือกเรียน ปวช. สายศิลปกรรม, จิตรกรรม ได้เลย ไม่ต้องเรียนทฤษฎีเยอะแบบ ม.ปลาย หันไปใช้เวลากับการทำผลงานใหม่ๆ รับรอง เกิดแน่!!
"ตัดเพื่อนออกจากเรื่องเรียน"
เรื่องเพื่อนเรื่องใหญ่ หลายคนติดเพื่อนมาก ยิ่งเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่สมัยอนุบาลก็ยิ่งไม่อยากจาก เป็นความรู้สึกที่แบบ อยากอยู่ด้วย กลัวอยู่คนเดียว จะเริ่มใหม่ได้ยังไง ... แต่บอกเลยว่า ปัญหาเลือกสายการเรียนผิดเพราะเพื่อนเกิดขึ้นบ่อยมาก เลือกเรียนตามเพื่อน สุดท้ายมันไม่ใช่ จะหันหลังกลับก็ไม่ได้ จะไปต่อก็ไม่ได้อีก ทางที่ดีเลือกในสิ่งที่อยากเรียนค่ะ หาเวลาอยู่กับตัวเองก่อน ส่วนเพื่อน ถ้าเป็นเพื่อนกันจริงๆ ยังไงก็ไม่หายไปไหนค่ะ แต่ถ้าหายไปก็มีเพื่อนใหม่ในที่เรียนใหม่อีก ไม่ต้องกลัวเลยค่ะ
"หาทางเลือกให้ตัวเองไว้ด้วย"
เป้าหมายของน้องๆ ไม่จำเป็นต้องมีทางเดียว อาจจะมีทางที่ 2 3 4 ไว้ก็ได้ เพื่อเป็นแนวทางสำรองเอาไว้ อย่างเช่น เลือกเรียน ปวช. สายช่าง แล้วก็ไปต่อ ปวส. หรือทางที่ 2 เรียนต่อมหาวิทยาลัย แบบนี้ก็ได้ หรือถ้าสอบเข้า ปวช.สายช่าง ไม่ได้ อาจจะเรียนต่อ ม.ปลายสายวิทย์ แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัย วางแผนไว้เวลาพลาดแผนแรกจะได้ไปต่อถูกค่ะ
แนวทางตรงนี้จะช่วยให้น้องๆ ได้วางแผนชีวิตการเรียนต่อของตัวเองก่อนที่จะตัดสินใจเลือกเรียนอะไร อย่าคิดว่าช่วงเปลี่ยนสายการเรียนแบบนี้ไม่สำคัญนะคะ บอกเลยว่าสำคัญมาก ยิ่งเป็นจุดเริ่มต้นแบบนี้สำคัญกว่าตอนจบ ปวช. หรือ ม.ปลายอีกค่ะ เพราะนี่คือจุดแรกที่เราจะปูพื้นฐานตัวเองให้แน่น เพื่อก้าวต่อไปในอนาคตได้อย่างมั่นคง
สุดท้ายแล้วทางเดินก็คือของเราเอง ถ้ามีปัญหาอะไรต้องรีบแก้ จะได้ไม่ผิดพลาด เรียนผิดสาย อยู่กับสิ่งที่ไม่ได้ชอบ ใครที่ได้เดินทางที่ใช่ รับรองเลยว่าอนาคตรุ่งแน่นอน!!
ที่มา : http://www.dek-d.com/education/42094/
facebook.com/doctor.medicu
01/08/2016
ใกล้เวลาของการรับสมัครสายวิทย์สุขภาพ หรือแนวหมอ ทันตะ กันแล้ว
อันนี้เค้าก็รวบรวมข้อมูลมาให้ดีทีเดียว
ใครสนใจ ก็แชร์เก็บไว้เป็นข้อมูลนะ
อยากเรียนวิทย์สุขภาพมาทางนี้! รวมรับตรง 60 คณะสายวิทย์สุขภาพ (17 โครงการ) | Dek-D.com
รวมรับตรงแพทยฯ,ทันตะฯ,เภสัชฯ,พยาบาลฯ,สัตวแพทยฯ,สาธารณสุขฯ สนใจคลิกเลย
26/07/2016
เชื่อว่า คนไทยถ้าจะทำอะไร ก็ไม่แพ้ชาติใดในโลก
#อีสานบ้านเฮา
Credit : http://scitation.aip.org/content/aip/magazine/physicstoday/news/10.1063/PT.5.7285
facebook.com/doctor.medicu
ฮือฮา! นักวิทย์อีสาน ไขความลับ ค้นพบสูตร ที่นักวิทย์ทั่วโลกพยายามค้นหามานานกว่า 50 ปี
คนไทยดังระดับโลกจากงานวิจัย ไขความลับของทฤษฎีฟิสิกส์โลก มีชื่อว่า ?Density Functional Theory? ในการค้นพบสูตร ส่วนประกอบสุดท้าย ที่เรียกว่า ?Correlation Energy?
21/07/2016
บอกเลย...แอดยืมสมุดจดเพื่อนตลอด
#จดไม่เคยทัน :v :v
facebook.com/doctor.medicu
media.giphy.com
18/07/2016
9 ข้อดีมีแฟนเป็นเด็กเนิร์ด!!!
ในฐานะที่แอดมินเคยรู้สึกตัวเองว่าเป็น"เนิร์ด"มาก่อน เลยเอาข้อดีจาก DekD มาให้อ่านกัน (บอกเลย #เทรนด์เด็กเนิร์ดกำลังมา 555)
#ทีมเด็กเนิร์ด
...
1. คบเด็กเนิร์ด แล้วทำให้เราดีขึ้น
ก็แหง เด็กเนิร์ดคงไม่ยอมให้น้องๆ ที่เป็นแฟนไปเถลไถล ออกนอนกลู่นอกทาง ดีไม่ดีช่วยติววิชาที่ถนัดให้ด้วย ได้แฟน แถมได้เกรดดี มีที่ไหนอีกละเนี่ย
2. เด็กเนิร์ดไม่เจ้าชู้
กังวลอยู่หรือเปล่าว่ารักเราครั้งนี้จะไปไม่รอด เพราะเจอคนเจ้าชู้ มีคนดูใจอยู่ในสต็อกอีกสิบกว่าคน หรือคบไปงั้นๆ ฆ่าเวลา แต่แฟนเด็กเนิร์ดน่ะ ลืมความกังวลนี้ไปได้ ก็พวกเขาน่ะจะเอาเวลาที่ไหนไปสับราง สับขาหลอกใส่ใครได้ แค่เรียนอย่างเดียวก็เต็มที่แล้วจ้า
3. ไม่มีคำว่าคบเล่นๆ ในพจนานุกรมเนิร์ด
เด็กเนิร์ดนอกจากจริงจังในการเรียน ยังจริงจังในความสัมพันธ์อีกต่างหาก เด็กเนิร์ดกว่าจะคบใครคบยาก เพราะต้องผ่านการคิดวิเคราะห์มาอย่างดี เพราะไม่ชอบเข้าสังคม เพื่อนก็มีไม่มาก ดังนั้นถ้าคิดจะจีบใคร จะรักใคร รับประกันได้ว่าลงหลักปักฐานไม่ไปไหนแน่ๆ พี่แก้วคอนเฟิร์ม!
4. ไม่ต้องห่วงเรื่องติดเพื่อนติดเกม
หมดปัญหาเวลามีแฟนแล้วต้องมานั่งกลุ้มใจ แฟนติดเพื่อนจนไม่มีเวลาให้ ไหนจะติดเกมอีก ทั้งดอทเอ ตีฮอน วินนิ่ง เดอะซิม โอ๊ยยย เล่นได้ทั้งวัน เล่นกันไม่มีเบื่อ แฟนอย่างเราเข้าไปแทรกไม่ได้อีกต่างหาก เดี๋ยวหาว่าทำเกมโอเวอร์ซะงั้น แต่รับประกันว่าเด็กเนิร์ดไม่เป็นแบบนี้ชัวร์
5. มีพื้นที่ส่วนตัว
ก็อย่างที่บอกค่ะ เด็กเนิร์ดน่ะ เรื่องเรียนมาก่อน เรื่องรองค่อยว่ากัน เวลาที่เค้าทุ่มเทอะไรไป มักจะทุ่มไปทั้งตัวทั้งใจ มีโลกส่วนตัวไม่ใช่น้อย อ้าว! หลายคนบอก แล้วข้อดีอยู่ตรงไหน ก็อยู่ตรงที่ ช่วงที่เค้ามีโลกส่วนตัว เราก็มีเวลาได้หายใจหายคอ ได้อยู่กับตัวเองบ้างเหมือนกัน ไม่ใช่วันๆ ตัวติดกันเป็นปาท่องโก๋ เธอไปไหน ฉันไปด้วย จนไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวเลย แบบนั้นก็อึดอัดแย่ ต้องแบบเด็กเนิร์ดสิ สบายๆ เว้นช่องว่างให้ได้ทำอะไรๆ ในโลกส่วนตัวบ้าง ให้มีเวลาได้คิดถึงกันบ้าง ซึ้งไปอีก!
6. มีมุมมองแปลกๆ หาที่ไหนไม่ได้
ชี้นกเป็นนก ชี้ไม้เป็นไม้ เบื่อแล้วมั้ยล่ะ? ลองเปลี่ยนมาเป็นมุมมองเด็กเนิร์ดบ้าง ชี้นกเป็นสัตว์เลือดอุ่น ชี้ไม้เป็นแยกดิวิชั่น ชีวิตก็ดูมีสีสันดีเหมือนกัน ความโรแมนติกของเด็กเนิร์ดอาจไม่เหมือนใคร แต่ก็ไม่มีใครเหมือนนะ
7. ตรงไปตรงมา
โกหกใครไม่ค่อยเป็น ถึงพยายามจะโกหกก็มีพิรุธจนจับไต๋ได้ เรียกว่าใสซื่อมากๆ คบแล้วไม่ปวดหัว ไม่ต้องคอยตามจับผิด ชีวิตไม่หม่นหมอง ไม่ต้องเครียดอะไร มีอะไรก็คุยกันด้วยเหตุผลตรงไปตรงมา แล้วที่พูดมาทั้งหมด ไม่ดีตรงไหนล่ะเนอะ
8. จีบใครไม่ค่อยเป็น
เด็กเนิร์ดน่ะเหรอ จะจีบ จะคบใคร ไม่มีโปร ไม่มีหมกเม็ด ไม่ได้เอาแต่สิ่งดีๆ มานำเสนอ พอจีบติดแล้วนิสัยเปลี่ยน ทิ้งขว้างไม่สนใจ ไม่ๆ! มันจะไม่เกิดกับเด็กเนิร์ดเลยค่ะ ก็เพราะจีบไม่เป็นนี่แหละ เข้าหาทีก็มีแต่ความจริงใจ เป็นตัวของตัวเองเข้าใส่กัน ถ้าคิดจะรักก็รักเพราะนิสัยแบบนี้ตั้งแต่ต้น ไม่มีเปลี่ยนไปไหน เนิร์ดเสมอต้นเสมอปลาย มาแบบใสๆ เดาทางได้ ไม่ตื่นเต้นหวือหวา แต่นั่นแหละค่ะเสน่ห์ของเขา
9. สุภาพบุรุษ
กรณีมีแฟนเป็นหนุ่มเนิร์ดก็หมดห่วงได้ ไม่มามือปลาหมึกหนุบหนับ จับไปทั่ว ไม่มีคำว่าฉวยโอกาส ให้เกียรติแฟนมากๆ เพราะเค้าจะยึดมั่นในขนบธรรมเนียมอยู่ใช่ย่อย ในขณะที่ถ้าหนุ่มๆ คนไหนมีแฟนเป็นสาวเนิร์ด ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมาโหวกเหวกโวยวาย ออกอาการให้อายใคร พวกเธอจะเรียบร้อย พูดน้อย ไม่ค่อยแหกกฏโรงเรียน ไม่ถูกเรียกเข้าห้องปกครองบ่อยๆ อ่อยใครก็ไม่เป็น นี่มันนางฟ้าสาวแว่นชัดๆ เลย
Credit : http://www.dek-d.com/loveroom/41973/
14/07/2016
โอ้โห!!! เด็กสมัยนี้สามารถหาเงินได้ 3 หมื่น ที่แอดมินสนใจคือ "จากการเรียนรู้ด้วยตัวเอง" เนี่ยแหละ
ส่วนตัวเชื่อนะว่า ถ้าใครชอบอะไร ตั้งใจทำอะไรแล้ว ก็จะทำสิ่งนั้นได้ดีเอง ทุกอย่างมันขึ้นอยู่กับเราทั้งนั้น
แล้ววันนี้ ทีม" #หนูอยากเป็นหมอ"ทั้งหลาย ตั้งใจกับสิ่งที่เราอยากจะเป็นหรือยัง
faceboom.com/doctor.medicu
สุดเจ๋ง ! เด็ก ม.3 รับแปลภาษาจีน ได้เดือนละเกือบ 3 หมื่น-เผยเรียนรู้ด้วยตัวเอง
โดยเริ่มจากแปลนิยายและการ์ตูนภาษาจีนกลางให้เพื่อนอ่าน
13/07/2016
วันนี้อยากจะแชร์เรื่องใกล้ตัวเราๆทั้งหลายเกี่ยวกับ "ยา" อยากให้ได้อ่านทำความเข้าใจและแชร์กัน
#ใครๆก็เป็นหมอได้ #เรื่องหมอๆอยู่รอบตัวเรา
จำไว้ว่าคนที่จะเป็นหมอ ต้อง"กล้า"แนะนำคนใกล้ตัวทั้งเด็กและผู้ใหญ่ให้รู้สิ่งที่ถูกต้องนะ :)
..
เก็บยาไว้ในตู้เย็นดีกว่าจริงหรือ?
หลายคนมักคิดว่าตู้เย็นสามารถยืดอายุของต่าง ๆ ให้อยู่ได้นานขึ้น หรือสามารถคงประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์ได้เหมือนเดิมที่สุด ทฤษฎีนี้คงใช้ได้เพียงกับอาหาร อย่างมากก็ครีมบำรุงต่าง ๆ แต่กับ “ยา” นั้น คงต้องทำความเข้าใจใหม่แล้วล่ะ
ยาทุกชนิดไม่ได้เหมาะที่จะอยู่ในตู้เย็น
การเก็บยาไว้ในตู้เย็น อาจทำให้การคงตัวของยาเสียไปได้ เนื่องจากความชื้นและอุณหภูมิอาจไม่เหมาะสมกับยาบางชนิด เช่น ยาแขวนตะกอนหรือยาน้ำเชื่อมบางประเภทมา หากนำไปแช่ในตู้เย้นอาจทำให้เกิดการตกตะกอนได้ หรือยาแคปซูลบางชนิดหากเก็บไว้ในตู้เย็นที่มีความชื้นสูง มักจะทำให้แคปซูลเยิ้มจนติดกันได้
นอกจากนี้ การแช่ยาบางชนิดในตู้เย็น ยังทำให้เกิดสารพิษขึ้นได้ด้วย เช่น การแช่ยาเม็ดแอสไพรินในตู้เย็นที่มีความชื้นสูงจะทำให้เกิดการสลายตัวเป็นกรดซาลิไซลิกและกรดอะซิติก ซึ่งจะทำให้ยาไม่มีผลในการต้านการแข็งตัวของเกล็ดเลือด รวมทั้งยังทำให้เกิดพิษ ทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน ชัก และหมดสติได้เมื่อรับในปริมาณสูง
ดังนั้น การเก็บยาไว้ในตู้เย็น จึงไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป ควรอ่านฉลากยาหรือรายละเอียดบนกล่องยาเพื่อศึกษาถึงอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บรักษายาอย่างถูกต้องดีกว่า
และที่สำคัญ หากยาหมดอายุ ควรทิ้งทันที ไม่ควรเก็บหรือนำมาใช้โดยเด็ดขาด
ที่มา : นิตยสาร ฉบับที่ 25, พฤษภาคม 2559
facebook.com/doctor.medicu
11/07/2016
10 ความลับ "ทำไมคนขี้เกียจถึงเกรดดีได้"
บทความเก่าจาก Dek-D แต่แนะนำให้คนที่อยากทำตัวชิวๆอ่าน
...
.
1. มีแรงผลักดัน แต่ไม่ใช่แรงกดดัน
สำหรับคนขี้เกียจแต่เกรดดี อย่างแรงที่ต้องมีคือ "เป้าหมาย" พวกเค้ามักจะหวังไว้สูงๆ เพื่อที่จะได้เป็นแรงผลักดันตัวเองให้ทำตามสิ่งที่ตัวเองตั้งไว้ให้ได้ และแน่นอนเป้าหมายที่ว่าไม่ใช่แค่สอบผ่าน แต่เค้ามักจะตั้งใจเป็นตัวท็อปของชั้นเรียน และทำให้ดีที่สุดกว่าคนอื่นเสมอ
2. ไม่กดดันตัวเอง
จากเป้าหมายที่สูงลิ่ว ถ้าเป็นคนส่วนใหญ่ จะกดดันตัวเองจนเกินงาม พาลให้เครียดจนท้อ แต่คนขี้เกียจบางคนไม่กดดันตัวเอง คือ แม้จะรู้ว่ามีเป้าหมายสูง แต่ก็รู้จักแบ่งเวลา ถ้าทำตามแผนที่วางไว้ได้แล้วก็พอ จึงดูขี้เกียจในสายตาคนอื่น ดังนั้นอย่าแปลกใจถ้าจะเห็นเพื่อนจอมขี้เกียจ ที่มักจะทำเกรดดีตอนท้ายเทอมเสมอคอยยิ้มแย้ม สนุกสนาน เฮฮา คอยให้กำลังใจ แกล้งหยอกใครต่อใครไปทั่ว ,,, คุณไม่มีทางรู้หรอกว่าเบื้องหลังนะหนังคนละม้วน!!
3. เรียนเป็น!
เรียนเป็น ไม่ได้หมายความว่าเรียนเก่ง แต่หมายถึงคนที่รู้ว่าเวลาเรียนควรเรียน เวลาเล่นก็เล่น เวลาพักก็พัก เขาอาจจะไม่ได้อ่านหนังสือตลอดเวลา ไม่ได้เข้าเรียนทุกครั้ง แต่ลึกๆ แล้วทุกครั้งที่เขาอ่าน เขาได้สาระเต็มสมอง ทุกครั้งที่เข้าเรียนไม่เคยละสายตาจากคุณครู เป็นต้น เมื่อทุกอย่างลงตัว วันเสาร์อาทิตย์จึงเป็นวันว่างของเขาได้สบายมาก
4. ไม่เข้าเรียนแต่ซุ่ม
เห็นคนขี้เกียจบางคน โดดเรียน ไม่เข้าเรียน แต่คุณรู้ได้ยังไงว่าไม่ใช่การโดดเรียนเพื่อไปอ่านหนังสือ หรือทบทวนความรู้ จะบอกเลยว่าเนี่ย เสือซุ่มตัวจริง แต่ก็ไม่ใช่ว่าเค้าอยากซุ่มหรอก แต่ด้วยเวลาอันจำกัด เรื่องไหนสำคัญก็ต้องจัดอันดับเอาไว้ก่อนจริงมั้ยล่ะ? เข้าเรียนก็สำคัญ แต่ถ้าจะสอบพรุ่งนี้ ก็จำเป้นต้องตัดสินใจเลือกเหมือนกันนะคะ
5. เข้าใจอะไรไว
ต้องยอมรับว่าข้อนี้เป็น Talent ความสามารถเฉพาะตัว เพราะคงไม่ใช่ทุกคนที่เก็ทอะไรไว แต่คนขี้เกียจโดยเฉพาะคนที่เค้าอ่านหนังสือจบได้ในเวลาอันน้อยนิดได้ นั่นก็เพราะเค้าเข้าใจอะไรได้ง่าย เป็นพวกคิดตามสิ่งที่อ่านและทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กัน แถมยังเข้าใจได้โดยง่ายด้วยนะสิ จะว่าดชคดีก็ดีอยู่หรอก แต่ถ้าใช้ให้ถูกกว่านี้จะดีกว่านะ
6. สมาธิ และความอดทนสูงมาก
คนที่จะสามารถอ่านเรื่องยากๆ และเข้าใจได้โดยไวในเวลาอันสั้นต้องมีสมาธิเป็นสิ่งสำคัญ แถมยังต้องอดทนมากๆ เพราะสิ่งยั่วยวนทั้งไลน์ เฟสบุค ทวิตเตอร์ ละคร ฯลฯ ยั่วซะเหลือเกิน ต้องกลั้นใจไม่เสียเวลากดอ่าน เปิดเล่น เพื่อจะได้เตรียมตัวให้พร้อมได้ทันในเวลาที่น้อยกว่าคนอื่น
7. สามารถอ่านหนังสือข้ามวันข้ามคืนได้
เพราะขี้เกียจมาตลอด บ่อยครั้งเลยได้อ่านแค่คืนก่อนสอบ ถ้าไม่สามารถอดทนฝืนไม่นอน อ่านข้ามคืนได้ ไม่มีทางได้เกรดดีๆ แบบที่หวังไว้แน่ค่ะ คนที่เค้าขี้เกียจมาตลอดเลยทุ่มเวลาอ่านแค่คืนก่อนสอบแบบหนักๆ เพื่อฟิตตัวเองให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ไม่เข้มข้น เราไม่นอน!!
8. พลิกแพลงความรู้เท่าที่มีให้ตอบโจทย์
ข้อสอบเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึง ไม่ใช่ทุกข้อหรอกค่ะที่เราทำได้ แถมคนที่ขี้เกียจเนี่ยเวลาเตรียมตัวก็น้อยกว่าคนอื่นเห็นๆ สิ่งที่เค้าทำได้คือ ทำยังไงก็ได้ที่จะให้ความรู้ที่มีสามารถเอามาประยุกต์ใช้เพื่อตอบคำถามให้ได้มากที่สุด เช่นโจทย์เลขอาจจะต้องใช้สูตรคำนวณมากมาย แต่ถ้าไม่รู้สูตร การแทนค่าก็ใช้กันได้จริงมั้ย? คำตอบเหมือนกัน เสียเวลากว่านิดหน่อย แต่ได้ผลลัพธ์ที่เท่ากันนะ
9. อ่านจนเข้าใจ ไม่ใช่แค่จำ
อย่างที่รู้ค่ะว่าถ้าอยากทำข้อสอบหรือทำคะแนนให้ได้เยอะๆ เกรดดีๆ เราต้องเข้าใจไม่ใช่แค่จำ ต้องอ่านซ้ำๆ จนกว่าจะเข้าใจที่ละส่วน และถึงจะขี้เกียจยังไงแต่พอถึงเวลาต้องอ่าน คนที่ขี้เกียจมาตลอดก็ทุ่มเทอ่านมันจนเข้าใจนะคะ เสียเวลาอ่าซ้ำๆ ก้ต้องยอม เพราะจะให้จำทั้งหมดในเวลาน้อยนิด น่าจะไม่รอดถูกป่ะ!
10. ทำความเข้าใจโจทย์ก่อนลงมือทำ
ถือเป็นเรื่องสำคัญที่หลายๆคนมองข้าม เพราะคนที่เค้าไม่แม่นเรื่องเนื้อหามีเวลาอ่านน้อยๆ เค้ามักจะอ่านคำถามจนละเอียด วิเคราะห์ว่าต้องการคำตอบแบบไหนก่อนจะลงมือทำ ทำให้คำตอบตรงกับประเด็นของคำถามซึ่งต่างจากคนที่ความรู้แน่นที่อยากใส่ทุกอย่างลงไปในข้อสอบ ก็เลยทำให้บ่อยครั้ง คนที่เนื้อหาไม่แน่นกลับได้คะแนนดีกว่าซะอย่างงั้น!
Credit http://www.dek-d.com/education/36759/
08/07/2016
เล่าเรื่องยานอวกาศ Juno
ช่วงนี้มีข่าวสำคัญอันนึงเกี่ยวกับเรื่องการสำรวจอวกาศ คือ ยานอวกาศ Juno เข้าสู่วงโคจรดาวพฤหัสบดีได้สำเร็จเมื่อวันที่ 4 กรกฎาที่ผ่านมา
ซึ่งกว่าที่ยานจะเข้าใกล้ดาวพฤหัสได้สำเร็จนี่ใช้เวลาเกือบ 5 ปีทีเดียว เพราะดาวพฤหัสนั้นอยู่ไกลจากโลกมาก จึงจำเป็นต้องใช้ แรงผลักจากแรงโน้มถ่วงโลกเราเนี่ยแหละเพื่อเป็นแรงส่งไปให้ไกลได้ คงต้องคำนวณให้แม่นกันทีเดียวถึงได้ลอยไปเข้าเป้าขนาดนี้
บางอย่างเราไม่สามารถไปเร่งอะไรกับมันได้ ถ้าอยากสำเร็จตามเป้าที่วางไว้ก็ต้องใช้เวลากับมัน
"เพียงแค่ก้าวที่เราเดินผิดไปเล็กน้อย อาจทำให้เราไม่เจอเป้าหมายที่เราวางไว้เลยก็ได้ จงวางทางเดินของเราให้ดี"
ขอให้น้องๆทุกคนสู้ๆกับความฝันต่อไปนะคะ #เป็นอย่างJuno
Credit Dr.Med ICU
facebook.com/doctor.medicu
Juno's Trajectory
Imgur: The most awesome images on the Internet.