Mr.Econ เสดสาดภาษาคน รับสอนพิเศษเศรษฐศาสตร์ ติวเศรษฐศาสตร์

Mr.Econ เสดสาดภาษาคน รับสอนพิเศษเศรษฐศาสตร์ ติวเศรษฐศาสตร์

แชร์

รับสอนเศรษฐศาสตร์แบบภาษาคน ระดับป.ตรี/ ป.โท

รับสอนเศรษฐศาสตร์ ติวเศรษฐศาสตร์ ทั้งจุลภาค มหภาค คณิตศาสตร์สำหรับเศรษฐศาสตร์ ทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ ด้วยภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ด้วยประสบการณ์สอนกว่า 5 ปี พร้อมเก็งข้อสอบ แนวข้อสอบของแต่ละมหาวิทยาลัย ด้วยค่าเรียนที่คุ้มค่าที่สุด เนื่องจากเราไม่ใช่นายหน้าติวเตอร์ // With experience of 5 years in teaching Economics, we have taught Macro Economics, Micro Economics, and Mathematics for Economics which can be studied simply within the cheapest price.

22/08/2026

เคยเห็นไหมครับว่า บางครั้งร้านลดราคาเพียงนิดเดียว แต่จำนวนคนซื้อกลับเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาด?

ในทางเศรษฐศาสตร์ พฤติกรรมแบบนี้เกี่ยวข้องกับ อุปสงค์ที่ยืดหยุ่นสูง (Elastic Demand)

คำว่า “ยืดหยุ่นสูง” ไม่ได้แปลว่าสินค้านั้นมีคนซื้อเยอะ หรือทุกคนชอบสินค้านั้น แต่หมายถึงว่า ปริมาณที่ต้องการซื้อมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของราคาในสัดส่วนที่มากกว่า

จุดสำคัญคือต้องเปรียบเทียบกันเป็น เปอร์เซ็นต์

สมมติร้านกาแฟลดราคาลง 10% แล้วปริมาณที่ต้องการซื้อเพิ่มขึ้น 25%

เราจะได้

PED = 25% ÷ −10% = −2.5

เครื่องหมายลบสะท้อนว่าราคาและปริมาณที่ต้องการซื้อเคลื่อนในทิศตรงข้ามกันตามปกติ ดังนั้นเวลาแบ่งระดับความยืดหยุ่น เราจึงดูที่ค่าสัมบูรณ์

|PED| = 2.5 > 1

จึงถือว่าอุปสงค์ ยืดหยุ่นสูงในช่วงราคาที่เรากำลังพิจารณา

ตรงนี้สำคัญมาก: Elastic Demand ไม่ได้หมายความว่าสินค้าชนิดหนึ่งจะต้องยืดหยุ่นสูงตลอดเวลา เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคอาจเปลี่ยนไปตามสถานการณ์และช่วงราคาที่พิจารณา

เวลาเจอข้อสอบ ให้ถามตัวเองก่อนว่า
“เปอร์เซ็นต์ปริมาณซื้อเปลี่ยนมากกว่าเปอร์เซ็นต์ราคาหรือไม่?”

ถ้ามากกว่า → |PED| > 1

คุณคิดว่าสินค้าหรือบริการอะไรที่คนมักเปลี่ยนปริมาณการซื้ออย่างรวดเร็วเมื่อราคาเปลี่ยน?

เพิ่มความรู้เศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ วันละ 1% ไปกับ Mr. Econ

Trust me, I'm Mr. Econ.

21/08/2026

ทำไมเงินฝากคุ้มครอง “แค่ 1 ล้านบาท”?

หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าฝากเงินไว้กับธนาคารมากกว่า 1 ล้านบาท แล้วเกิดเหตุธนาคารถูกเพิกถอนใบอนุญาต เงินส่วนที่เกินจะหายไปหรือไม่ และเหตุใดรัฐจึงไม่คุ้มครองเงินฝากทั้งหมด?

ปัจจุบันระบบคุ้มครองเงินฝากของไทยคุ้มครองสูงสุด 1 ล้านบาท ต่อ 1 รายผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน ไม่ใช่ต่อหนึ่งบัญชี หากเรามีหลายบัญชีในธนาคารเดียวกัน จะนำเงินต้นและดอกเบี้ยจากทุกบัญชีมารวมคำนวณ

ทำไมไม่คุ้มครองเต็มจำนวน?

เพราะการคุ้มครองเงินฝากทุกบาทอาจสร้างต้นทุนมหาศาลต่อระบบ และทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Moral Hazard หรือภาวะภัยทางศีลธรรม

เมื่อผู้ฝากเชื่อว่าไม่ว่าจะเลือกฝากกับสถาบันการเงินใด เงินทั้งหมดก็จะได้รับคืน ผู้ฝากอาจสนใจเพียงดอกเบี้ยสูง โดยไม่พิจารณาความมั่นคงของสถาบันการเงิน ขณะเดียวกัน สถาบันการเงินก็อาจมีแรงจูงใจรับความเสี่ยงมากขึ้น เพราะเชื่อว่าระบบจะเข้ามารับภาระแทน

วงเงินคุ้มครองจึงต้องสร้างสมดุลระหว่าง
การคุ้มครองผู้ฝากรายย่อย
กับ
การรักษาวินัยของผู้ฝากและสถาบันการเงิน

แล้วทำไมต้อง 1 ล้านบาท?

หลักการสากลกำหนดให้วงเงินคุ้มครองควรครอบคลุมผู้ฝากเต็มจำนวนอย่างน้อยประมาณ 90% ของผู้ฝากในระบบ โดยพิจารณาจากโครงสร้างเงินฝาก รายได้ประชาชาติต่อหัว ภาวะเศรษฐกิจ และความพร้อมของกองทุนคุ้มครองเงินฝาก

สำหรับประเทศไทย วงเงิน 1 ล้านบาทสามารถคุ้มครองเงินฝากเต็มจำนวนของผู้ฝากประมาณ 98% ของผู้ฝากทั้งหมด หรือพูดง่ายๆ ว่า ผู้ฝากประมาณ 98 คนจากทุก 100 คน มีเงินฝากอยู่ภายในวงเงินที่ได้รับความคุ้มครองเต็มจำนวน

ถ้ามีเงินเกิน 1 ล้านบาทล่ะ?
ไม่ได้หมายความว่าเงินส่วนเกินจะหายไปทันที ผู้ฝากจะได้รับเงินคุ้มครองไม่เกิน 1 ล้านบาทจากสถาบันคุ้มครองเงินฝากก่อน โดยกำหนดให้จ่ายภายใน 30 วัน ส่วนเงินที่เกินวงเงินคุ้มครอง ผู้ฝากยังมีสิทธิได้รับเงินเพิ่มเติมจากกระบวนการชำระบัญชีและขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินนั้น

แก่นสำคัญของเรื่องนี้
วงเงิน 1 ล้านบาทไม่ได้หมายความว่าเงินฝากที่มากกว่านั้น “ไม่ปลอดภัย” แต่เป็นกลไกที่ออกแบบมาเพื่อคุ้มครองผู้ฝากส่วนใหญ่ ลดความตื่นตระหนก และรักษาวินัยของระบบการเงินไปพร้อมกัน

สำหรับผู้ที่มีเงินฝากจำนวนมาก การกระจายเงินฝากไปยังหลายสถาบันการเงินช่วยเพิ่มวงเงินคุ้มครองรวมได้ เพราะสิทธิ 1 ล้านบาทคำนวณแยกเป็น รายผู้ฝาก ต่อสถาบันการเงินแต่ละแห่ง

Trust me, I’m Mr. Econ.

ที่มา: สถาบันคุ้มครองเงินฝาก

21/08/2026

จ่ายขั้นต่ำบัตรเครดิต…ทำไมหนี้ถึงลดช้ามาก?

Minimum Payment ช่วยให้ “ไม่ผิดนัด” แต่ไม่ได้ออกแบบมาให้ปิดหนี้เร็ว

ปี 2569 ธนาคารแห่งประเทศไทยยังคงกำหนด ยอดชำระขั้นต่ำบัตรเครดิตไว้ที่ 8% ของยอดคงค้าง จนถึงสิ้นปี เพื่อช่วยให้ครัวเรือนมีสภาพคล่องมากขึ้นในช่วงที่รายได้และค่าครองชีพยังตึงตัว

แต่มีเรื่องหนึ่งที่ต้องเข้าใจ:
“จ่ายขั้นต่ำได้” ≠ “หนี้กำลังหายเร็ว”

ทำไม?

สมมติคุณมียอดบัตรเครดิต 30,000 บาท
เมื่อจ่ายเงินเข้าไป เงินไม่ได้ลดเงินต้นทั้งหมดทันที เพราะส่วนหนึ่งต้องถูกนำไปชำระ ดอกเบี้ย ก่อน
พูดง่าย ๆ:
เงินที่จ่าย = ดอกเบี้ย + เงินต้น
ถ้าจ่ายเพียงขั้นต่ำ เงินต้นที่ลดลงในแต่ละงวดจึงอาจไม่มากนัก
แถมถ้ายัง รูดเพิ่มทุกเดือน หนี้ก็สามารถวนๆ เวียนให้ปวดหัวอยู่แบบเดิม

ธปท. เคยยกตัวอย่างหนี้บัตรเครดิต 30,000 บาท
ถ้าจ่ายขั้นต่ำเพียง 5%
อาจใช้เวลาประมาณ 8 ปี และเสียดอกเบี้ยรวมประมาณ 10,200 บาท

แต่ถ้าจ่ายขั้นต่ำ 8%
ระยะเวลาลดเหลือประมาณ 5 ปี และดอกเบี้ยรวมประมาณ 5,700 บาท

ภายใต้สมมติฐานของตัวอย่างและไม่มีการสร้างหนี้เพิ่ม
จุดสำคัญจึงไม่ใช่แค่
“เดือนนี้ต้องจ่ายขั้นต่ำเท่าไร?”
แต่คือ
“เราจะทำอย่างไรให้เงินที่จ่ายไปลดเงินต้นได้เร็วขึ้น?”

ทำไม Minimum Payment ถึงมี?
เพราะมันช่วยเรื่อง Liquidity — สภาพคล่อง
ถ้าบังคับให้ทุกคนต้องจ่ายก้อนใหญ่มากในช่วงที่รายได้ตึงตัว ลูกหนี้บางคนอาจไม่มีเงินเหลือสำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น

ดังนั้นการลดภาระขั้นต่ำมีข้อดีในระยะสั้น:
เงินที่ต้องจ่ายวันนี้ ↓ → สภาพคล่องวันนี้ ↑

แต่ทุกอย่างไม่ฟรี อย่างที่ทุกคนรู้ ทุกอย่างมี Trade-off:
ได้อย่าง เสียอย่าง
จ่ายน้อยลง → เงินต้นลดช้าลง → ดอกเบี้ยสะสมนานขึ้น

แล้วปี 2569 มีอะไรเพิ่มเติม?

สำหรับลูกหนี้ที่ชำระขั้นต่ำ ตั้งแต่ 8% ขึ้นไป ธปท. กำหนดมาตรการให้ได้รับเครดิตเงินคืนเทียบเท่ากับการลดดอกเบี้ย 0.25% ของยอดค้างชำระ โดยคืนทุก 3 เดือน เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ปิดหนี้เร็วขึ้น

ส่วนคนที่ไม่สามารถจ่ายถึง 8% ได้ ไม่ควรแก้ด้วยการกู้ใหม่มาหมุนอย่างเดียว แต่สามารถติดต่อเจ้าหนี้เพื่อขอ ปรับโครงสร้างหนี้ก่อนเป็น NPL เช่น เปลี่ยนหนี้บัตรเครดิตเป็น Term Loan เพื่อแบ่งจ่ายเป็นงวดได้

เริ่มต้นอย่างไร?

ถ้ามีหนี้บัตรเครดิต:
1. หยุดสร้างยอดใหม่ก่อน ถ้าทำได้
เพราะถ้ายังรูดเพิ่ม เพราะหนี้เก่าไป หนี้ใหม่มา
2. จ่ายมากกว่าขั้นต่ำเมื่อมีสภาพคล่อง
เงินส่วนเพิ่มช่วยลดเงินต้นและดอกเบี้ยในอนาคต
3. ถ้าจ่ายขั้นต่ำ 8% เริ่มไม่ไหว อย่ารอจนเป็น NPL หรือหนี้เสีย
ติดต่อเจ้าหนี้เพื่อคุยเรื่องปรับโครงสร้างหนี้ก่อน

สิ่งที่มักเข้าใจผิด

“จ่ายขั้นต่ำทุกเดือน ก็แปลว่าจัดการหนี้ได้ดีแล้ว”
ไม่เสมอไป

Minimum Payment มีหน้าที่ช่วยให้คุณ ยังชำระหนี้ตามเงื่อนไขได้

แต่เป้าหมายทางการเงินที่สำคัญกว่าคือ:
ลดเงินต้นให้เร็วที่สุด โดยไม่ทำให้สภาพคล่องชีวิตพัง

แก่นสำคัญ
จ่ายขั้นต่ำ = ซื้อเวลา
จ่ายมากขึ้น = ซื้ออิสรภาพจากดอกเบี้ยเร็วขึ้น

ลองเช็คกับตัวเองดูว่า ตอนนี้ถ้าจ่ายบัตรเครดิตในอัตราเดิมทุกเดือน ต้องใช้เวลาอีกกี่เดือนกว่าจะหมด?

Trust me, I’m Mr. Econ

Mr.Econ เสดสาดภาษาคน รับสอนพิเศษเศรษฐศาสตร์ ติวเศรษฐศาสตร์ 21/08/2026

พรุ่งนี้แล้ว! Free Class เดือนสิงหาคมของ Mr. Econ 📚

สำหรับคนที่ลงทะเบียนแล้ว — เจอกันพรุ่งนี้นะคะ
ส่วนใครที่ยังไม่ได้ลงทะเบียน นี่คือ โอกาสสุดท้าย ก่อนปิดรับสมัครนะคะ

หัวข้อครั้งนี้:

“ทำไม GDP โต แต่กระเป๋าเราไม่โตตาม?”
Thailand’s economy is growing — so why doesn’t it feel better?

เราจะไม่ได้หยุดแค่คำว่า “GDP โต 1.9%” แต่จะค่อย ๆ แกะตัวเลขเศรษฐกิจไทยจริงว่า

GDP โตจากอะไร?
ทำไมการลงทุนและการส่งออกดูแข็งแรง แต่หลายครัวเรือนยังรู้สึกตึง?
Import ที่พุ่งแรงกำลังบอกอะไร?
เงินเฟ้อ งาน รายได้ หนี้ และดอกเบี้ย เชื่อมกับชีวิตเราอย่างไร?

คลาสนี้เหมาะกับคนที่อยากเริ่มอ่านเศรษฐกิจแบบ เข้าใจกลไก ไม่ใช่แค่เห็นตัวเลขบวก ลบ

📅 เสาร์ 22 สิงหาคม 2026
⏰ 18:30 น.
💻 เรียนออนไลน์
🎟️ ฟรี
⚠️ ที่นั่งมีจำนวนจำกัด

ลงทะเบียนผ่านข้อความ หรือ Google Form ในคอมเมนต์แรกได้เลยค่า

ลงทะเบียนแล้ว

รายละเอียดเอกสารประกอบการเรียน PDF และ Microsoft teams สำหรับการเข้าเรียน แจ้งไว้ทาง email ที่ลงทะเบียนมานะคะ

— เจอกันพรุ่งนี้ค่า

Trust me, I’m Mr. Econ

Mr.Econ เสดสาดภาษาคน รับสอนพิเศษเศรษฐศาสตร์ ติวเศรษฐศาสตร์

21/08/2026

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมสินค้าบางอย่างขึ้นราคาแล้วคนก็ยังซื้อเกือบเท่าเดิม?

นี่คือแนวคิดของ อุปสงค์ที่ยืดหยุ่นต่ำ (Inelastic Demand)

คำว่า “ยืดหยุ่นต่ำ” ไม่ได้หมายความว่า ราคาจะเปลี่ยนเท่าไรก็ไม่มีใครเปลี่ยนพฤติกรรมเลย แต่หมายถึงว่า เมื่อราคาเปลี่ยน ปริมาณที่ต้องการซื้อเปลี่ยนตามใน สัดส่วนที่น้อยกว่า

ตัวอย่างง่าย ๆ สมมติว่าค่าไฟต่อหน่วยสูงขึ้น 10% แต่ครัวเรือนลดการใช้ไฟลงเพียง 4%

เราจะได้

PED = −4% ÷ 10% = −0.4

ดังนั้น |PED| = 0.4 ซึ่งน้อยกว่า 1 จึงจัดว่าเป็น อุปสงค์ที่ยืดหยุ่นต่ำ

ประเด็นสำคัญคือ เรากำลังเปรียบเทียบ เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนของปริมาณซื้อ กับ เปอร์เซ็นต์การเปลี่ยนของราคา

สินค้าหรือบริการบางประเภทอาจมีลักษณะเช่นนี้ในบางช่วงเวลา เพราะผู้บริโภคลดการใช้หรือหาทางเลือกอื่นได้ไม่มากในทันที แต่ไม่ได้หมายความว่าสินค้านั้นจะยืดหยุ่นต่ำตลอดไปในทุกสถานการณ์

ดังนั้นเวลาเห็นคำว่า inelastic ให้คิดว่า:

ราคาเปลี่ยนค่อนข้างมาก แต่ปริมาณซื้อขยับตามน้อยกว่าในเชิงสัดส่วน

คุณคิดว่าสินค้าหรือบริการอะไรในชีวิตประจำวันของคุณที่ราคาขึ้นแล้วคุณยังลดการซื้อได้ยาก?

เพิ่มความรู้เศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ วันละ 1% ไปกับ Mr. Econ

Trust me, I'm Mr. Econ.

20/08/2026

หนี้สหรัฐฯ แตะ 40 ล้านล้านดอลลาร์ — แล้วทำไมไทยต้องสนใจ?

ณ 18 ส.ค. 2026 หนี้รัฐบาลกลางสหรัฐฯ รวมอยู่ที่ประมาณ $40.05 trillion เพิ่มขึ้นราว $2.90 trillion หรือ 7.8% จากปีก่อน

แต่ประเด็นสำคัญไม่ใช่แค่ “40 ล้านล้านใหญ่แค่ไหน”

สิ่งที่ต้องดูคือแรงกระเพื่อมที่สามารถเดินทางมาถึงไทยได้

1. Treasury Yield
รัฐบาลกู้และ refinance หนี้จำนวนมาก ขณะที่ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และฐานะการคลัง → Yield อาจอยู่สูง → ต้นทุนการเงินโลกตึงตัวขึ้น

2. Dollar & Capital Flows
ถ้าสินทรัพย์สหรัฐฯ ให้ผลตอบแทนน่าสนใจขึ้น เงินทุนอาจปรับพอร์ตกลับไปสหรัฐฯ → เงินบาทและสินทรัพย์ Emerging Markets อาจผันผวน

3. เศรษฐกิจและธุรกิจไทย
ถ้าดอกเบี้ยสูงกดการใช้จ่ายและการลงทุนของสหรัฐฯ ในระยะต่อไป → Demand โลกอาจชะลอ → ผู้ส่งออกและ Supply Chain ไทยก็อาจได้รับผลตามมา

แต่ $40 trillion ไม่ได้แปลว่าสหรัฐฯ “ล้มละลาย” ทันที และหนี้สูงก็ไม่ได้ทำให้ Yield หรือเงินบาทเคลื่อนไปทางใดทางหนึ่งโดยอัตโนมัติ

สิ่งที่ควรจับตาคือ

US Debt → Treasury Yield → Financial Conditions → Dollar & Capital Flows → Thailand

หนี้อยู่ที่อเมริกา แต่ราคาของเงินเดินทางได้ทั่วโลก

Trust me, I’m Mr. Econ

ถ้าอยากเข้าใจเรื่องนี้ให้ลึกขึ้น ติดตาม Mr. Econ เพื่ออ่านเรื่องเต็มและเจาะกลไกทั้งหมดได้ที่: https://www.messenger.com/channel/mreconomics

20/08/2026

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมของบางอย่างขึ้นราคาแค่นิดเดียว คนก็พร้อมเปลี่ยนไปซื้ออย่างอื่น แต่ของบางอย่างขึ้นราคาแล้วเรายังต้องซื้ออยู่?

คำตอบไม่ได้อยู่แค่ที่ว่า “ราคาเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์” แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า ผู้บริโภค ปรับพฤติกรรมได้ง่ายแค่ไหน

นี่คือแนวคิดเรื่อง ปัจจัยกำหนดความยืดหยุ่นของอุปสงค์ (Determinants of Demand Elasticity)

โดยทั่วไปมี 4 เรื่องสำคัญที่ควรมอง

1. มีสินค้าทดแทนมากแค่ไหน
ถ้ามีตัวเลือกใกล้เคียงเยอะ พอราคาขึ้น เราก็เปลี่ยนไปซื้ออย่างอื่นได้ง่ายกว่า

2. สินค้านั้นกินสัดส่วนรายได้มากแค่ไหน
ราคาของสินค้าที่กระทบงบเรามาก มักทำให้เราต้องคิดและปรับการซื้อมากขึ้น

3. จำเป็นต้องซื้อทันทีหรือเลื่อนได้
ของที่เลื่อนการซื้อได้ มักเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคตอบสนองต่อราคาได้มากกว่า

4. เรามีเวลาปรับตัวแค่ไหน
ระยะสั้นเราอาจยังเปลี่ยนอะไรไม่ได้มาก แต่เมื่อมีเวลา เราอาจหาสินค้าทดแทน เปลี่ยนพฤติกรรม หรือเปลี่ยนวิธีใช้ได้

ลองนึกถึงกาแฟจากร้านหนึ่ง ถ้าราคาขึ้น เรายังเลือกร้านอื่นได้หลายร้าน แต่ค่าไฟฟ้าในบ้าน ระยะสั้นอาจไม่มีทางเลือกทดแทนง่ายเท่ากัน

ดังนั้นคำว่า “ยืดหยุ่น” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวสินค้าอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับ บริบทของการตัดสินใจด้วย

คุณคิดว่าสินค้าอะไรในชีวิตประจำวันของคุณที่ “ขึ้นราคาแล้วก็ยังต้องซื้อ” มากที่สุด?

เพิ่มความรู้เศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ วันละ 1% ไปกับ Mr. Econ

Trust me, I'm Mr. Econ.

19/08/2026

ขาดทุนแล้ว…ทำไมบางธุรกิจยัง “เปิดต่อ”?

ในระยะสั้น ขาดทุน ≠ ต้องปิดทันที
ลองนึกภาพร้านอาหารร้านหนึ่ง
รายได้ต่อเดือน = 20,000 บาท
ต้นทุนผันแปร = 15,000 บาท
ต้นทุนคงที่ = 10,000 บาท
ดังนั้น
กำไร = รายได้ − ต้นทุนรวม
= 20,000 − 25,000
= −5,000 บาท
ร้านกำลัง “ขาดทุน”

ถ้าขาดทุนแล้ว ทำไมไม่ปิดร้านไปเลย?
คำตอบอยู่ที่แนวคิดเรื่อง Shutdown Decision ในเศรษฐศาสตร์จุลภาค

ถ้าปิดร้านทันที จะเกิดอะไรขึ้น?
เมื่อปิดร้าน
รายได้ = 0
ต้นทุนผันแปร = 0

แต่ต้นทุนคงที่บางอย่างยังต้องจ่าย เช่น
ค่าเช่า
ค่าเช่าเครื่องจักร
สัญญาระยะยาว
ค่าใช้จ่ายคงที่บางประเภท

ในตัวอย่างนี้ ร้านยังต้องเสีย Fixed Cost = 10,000 บาท
ดังนั้นถ้าปิด:
ขาดทุน = 10,000 บาท

แต่ถ้าเปิดต่อ:
ร้านมีรายได้ 20,000 บาท
จ่ายต้นทุนผันแปร 15,000 บาท
เหลือ 5,000 บาทมาช่วยจ่ายต้นทุนคงที่
จึงขาดทุนเพียง
5,000 บาท

สรุปคือ
เปิดต่อ = ขาดทุน 5,000 บาท
ปิดทันที = ขาดทุน 10,000 บาท
ในระยะสั้น “เปิดต่อ” จึงอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

กฎตัดสินใจจำง่าย ๆ
สำหรับธุรกิจในตลาดแข่งขันสมบูรณ์:
P ≥ AVC → ยังผลิตต่อได้
P < AVC → ควรหยุดผลิตในระยะสั้น
โดย
P = Price — ราคาสินค้า
AVC = Average Variable Cost — ต้นทุนผันแปรเฉลี่ย
และธุรกิจจะเลือกปริมาณการผลิตที่
P = MC
โดย MC คือ Marginal Cost — ต้นทุนส่วนเพิ่ม

แล้ว “ขาดทุน” เกิดตรงไหน?
ถ้า
AVC < P < ATC
ธุรกิจยังผลิตต่อ
แต่ยังขาดทุนอยู่ เพราะราคาไม่ครอบคลุมต้นทุนรวมเฉลี่ยทั้งหมด

ดังนั้น:
P < ATC → ขาดทุน
แต่ถ้าในเวลาเดียวกัน
P > AVC
ธุรกิจยังมีเหตุผลที่จะผลิตต่อในระยะสั้น

ทำไมต้องแยกระยะสั้นกับระยะยาว?
ในระยะสั้น Fixed Cost บางส่วนยังหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่ในระยะยาว ธุรกิจสามารถยกเลิกสัญญา ย้ายร้าน ลดขนาดกิจการ หรือออกจากตลาดได้
ดังนั้นถ้าราคาต่ำกว่าต้นทุนรวมอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจก็ไม่สามารถอยู่ได้ตลอดไป

แก่นสำคัญ
ระยะสั้น: อย่าถามแค่ว่า “กำไรเป็นบวกไหม?”
แต่ต้องถามว่า “รายได้ยังครอบคลุมต้นทุนผันแปรไหม?”

เข้าใจง่าย ๆ:
P > ATC → กำไร
AVC < P < ATC → ขาดทุน แต่ยังผลิตต่อ
P < AVC → Shutdown

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราบางครั้งเห็นร้าน โรงงาน หรือสายการบินยังดำเนินธุรกิจต่อ ทั้งที่งบการเงินบอกว่า “ขาดทุน”

Trust me, I’m Mr. Econ

19/08/2026

เคยเห็นร้านลดราคาแล้วกลับมีรายรับมากขึ้นไหม? หรือบางครั้งขึ้นราคาแล้วรายรับกลับเพิ่มขึ้นแทน?

สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่า “ราคาขึ้นหรือลง” แต่ต้องดูด้วยว่า ปริมาณที่ลูกค้าซื้อเปลี่ยนแรงแค่ไหน

นี่คือแนวคิดของ Total Revenue Test ซึ่งเชื่อมเรื่อง Price Elasticity of Demand เข้ากับรายรับรวมของผู้ขาย

รายรับรวม หรือ Total Revenue (TR) คิดง่าย ๆ จาก

ราคา × ปริมาณขาย

ถ้าลดราคาแล้วปริมาณซื้อเพิ่มแรงพอจนรายรับรวมสูงขึ้น แปลว่าในช่วงราคานั้นอุปสงค์ค่อนข้าง ยืดหยุ่น เพราะลูกค้าตอบสนองต่อราคาแรง

แต่ถ้าลดราคาแล้วรายรับรวมกลับลดลง แปลว่าปริมาณซื้อเพิ่มไม่มากพอที่จะชดเชยราคาที่ลดลง จึงเป็นลักษณะของอุปสงค์ที่ ไม่ยืดหยุ่น

และถ้าราคาเปลี่ยนแต่รายรับรวมแทบไม่เปลี่ยน เราอยู่ใกล้กรณี Unit Elastic

แนวคิดนี้มีประโยชน์มากในโลกธุรกิจ เพราะช่วยตอบคำถามว่า “ลดราคาแล้วจะช่วยรายรับจริงหรือไม่?” แต่ต้องระวังว่า รายรับรวมไม่ใช่กำไร เพราะยังไม่ได้หักต้นทุน และผลนี้ใช้กับช่วงราคาที่กำลังพิจารณา ไม่ได้หมายความว่าสินค้านั้นจะมีความยืดหยุ่นเท่าเดิมทุกระดับราคา

ถ้าคุณเป็นเจ้าของร้าน คุณคิดว่าสินค้าอะไรที่ “ลดราคาแล้วรายรับน่าจะเพิ่มขึ้น” มากที่สุด?

เพิ่มความรู้เศรษฐศาสตร์ง่าย ๆ วันละ 1% ไปกับ Mr. Econ

Trust me, I'm Mr. Econ.

18/08/2026

ของ "ฟรี" มันฟรีจริงไหม มาฟังกันนน🤭

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 18:00
อังคาร 08:30 - 18:00
พุธ 08:30 - 18:00
พฤหัสบดี 08:30 - 18:00
ศุกร์ 08:30 - 18:00
เสาร์ 08:30 - 18:00
อาทิตย์ 08:30 - 18:00