Science_NBR

Science_NBR

แชร์

กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
โรงเรียนนวมินทราชินูทิศ เบญจมราชาลัย

28/09/2023
16/04/2023

พวกเรารักสงบ ไม่แบ่งแยก งานวิจัยใหม่ที่ติดตามผลมาหลายปีเผยว่า แมวทราย (Sand Cat) นั้นชอบใช้ชีวิตแบบแร่ร่อนมากกว่าที่จะแบ่งอาณาเขตกันเหมือนญาติของมันในสายพันธุ์อื่น ๆ การค้นพบนี้จะมีผลต่อสถานะการอนุรักษ์อย่างมากจาก ‘กังวลน้อย’ เป็น ‘ใกล้ถูกคุกคาม’

รายงานนี้เผยแพร่ในวารสาร Journal of Arid Environments โดยศึกษาแมวทรายจำนวน 22 ตัวระหว่างปี 2015 ถึงปี 2019 ได้เผยให้เห็นว่าพื้นที่หากินของมันนั้นกว้างถึง 1,758 ตารางกิโลเมตร นั่นกว้างกว่าพื้นที่จังหวัดกรุงเทพฯ ซึ่งมีพื้นที่อยู่ที่ 1,568 ตารางกิโลเมตร

สิ่งนี้ทำให้เจ้าตัวเล็กพวกนี้มีบ้านใหญ่กว่าแมวตัวใหญ่กว่าอื่น ๆ เช่นแมวป่าแอฟริกา ปลอกคอ GPS ได้เผยให้เห็นว่าพวกมันชอบเดินไปเดินมาราวกับคนแร่รอนไปตามพื้นที่ต่าง ๆ ถึงอย่างนั้นมันก็ไม่ได้ไปมีเรื่องกับแมวทรายตัวอื่น ๆ เลย

ทุกตัวอยู่ในสภาพดี ไม่มีบาดแผล และฟันก็อยู่ครบถ้วนทุกซี่ ช่างเป็นสัตว์ที่รักสงบและไม่แบ่งแยก นักวิจัยชี้ว่านี่เป็นพฤติกรรมที่คุณจะไม่ได้เห็นในแมวตัวใหญ่อื่น ๆ ที่จะมีอาณาเขตของใครของมัน และถ้าเจอกันก็จะต้องมีเรื่องกันตลอด แต่ไม่ใช่กับแมวทรายตัวจิ๋วนี้

“เหลือเชื่อ พวกมันเป็นคู่แข่งกับแมวที่มีขนาดใหญ่กว่าอย่างเสือดาว โดยแมวทรายหนึ่งตัวกินพื้นที่ประมาณ 1,758 ตารากิโลเมตรในระยะเวลา 6.5 เดือน” ทีมวิจัยกล่าว “เราตั้งสมมติฐานว่าแมวทรายมีความอดทนต่อกันและกัน รวมถึงมีแนวโน้มว่าจะไม่มีอาณาเขต”

การค้นพบนี้จะเปลี่ยนสถานะการอนุรักษ์ของมัน หากขอบเขตหากินของแมวทรายได้รับการยืนยัน แสดงว่ามันจะต้องมีจำนวนในป่าน้อยกว่าที่นักวิทยาศาสตร์คาดไว้ เพราะก่อนหน้านี้ พวกเขาอ้างอิงจำนวนประชากรกับพื้นที่ขนาดเล็ก

ทางองค์การระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ หรือ IUCN ได้จัดตั้งสถานะของแมวไว้ว่า ‘กังวลน้อย’ เพราะคิดว่ามันมีพื้นที่หากินเล็ก และจากจำนวนที่พบก็อยู่ในระดับที่ไม่ค่อยน่ากังวล แต่เมื่อพื้นที่ขยายใหญ่ขึ้น จำนวนเท่าเดิม พวกมันจึงเสี่ยงมากขึ้นและกลายเป็น ‘ใกล้ถูกคุกคาม’ (Near Threatened)

“หากเขตบ้านมีขนาดใหญ่กว่าที่คิดไว้จริง ๆ และพวกมันครอบครองพื้นที่บางส่วนของทะเลทรายตามที่การศึกษาของเราเสนอแนะ พวกมันอาจได้รับการปรับปรุงเป็น Near Threatened อย่างสมเหตุสมผล ซึ่งทำให้เราเพิ่มความพยายามในการอนุรักษ์ของเราเป็นสองเท่า”

ยังมีสิ่งที่ต้องให้เรียนรู้อีกมากสำหรับแมวทรายตัวเล็กชนิดนี้ที่พบได้ในทะเลทราย ซาฮาร่า อราเบียน อิหร่าน ปากีสถาน

ที่มา

Journal of Arid Environments : Home ranges of African sand cats (Felis margarita margarita)

IFLSCIENCE : Tiny Sand Cats' Huge Range Reveals Behavior Never Seen In Wild Cats

Panthera : New Sand Cat Science Revealed

Treehugger : Morocco’s Tiny Sand Cats Reveal Behavior Never Before Seen in Wild Cats

Photo : Grégory Breton/Panthera

01/01/2023

นักวิจัยสร้างเอนไซม์ที่ย่อยสลายพลาสติกได้ในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน - ความหวังใหม่ในการแก้ไขปัญญาวิกฤตพลาสติกทั่วโลก

วิศวกรเคมี ฮาล อัลเปอร์ (Hal Alper) จากมหาวิทยาลัยเท็สซัสในเมืองออสติน ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พัฒนาเอนไซม์แบบใหม่ที่ย่อยสลายขยะพลาสติกได้ภายในไม่กี่สัปดาห์และบางกรณีไม่ถึง 24 ชั่วโมง ซึ่งออกแบบโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นความหวังใหม่ในการแก้ไขปัญญาวิกฤตมลพิษพลาสติกทั่วโลก

“มีความเป็นไปได้มากที่อุตสาหกรรมต่างๆ จะใช้ประโยชน์จากกระบวนการรีไซเคิลวิธีนี้” อัลเปอร์กล่าวถึงในรายงานพร้อมเสริมว่า “นอกเหนือจากอุตสาหกรรมการจัดการขยะที่แน่นอนแล้ว สิ่งนี้ยังเปิดโอกาสให้องค์กรจากทุกภาคส่วนสามารถรีไซเคิลผลิตภัณฑ์ของตนได้ ด้วยแนวทางที่ยั่งยืนมากขึ้นเหล่านี้ จะทำให้เราสร้างเศรษฐกิจพลาสติกหมุนเวียนได้อย่างแท้จริง”

ความพยายามครั้งที่ผ่านๆ มาในการใช้เอนไซม์จัดการพลาสติกนั้นมักมีข้อจำกัดหลายประการ มีทั้งความ ‘อ่อนแอ’ ของตัวเอนไซม์เองไปจนถึงอุณหภูมิและช่วง pH ที่ทำงานได้ และอัตราการเกิดปฏิกิริยาที่ช้า แต่เอนไซม์ตัวใหม่นี้สามารถย่อยสลายได้แม้แต่ในที่ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 50 องศาเซลเซียส

พวกเขาเรียกเอนไซม์ใหม่นี้ว่า “FAST-PETase” ทีมงานระบุคุณสมบัติของมันว่า “เสถียรและทนทาน” มันสามารถย่อยสลายพลาสติกประเภท PET ซึ่งเป็นพลาสติกที่ถูกใช้มากที่สุดชนิดหนึ่ง ตั้งแต่สิ่งทอไปจนถึงขวดน้ำ คิดเป็นร้อยละ 12 ของขยะพลาสติกทั้งหมดบนโลก

“เมื่อพิจารณาถึงการใช้งานเพื่อทำความสะอาดสิ่งแวดล้อม คุณต้องมีเอนไซม์ที่สามารถทำงานในที่ที่มีอุณหภูมิหลากลาย” อัลเปอร์กล่าว “คุณสมบัตินี้เป็นจุดที่เทคโนโลยีของเรามีข้อได้เปรียบอย่างมากในอนาคต”

ในขณะที่แอนดรูว์ เอลลิงตัน ศาสตราจารย์ประจำศูนย์ระบบชีววิทยาสังเคราะห์หนึ่งในทีมวิจัยเสริมว่า “งานนี้แสดงให้เห็นถึงพลังของการรวบรวมความรู้จากสาขาวิชาต่าง ๆ ตั้งแต่ชีววิทยาสังเคราะห์ วิศวกรรมเคมี ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์”

ด้วยเอนไซม์นี้ นักวิจัยกล่าวว่ากระบวนการรีไซเคิลพลาสติกกลายเป็น “วงกลมสมบูรณ์แบบ” พลาสติกจะแตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วนำกลับมารวมกันกลายเป็นสารตั้งต้นผลิตพลาสติกชิ้นใหม่ อีกทั้งพวกเขาระบุว่ามันมีราคาถูกและสามารถขยายไปถึงระดับอุตสาหกรรมได้ กลายเป็นความหวังใหม่ที่จะแก้ไขปัญหาพลาสติกที่สร้างมลพิษไปทั่วโลก

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล
เผยแพร่ครั้งแรก พฤษภาคม 2022

20/11/2022

ตูวาลูหวังอัปโหลดประเทศขึ้นเมตาเวิร์ส ก่อนจะจมหายไปกับระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ไซมอน โคเฟ (Simon Kofe) รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของตูวาลู (Tuvalu) ได้กล่าวในการประชุมสุดยอดด้านสภาพอากาศ COP27 ว่าเขาต้องการให้ทั้งประเทศอัปโหลดตัวเองขึ้นสู่ระบบเสมือนจริงหรือที่รู้จักกันในชื่อว่า ‘เมตาเวิร์ส (Metaverse)’ เพื่อรักษาและอนุรักษ์ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของตนเองก่อนที่ทั้งประเทศจะจมหายอยู่ใต้น้ำ เนื่องจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นตลอดเวลาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“แผ่นดินของเรา มหาสมุทรของเรา วัฒนธรรมของเรา เป็นทรัพย์สินที่มีค่าทีสุดของมนุษย์ และเพื่อให้พวกเขาปลอดภัยไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในโลกทางกายภาพ เราจะย้ายพวกเขาไปยังคลาวด์ (Cloud)” ไซมอนกล่าวผ่านวีดีโอที่เขายืนอยู่บนเกาะจำลองดิจิทัลที่ถูกคุกคามจากระดับน้ำทะเล “แนวคิดคือการทำงานในฐานะประเทศหนึ่งต่อไป และนอกเหนือจากนั้นคือเพื่อรักษาวัฒนธรรมของเรา ความรู้ของเรา และประวัติศาสตร์ของเราในพื้นที่ดิจิทัล”

ตูวาลู (Tuvalu) เป็นประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกซึ่งอยู่กึ่งกลางระหว่างออสเตรเลียและฮาวาย มีจำนวนทั้งหมด 9 เกาะและมีประชากร 12,000 คน พวกเขาเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในปัจจุบันมีพื้นที่มากถึงร้อยละ 40 ของเมืองหลวงที่จมอยู่ใต้น้ำเมื่ออยู่ในช่วงน้ำขึ้น และมีการคาดการณ์ว่าทั้งประเทศจะจมอยู่ใต้น้ำภายในสิ้นศตวรรษนี้ ตูวาลูจำเป็นต้องดำเนินการบางอย่าง เพราะประเทศอื่น ๆ ในโลกยังดำเนินการไม่มากพอ

ความสิ้นหวังนี้ไม่ใช่เรื่องเกินจริง ตูวาลูอาจเป็นประเทศแรกในโลกที่ดำรงอยู่ในรูปแบบดิจิทัลเพียงอย่างเดียว ถ้าภาวะโลกร้อนยังคงดำเนินต่อไป และตูวาลูจะไม่เป็นประเทศสุดท้าย อย่างไรก็ตาม นี่ไม่ใช่สิ่งที่โคเฟต้องการจริง ๆ แต่เขาต้องการให้ทุกคนบนโลกได้รับรู้ถึงความสิ้นหวังที่เกิดขึ้นและมุ่งเน้นไปยังสิ่งที่หลายประเทศกระทำอยู่ในโลกแห่งความจริง

“หากไม่มีมโนธรรมอันเป็นสากลและความมุ่งมั่นระดับโลกเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีร่วมกันของมนุษย์ ท้ายที่สุด เราอาจพบว่าคนทั้งโลกที่เหลือจะเข้าร่วมกับเราทางออนไลน์ เมื่อดินแดนของพวกเขาหายไป” โคเฟกล่าว

ตามค่านิยมด้านการทูตของตูวาลูอันได้แก่ ‘olaga fakafenua (ระบบความเป็นอยู่ร่วมกัน)’, ‘kaitasi (ความรับผิดชอบร่วมกัน)’ และ ‘fale-pili (การเป็นเพื่อนบ้านที่ดี)’ โคเฟหวังว่าคำเหล่านี้จะกระตุ้นให้ประเทศอื่น ๆ เข้าใจถึงความรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเพื่อบรรลุความเป็นอยู่ที่ดีทั่วโลก

ดินแดนในโลกดิจิทัลที่สามารถพักผ่อนหย่อนใจไปกับความงามตามธรรมชาติของตูวาลู และวัฒนธรรมในโลกดิจิทัลที่ทำให้ชาวตูวาลูมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันทั้งภาษาและขนบธรรมเนียม ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนบนโลกต่อไป ‘เมตาเวิร์ส’ อาจช่วยให้โลกยังมี ‘ตูวาลู’ อยู่ แต่เราต้องการให้เป็นเช่นนั้นจริง ๆ หรือและนั่นนำไปสู่คำถามที่ว่า โลกทำสิ่งต่าง ๆ ให้ ‘ตูวาลู’ ได้แค่นั้นจริง ๆ หรือ

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

04/11/2022

คืน 21 - เช้า 22 ตุลาคม 2565 ฝนดาวตกโอไรออนิดส์ (อัตราการตก 20 ดวงต่อชั่วโมง) สังเกตได้ตั้งแต่เวลาประมาณ 22:30 น. จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 22 ตุลาคม 2565 ศูนย์กลางกระจายอยู่บริเวณกลุ่มดาวนายพราน

ฝนดาวตกโอไรออนิดส์" หรือฝนดาวตกกลุ่มดาวนายพราน จะเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 2 ตุลาคม - 7 พฤศจิกายน ของทุกปี ปีนี้คาดว่ามีอัตราการตกสูงสุดในคืน 21 - 22 ตุลาคม 2565 สามารถสังเกตเห็นตั้งแต่เวลาประมาณ 22:30 น. จนถึงรุ่งเช้าของวันที่ 22 ตุลาคม 2565 มีศูนย์กลางการกระจายอยู่ทางทิศตะวันออก บริเวณแขนของกลุ่มดาวนายพราน อัตราการตกสูงสุดเฉลี่ยประมาณ 20 ดวงต่อชั่วโมง

ฝนดาวตกโอไรออนิดส์" เกิดจากโลกเคลื่อนที่ตัดผ่านเส้นทางการโคจรของดาวหางฮัลเลย์ (1P/Halley) ที่หลงเหลือเศษฝุ่นและวัตถุขนาดเล็กจำนวนมากทิ้งไว้ในวงโคจรขณะเคลื่อนที่เข้าใกล้ดวงอาทิตย์เมื่อปี 2529 แรงโน้มถ่วงของโลกดึงดูดเศษฝุ่นและวัตถุขนาดเล็กเข้ามาเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก เกิดการลุกไหม้ เห็นเป็นแสงวาบคล้ายลูกไฟพุ่งกระจายตัวออกมาบริเวณกลุ่มดาวนายพราน มีสีเหลืองและเขียว สวยงามพาดผ่านท้องฟ้า

ที่มา

https://www.facebook.com/watch/?v=663750854936156&extid=NS-UNK-UNK-UNK-IOS_GK0T-GK1C&ref=sharing

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3137685973026495&id=1523107561151019

21/10/2022

โควิดไป โรคใหม่กำลังมา! วิจัยเผย การระบาดใหญ่ครั้งต่อไปอาจมาจากธารน้ำแข็งที่กำลังละลายจากโลกร้อน

งานวิจัยล่าสุดของ สเตฟานี เอริส-โบรซัว (Stéphane Aris-Brosou) และทีมงานจากมหาวิทยาลัยออตตาวา (University of Ottawa) แคนาดา ได้เก็บตัวอย่างดินและตะกอนจากทะเลสาบเฮเซน (Lake Hazen) ใกล้กับบริเวณที่มีน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งท้องถิ่น

พวกเขาจัดลำดับ RNA และ DNA ในตัวอย่างเหล่านี้เพื่อระบุอัตลักษณ์ที่ตรงกับไวรัสที่เรารู้จักและใช้อัลกอริธึมที่ประเมินโอกาสที่ไวรัสเหล่านี้จะแพร่เชื้อไปยังกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่ไม่เกี่ยวข้อง ผลพบว่าไวรัสเหล่านี้อาจเป็นสาเหตุใหม่ของการระบาดครั้งใหญ่ต่อไป

เช่นในปี 2016 เกิดการระบาดของโรคแอนแทรกซ์ (Anthrax) ในแถบไซบีเรียตอนเหนือ คร่าชีวิตเด็กและคนที่ติดเชื้ออย่างน้อย 7 คน ต้นเหตุมาจากกวางที่เป็นพาหะในพื้นที่ที่น้ำแข็งละลายจากคลื่นความร้อน การระบาดครั้งสุดท้ายในภูมิภาคแห่งนี้คือปี 1941

ขณะที่งานวิจัยเมื่อปีที่แล้วจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอไฮโอชี้ว่าไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ๆ ที่เราไม่เคยรู้จักอยู่ในธารน้ำแข็งได้ พวกเขาพบสารพันธุกรรมจากไวรัส 33 ตัว โดย 28 ตัวเป็นสายพันธุ์ใหม่และมีอายุกว่า 15,000 ปี โดยนำมาจากน้ำแข็งตัวอย่างในที่ราบสูงทิเบต ประเทศจีน

“สิ่งที่เรามั่นใจคือ เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ความเสี่ยงของการรั่วไหลในสภาพแวดล้อมเฉพาะนี้ก็เพิ่มมากขึ้น” เอริส-โบรซัวกล่าว “แต่จะนำไปสู่การระบาดครั้งใหญ่หรือไม่นั้น เราบอกไม่ได้ชัดเจน” กระนั้น ทีมของเธอคิดว่าเป็นไปได้น้อยพอสมควร “ตราบใดที่ไวรัสและพาหะนำโรคของพวกมันไม่ปรากฏอยู่ในสิ่งแวดล้อมเดียวกันและพร้อม ๆ กัน โอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์ระบาดใหญ่จะยังต่ำอยู่” รายงานระบุ

แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นกันในกรณีที่อุณภูมิโลกสูงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ไวรัสหรือแบคทีเรียก่อโรคที่ถูกแช่แข็งอยู่อาจได้รับการปลดปล่อยสู่ภายนอกพร้อมกับแพร่เชื้อให้กับสัตว์ป่าในแถบนั้นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสัตว์ในภูมิอากาศหนาวเย็นต้องเดินทางเข้าใกล้ขั้วโลกมากขึ้น อีกหนึ่งความเป็นไปได้ที่งานวิจัยเสนอคือ ไวรัสที่ละลายจากธารน้ำแข็งจะไหลตามกระแสน้ำไปสู่ทะเลสาบในแถบอื่น ๆ ซึ่งเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะระบาดในวงกว้าง

“หากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนไป ไฮอาร์คติก (High Acrtic, พื้นที่ทางตอนเหนือสุดของอาร์คติก) อาจกลายเป็นพื้นที่อันเหมาะสมสำหรับการระบาดใหญ่ครั้งใหม่” รายงานระบุ “จากมุมมองเชิงวิวัฒนาการ ไวรัสมีแนวโน้มที่จะแพร่เชื้อไปยังโฮสต์ที่ใกล้ชิดทางสายวิวัฒนาการกับโฮสต์ตามธรรมชาติของพวกมัน (ในที่นี้คือสัตว์แถบขั้วโลก) อาจเพราะมันเติบโตได้ง่ายกับสายพันธุ์ที่คล้ายคลึงกัน”

ความจำเป็นเร่งเด่วนในตอนนี้คือการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงถิ่นที่อยู่และความใกล้ชิดกับแหล่งระบาดของโรคใหม่ รวมถึงภาวะของโลกที่ทำให้สัตว์สายพันธุ์ในภูมิอากาศหนาวเย็นต้องมุ่งไปทางเหนือมากขึ้นเพื่อแสวงหาสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิที่คุ้นเคย

“เราจำเป็นต้องสำรวจโลกของจุลินทรีย์ทั่วโลกอย่างเร่งด่วนเพื่อเข้าใจความเสี่ยงเหล่านี้ในบริบทต่าง ๆ” เออร์วิน เอดวาร์ด (Arwyn Edwards) ผู้อำนวยการศูนย์สหวิทยาการจุลชีววิทยาสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเอเบอร์วิสต์วิทท์ (Aberystwyth University) กล่าว

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

27/09/2022

SPACE: NASA ทดสอบภารกิจ DART ยานพุ่งชนดาวเคราะห์น้อย เพื่อทดสอบการเบี่ยงเบนวิถีโคจร สำเร็จแล้ว ก่อนตัวยานจะถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถือเป็นการทดสอบระบบปกป้องโลกจากอันตรายภายนอกเป็นครั้งแรก หวังช่วยโลกจากอุกกาบาต หรือวัตถุที่จะพุ่งชนโลกได้ในอนาคต เตรียมติดตามศึกษาผล

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ NARIT เปิดเผยว่า เวลา 06:16 น. ของเช้าวันที่ 27 กันยายน 2022 ตามเวลาประเทศไทย ยานอวกาศ DART ได้พุ่งชนเข้ากับดาวเคราะห์น้อย Dimorphos ด้วยความเร็วกว่า 22,000 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้ยานอวกาศถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิง และสามารถส่งข้อมูลภาพถ่ายในเสี้ยววินาทีสุดท้ายกลับมาได้สำเร็จ นับเป็นการสิ้นสุดภารกิจของ DART อย่างเสร็จสมบูรณ์

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนพฤศจิการยน 2564 ที่ผ่านมา NASA ได้ปล่อยตัวยานในภารกิจ The Double Asteroid Redirection Test หรือ DART ที่จะทำการทดลองเบี่ยงเบนวิถีโคจรของดาวเคราะห์น้อยคู่

ดาวเคราะห์น้อยดีดิมอส (65803 Didymos) จัดเป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก (near-Earth asteroid) มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 780 เมตร โดยมีคู่แฝดของมันเป็นบริวารขนาดเล็กหรือจะเรียกว่าเป็นดวงจันทร์ของดาวเคราห์น้อยดีดิมอสก็ได้ เรียกว่า Dimorphos มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 160 เมตร

ซึ่งภารกิจทดสอบของ NASA ดังกล่าวมีหินอวกาศ Dimorphos เป็นเป้าหมายของโครงการ โดยมีภารกิจหลักคือการทดสอบเทคโนโลยีที่จะใช้ป้องกันโลกจากการพุ่งชนของวัตถุนอกโลก

จริง ๆ แล้วดีดิมอสไม่ใช่วัตถุที่จะพุ่งชนหรือเฉียดโลกเลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเป้าหมายที่เหมาะสมในการทดสอบเทคโนโลยีมากที่สุด กล่าวคือ เป็นการทดสอบเบี่ยงเบนวงโคจรของดาวเคราะห์น้อย ด้วยวิธี “Kinetic Impact” หรือการใช้ยานพุ่งชนเป้าหมายด้วยอัตราเร็วสูง โดยเป้าหมายคือการเปลี่ยนวงโคจรของดวงจันทร์ดีมอร์ฟอส ที่กำลังโคจรรอบดาวเคราะห์น้อยดีดิมอส

ภาพที่เห็นนี้ เป็นซีรีส์ภาพถ่ายสุดท้ายของยานอวกาศ DART หรือ Double Asteroid Redirection Test ในเสี้ยววินาทีสุดท้ายก่อนที่จะชนเข้ากับพื้นผิวของดาวเคราะห์น้อย Dimorphos และตัวยานถูกทำลายไปโดยสิ้นเชิงในระหว่างการส่งข้อมูลภาพสุดท้ายกลับมาได้สำเร็จ

แต่การชนกันนี้ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าตกใจแต่อย่างใด ในทางตรงกันข้าม กลับเป็นเรื่องที่น่ายินดีของเหล่าวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์มากมายที่เกี่ยวข้องกับโครงการนี้ เนื่องจากเป็นการชนกันตามที่วางแผนเอาไว้ และนับเป็นการสิ้นสุดภารกิจของยาน DART และจุดเริ่มต้นอีกมากของการศึกษาที่จะตามมาในภายหลัง

ภารกิจ DART นี้ เป็นภารกิจที่ออกแบบมาเพื่อศึกษาถึงความเป็นไปได้ในการป้องกันภัยอันตรายจากดาวเคราะห์น้อยใกล้โลก เช่นเดียวกับที่เราอาจจะคุ้นเคยในภาพยนต์ดัง ๆ มากมาย เช่น Armageddon, Deep Impact, หรือ Don’t Look Up ที่บ่งบอกถึงความเป็นไปได้ที่วันหนึ่งอาจจะมีอุกกาบาตขนาดใหญ่มาพุ่งชนโลก

ในความเป็นจริงนั้น เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าอุกกาบาตนั้นสามารถพุ่งเข้าชนกับโลกได้ ในแต่ละปีนั้นมีอุกกาบาตที่ตกลงมาถึงพื้นโลกด้วยกันกว่า 17,000 ดวง แต่อุกกาบาตส่วนมากนั้นเล็กเกินกว่าที่จะเป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตใดได้ และส่วนมากมักจะตกลงในมหาสมุทร หรือพื้นที่อันห่างไกลที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตาม นาน ๆ ครั้งก็จะมีอุกกาบาตที่มีขนาดใหญ่กว่านั้น ที่อาจจะสามารถทำอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตบนโลกได้เป็นวงกว้าง เช่นเดียวกับเมื่อ 66 ล้านปีที่แล้ว ที่อุกกาบาตขนาด 10-15 กม. พุ่งชนเข้ากับคาบสมุทรยูคาทาน ในประเทศเม็กซิโกปัจจุบัน ก่อให้เกิดการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ ที่ทำให้ไดโนเสาร์สูญพันธุ์ไป และเปลี่ยนโฉมหน้าของสิ่งมีชีวิตบนโลกไปโดยตลอดกาล

ไม่ช้าก็เร็ว อาจจะมีอุกกาบาตอีกลูกหนึ่งที่กำลังจะพุ่งมาชนกับโลกของเราในอนาคต ทุกวันนี้ เรามีโครงการและกล้องโทรทรรศน์มากมายที่สังเกตการณ์และคอยติดตามหาอุกกาบาตที่อาจจะเป็นภัยต่อโลกได้ในอนาคต สามารถช่วยค้นหาอุกกาบาตขนาดใหญ่ที่อาจจะ “ทำลายล้างโลก” ได้เป็นอย่างดี และค่อนข้างแน่ใจว่าเราจะปลอดภัยจากอันตรายดังกล่าวไปอีกนาน และยิ่งเทคโนโลยีการสังเกตการณ์ที่ดีขึ้น เราอาจจะสามารถพบกับอุกกาบาตขนาดเล็กกว่าที่อาจจะชนกับโลก และทำความเสียหายในระดับที่เล็กกว่าได้ในอนาคตอันใกล้

แนวคิดหนึ่งที่จะป้องกันภัยจากอุกกาบาตเหล่านี้ ก็คือการส่งยานอวกาศเข้าไปพุ่งเช้าชนกับดาวเคราะห์น้อย เพื่อเปลี่ยนวิถีการโคจรของมัน และภารกิจหลักของ DART ก็คือการสำรวจความเป็นไปได้นี้ โดยการนำยานอวกาศพุ่งชนเข้ากับดวงจันทร์บริวาร Dimorphos ที่โคจรรอบ ๆ ดาวเคราะห์น้อย Didymos ซึ่งหากภารกิจสำเร็จไปได้ด้วยดี นักวิทยาศาสตร์จะสามารถสังเกตและวัดการเปลี่ยนแปลงวิถีการโคจรได้ จากคาบและรัศมีวงโคจรที่เปลี่ยนไปของดาวเคราะห์น้อยบริวารดวงนี้ เนื่องจากการชนกันนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนวิถีวงโคจรของดาวบริวาร จึงไม่มีอันตรายใด ๆ ที่อาจจะเป็นภัยต่อโลกในอนาคตอย่างแน่นอน

ต่อจากนี้นักวิทยาศาสตร์จะคอยศึกษาผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการพุ่งชน กล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นโลกกว่า 40 กล้อง รวมทั้งกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิลและเจมส์ เว็บบ์ จะคอยศึกษาวิถีวงโคจรที่เปลี่ยนไปของระบบดาวเคราะห์น้อยหลังจากการพุ่งชน นอกจากนี้ยังมี LICIACube ยานอวกาศขนาดเล็กที่ถูกส่งขึ้นไปพร้อมกับ DART ที่จะคอยศึกษาฝุ่นที่อาจจะเกิดขึ้นจากการชนครั้งนี้

ภารกิจของ DART นี้ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ได้มีการทดสอบระบบป้องกันภัยอันตรายจากอุกกาบาตนอกโลก ซึ่งภารกิจเช่นนี้จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจระบบนำทาง ความท้าทายในการสร้างยานอวกาศที่จะไปพุ่งชน พร้อมทั้งช่วยทดสอบและยืนยันหลักการของระบบป้องกันภัยอันตรายจากนอกโลกในอนาคต หากวันหนึ่งข้างหน้าเราจะต้องป้องกันอันตรายจากนอกโลกจริง ๆ ภารกิจเช่นนี้จะเป็นภารกิจที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้เราได้กับวันข้างหน้าที่เราหวังว่าจะไม่มีวันมาถึง

ที่มา สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ / ดร. มติพล ตั้งมติธรรม - นักวิชาการดาราศาสตร์ สดร.

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=460900026080545&id=100064816535612&mibextid=NwfEIn

https://twitter.com/nasa/status/1574539270987173903?s=46

https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=5179130555548683&id=1523107561151019

26/09/2022

27 กันยายนนี้ จับตายาน DART พุ่งชนดาวเคราะห์น้อย ในภารกิจซ้อมปกป้องโลก

ภารกิจ DART ยานสำรวจดาวเคราะห์น้อย มีกำหนดพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยไดมอร์ฟอส (Dimorphos) ในวันที่ 27 กันยายนที่จะถึงนี้ เวลา 6:14 น. (ตามเวลาประเทศไทย) หลังส่งขึ้นสู่อวกาศไปเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ. 2021 ที่ผ่านมา

ภารกิจ DART ย่อมากจาก Double Asteroid Redirection Test มีวัตถุประสงค์หลักคือ การพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็ก นับเป็นหนึ่งในไม่กี่ภารกิจสำรวจอวกาศ ที่กำหนดให้ยานพุ่งชนวัตถุเป้าหมาย เพื่อศึกษาถึงการเบี่ยงวิถีของดาวเคราะห์น้อยที่เสี่ยงต่อการพุ่งชนโลกในอนาคต

นักวิทยาศาสตร์ได้ตรวจพบและศึกษาวงโคจรของดาวเคราะห์น้อยเกือบ 30,000 ดวงในระบบสุริยะที่มีวงโคจรใกล้โลก ซึ่งดาวเคราะห์น้อยที่มีวงโคจรตัดผ่านวงโคจรโลก ก็จะมีความเสี่ยงต่อการพุ่งชนโลกมากขึ้น นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจึงต้องการเตรียมพร้อมตั้งรับความเสี่ยงที่ดาวเคราะห์น้อยจะพุ่งชนโลกในอนาคต

ตามทฤษฎีแล้ว หากนักวิทยาศาสตร์ตรวจพบดาวเคราะห์น้อยที่มีวิถีการโคจรพุ่งชนโลก องค์การอวกาศจะส่งยานสำหรับพุ่งชน (Impactor) เพื่อเบี่ยงวิถีของดาวเคราะห์น้อยให้พ้นจากโลก แต่นักวิทยาศาสตร์ไม่ต้องการให้แนวคิดนี้เป็นเพียงทฤษฎีเท่านั้น ต้องมีการทดลองจริงเพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต

จากเป้าหมายข้างต้น จึงมีการริเริ่มภารกิจ DART ขึ้นมา โดยยานจะพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยขนาดเล็กชื่อ “ไดมอร์ฟอส” (Dimorphos) ที่โคจรรอบดาวเคราะห์น้อยชื่อ “ดีดิมอส” (Didymos) ซึ่งดาวเคราะห์น้อยทั้งสองดวงไม่มีความเสี่ยงที่จะพุ่งชนโลก และการพุ่งชนของยาน DART จะไม่เพิ่มความเสี่ยงแต่อย่างใด นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่าการพุ่งชนของยาน DART จะส่งผลต่อการโคจรของไดมอร์ฟอส

ขณะนี้ไดมอร์ฟอสกำลังโคจรรอบดีดิมอสด้วยคาบ 11 ชั่วโมง 55 นาที โดยนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า หลังการพุ่งชนของ DART จะทำให้คาบการโคจรสั้นลงประมาณ 10 นาที ทั้งนี้ การสังเกตการณ์ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ เพื่อเปรียบเทียบความเปลี่ยนแปลงของคาบการโคจรจากทางทฤษฎี ซึ่งจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์มีวิธีการที่มีประสิทธิภาพ และพร้อมรับมือกับดาวเคราะห์น้อยที่อาจพุ่งชนโลกในอนาคต

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ที่ยาน DART จะพลาดเป้าในการพุ่งชนดาวเคราะห์น้อยไดมอร์ฟอสก็มีความเป็นไปได้ (แม้จะน้อยมาก) และหากเกิดสถานการณ์ดังกล่าว นักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญจะนำข้อมูลและประสบการณ์จากยาน DART ในฐานะภารกิจทดสอบ มาเป็นรากฐานในการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อเบี่ยงวิถีของดาวเคราะห์น้อยต่อไป

แปลและเรียบเรียง : พิสิฏฐ นิธิยานันท์ - เจ้าหน้าที่สารสนเทศดาราศาสตร์ชำนาญการ สดร.

ที่มา : https://www.space.com/dart-asteroid-mission-1st-planetary-defense-test

24/09/2022

LIVING: ค่าไฟไม่พุ่ง! เพราะหญิงญี่ปุ่นวัย 62 ปี ใช้ชีวิตแบบ off-grid มานานกว่า 10 ปีแล้ว! ติดตั้งทั้งโซล่าเซลล์-จักรยานปั่นไฟ ทำอาหารด้วยเตาแสงอาทิตย์ ภายในบ้านที่มีเครื่องใช้ไฟฟ้าน้อยนิด เผยทำสิ่งที่รู้สึกสนุกและทำได้ยั่งยืน

“อือหือ ถ้าค่าไฟจะพุ่งขนาดนี้!” ท่ามกลางวิกฤตพลังงานและค่าไฟฟ้าแพงหูฉี่ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกันอยู่ กลับมีหญิงคนหนึ่งที่หลีกหนีปัญหานี้และไม่ต้องจ่ายค่าไฟเลย เพราะใช้ชีวิตแบบ off-grid มานานกว่า 10 ปีแล้ว!

หญิงผู้นี้คือ Chikako Fujii ชาวญี่ปุ่นวัย 62 ปี ที่อาศัยอยู่ในโตเกียว ซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมานี้ เธอผลิตไฟฟ้าใช้เองจากโซล่าเซลล์สี่แผงบนระเบียง และจักรยานปั่นไฟ ที่ทำให้เธอได้ออกกำลังกายไปพร้อม ๆ กับผลิตไฟ เรียกว่าได้ประโยชน์แบบสองต่อเลยทีเดียว

ในวันที่ฟ้าครึ้ม Chikako จะขี่จักรยานปั่นไฟของเธอเป็นเวลา 10 นาที เพื่อผลิตพลังงานราว 10 วัตต์ ซึ่งมากพอสำหรับการใช้งานหลอดไฟหนึ่งดวงนาน 3 ชั่วโมง ส่วนในวันที่อากาศโปร่งใส แผงโซลล่าเซลล์ทั้งสี่สร้างพลังงานได้ราว 1,000 วัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้งานภายในบ้านของ Chikako ที่ไม่มีเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่าง โทรทัศน์ เครื่องเสียง เครื่องซักผ้า เครื่องปรับอากาศ และเครื่องดูดฝุ่น

นอกจากนี้ ในวันที่แดดจ้าเธอยังเอาอาหารที่ต้องการจะปรุงสุก เช่น ปลา หรืออกไก่ ไปใส่ในหม้อสีดำ แล้วเอาไปวางทิ้งไว้ตรงระเบียงประมาณ 1 - 2 ชั่วโมง แทนการใช้เตา แต่หากต้องหุงข้าว หรือทำขนมเค้ก เธอก็จะหันไปใช้เตาแสงอาทิตย์ บางครั้งเธอก็ใช้เทียนเพื่ออุ่นอาหารด้วย

สำหรับหลายคน อาจเรียก Chikako ว่า เป็นผู้ที่มีไลฟ์สไตล์แบบสปาตัน หรืออยู่อย่างเรียบง่าย แต่เธอเผยว่า เธอเพียงแค่ทำในสิ่งที่รู้สึกสนุกและทำได้อย่างยั่งยืน โดยไลฟ์สไตล์นี้ เกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่น เมื่อปี 2011 ซึ่งทำให้เกิดปัญหาไฟดับบ่อยครั้ง

อย่างไรก็ตาม ทั้งเรื่องอายุและอากาศที่ร้อนขึ้นทำให้ Chikako คิดที่จะล้มเลิกการใช้ชีวิตแบบนี้แล้ว แต่ถึงแม้ว่าในอนาคตเธอจะต้องกลับไปใช้พลังงานจากกริด แต่ Chikako ก็ตั้งใจว่า จะใช้เตาแสงทิตย์ทำอาหารต่อไป เพราะนอกจากจะไม่ต้องใช้ก๊าซหรือไฟฟ้าแล้ว ยังมีประโยชน์อย่างมากหากเกิดภัยพิบัติขึ้น

ที่มา
https://www.youtube.com/watch?v=Q3nc4HzYnW0

https://russia.postsen.com/trends/162286/NTD-%E2%80%93-Japanese-woman-learned-to-live-without-paying-electricity-bills.html

ขอบคุณภาพจาก: WION Climate Tracker | 62-year-old woman finds solution to dodge energy crisis

22/09/2022

จะมาไหม? นักวิทย์ฯ เชื่อ เราอาจพบชีวิตนอกระบบสุริยะในอีก 25 ปี! จากเครื่องมือหาสิ่งมีชีวิตต่างดาวแบบใหม่

ซาสชา ควนซ์ (Sascha Quanz) นักดาราศาสตร์ฟิสิกส์จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งสหพันธรัฐสวิส (ETH Zurich) ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ได้กล่าวในงานพิธีเปิดศูนย์ต้นกำเนิดและความอุดมแห่งชีวิต (Centre for Origin and Prevalence of Life) ของสถาบันการศึกษาว่า มนุษย์อาจพบกับสิ่งมีชีวิตนอกระบบสุริยะในอีก 25 ปีข้างหน้า เนื่องจากเครื่องมือชนิดใหม่ที่จะขีดความสามารถในการค้นหาสิ่งมีชีวิตทั่วกาแล็กซีทางช้างเผือกของเรา

“ในปี 1995 เพื่อนร่วมงานของผม (และผู้ได้รับรางวัลโนเบลเมื่อปี 2019) ดิไดเออร์ คิลอส (Didier Queloz) ค้นพบดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะดวงแรกของเรา” ควนซ์กล่าว “ขณะที่ทุกวันนี้เรารู้จักดาวเคราะห์นอกระบบมากกว่า 5,000 ดวงแล้ว และเรากำลังค้นพบพวกมันเพิ่มขึ้นทุกวัน”

นักดาราศาสตร์ประเมินว่ามีดาวฤกษ์มากกว่า 100 พันล้านดวงในดาราจักรของเรา และนั่นทำให้มีดาวเคราะห์จำนวนมากมายมหาศาล ควนซ์เสริมว่า ดาวเคราะห์หลายดวงในระบบเหล่านั้นก็เหมือนกับโลกที่อยู่ในระยะเหมาะสมจากดาวฤกษ์แม่ของพวกมัน ซึ่งอาจเอื้อต่อการกำเนิดของชีวิต

“สิ่งที่เราไม่รู้ก็คือดาวเคราะห์เหล่านั้นมีชั้นบรรยากาศหรือไม่ และชั้นบรรยากาศเหล่านั้นประกอบขึ้นจากอะไร” ควนซ์ระบุ “เราจำเป็นต้องตรวจสอบชั้นบรรยากาศของดาวเคราะห์เหล่านั้น เราต้องการวิธีที่จะช่วยให้เราสามารถถ่ายภาพดาวเคราะห์เหล่านี้ได้”

แม้ก่อนหน้านี้ไม่นาน กล้องโทรทรรศน์อวกาศเจมส์เว็บบ์จะสามารถถ่ายภาพดาวเคราะห์อันห่างไกลในระบบที่มีชื่อว่า ‘HIP 65426 b’ ซึ่งมีขนาดใหญ่ยักษ์กว่าดาวพฤหัสบดีของเรากว่า 12 เท่า อีกทั้งยังสามารถตรวจจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์บนดาวเคราะห์ที่อยู่ไกลออกไปได้อีกด้วย กระนั้น เจมส์เว็บบ์ก็ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อศึกษาพวกมันโดยเฉพาะ

“‘HIP 65426 b’ เป็นระบบที่พิเศษมาก” ควนซ์กล่าว “มันเป็นดาวเคราะห์ก๊าซขนาดยักษ์ที่โคจรอยู่ไกลจากดาวฤกษ์ นี่คือสิ่งที่เว็บบ์สามารถทำได้ในแง่ของการถ่ายภาพดาวเคราะห์ แต่เราจะไม่สามารถไปถึงดาวเคราะห์ดวงเล็ก ๆ ได้ เว็บบ์ไม่มีกำลังพอที่จะทำเช่นนั้น”

พวกเขาจึงสร้างเครื่องมือใหม่โดยมีจุดประสงค์เพื่อเติมเต็มช่องว่างนี้นั่นคือ กล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่มาก (Extremely Large Telescope, ELT) ซึ่งใช้เลนส์หลักที่มีความกว้างกว่า 40 เมตร กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้างในทะเลทรายอาตากามาของชิลี

“เป้ามหายหลักของเครื่องมือนี้คือการถ่ายภาพพื้นผิวภาพแรกของดาวเคราะห์ที่อาจคล้ายกับโลก โคจรรอบดาวฤกษ์ดวงหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด” ควนซ์ระบุ “แต่วิสัยทัศน์ระยะยาวของเราคือไม่ใช่แค่เพียงสองหรือสามดวงเท่านั้น แต่ทำเช่นนี้กับดาวเคราะห์นอกระบบอีกหลายสิบดวงเพื่อตรวจสอบชั้นบรรยากาศเหล่านั้น” ซึ่งสิ่งมีชีวิตต่างดาวอาจสร้างขึ้นและกลายเป็นองค์ประกอบของโมเลกุลในชั้นบรรยากาศดาวเคราะห์ที่อยู่ห่างไกล

ศูนย์แห่งใหม่ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งสมาพันธรัฐสวิสหวังว่าจะสามารถวางรากฐานสำหรับภารกิจประเภทนี้และปรับปรุงความเข้าใจของเราเกี่ยวกับเคมีของชีวิตและผลกระทบที่มีต่อชั้นบรรยากาศรวมทั้งสภาพแวดล้อมของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ

“เป้าหมายของผมคือการค้นหาชีวิตนอกระบบสุริยะ และมันจะเป็นความท้าทายครั้งใหญ่ ผมมีเวลา 25 ปีที่จะทำแบบนั้น” ควนซ์กล่าว “แม้ไม่มีการรับประกันความสำเร็จ แต่เราก็กำลังเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง”

สืบค้นและเรียบเรียง วิทิต บรมพิชัยชาติกุล

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


333 ถนนไทยรามัญ เขตคลองสามวา
Bangkok
10510