27/02/2026
กรด-เบส (Acid-Base) คืออะไร? 📍
ตั้งแต่เด็กๆ เรามักจะเคยได้ยินมาว่ากรดสามารถกัดกร่อนได้ แต่เราจะไม่ค่อยได้ยินว่าเบส หรือด่าง สามารถกัดผิวหนังเราได้เช่นกัน
แล้วมันเกิดจากอะไร ทำไมมันถึงทำแบบนั้นได้?
คำตอบอยู่ที่องค์ประกอบและสูตรโมเลกุลของมันครับ
ในปัจจุบัน เรามีการอ้างอิงทฤษฎีกรด-เบส มาจาก 3 ทฤษฎี ได้แก่
1️⃣ Svante Arrhenius (อาร์เรเนียส)
กล่าวว่า สารใดที่ “ละลายน้ำ” แล้วให้ H+ (โปรตอน, Hydrogen Ion) นั้นคือกรด แต่ถ้าให้ OH- (Hydroxide Ion) นั้นคือเบส
เช่น HCl เป็นกรด เพราะ HCl + H2O —> H+ + Cl- + H2O ซึ่งตามปกติแล้ว H+ จะรวมตัวกับ H2O เกิดเป็น H3O+ (Hydronium Ion)
หรือ NaOH เป็นเบส เพราะ NaOH + H2O —> Na+ + OH- + H2O
ข้อสังเกตุ 📍
H+ ไม่เสถียรจึงต้องรีบรวมตัวกับน้ำเกิดเป็น H3O+ ในขณะที่ Na+ นั้นมีขนาดไอออนที่ใหญ่ และเสถียรกว่า H+ จึงไม่จำเป็นต้องทำปฏิกิริยากับ H2O แต่จะเกิดสภาวะ Hydration คือถูกล้อมรอบด้วย H2O แทน
2️⃣ Johannes Nicolaus Brønsted - Thomas Martin Lowry (หรือเรียกว่า Brønsted - Lowry, บรอนสเตด-ลาวรี)
ทฤษฎีนี้จะเจาะจงไปที่ H+ (โปรตอน) โดยเสนอว่า กรด คือผู้ให้ H+ ในขณะที่ เบส คือ ผู้รับ H+
ดังนั้น ถ้าดูจากสมการ
HCl + H2O —> H3O+ + Cl-
แล้ว จะพบว่า
HCl เป็นกรด เพราะเป็นผู้ให้ H+ แก่ H2O
และ H2O เป็นเบส เพราะรับ H+ มาจาก HCl
หรือจากสมการ
CH3COOH + NaOH —> CH3COONa + H2O
จะพบว่า
CH3COOH เป็นกรด เพราะให้ H+ กับ OH- (NaOH จะแตกตัวให้ Na+ กับ OH-) เกิดเป็น H2O
และ NaOH เป็นเบส เพราะ OH- เป็นฝ่ายรับ H+ เข้ามา
สมการดังกล่าวเขียนได้อีกวิธีคือ
CH3COOH + OH- —> CH3COO- + H2O
ซึ่งเขียนแบบนี้จะมองภาพในแง่ของทฤษฎีนี้ได้ชัดกว่า
3️⃣ Gilbert N. Lewis (ลิวอิส)
ทฤษฎีนี้จะยุ่งยากหน่อย เพราะไม่สามารถมองจากสูตรโมเลกุลอย่างเดียวได้ โดยจะกล่าวว่า กรด คือ ”ผู้รับคู่ e-“ ในขณะที่เบส คือ “ผู้ให้คู่ e-“
เช่น จากสมการ
BF3 + NH3 —> BF3•NH3
อธิบาย :
BF3 มี Valent e- ไม่ครบ 8 (ขาด 1 คู่)
NH3 มี lone pair e- เหลือ 1 คู่
ทำให้ BF3 เกิดพันธะ Coordinate Covalent กับ NH3 ด้วยการรับ โดยที่ NH3 เป็นฝ่ายให้คู่ e- กับ BF3
แปลว่า BF3 คือกรดลิวอิส เพราะรับคู่ e- มา
และ NH3 คือเบสลิวอิส เพราะให้คู่ e- ไป
ซึ่งทฤษฎีของลิวอิสจะมีข้อได้เปรียบทฤษฎีอื่นคือ ไม่จำเป็นต้องมี H+ หรือ OH- อยู่ในสูตรโมเลกุลเลย แต่อาจจำเป็นต้องเข้าใจในเรื่องของโครงสร้างโมเลกุล, Valent e- และพันธะเคมีก่อน
เหล่านี้เป็นเพียงทฤษฎีเริ่มต้นของ กรด-เบส เท่านั้น
กลับมาที่คำถาม แล้วทำไม กรด-เบส ถึงกัดกร่อนได้?
เอาแบบเข้าใจง่ายๆ นั่นเพราะ
1. กรด มีความสามารถในการให้ H+ ซึ่งสามารถไปรบกวนสมดุลของสารอื้นได้ เช่น ไป oxidized โลหะ ให้เกิดแก๊ส H2 เช่น Zn + 2HCl —> ZnCl2 + H2 จะพบว่า Zn จะถูกเปลี่ยนไปเป็น ZnCl2 หรือเกลือสังกะสี และให้ฟองแก๊ส H2
2. เบส ตามหลักการแล้ว เบสแก่สามารถสร้างความเสียหายกับสารบางชนิดได้ เช่น การเกิดสบู่ (Saponification), การทำลายโปรตีน และนอกจากกรดแล้ว เบสยังสามารถทำปฏิกิริยากับโลหะบางชนิดได้ เช่น
2Al + 2OH- + 6H2O —> 2[Al(OH)4]- + 3H2
แต่ในความเป็นจริง กรดจะมีอำนาจในการกัดกร่อนที่เร็วและแรงกว่าเบส ทำให้ช่วงที่เบสกัดผิว อาจจะไม่รู้ตัวและเบสจะค่อยๆ ซึมเข้าไปช้าๆ ทำให้ทำลายผิวหนังได้เช่นกัน
รูปประกอบ กรด-เบส ตามทฤษฎีของลิวอิส
29/09/2021
ทฤษฎีการจัดเรียงอิเล็กตรอน part 2
ก่อนจะเข้าใจธรรมชาติของอิเล็กตรอน เราต้องเข้าใจก่อนว่าอิเล็กตรอนเป็นอนุภาคที่มีขนาดเล็กมากๆๆๆๆ และเล็กที่สุดในบรรดา 3 อนุภาคของอะตอม
โลกควอนตัม
ในการจะอธิบายปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ของอนุภาคที่มีขนาดเล็กเช่นนี้ เราไม่สามารถใช้กฎฟิสิกส์ทั่วไปที่เคยเรียนๆ กันมาได้ หากแต่จะต้องอธิบายด้วยสมการที่ต่างออกไป ในที่นี้เรากำลังพูดถึงโลกของควอนตัม
แล้วโลกที่เราอยู่กับโลกควอนตัมต่างกันตรงไหน?
ต่างกันทุกอย่าง อย่างเช่น โลกของเรา ตัวของเราจะมีตัวตนอยู่ที่เดียวในเวลาใดๆ แต่เมื่อเราย่อขนาดของเราให้เล็กลงมากๆๆ จนมีขนาดใกล้เคียงกับอนุภาคมูลฐาน เราจะพบว่าเราสามารถมีตัวตนอยู่ 2 ที่ได้ในเวลาเดียวกัน
ฟังดูอาจเหลือเชื่อ แต่นักฟิสิกส์ควอนตัมได้ทำการพิสูจน์มาแล้วว่าเป็นจริง
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่เป็นที่พูดถึงกันมากที่สุดคืออิเล็กตรอนสามารถประพฤติตัวได้ 2 ลักษณะคืออนุภาคและคลื่นได้ ในเวลาเดียวกัน!!
นี่เป็นแค่ส่วนนึงของโลกควอนตัมเท่านั้น ไว้มีโอกาสจะมาอธิบายเรื่องควอนตัมทีหลังครับ
กลับเข้าเรื่องของเรากันต่อ
อนุภาคที่อยู่ในโลกควอนตัม จะมีตัวเลขกำกับอยู่ 4 ค่าเรียกว่าเลขควอนตัม เปรียบเสมือนเลข id ของใครของมัน ซึ่งอนุภาคทุกตัว ย้ำว่าทุกตัว! จะไม่สามารถมีเลขควอนตัมซ้ำกัน 4 ค่าได้ (ซ้ำ 3 ค่าได้)
เลขควอนตัมหรือ Quantum number มีอยู่ 4 ประเภท
1. เลขควอนตัมหลัก 👎
2. เลขควอนตัมโมเมนตัมเชิงมุม (l)
3. เลขควอนตัมเชิงแม่เหล็ก (ml)
4. เลขควอนตัมสปิน (ms)
เอาแบบเข้าใจง่ายๆ คือ
- อิเล็กตรอนตัวใดมีระดับพลังงานเดียวกันจะมี n เท่ากัน
- อิเล็กตรอนตัวใดอยู่ในออร์บิทัลเดียวกันจะมี l เท่ากัน
- อิเล็กตรอนตัวใดอยู่ในออร์บิทัลย่อย (เกิดจากสนามแม่เหล็ก) เดียวกันจะมี ml เท่ากัน
- อิเล็กตรอนตัวใดมีสปินเดียวกัน (ขึ้นหรือลง) จะมี ms เท่ากัน
อะไรคือออร์บิทัล?
ออร์บิทัลที่เราเคยเรียนว่ามี s p d และ f นั้น จริงๆ แล้วมันคือโอกาสหรือแนวโน้มที่จะพบกลุ่มของอิเล็กตรอน (กลุ่มหมอกอิเล็กตรอน) ซึ่งกลุ่มที่ว่านี้จะมีรูปร่างต่างกันออกไปตามชนิดออร์บิทัล
s เป็นทรงกลม มีเลขควอนตัม l = 0
p เป็นดัมเบล มีเลขควอนตัม l = 1
d เป็น 4 แฉกและดัมเบลที่มีวงแหวน มีเลขควอนตัม l = 2
f เป็นรูปทรงเหมือนลูกโป่งที่ยื่นจากศูนย์กลางออกไป 8 มุม และรูปทรงอื่นๆ (ไม่ค่อยพบ) มีเลขควอนตัม l = 3
เมื่อนำออร์บิทัลพวกนี้มาอยู่ในสนามแม่เหล็กจะสามารถแตกกลุ่มเป็นออร์บิทัลย่อยได้อีก
s ไม่สามารถแบ่งออกได้อีก มีเลขควอนตัม ml = 0
p แบ่งเป็น 3 ชนิด ได้แก่ px py และ pz ตามแกน xyz จึงมีเลขควอนตัม ml 3 ค่า ได้แก่ +1 0 และ -1
d แบ่งเป็น 5 ชนิด ได้แก่ dxy dxz dyz dx2-y2 และ dz2 จึงมีเลขควอนตัม ml 5 ค่า ได้แก่ +2 +1 0 -1 และ -2
f แบ่งเป็น 7 ชนิด ไม่ต้องจำ จึงมีควอนตัม ml 7 ค่า
ทีนี้มาว่ากันเรื่องการจัดเรียงอิเล็กตรอน
โดยธรรมชาติของอิเล็กตรอนแล้วจะมีวิธีการจัดได้ 2 รูปแบบ คือแบบธรรมดาหรือพลังงานหลักกับแบบพลังงานย่อย
1. จัดแบบพลังงานหลัก
ต้องเข้าใจก่อนว่าค่าพลังงานหลักเป็น 1 ในเลขควอนตัมทั้ง 4 ซึ่งแทนด้วยตัว n และจะมีค่าเป็นจำนวนเต็มที่มาก กว่า 0
หากเปรียบกับวงโคจรของดาวเคราะห์ในระบบสุริยะแล้ว ดาวพุธซึ่งมีวงโคจรใกล้ดวงอาทิตย์ที่สุด จะถูกเรียกว่าวงโคจรชั้นที่ 1 เช่นเดียวกันกับอิเล็กตรอน หากอิเล็กตรอนตัวใดอยู่ในชั้นที่ใกล้นิวเคลียสที่สุด จะเรียกว่าระดับพลังงานหลักที่ 1 หรือชั้นที่ n = 1 ซึ่งจะมีพลังงานต่ำที่สุดและจะเสถียรที่สุด
การจัดเรียงอิเล็กตรอนแต่ละชั้น จะสามารถบรรจุอิเล็กตรอนได้มากที่สุดเป็น 2 8 18 32 64 โดยเรียงจาก n = 1, 2, 3, 4 และ 5 ตามลำดับ
วิธีการจัดเรียงอิเล็กตรอนของธาตุหมู่ A
ตัวอย่างเช่นธาตุ Na มีจำนวนอิเล็กตรอนเท่ากับ 11 จึงสามารถจัดได้เป็น 2, 8, 1 ซึ่งวิธีการคือ
- ธาตุที่มีอิเล็กตรอนมากกว่า 1 ตัว ชั้นแรกจะมีเลข 2 เสมอ (บรรจุสูงสุดที่ 2 ตัวในชั้นแรก)
- ธาตุที่มีอิเล็กตรอนตั้งแต่ 10 ตัวขึ้นไป จะได้ชั้นที่ 2 มีค่าเป็น 8 เสมอ
- นำเศษที่เหลือ เช่นข้อนี้ 2 ชั้นแรกรวมกันได้ 10 (จาก 2, 😎 ให้นำ 11 ลบ 10 เหลือ 1 ใส่เป็นชั้นที่ 3
ทีนี้เรามาดูตัวอย่างธาตุที่มีเลขอิเล็กตรอนเยอะๆ กันบ้าง เช่น
Ca มีจำนวนอิเล็กตรอนเท่ากับ 20 สามารถจัดเรียงได้เป็น 2, 8, 8, 2
Sr มีจำนวนอิเล็กตรอนเท่ากับ 38 สามารถจัดเรียงได้เป็น 2, 8, 18, 8, 2
ซึ่งมองดูแล้วใน 2 ระดับชั้นแรก จะเหมือนกับกรณีของ Na แต่ในระดับที่ 3 จะมีความต่างกันและเกิดได้ 2 แบบ
- ชั้นที่ 3 หากธาตุมีจำนวนอิเล็กตรอนรวมตั้งแต่ 18 จนถึง 20 จะมีเลขชั้นที่ 3 เท่ากับ 8 เสมอ
- ชั้นที่ 3 หากธาตุมีจำนวนอิเล็กตรอนมากกว่า 30 เป็นต้นไปจะมีเลขชั้นที่ 3 เท่ากับ 18 เสมอ
- ชั้นสุดท้ายจะไม่สามารถมีค่าเกิน 8 ได้ เนื่องมาจากกฎออกเตด
ทีนี้ถ้าเราสังเกตุดีๆ เมื่อเราจัดเรียงอิเล็กตรอนของธาตุหมู่ A ได้ เราจะสามารถใช้ในการบอกหมู่และคาบของมันได้ เช่น C มีจำนวนอิเล็กตรอนเท่ากับ 6 จัดเรียงได้เป็น 2, 4 ซึ่งบอกได้ว่า C อยู่หมู่ 4 (มาจากจำนวนอิเล็กตรอนชั้นนอกสุดหรือ valence electron) และคาบที่ 2 (มาจากจำนวน n สูงสุด มีกี่ชั้นก็ใช้ค่านั้นบอกคาบ)
***แต่จำไว้เสมอว่ากฎที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ใช้ได้เฉพาะหมู่ A เท่านั้น!!! (ไม่ใช่แทรนซิชั่น)***
พิมพ์ซะยาว แต่แอดขอมาต่อ part 3 ในโพสต์ต่อไปนะครับผม
ขอบคุณที่อ่านครับ 😂😂😂
28/09/2021
ทฤษฎีการจัดเรียงอิเล็กตรอน part 1
อย่างที่น้องๆ ทราบกันดีว่า ธาตุหรือสารประกอบที่เราพบเห็นได้ในชีวิตประจำวัน เมื่อนำไปย่อจนมีขนาดเล็กมากๆ เราจะพบเจอกับส่วนประกอบที่สำคัญนั่นคืออะตอมหรือที่ฝรั่งมักออกเสียงเป็น “แอดอม”
ภายในอะตอมนี้เองประกอบด้วย 2 สิ่งหลักๆ คือนิวเคลียสและอิเล็กตรอน
หากเรามองไปบนท้องฟ้า แล้วจะพบว่าจะมีระบบดวงดาวที่ดาวฤกษ์เป็นศูนย์กลางและมีดาวเคราะห์โคจรรอบๆ
เช่นเดียวกัน เราสามารถเปรียบดาวฤกษ์เป็นนิวเคลียสและดาวเคราะห์เป็นอิเล็กตรอนได้เช่นกัน
นิวเคลียสประกอบด้วย 2 อนุภาคหลักๆ คือ โปรตอนที่มีประจุบวกและนิวตรอนที่เป็นกลาง
ตอนนี้หลายๆ คนคงจะเดาได้แล้วว่าทำไมอิเล็กตรอนถึงโคจรรอบนิวเคลียสได้
ใช่แล้วครับ สาเหตุเพราะอิเล็กตรอนมีประจุเป็นลบนั่นเอง
แต่ๆๆๆ แค่นั้นยังไม่พอ การที่อิเล็กตรอนมีประจุลบและนิวเคลียสมีประจุบวก (จากนิวตรอน) นั้น จะยิ่งเพิ่มแรงดึงดูดของกันและกัน ถ้าเป็นเช่นนั้นสุดท้ายแล้วอิเล็กตรอนจะถูกดึงดูดเข้าหาศูนย์กลางในที่สุด
แล้วทำยังไงล่ะ?
มีนักฟิสิกส์อะตอมหลายท่านได้ตั้งทฤษฎีที่เรียกว่าสเปกตรัมขึ้นมา
อธิบายคร่าวๆ คือ อิเล็กตรอนเมื่อเคลื่อนที่เป็นวงรอบนิวเคลียส มันจะไม่อยู่แค่ระดับชั้นใดชั้นนึงเหมือนกับดาวฤกษ์แต่มันจะเกิดการรับและคายพลังงานตลอดเวลาเพื่อทำให้ตัวของมันไปอยู่ในสถานะต่างๆ ได้ จึงเป็นต้นกำเนิดของทฤษฎีออร์บิทัลเชิงควอนตัมในเวลาต่อมา การทำแบบนี้จะทำให้อิเล็กตรอนสามารถหลีกเลี่ยงการถูกดึงดูดจากนิวเคลียสได้ และในระดับชั้นที่อิเล็กตรอนเสถียรที่สุดจะถูกเรียกว่าชั้นสถานะพื้นหรือ “Ground state” และเรียกสถานะที่มีพลังงานสูงขึ้นว่าชั่นสถานะกระตุ้นหรือ “Excited state”
ต่อมาการที่อิเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียสนั้น ในอดีตมีนักฟิสิกส์นามว่า รัทเทอร์ฟอร์ด พยายามอธิบายเกี่ยวกับแบบจำลองอะตอมของเขา โดยแบบจำลองนี้บอกว่าอิเล็กตรอนจะเคลื่อนตัวในชั้นใดชั้นนึงรอบนิวเคลียสและใน 1 ชั้นจะมีเพียง 1 อิเล็กตรอน ซึ่งต่อมาได้รับการพิสูจน์แล้วว่าไม่ถูกต้อง
ทำไมล่ะ?
จากความรู้เรื่องควอนตัม ทำให้ได้ข้อสรุปว่าอิเล็กตรอนจะปรากฏในแต่ละระดับพลังงานได้เท่ากับหรือมากกว่า 1 ก็ได้ ขึ้นอยู่กับธาตุนั้น
มีหลายทฤษฎีรองรับเรื่องการจัดเรียงอิเล็กตรอน หนึ่งในนั้นคือหลักการกีดกันของเพาลี ซึ่งพูดถึงเรื่องเฟอร์มิออน ซึ่งเฟอร์มิออนคืออนุภาคใดๆ ที่มีเลขสปินไม่เป็นจำนวนเต็ม
หลักการนี้กล่าวว่า ไม่มีเฟอร์มิออนใดๆ ครอบครองสถานะควอนตัมเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน
อ่านมาถึงตรงนี้ น้องหลายคนคงปวดหัว พี่จึงจะขอพักให้น้องหายใจหายคอแล้วพี่จะมาต่อ part 2 ให้อ่านกันนะครับ
ฝากกดไลค์กดแชร์เพื่อไม่พลาดสาระดีๆ ประจำเพจของเราด้วยนะครับ ✍️🙏
10/04/2021
มีน้องๆ คนไหนสนใจให้พี่ติวออนไลน์บ้างไหมครับ คอมเม้นท์หรือ inbox มาหาพี่ได้เลยนะ 📢📢📢
31/01/2021
#ปริมาณสารสัมพันธ์
เลขอะโวกาโดรคืออะไร?
เลขอะโวกาโดร (Avogadro's number) หรือ NA เป็นค่าตัวเลขที่บอกถึงปริมาณอนุภาคใน 1 หน่วยโมล มีค่าเท่ากับ 6.02 x 10^23 อนุภาค
สาร 1 โมลอะตอม จะมีจำนวนอะตอมเท่ากับ NA อะตอม
สาร 1 โมลโมเลกุล จะมีจำนวนโมเลกุลเท่ากับ NA โมเลกุล
สาร 1 โมลไอออน จะมีจำนวนไอออนเท่ากับ NA ไอออน
CO2 1 โมล จะหมายถึง 1 โมลโมเลกุล ซึ่งจะประกอบด้วย CO2 จำนวน 6.02 x 10^23 โมเลกุล ซึ่งจะมี C จำนวน 1 โมลอะตอม และ O จำนวน 2 โมลอะตอม
ดังนั้น CO2 1 โมลจะมี C อยู่ NA อะตอม และ O อยู่ 2NA อะตอม
ไว้แอดจะมาอธิบายเรื่องโมลครั้งหน้านะครับ
#ฝากติดตามด้วยนะครับ
26/09/2020
#เคมีอินทรีย์
หลักการอ่านชื่อสารประกอบแอลเคนแบบมีโซ่กิ่ง หลักๆ คือ
✅1. กำหนดโซ่หลักให้มีจำนวน C มากที่สุด
✅2. ระบุตำแหน่ง C บนโซ่หลัก เริ่มนับ 1 จากปลายสายฝั่งที่พบกิ่งก่อนเสมอ
- กิ่งหรือหมู่แทนที่จะต้องมีเลขตำแหน่งต่ำที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
✅3. ชื่อโซ่กิ่งที่เป็นหมู่แอลคิล (CnH2n-1) ให้อ่านเหมือนแอลเคนโซ่หลัก (นับ C แล้วอ่าน m**h, eth, prop...) แต่ลงท้ายเสียงด้วย -yl เช่น C 1 อะตอมอ่านว่า Methyl เป็นต้น
✅4. เขียนชื่อโดยเขียนเลขตำแหน่งโซ่กิ่งก่อน ตามด้วย - ตามด้วยชื่อโซ่กิ่งแล้วตามด้วยชื่อโซ่หลัก (นับ C บนโซ่หลักแล้วอ่านแบบแอลเคน)
- ถ้ามีหลายกิ่งที่เหมือนกัน (เช่น CH3 มีหลายตำแหน่ง) ให้เขียนเลขตำแหน่งที่พบโซ่นั้นทั้งหมดคั่นด้วย , จากนั้นเขียนชื่อโซ่กิ่งโดยเขียนจำนวนที่พบ (di, tri, tetra...) เช่น มี CH3 จำนวน 3 ตำแหน่ง ที่ตำแหน่งที่ 2,2 และ 4 อ่านว่า 2,2,4-trim**hyl เป็นต้น
- ถ้ามีกิ่งคนละชนิดให้เขียนเรียงชื่อตามอักษรภาษาอังกฤษ a-z เช่น พบกิ่ง m**hyl ที่ตำแหน่งที่ 2 และ ethyl ที่ตำแหน่งที่ 3 จะอ่านว่า 3-ethyl-2-m**hyl เป็นต้น
- ในกรณีถ้านับจากปลายโซ่หลักทั้ง 2 ฝั่งแล้วพบกิ่ง m**hyl ฝั่งหนึ่งและ ethyl ที่ฝั่งหนึ่ง โดยทั้งคู่ห่างจากปลายโซ่หลักเท่ากัน ให้นับฝั่ง ethyl มาก่อน
⭕ตัวอย่าง
H3C-CH(CH3)2 อ่านว่า 2-m**hylpropane
H3C-C(CH3)2-CH2-CH3 อ่านว่า 2,2-dim**hylbutane
H3C-CH2-CH(CH3)-CH(C2H5)-CH2-CH3 อ่านว่า 3-ethyl-4-m**hylnonane
ๅ(H3C)3C-CH2-CH(C2H5)-(CH2)3-CH3 อ่านว่า 4-ethyl-2,2-dim**hyloctane
⭕ข้อควรระวัง
1. สารที่เป็นตัวเดียวกันจะมีชื่อเหมือนกัน แม้จะเขียนกลับฝั่งกัน (จะกล่าวถึง optical isomer ในครั้งต่อไป) เช่น
H3C-CH2-CH(CH3)2 อ่านว่า 2-m**hylbutane
(H3C)2CH-CH2-CH3 อ่านว่า 2-m**hylbutane
สาร 2 ตัวนี้เป็นสารเดียวกัน
2. กำหนดโซ่หลักไม่จำเป็นต้องอยู่ระนาบเดียวกันเสมอ เนื่องจากโมเลกุลสามารถบิดงอได้ โดยเฉพาะในสายยาว เช่น
H3C-CH2-CH(C2H5)-CH3 โซ่หลักของสารนี้มี C 5 อะตอม ไม่ใช่ 4 อะตอม
________________________________________
#ช่วงขายของ
📢 สนใจลงคอร์สติวเคมีบทใดก็ได้กับพี่ ป.โท จุฬาเคมีเทคนิค ติดต่อ inbox มาได้น๊าา 😊😊😊
09/07/2020
น้องๆ คิดว่าเคมีเรื่องไหนยากที่สุดในความคิดของน้องๆ ครับ?
08/07/2020
แบบทดสอบเรื่องเคมีอินทรีย์ (Introduction) ลองทำกันดูนะครับ
Organic chemistry 1 (Introduction)
Choose the best answer.
27/06/2020
📢📢📢สวัสดีครับน้องๆ
วันนี้พี่มีคอร์สติวออนไลน์มานำเสนอนะครับ
💎คอร์สออนไลน์ เคมี ม.ปลาย
👨💼ติวเตอร์: จบ ป.ตรี เคมีอุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (วท.บ. เคมีอุตสาหกรรม) และกำลังศึกษาระดับ ป.โท ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
💻มีประสบการณ์สอนทั้งแบบ face to face และแบบ online หลายปี
🎆พิเศษ! โปรโมชันเนื่องในช่วงภาวะ covid-19 ทุกบทลดเหลือ 800 บาท/วัน (3 ชั่วโมง)/คน
- อะตอมและตารางธาตุ (CH01)
- พันธะเคมี (CH02)
- ปริมาณสารสัมพันธ์ (CH03)
- ของแข็ง ของเหลว แก๊ส (CH04)
- อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี (CH05)
- สมดุลเคมีและกรดเบส (CH06)
- ไฟฟ้าเคมี (CH07)
- เคมีอินทรีย์ (CH08)
- พอลิเมอร์และเชื้อเพลิง (CH09)
- อุตสาหกรรมเคมี (CH10)
หรือจะสมัครเป็นคอร์สผสมกันก็ได้
- 2-7 วิชา เหลือเพียง 750 บาท/วัน (3 ชั่วโมง)/คน
- 8-10 วิชา เหลือเพียง 700 บาท/วัน (3 ชั่วโมง)/คน
✨ทุกบทจะมีแบบฝึกหัดและแนวข้อสอบให้ฝึกทำหลังเรียนจบ
อุปกรณ์และสิ่งที่ต้องมี
1. โทรศัพท์, ไอแพด, แท็ปเล็ต, คอมพิวเตอร์หรือโน๊ตบุ๊คที่สามารถลงโปรแกรมต่อไปนี้อย่างใดอย่างหนึ่งได้
- Google meet (ไม่ต้องลงโปรแกรม)
- Webex
- Zoom
2. สมุดจดหรือโปรแกรมสำหรับเขียน ใช้สำหรับจดบันทึกเนื้อหาที่เรียน
3. ความพร้อมและความตั้งใจเรียน
สนใจติดต่อได้ที่เพจ Dek K-me หรือ fb. Saharat Lailuck ได้ตลอด 24 ชั่วโมงครับ
18/09/2019
สารประกอบเชิงซ้อน (Complex compound)
คือสารประกอบที่ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่
1. โลหะอะตอมกลาง (Central atom)
เป็นอะตอมของโลหะที่อยู่ใจกลางสารประกอบ มีความสามารถในการรับคู่อิเล็กตรอนวงนอกจากลิแกนด์
2. ลิแกนด์ (Ligand)
เป็นอะตอมหรือโมเลกุลที่มาสร้างพันธะกับโลหะอะตอมกลาง มีความสามารถในการให้คู่อิเล็กตรอนแก่โลหะอะตอมกลาง จึงมีอีกชื่อว่า อะตอมผู้ให้ (donor atom) ซึ่งพันธะดังกล่าวคือพันธะโคออร์ดิเนตโควาเลนต์ (Coordinate covalent) พันธะนี้จะเกิดขึ้นเมื่อลิแกนด์ให้คู่อิเล็กตรอนวงนอกแก่โลหะอะตอมกลาง
3. ไอออนดุลประจุ (Counter ion)
หน้าที่หลักๆ ขอไอออนดุลประจุคือการทำให้ประจุสุทธิของสารประกอบเชิงซ้อนเป็นศูนย์ในกรณีที่โคคออร์ดิเนชันสเฟียร์* มีประจุไม่เป็นศูนย์
*โคออร์ดิเนชันสเฟียร์ (Coordination sphere) คือส่วนของอะตอมกลางรวมกับลิแกนด์ ซึ่งประจุของส่วนนี้อาจเป็นทั้งศูนย์หรือไม่เป็นศูนย์ก็ได้ เราสามารถเรียกได้อีกชื่อหนึ่งว่าไอออนเชิงซ้อน (Complex ion)
ตัวอย่าง
[Fe(H2O)4Cl2]Br
Fe(3+) เป็นโลหะอะตอมกลาง
H2O และ Cl เป็นลิแกนด์
Br(-) เป็นไอออนดุลประจุ
คำศัพท์อื่นที่ควรทราบ
1. เลขออกซิเดชัน (Oxidation number)
มีประโยชน์อย่างมากในการคำนวณประจุของสารประกอบเชิงซ้อน ในการหาเลขออกซิเดชันของโลหะอะตอมกลาง เราจำเป็นต้องทราบประจุของลิแกนด์แต่ละตัวและประจุของไอออนเชิงซ้อนก่อน โดยนำมาคำนวณเป็นสมการดังตัวอย่าง
K[Fe(NO2)3(NH3)3]
เราทราบว่า K มีประจุ +1 เพียงค่าเดียวเพราะเป็นโลหะหมู่ 1A และประจุสุทธิของสารประกอบเชิงซ้อนเป็น 0
ดังนั้น
K + [Fe(NO2)3(NH3)3] = 0
1 + [Fe(NO2)3(NH3)3] = 0
[Fe(NO2)3(NH3)3] = -1
นั่นคือประจุของ [Fe(NO2)3(NH3)3] คือ 1-
เราทราบว่า NO2 และ NH3 มีประจุเป็น 1- และ 0 ตามลำดับ
ดังนั้น
Fe + 3NO2 + 3NH3 = -1
Fe + 3(-1) + 3(0) = - 1
Fe = -1 + 3 + 0
Fe = +2
ดังนั้น Fe มีประจุ 2+
2.เลขโคออร์ดิเนชัน (Coordination number)
คือจำนวนพันธะโคออร์ดิเนชันที่เกิดกับโลหะอะตอมกลาง
ระวัง! จำนวนพันธะ ไม่ใช่จำนวนลิแกนด์ เพราะลิแกนด์บางชนิดสามารถสร้างพันธะโคออร์ดิเนตได้มากกว่า 1 พันธะ
3. สนามผลึก (Crystal field)
เป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายการจัดเรียงอิเล็กตรอน พลังงานพันธะ รวมไปถึงสีของสารประกอบเชิงซ้อน
4. ค่าเดลต้า (สัญลักษณ์สามเหลี่ยม)
เป็นค่าพลังงานที่เกิดจากความต่างกันของระดับพลังงานระหว่างชั้นออร์บิทัลเชิงโมเลกุลในทฤษฎีสนามผลึก เป็นตัวกำหนดลักษณะสปินของอิเล็กตรอนในพันธะ ขนาดสนามผลึก และสีของสารประกอบ
03/12/2018
เอนทาลปี (Enthaly; H)
คือ ปริมาณความร้อนที่เข้าสู่หรือออกจากระบบที่มีความดันคงที่ (Isobaric) โดยที่ถ้า
dH > 0 เป็นระบบดูดความร้อน (Endothermic)
dH < 0 เป็นระบบคายความร้อน (Exothermic)
dH = 0 ระบบไม่มีการใช้พลังงานในการเปลี่ยนรูปสาร
เอนโทรปี (Entropy; S)
คือ ปริมาณที่บอกถึงความไม่เป็นระเบียบของระบบ โดยทั่วไปแล้วเอนโทรปีของจักรวาลจะมีค่าเพิ่มขึ้นเสมอเมื่อเวลาผ่านไป โดยที่ถ้า
dS > 0 ระบบเกิดขึ้นเองได้ในกระบวนการผันกลับไม่ได้
dS < 0 ระบบเกิดขึ้นเองไม่ได้ในธรรมชาติแต่จะเกิดได้ในกระบวนการย้อนกลับ
dS = 0 ระบบอยู่ในภาวะสมดุล