12/09/2025
แกเบรียล ซอนเนียร์ เริ่มต้นชีวิตการทำงานในฐานะภารโรงที่โรงเรียนประถมพอร์ตบาร์เร รัฐลุยเซียนา ในปี 1985 จนวันหนึ่ง เวสต์ลีย์ โจนส์ ซึ่งเป็นครูใหญ่ในเวลานั้นได้พูดกับเขาสั้นๆแต่ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิตไปตลอดกาลว่า “เธอน่าจะตรวจข้อสอบ มากกว่ามาเก็บกระดาษ”
คำพูดนี้ทำให้แกเบรียลเริ่มกลับไปเรียนหนังสืออย่างจริงจังในวัย 39 ปี โดยจะมาทำงานตั้งแต่เช้าตรู่ แล้วรีบไปเรียน จากนั้นกลับมาทำงานให้ครบ 8 ชั่วโมง และกลับบ้านไปทำการบ้านต่อ อยู่แบบนี้เป็นเวลาหลายปี
ในที่สุดเขาก็ได้เป็นครูหลังจากจบปริญญาด้านการสอน รวมถึงได้รับปริญญาโทในเวลาต่อมา ก่อนที่ในปี 2013 แกเบรียลก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการของโรงเรียนเดิมที่เคยเป็นภารโรงมาก่อน
โดยแกเบรียลกล่าวว่า มีอยู่สิ่งหนึ่งที่เขามักจะบอกกับนักเรียนเสมอก็คือ “อย่าปล่อยให้สถานการณ์ปัจจุบันมากำหนดอนาคตของคุณ มันไม่สำคัญว่าคุณจะเริ่มต้นจากตรงไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณจะทำปลายทางให้เป็นอย่างไรต่างหาก”
16/07/2021
เด็กจะเรียนรู้จากผู้ใหญ่ที่ตนรักโดยการเอาอย่าง
เด็กจะคอยสังเกตและซึมซับสิ่งรอบๆตัวเค้า และนั้นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม
เราจึงต้องทำเป็นตัวอย่างแก่เด็กๆ
Cr pic Bevinodi-Rajnik-Patel ศิลปินชาวอินเดีย
27/02/2021
ในขณะที่บ้านเรา
ครูไถหัวเด็ก สร้างความอับอาย
ลดทอน self-esteem ความมั่นใจของเด็ก
มาดูสิ่งที่ครูใหญ่ที่ รัฐอินเดียน่า สหรัฐอเมริกา ทำให้เด็กค่ะ
น้องคนนี้ชื่อ แอนโธนี่ มัวร์
พ่อแม่น้องพาไปตัดผม แล้วออกมาบ้ง ทำให้น้องอาย และไม่มั่นใจ น้องเลยใส่หมวกมาเรียน (ซึ่งผิดกฎ dress code ของทางโรงเรียน)
ทำยังไงน้องก็ไม่ยอมถอดหมวก
ครูใหญ่เจสัน สมิธ เลยเข้ามาช่วยสถานการณ์ ด้วยการลงมือตัดผมน้องด้วยตัวเอง ให้เท่ระเบิด ได้ทรงหล่อปังถูกใจน้อง ทำให้น้องมั่นใจ กลับไปอยู่ในห้องเรียนได้อย่างไม่อายเพื่อน
ครูใหญ่เจสัน บอกว่า เด็กวัย 13-14 เค้าต้องการให้เพื่อนรอบตัวยอมรับเค้า ไม่ใช่ให้ผู้ใหญ่ยอมรับ
"ทุกพฤติกรรม ลักษณะนิสัย การแสดงออกของเด็ก คือ การสื่อสาร"
เมื่อเราเห็นว่าเด็กทำอะไรที่แปลกไป เราต้องหาเหตุผลให้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับเด็ก แทนที่จะตั้งแง่ว่า "เด็กคนนี้มีปัญหา"
อยากให้มีครูใหญ่แบบ ครูเจสัน สมิธ อีกพันๆหมื่นๆคน ทั่วโลกจัง
ขอปรบมือให้ดังๆค่ะ 👏👏👏👏👏👏👏
31/01/2021
ENVIRONMENT: ไทม์แคปซูลที่ฝังไว้กลางขั้วโลกเหนือ
ถูกพบก่อนกำหนด เพราะ “น้ำแข็งในอาร์กติกคงจะละลายหมดแล้ว"
พระเอกของเรื่องนี้ คือ สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่ถูกเรียกว่า ‘ไทม์แคปซูล’ หรือ ‘แคปซูลกาลเวลา’
ไทม์แคปซูล คืออะไร?
อธิบายง่ายๆ หมายถึง การฝังหรือการเก็บกล่อง (ที่แข็งแรง) ที่รวบรวมสิ่งของหรือข้อมูลของเราในวันนี้ เพื่อส่งต่อให้ใครสักคน (หรือเจาะจงให้ใครสักคน) มาเปิดดูมันในอนาคต และเพื่อให้รู้ว่าวันที่ฝังความทรงจำไว้นั้นเคยเป็นอย่างไร
หรือในมุมของคนที่พบไทม์แคปซูล ก็สามารถพูดได้อีกอย่างว่ามันเป็นที่เก็บประวัติศาสตร์ในอดีตที่ผ่านมา
ซึ่งตีความได้ว่าพวกหีบสมบัติที่เราเห็นกันในภาพยนตร์หรือการ์ตูนผจญภัยก็คือไทม์แคปซูลชนิดหนึ่งเช่นกัน
ที่มาของการฝังไทม์แคปซูล
แนวคิดการฝังไทม์แคปซูลไว้ให้คนในอนาคตมาพบนี้มาจากไหน ยังไม่เป็นที่แน่ชัด บ้างบอกว่ามีมาตั้งแต่ 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ผ่านหลักฐานเรื่องการขุดหากล่องบันทึกอยู่ในมหากาพย์กิลกาเมช หรือแผ่นจารึกเรื่องตำนานน้ำท่วมโลกอันโด่งดัง
แต่ไม่ว่าต้นกำเนิดจริงๆ จะมาจากไหน การฝังไทม์แคปซูลกลับกลายเป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมพอสมควร ในฐานะการบันทึกประวัติศาสตร์หรือเรื่องราวชีวิตของคนรุ่นหนึ่งสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง
เป็นต้นว่า มีโรงเรียนหลายแห่งนิยมให้เด็กๆ ฝังไทม์แคปซูลเพื่อให้พวกเขากลับมาย้อนดูความฝันตัวเองในวัยเยาว์เมื่อยามเติบโตเป็นผู้ใหญ่
เมื่อเร็วๆ นี้ ทีมฟุตบอลลิเวอร์พูล เพิ่งฝังไทม์แคปซูลเรื่องราวความสำเร็จของทีม เพื่อให้แฟนบอลในอีก 50 ปีข้างหน้า ได้รู้จักความยุคสมัยอันรุ่งโรจน์ของทีมใน พ.ศ. นี้
หรือครั้งที่หลุดโลกมากที่สุด ก็ตอนฝังไทม์แคปซูลเสียงและภาพถ่ายธรรมชาติของโลกไปกับยานสำรวจอวกาศวอยเอจเจอร์เพื่อหวังว่าจะมีสิ่งมีชีวิตในจักรวาลมาพบ
ไทม์แคปซูลปริศนาที่มาจากขั้วโลกเหนือ
แต่ในบทความนี้ เราจะเล่าถึงการพบไทม์แคปซูลครั้งล่าสุด ที่ดูเผินๆ อาจเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ผลกระทบของมันมหาศาลทีเดียว
เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นักโต้คลื่นชาวไอริสสองคนได้พบวัตถุโลหะประหลาดชิ้นหนึ่งถูกกระแสน้ำพัดมาเกยอยู่ริมหาดของไอร์แลนด์
ทั้งคู่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ตอนแรกคิดว่าคงเป็นที่เก็บเถ้าอัฐิของใครสักคน
ข้อมูลเพียงอย่างเดียวที่เห็นคือ ข้อความที่ถูกสลักไว้บนวัตถุโลหะเป็นภาษารัสเซีย
ซึ่งพอนำไปให้คนรัสเซียแปล จึงทราบว่านี่เป็นไทม์แคปซูลที่ถูกฝังไว้เพื่อให้ใครสักคนมาพบและเปิดมันดู
ตามปกติ การเปิดไทม์แคปซูลถือเป็นเรื่องชวนตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย จะว่าเหมือนการสุ่มกล่องกาชา (gacha) ก็ไม่เชิง เพราะเราไม่รู้ว่าจะเจออะไรข้างในนั้น
แต่การเปิดไทม์แคปซูลหนนี้กลับกลายเป็นเรื่องแปลกประหลาด
พวกเขาพบว่า ไทม์แคปซูลที่เจอเป็นของกลุ่มนักสำรวจขั้วโลกเหนือชาวรัสเซีย ที่เดินทางไปทำภารกิจสำรวจเขตอาร์กติกเมื่อปี 2561 หรือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว
ภายในบรรจุจุกปิดขวดไวน์ บทกวี พร้อมแนบจดหมายฉบับหนึ่งลงวันที่ 4 สิงหาคม 2561 เพื่อบอกผู้ที่มาพบว่า…
“ทุกสิ่งรอบตัวเราปกคลุมเต็มไปด้วยแผ่นน้ำแข็ง เราคิดว่า เมื่อมีผู้พบจดหมายฉบับนี้ น้ำแข็งในอาร์กติกคงจะละลายหมดแล้ว"
เผอิญว่าในจดหมายมีการลงชื่อผู้ฝังไว้ นักโต้คลื่นทั้งสองจึงลองสืบค้นข้อมูลจนไปพบช่องโซเชียลมีเดียของหนึ่งในทีมสำรวจ และได้ติดต่อไปพูดคุยด้วย
การติดต่อจากชาวไอริส ทำเอานักสำรวจชาวรัสเซียต้องงงเป็นไก่ตาแตก เพราะคาดไม่ถึงว่าจะได้รับข้อความจากคนที่เจอไทม์แคปซูลของทีมตัวเอง คล้อยหลังจากที่เพิ่งฝังไปได้ไม่นาน
นักสำรวจชาวรัสเซียบอกว่า เขาฝังไทม์แคปซูลนี้ไว้ตรงใจกลางแผ่นน้ำแข็งของขั้วโลกเหนือ และเชื่อว่ากว่าน้ำแข็งจะละลายมาถึงจุดที่พวกเขาฝังคงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 30-50 ปี
แต่ไฉนเพิ่งผ่านมาได้ 2 ปี ไทม์แคปซูลตัวเองจึงลอยไปเกยหาดประเทศไอร์แลนด์เสียเรียบร้อยแล้ว
สัญญาณเตือนวิกฤตใหญ่จากไทม์แคปซูล
ข่าวการพบไทม์แคปซูลของนักโต้คลื่นชาวไอริสหนนี้ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่นัก หากเทียบกับการพบไทม์แคปซูลในอดีต หรือพิธีเปิดไทม์แคปซูลที่เคยเกิดขึ้นมานับครั้งไม่ถ้วน
แต่สำหรับนักวิทยาศาสตร์ที่ติดตามปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พวกเขาถือว่านี่เป็นสัญญาณอันตรายทีเดียว
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์พบว่าอุณหภูมิแถบอาร์กติกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยเกือบ 1 องศา และน้ำแข็งแถบขั้วโลกเหนือได้ละลายไปแล้ว 40%
เฉพาะปีที่แล้วเพียงปีเดียว พบว่าแผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลายในหลักล้านตันในวันเดียว
ดังนั้น การพบไทม์แคปซูล ที่เพิ่งถูกฝังบริเวณขั้วโลกเหนือ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่าน้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายเร็วกว่าที่คิด
และหมายถึงความผิดปกตินานาที่โลกจะต้องเผชิญในอนาคต อาจจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในยุคสมัยของเราก็เป็นได้
อ้างอิง: Alice Webb-Liddall. A brief history of the world in six time capsules. https://bit.ly/3aCEvkV
Rory Carroll. Arctic time capsule from 2018 washes up in Ireland as polar ice melts. http://bit.ly/34Hma2p
Joe Middleton. Arctic time capsule buried in just 2018 washes up in Ireland after polar ice melts. http://bit.ly/3aHijGe
#พื้นที่สร้างสรรค์เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า
08/01/2021
เมื่อ วิศวะมาทำงานแบบก่อสร้างในช่วงโควิด
01/11/2020
เป็นไปได้หรือไม่ ? ที่จะสร้าง “ฟาร์มปลาไหลไฟฟ้า” เพื่อผลิตพลังงานสะอาด
“ปลาไหลไฟฟ้า” (Electrophorus electricus) มีเซลล์ผลิตไฟฟ้ามากถึง 6,000 เซลล์ สามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้มากถึง 600 โวลต์ (เทียบเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่บ้าน 3 หลังใช้ หลังละ 220 โวลต์) หากมันจ่ายไฟได้มากขนาดนี้ แล้วจะเป็นไปได้หรือไม่ ? ที่จะทำฟาร์มเลี้ยงปลาไหลไฟฟ้าเพื่อผลิตพลังงานสะอาด ?
คำตอบก็คือ “เป็นไปได้ในทางทฤษฎีแต่ไม่สามารถทำได้จริง” นั่นก็เพราะ ตั้งแต่มีการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับปลาไหลไฟฟ้า นักวิทยาศาสตร์ยังไม่ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาไหลไฟฟ้าในสถานที่ปิดได้เลย นั่นหมายความว่า พวกมันจะสามารถขยายพันธุ์ได้ตามธรรมชาติเท่านั้น และถึงแม้จะเพาะเลี้ยงได้ ก็ยังต้องใช้เวลาอีก 3-4 ปีขึ้นไปกว่ามันจะโตพอจะให้พลังงานไฟฟ้าได้เต็มที่ ดังนั้นหากจะทำฟาร์มผลิตพลังงานด้วยปลาไหลไฟฟ้า จะต้องจับพวกมันมาในจำนวนที่เพียงพอต่อปริมาณไฟฟ้าที่เราต้องการ และหากพวกมันตายก็ต้องไปจับมาใหม่
แต่อย่างไรก็ตาม มีตัวอย่างการใช้พลังงานไฟฟ้าจากปลาไหลไฟฟ้า ที่ในปี 2019 พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำเทนเนสซี ใช้ปลาไหลไฟฟ้าผลิตพลังงานให้ไฟประดับบนต้นคริสต์มาส โดยใช้หลักการอันเรียบง่าย คือ ต่อสายไฟจากต้นคริสต์มาสเข้ากับแผงอะลูมิเนียม 2 แผ่น และนำไปติดตั้งในตู้ปลาไหลไฟฟ้า ทุกครั้งที่มันเคลื่อนที่ผ่านแผงอะลูมิเนียมดังกล่าว จะเกิดไฟกระพริบที่ต้นคริสต์มาส (เนื่องจากปลาไหลไฟฟ้ามีสายตาที่ไม่ดี พวกมันจึงต้องปล่อยแรงดันไฟฟ้าอ่อน ๆ ตลอดเวลา เพื่อใช้ในการนำทาง)
ซึ่งหลักการนี้ชี้ให้เห็นว่า เป็นไปได้ที่จะสะสมพลังงานจากปลาไหลไฟฟ้ามาไว้ในแบตเตอรีเพื่อใช้ในภายหลัง คล้ายกับการสะสมพลังงานจากแผงโซล่าเซลล์ แต่ต่างกันตรงที่ปลาไหลไฟฟ้าไม่สามารถให้พลังงานได้อย่างต่อเนื่อง เพราะพวกมันจะปล่อยกระแสไฟฟ้าเฉพาะตอนหาอาหารหรือป้องกันตัวเท่านั้น ทำให้ยากที่จะควบคุมปริมาณไฟฟ้าที่เราต้องการได้
แม้ว่าเราจะไม่สามารถทำฟาร์มจากปลาไหลไฟฟ้าได้จริง แต่กระบวนการสร้างไฟฟ้าของพวกมัน ก็เป็นต้นแบบที่นำไปสู่การสร้างศึกษา “พลังงานชีวภาพ” (Bioelectrogenesis) เช่น เมื่อปี 2008 นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Yale ได้ออกแบบเซลล์ชีวภาพเทียม ที่ทำหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้าได้แบบเดียวกับการทำงานของอิเล็กโทรไซต์ของปลาไหลไฟฟ้า แถมยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากกว่าที่ปลาไหลไฟฟ้าผลิตถึง 28% ซึ่งในอนาคตอาจต่อยอดจนสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานให้กับ “อวัยวะเทียม” ได้
ปลาไหลไฟฟ้าผลิตกระแสไฟฟ้าอย่างไร ? : พวกมันมีเซลล์พิเศษที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ชื่อว่า “อิเล็กโทรไซต์” (Electrocyte) ที่เรียงตัวเป็นแถวอยู่บริเวณช่องท้อง (เปรียบเสมือนแบตเตอรี่) โดยจะทำงานร่วมกับระบบประสาท ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่พวกมันต้องการล่าเหยื่อหรือถูกคุกคาม ระบบประสาทจะสั่งการไปที่เซลล์อิเล็กโทรไซต์ให้ปล่อยกระแสไฟฟ้าออกมา ซึ่งแต่ละเซลล์จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 150 มิลลิโวลต์ เลยทีเดียว
Fact – “Electrophorus Voltai” คือ ปลาไหลไฟฟ้าสายพันธุ์ใหม่ที่ทรงพลังที่สุดในโลก ถูกค้นพบเมื่อเดือนกันยายน ปี 2019 เป็นสายพันธุ์ที่สามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้สูงสุดถึง 860 โวลต์ ทำลายสถิติเก่าของสายพันธุ์ Electrophorus electricus (สายพันธุ์ที่นำเสนอในบทความนี้) ที่สามารถสร้างแรงดันไฟฟ้าได้ 650 โวลต์
27/09/2020
เตี่ยสอนอาหมวย
เตี่ยกับอาหมวย เดินจากตลาดมาถึงบ้าน ก็พอดีฝนเทลงมา สองพ่อลูกหันมายิ้มด้วยกัน เหมือนกับจะบอกว่า “เรารอดแล้ว” รอดจากการเปียกฝน
อาหมวยหิ้วตะกร้าตรงเข้าครัว จัดการล้างผักให้เตี่ย โดยมีเตี่ยเป็นผู้กำกับ “ผักมีดินติดอยู่ ต้องล้างผ่านน้ำก่อน แล้วค่อยลงแช่น้ำผสมด่างทับทิมนะ”
“ค่ะเตี่ย เตี่ยบอกทุกครั้ง อั๊วจำได้”
“เอาน่า เตี่ยยังอยู่เตือน ลื้อก็รับฟังเอาไว้ วันหนึ่งข้างหน้า เสียงของเตี่ยก็ไม่มีแล้ว”
อาหมวยหยุดมือ มองหน้าเตี่ย “เตี่ย เตี่ยพูดแบบนี้อีกแล้ว อั๊วไม่ชอบฟัง”
เตี่ยไม่ตอบอะไร แค่อมยิ้ม มือยังคงล้างซี่โครงหมูผ่านน้ำ
“ซี่โครงหมูนี่นะ ต้องล้างผ่านน้ำ เอามือถูให้ทั่ว ๆ เอาสิ่งสกปรกออก แล้วก็ซับให้แห้ง แบบนี้”
เตี่ยวางซี่โครงลงบนเขียงที่มีผ้าสะอาดปูบนหน้าเขียง จับชายผ้าทั้งซ้ายและขวา ขึ้นมาซับน้ำออกจากซี่โครงหมู จากนั้นดึงผ้าออก แล้วจึงสับให้พอดีคำ
“ทำไมต้องซับด้วยผ้าคะ ประเดี๋ยวลงหม้อ ก็เปียกอยู่ดี” อาหมวยถามด้วยความสงสัย
“ถ้าเปียก เวลาสับ น้ำจะกระเด็น เปรอะเปื้อนเสื้อผ้า ยังไงล่ะ” เตี่ยหยิบซี่โครงหมูที่สับแล้ว ใส่ลงหม้อทีละชิ้น ปากก็พูดว่า
“ปัญหาแต่ละอย่าง มันมีวิธีแก้ไขที่ไม่เหมือนกัน แต่ความรุนแรงของปัญหา จะเบาบางลง หากเราใช้วิธีที่นุ่มนวล เหมือนการที่เราเอาผ้าซับน้ำ ต่อให้ปังตอสับแรงแค่ไหน น้ำและเลือ ดจากซี่โครง ก็ไม่กระเด็นมาโดนเรา จริงไหม.. ”
อาหมวยยิ้ม แล้วพยักหน้า ตอนนั้น ยิ้มเพราะไม่เข้าใจ ยิ้มไปอย่างนั้น แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป นึกถึงทีไร ก็ยิ้ม ยิ้มใหกับความคิดแยบยลของเตี่ย ผ่านการทำอาหาร
เตี่ยค่อย ๆ หยิบผักแต่ละชนิดจากกะละมังน้ำผสมด่างทับทิม ที่แช่ผักเอาไว้ นำขึ้นมาล้างอย่างเบามือ ทีละชนิด แล้ววางลงบนตะกร้า เพื่อสะเด็ดน้ำ
ต่อจากนั้น เตี่ยบรรจงหั่นผักแต่ละชนิด ที่ต้องใช้คำว่าบรรจง เพราะเตี่ยบรรจงจริง ๆ การทำอาหารของเตี่ย ดูแล้วเหมือนงานศิลปะ นุ่มนวล เนิบนาบ ตามนิสัยเตี่ย
“ใส่ซี่โครงหมูลงไป แล้วเติมน้ำสักครึ่งหม้อ ยกไปตั้งบนเตาให้เตี่ยที” อาหมวยทำตามที่เตี่ยสั่ง
“ตั้งไฟแรงก่อน คอยดูไว้นะ พอเดือดต้องเบาไฟ แล้วช้อนฟองออกทิ้ง จากนั้นก็แง้มฝา ความร้อนจะได้ระอุอยู่ในหม้อ ปล่อยให้เคี่ยวไปเรื่อย ๆ ความหวานจากซี่โครงหมูจะค่อย ๆ ออกมา”
“บางสิ่ง บางอย่าง ต้องรอเวลา อย่ารีบร้อน มันถึงจะหอมหวาน” เตี่ยพูดเบา ๆ เหมือนรำพึงกับตัวเอง มือยังคงหั่นผักไปเรื่อย ๆ เวลาผ่านไป ผักทั้งหมดนอนอวดตัวอยู่ในถาด
หัวไชเท้าแยกอยู่ในตะกร้า “เอาไชเท้านี่ หย่อนลงหม้อก่อน ไชเท้าเนื้อแน่น หนา สุกยาก ต้องใส่ก่อน”
“ค่ะ เตี่ย” แต่อาหมวยก็เผลอเทพรวดลงทั้งตะกร้า น้ำซุปร้อน ๆ กระเด็นโดนแขนหลายที่ รีบวางตะกร้าเอามือลูบแขนให้คลายร้อน
เตี่ยยืนมองแล้วยิ้ม พูดเบา ๆ ว่า “เพิ่งสอนไปหยก ๆ ว่าความรุนแรงมักก่อปัญหา ความเดือดร้อน เข็ดไหม อาหมวย” อาหมวยพยักหน้าที่งอหงิกเพราะความร้อน
เตี่ยยกกระทะมาตั้งบนเตาไฟอีกเตา ตักน้ำมันหมูใส่ ตามด้วยกระเทียมสับ
“นี่เป็นก้านผักคะน้า และกวางตุ้ง ต้องแยกจากใบ เพราะก้านแข็งกว่าใบ หั่นแล้วต้องแยกไว้ ก้านใส่ก่อน ใบใส่ทีหลัง ส่วนกะหล่ำปลีเตี่ยฝานให้ติดใจผัก จะได้ไม่แยกออกจากกัน
เดี๋ยวต้องเอามานาบกับกระทะ ใส่น้ำมันนิดหน่อย สีจะสวยน่ากิน และไม่เหม็นเขียว ส่วนขึ้นช่ายนั่นหั่นเอาไว้ ใส่หลังสุด เพราะสุกง่ายที่สุด”
เตี่ยใช้มือทำงานไป พร้อมกับใช้คำพูดสอนลูกไป “ทำไมต้องแยกคะ เดี๋ยวก็ลงหม้อเดียวกัน” อาหมวยถามด้วยความสงสัย
“ใช่ ใส่พร้อมกันได้ เป็นวิถีของคนชุ่ย ๆ ที่แปลว่า มักง่ายยังไงล่ะ ลื้ออยากเป็นคนมักง่ายหรือไม่” อาหมวยส่ายหน้า
คำว่าชุ่ย คำว่ามักง่าย อาหมวยว่าเป็นคำด่าที่รุนแรง มันหมายถึงคนที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน หรือคนที่ไม่รับฟังคำสั่งสอน
เมื่อโตเข้าวัยทำงาน หากใครถูกอาหมวยตำหนิว่า มักง่าย นั่นหมายถึงรุนแรงแล้ว
ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง “เตี่ย กินได้หรือยังคะ อั๊วอยากกินแล้ว”
“กินได้ แต่ยังไม่อร่อย ยังไม่ถึงเวลาของมัน อดทนไหม ถ้าอดทน ก็จะได้กินของอร่อย” อาหมวยพยักหน้า ใคร ๆ ก็อยากกินของอร่อยทั้งนั้น
บ่ายคล้อยแล้ว ตอนนี้จับฉ่ายของเตี่ย ปรุงเสร็จแล้ว เตี่ยปรุงรสเพียงเติมดอกเกลือเล็กน้อย ใช้เวลาเคี่ยวจนความหวานของผักเผยตัวออกมา
รสชาติอ่อน ๆ ผักทุกชนิดเปื่อยนุ่ม เท่า ๆ กัน ละมุนลิ้น ละมุนคอ นี่กระมังที่เค้าเรียกว่า “นวลลิ้น”
เตี่ยนั่งลงตรงข้ามอาหมวย เอ่ยถามว่า “อร่อยไหม อาหมวย” อาหมวยเงยหน้าจากชามข้าว ใช้ตะเกียบคีบกะหล่ำปลีใส่ในชามข้าวของเตี่ย แล้วตอบ
“ที่สุดค่ะเตี่ย ผักทุกอย่างนุ่มกำลังดีค่ะ”
“นุ่มเท่า ๆ กันด้วย ใช่ไหม”
“ค่ะ”
เตี่ยวางตะเกียบลงบนปากชามข้าว ก่อนจะเอ่ยว่า
“การทำอาหาร ก็เหมือนการใช้ชีวิต แต่ละช่วงวัยก็ทำหน้าที่ตามวัย ไม่ก้าวข้าม ไม่ต้องรีบโต ค่อยเป็นค่อยไป ค่อย ๆ เรียนรู้ จากการดู การฟังตามจังหวะของชีวิต ไม่ก้าวกระโดด เติบโตตามวัยนั้น
รับผิดชอบในหน้าที่ตนให้ดีที่สุด รู้จักคิด รู้จักลำดับความสำคัญ อะไรควรทำก่อน อะไรควรทำทีหลัง เป็นการสร้างวินัยในการดำเนินชีวิต อะไรก็ตาม ที่ถูกที่ ถูกเวลา สิ่งนั้นจะสมบูรณ์ งดงามเสมอ”
“ค่ะ เตี่ย”
เตี่ยทิ้งท้ายอีกว่า “สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรฝึกให้ลูก คือระเบียบวินัย ความอดทน ต้องฝึก ต้องปลูกฝังกันให้เป็นนิสัย เพราะเป็นยาขนานเอก ที่จะปกป้องลูก ไม่ให้เป็นคน มักง่าย โกรธง่าย
26/09/2020
สอบ พรุ่งนี้ใช้แท่งนี้ช่วยได้