Mr.Econ เสดสาดภาษาคน รับสอนพิเศษเศรษฐศาสตร์ ติวเศรษฐศาสตร์

Mr.Econ เสดสาดภาษาคน รับสอนพิเศษเศรษฐศาสตร์ ติวเศรษฐศาสตร์

แชร์

รับสอนเศรษฐศาสตร์แบบภาษาคน ระดับป.ตรี/ ป.โท

รับสอนเศรษฐศาสตร์ ติวเศรษฐศาสตร์ ทั้งจุลภาค มหภาค คณิตศาสตร์สำหรับเศรษฐศาสตร์ ทุกมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ โดยนักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหม่ ด้วยภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ง่าย ด้วยประสบการณ์สอนกว่า 5 ปี พร้อมเก็งข้อสอบ แนวข้อสอบของแต่ละมหาวิทยาลัย ด้วยค่าเรียนที่คุ้มค่าที่สุด เนื่องจากเราไม่ใช่นายหน้าติวเตอร์ // With experience of 5 years in teaching Economics, we have taught Macro Economics, Micro Economics, and Mathematics for Economics which can be studied simply within the cheapest price.

22/06/2026

จากโพสต์ที่แล้ว เรื่องตลาดมีประสิทธิภาพได้อย่างไร แล้วถ้ารัฐเข้ามาแทรกแซงตลาดจะทำได้ในเคสไหน

วันนี้ Mr. Econ พามาเรียนการกำหนดราคาขั้นสูง (Price Ceiling) เพื่อช่วยเหลือผู้บริโภค

ผลของการกำหนดราคาขั้นสูง (Price Ceiling)

​📉 1. ค่าเช่าถูกลง ➡️ คนอยากเช่าเพิ่มขึ้น (Demand พุ่ง)

พอราคาลดลงมาจากจุดดุลยภาพ (Market Equilibrium) จาก 6,000 เหลือ 4,000 บาท ความต้องการห้องพักก็พุ่งไปถึง Qd = 100 ห้องทันที ใครๆ ก็อยากขยับขยายมาอยู่หอพักที่ถูกลง

​🏪 2. เจ้าของหอแบกทุนไม่ไหว ➡️ ห้องพักลดลง (Supply หด)
ในมุมมองของฝั่งผู้ประกอบการ พอโดนบังคับลดราคา บางคนอาจจะปิดกิจการ ปรับห้องไปทำอย่างอื่น หรือไม่ยากลงทุนเพิ่ม ทำให้ห้องพักที่พร้อมเปิดให้เช่าลดลงเหลือแค่ Qs = 60 ห้อง อีกทั้งปัญหาด้านคุณภาพ เจ้าของอาจจะลดต้นทุนด้วยการลดรายจ่ายค่าซ่อมบำรุง

​⚠️ 3. เกิดวิกฤต "ห้องขาด" (Shortage)
เมื่อคนอยากอยู่มี 100 แต่ห้องมีจริงแค่ 60... ผลลัพธ์คือ "Shortage = 40 ห้อง" กลายเป็นปัญหาคิวยาว ต้องใช้เส้นสาย หรือเกิดตลาดมืดขึ้นมาแทน ส่วนคนที่มาทีหลังก็ต้องเดินคอตกพร้อมป้าย "เต็มแล้ว" 🚶‍♂️🎒

​🔺 4. แผลเป็นทางเศรษฐกิจ (Deadweight Loss: DWL)
พื้นที่สามเหลี่ยมแรเงาในกราฟ คือมูลค่าความสุขทางเศรษฐกิจที่สูญหายไปฟรีๆ (DWL) เพราะกลไกตลาดถูกแทรกแซง จนไม่สามารถจับคู่คนอยากเช่ากับคนอยากขายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

​⚖️ Equity vs Efficiency (ความเท่าเทียม vs ประสิทธิภาพ)
การคุมราคาอาจจะช่วยให้คน 60 คนแรกได้ห้องราคาถูกลง (Equity) แต่ต้องแลกมาด้วยความไร้ประสิทธิภาพ (Efficiency) ที่ทำให้คนอีก 40 คนไม่มีที่อยู่เลย...

B) ลองคิดเล่นๆ

ถ้าไม่มีระบบจัดสรรที่ดี ใครอาจได้ห้องก่อน?

มีวิธีช่วยนักศึกษาที่อาจลดปัญหาของขาดได้ไหม?

ถ้าทุกคนเป็นผู้คิดนโยบายจะเลือกคุมค่าเช่า หรือให้เงินช่วยค่าเช่านักศึกษาแทน?

Trust me, I'm Mr.Econ

22/06/2026

ทำไมรัฐบาลไม่พิมพ์เงินแจก จะได้รวยๆกันถ้วนหน้า
Mr.Econ มีคำตอบ ที่คลิปนี้
#สอนพิเศษเศรษฐศาสตร์ #สอนเศรษฐศาสตร์

21/06/2026

ของชิ้นเดียวกัน…ทำไมคนหนึ่งบอกว่า “แพงเกิน” แต่อีกคนบอกว่า “คุ้มมาก”?

นี่คือประตูเข้าสู่ความคิดของ Frank Fetter นักเศรษฐศาสตร์อเมริกันที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นชื่อใหญ่ในวงการ แต่วันนี้แทบไม่ถูกพูดถึงในห้องเรียน Econ เท่าที่ควร

Fetter สำคัญยังไงในโลกเศรษฐศาสตร์

เขาช่วยผลักแนวคิด Subjective Value Theory หรือ “ทฤษฎีมูลค่าเชิงอัตวิสัย” พูดง่ายๆคือการให้คุณค่าของสิ่งของต่างๆ แตกต่างกันไปแต่ละคน ให้จริงจังขึ้นมาก

พูดภาษาคน คือ มูลค่าของสินค้าไม่ได้อยู่ในตัวสินค้าอย่างเดียว ไม่ได้มาจากต้นทุนแรงงาน หรือต้นทุนการผลิตเท่านั้น แต่มาจาก “การประเมินคุณค่า การให้คุณค่าของคนซื้อ” ด้วย

กาแฟแก้วละ 120 บาท อาจดูแพงถ้ามองแค่เมล็ดกาแฟ นม และแก้วพลาสติก

แต่ถ้าคนซื้อให้ค่ากับบรรยากาศ เวลา ความสะดวก Wi-Fi แอร์เย็น หรือแม้แต่ความรู้สึกว่า “ร้านนี้นั่งแล้วดู productive” ราคานั้นอาจกลายเป็นราคาที่เขายอมจ่าย

นี่เชื่อมกับบทเรียน Demand, Utility และ Willingness to Pay แบบตรงๆ

Demand ไม่ได้เกิดจาก “ของดีจริงไหม” อย่างเดียว แต่เกิดจาก “ผู้บริโภครู้สึกว่ามันมีค่ากับเขาแค่ไหน ณ ตอนนั้น”

Fetter จึงบอกเราว่า เวลาเรียนเรื่องราคา อย่ามองแค่ Supply หรือ Cost ฝั่งผู้ผลิต ต้องดูคนซื้อ ว่าการให้คุณค่า อารมณ์ความรู้สึกต่อสินค้านั้นเป็นยังไง เพราะตลาดไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยวัตถุอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วยการประเมินคุณค่าของมนุษย์

คล้ายๆ กับเนื้อหาการตลาดและธุรกิจ ที่ว่าคนซื้อไม่ได้ซื้อด้วยเหตุผล อย่างเดียว ขึ้นกับคุณค่าที่คนซื้อให้ อารมณ์ ความรู้สึกที่มีต่อสินค้านั้นๆ ท่เร้าจะควักเงินจ่าย

เข้าใจ แล้วเอาไปใช้
• Subjective Value: มูลค่าเกิดจากการประเมินของแต่ละคน
• ราคาตลาดสะท้อนทั้งต้นทุนและ Willingness to Pay
• Demand Curve คือภาพรวมของความเต็มใจจ่ายของผู้บริโภคหลายๆ คน

แล้วสำหรับทุกคน ของอะไรที่คนอื่นบอกว่า “แพง” แต่เรารู้สึกว่า “คุ้ม”? มาแชร์กันได้นะ

Trust me, I’m Mr.Econ

21/06/2026

Mr.Econ เศรษฐศาสตร์สายมู
ชวนทุกคนมาคิดไปด้วยกันด้วยหลักเศรษฐศาสตร์ว่า "ทำไมพระเครื่อง ยิ่งองค์เก่าๆ ราคายิ่งแพง"

Trust me,I'm Mr.Econ #สอนพิเศษเศรษฐศาสตร์ #สอนเศรษฐศาสตร์

20/06/2026

กลไกตลาดทำงานได้อย่างสมบูรณ์จริงไหม... ทำไมเรายังต้องปวดหัวกับเรื่องพวกนี้?
​💸 ค่าหอใกล้มหาลัยแพงหูฉี่
​🚗 ถนนรถติดจนท้อ
​📦 กดสั่งของออนไลน์ รูปตรงปกแต่ของจริงพังยับ
​🌳 สวนสาธารณะที่ทุกคนอยากใช้…แต่ไม่มีใครอยากควักเงินสร้าง

​นี่แหละคือเนื้อหาที่ Mr.Econ จะมาแกะให้ฟังในวันนี้ผ่านบทเรียน: Economic Efficiency, Market Failure, and the Role of Government

​พูดง่ายๆ คือ เราจะมาดูกันว่า ตลาดที่มีประสิทธิภาพจริงๆ ต้องมีหน้าตาแบบไหน? มันล้มเหลวตอนไหน? และเมื่อไหร่ที่ "รัฐบาล" ควรต้องลงมาช่วยแก้เกม!

​🧭 Part 1: ตลาดที่มีประสิทธิภาพ (Market Efficiency) ต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้าง?
​ในโลกอุดมคติของนักเศรษฐศาสตร์ ตลาดจะทำงานได้ดีที่สุดจนเกิด "ประสิทธิภาพสูงสุดทางเศรษฐกิจ" (Economic Efficiency) ก็ต่อเมื่อไม่มีใครเข้ามาแทรกแซง และต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้:

​ทุกคนรู้เท่ากัน (Perfect Information): ผู้ซื้อและผู้ขายมีข้อมูลสินค้าและราคาครบถ้วน ไม่มีใครโดนหลอก

​ไม่มีต้นทุนแอบแฝง (No Externalities): การซื้อขายของเราต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นที่ไม่ได้ร่วมซื้อด้วย

​มีการแข่งขันที่สมบูรณ์ (Perfect Competition): มีคนซื้อคนขายจำนวนมาก ไม่มีใครใหญ่พอจะผูกขาดหรือกำหนดราคาตามใจชอบได้

​📊 เครื่องมือวัดความปังของตลาด
​เมื่อตลาดทำงานได้สมบูรณ์ มันจะสร้างประโยชน์สูงสุดให้กับทุกคนในสังคม โดยเราวัดผ่าน 2 ตัวนี้:

​[Consumer Surplus] (ส่วนเกินผู้บริโภค): ความรู้สึก "โคตรคุ้ม" ของผู้ซื้อ สมมติว่าเรายอมจ่ายค่ากาแฟได้สูงสุด 120 บาท แต่ร้านขายจริงแค่ 65 บาท ส่วนต่าง 55 บาทที่ประหยัดได้นี่แหละคือความสุขของเรา

​[Producer Surplus] (ส่วนเกินผู้ผลิต): กำไรส่วนเกินของผู้ขาย สมมติว่าร้านทุนมา 40 บาท ขายได้ 65 บาท ได้ส่วนเกินมา 25 บาท ยิ่งตลาดเสรีสองส่วนนี้จะรวมกันแล้วได้ค่าสูงสุด!

​💥 Part 2: แต่โลกจริง... เมื่อไหร่ที่ตลาด "ล้มเหลว" (Market Failure)?
​คำว่า "ตลาดล้มเหลว" ไม่ได้แปลว่าตลาดปิดตัวลงนะแต่หมายถึง “กลไกราคาทำงานไม่ได้เรื่อง จนจัดสรรทรัพยากรได้ไม่คุ้มค่า” ซึ่งมาจาก 4 ตัวการหลักในชีวิตประจำวันของเรา:
​1. Asymmetric Information (ข้อมูลไม่เท่าเทียมกัน)
​"ข้อมูลสินค้าออนไลน์ดูดีเกินจริง แต่พอซื้อมากลับได้ของคุณภาพไม่ดี"
​มันคืออะไร: ฝั่งหนึ่งรู้ข้อมูลมากกว่าอีกฝั่ง (ส่วนใหญ่คนขายรู้ดีกว่าคนซื้อ)

​ผลลัพธ์: เกิดตลาดที่เต็มไปด้วยของย้อมแมว (Lemon) เพราะคนซื้อไม่กล้าให้ราคาสูงเนื่องจากกลัวโดนหลอก สุดท้ายของดีๆ เลยอยู่ไม่ได้

​2. Externality (ผลกระทบภายนอก)
​"ถนนรถติด / ควันดำจากโรงงาน"
​มันคืออะไร: กิจกรรมที่เราทำ ส่งผลกระทบ (บวกหรือลบ) ไปถึงคนนอกที่ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย

​ผลลัพธ์: ตอนเราขับรถออกมา เราคิดถึงแค่ค่าน้ำมันของเรา (Private Cost) แต่เราไม่ได้จ่ายค่าเสียเวลาให้เพื่อนร่วมถนนที่ต้องมาติดไฟแดงพร้อมเรา (Social Cost) รถมันเลยล้นถนนอย่างที่เห็น

​3. Public Goods (สินค้าสาธารณะ)
​"สวนสาธารณะที่ทุกคนอยากใช้…แต่ไม่มีใครอยากจ่าย"
​มันคืออะไร: สินค้าที่ "ห้ามคนอื่นมาใช้ร่วมไม่ได้" (Non-excludable) และ "เราใช้แล้วคนอื่นก็ยังใช้ได้ไม่ลดลง" (Non-rivalrous)

​ผลลัพธ์: เกิดปัญหา Free Rider (คนนั่งกินแรง) คือทุกคนรอให้คนอื่นควักเงินสร้าง แล้วตัวเองจะขอใช้ฟรี สุดท้ายถ้าปล่อยตามกลไกตลาด ก็จะไม่มีใครยอมสร้างมันขึ้นมาเลย
​4. Market Power (การมีอำนาจเหนือตลาด/ผูกขาด)
​"ถ้าร้านกาแฟในคณะมีร้านเดียว แล้วตั้งราคาแก้วละ 95 บาท"
​มันคืออะไร: ผู้ขายมีน้อยราย หรือมีรายเดียว จนสามารถคุมราคาได้ตามใจชอบ

​ผลลัพธ์: แทนที่ราคาจะถูกกำหนดโดยอุปสงค์-อุปทาน ร้านค้ากลับโก่งราคาขึ้นเพื่อเอาเปรียบ ทำให้เกิด [Deadweight Loss] (การสูญเสียเปล่าทางเศรษฐศาสตร์) หรือความมั่งคั่งที่ควรจะเกิดในสังคม...แต่ดันหายวับไปกับตาเพราะคนซื้อสู้ราคาไม่ไหว

​🏛️ Part 3: เมื่อตลาดพัง รัฐบาลควรแก้เกมอย่างไร?
​เมื่อเกิดตลาดล้มเหลว รัฐบาลมักจะโดดเข้ามาแทรกแซงเพื่อช่วยดึงความยุติธรรมกลับมา แต่เศรษฐศาสตร์สอนให้เรามอง "เหรียญสองด้าน" เสมอ:

​⚠️ กรณีศึกษา: ค่าหอใกล้มหาลัยแพงมาก รัฐควรคุมไหม?
​หากรัฐบาลใช้เครื่องมือ [Price Ceiling] (การกำหนดราคาเพดานสูงสุด) ห้ามหอพักคิดเงินเกินเดือนละ 3,000 บาท (จากเดิมที่ตลาดตั้งไว้ 6,000 บาท)

​ข้อดี: นักศึกษาที่แย่งห้องทัน ได้จ่ายถูกลงจริงๆ

​ข้อเสีย (ผลข้างเคียง): เจ้าของหอรู้สึกไม่คุ้ม ไม่อยากลงทุนเพิ่ม บางคนปิดหอหนี เกิดภาวะ "ห้องพักขาดแคลน" ห้องไม่พอกับจำนวนนักศึกษา แถมเจ้าของหออาจปล่อยปละละเลยไม่ซ่อมแซมห้องพักเพราะได้เงินน้อยลง

​ในทางกลับกัน รัฐก็มีเครื่องมืออย่าง [Price Floor] (การกำหนดราคาขั้นต่ำ) เช่น ค่าแรงขั้นต่ำ หรือการพยุงราคาสินค้าเกษตร เพื่อช่วยฝั่งผู้ผลิตไม่ให้ถูกกดราคาจนอยู่ไม่ได้เช่นกัน

​🎬 ติดตามนโยบายการแทรกแซงของรัฐแบบละเอียดๆได้ในโพสต์ถัดๆ ไป ติดตามกันไว้ได้เล้ย!

19/06/2026

Part 2 มาแล้ว
มาดูกันว่ามีสินค้าอะไรอีก ที่ไม่เป็นไปตามกฎอุปสงค์ 🤓

Trust me, I'm Mr.Econ
#สอนพิเศษเศรษฐศาสตร์ #สอนเศรษฐศาสตร์

19/06/2026

นับถอยหลัง ราคา Early Bird 1,788 บาทเท่านั้น

คอร์สสอนสดออนไลน์ สำหรับน้องๆที่อยากเข้าใจเศรษฐกิจแบบง่าย ๆ ไม่ได้มีแต่ทฤษฎีที่ดูน่าเบื่อ

"พื้นฐานแน่นก่อนเปิดเทอมจริง นั่งเรียนในห้องฟังอาจารย์ทัน เตรียมตัวไว ลดเวลาอ่านหนังสือก่อนสอบ"

ในคอร์สนี้ เราจะเรียนเรื่องสำคัญ เช่น
เงินเฟ้อ ดอกเบี้ย GDP การเติบโตทางเศรษฐกิจ การว่างงาน รัฐบาล หนี้สาธารณะ นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง
ในคลาสจริงๆ มีเนื้อหาที่มากกว่านี้เรียนกันเต็มอิ่ม 12 บทเรียน

รายละเอียดคอร์ส
• 12 บทเรียน
• 6 คลาสสด
• 3 สัปดาห์
• กลุ่มเล็ก ถาม–ตอบได้
• เหมาะน้องๆ ที่กำลังจะเตรียมตัวขึ้นไป 1 อยากใช้เวลาก่อนเปิดเทอมเตรียมตัว ให้พร้อมกับเนื้อหาเศรษฐศาสตร์

ราคา Early Bird: 1,788 THB
เฉลี่ยเพียง 149 THB / lesson
หมดเขต Early Bird: 22 มิถุนายน

หลังจาก Early Bird สิ้นสุด
ราคาปกติ: 2,190 THB
Friend Pair: 3,900 THB / 2 คน

เรียนแล้วรู้สึกว่ายังไม่ใช่?
สามารถยกเลิกได้หลังเรียน Lesson แรก
รับเงินคืนเต็มจำนวน 100%

สนใจสมัครได้ที่ลิ้งค์ลงทะเบียน
กรอกข้อมูลลงทะเบียนได้ที่นี่ 👇
https://forms.gle/vWEYSnLxtBD4sGeq5

สอบถามเพิ่มเติม
LINE: .econ
Facebook: Mr. Econ เสดสาดภาษาคน

✅️ รีวิวผู้สอน จากน้องๆที่ลงเรียน
https://drive.google.com/drive/folders/1RSJQLphl509V96DVZqvYUdmeqq4c-uIc

มาเริ่มเข้าใจเศรษฐศาสต์แบบภาษาคนไปด้วยกัน

Trust me, I’m Mr. Econ

19/06/2026

หลายคนอาจงงว่า…
ราคาน้ำมันเริ่มลดลงแล้ว ทำไม Fed ยังส่งสัญญาณว่า “ดอกเบี้ยอาจต้องสูงขึ้น”?

ในการประชุมล่าสุด Fed มีมติคงดอกเบี้ยไว้ที่ 3.50%–3.75%
แต่คาดการณ์เงินเฟ้อปีนี้ถูกปรับขึ้นชัดเจน และ dot plot เริ่มมีหลายคนมองว่า อาจต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งก่อนจบปี

จากรายละเอียดด้านบน คำตอบคือ Fed ไม่ได้มองแค่ ราคาน้ำมันวันนี้อย่างเดียส
แต่ Fed มองว่า shock จากราคาพลังงานจะ “ลาม” ไปเป็นเงินเฟ้อวงกว้างหรือเปล่า

ราคาน้ำมันลงวันนี้ ไม่ได้แปลว่าเงินเฟ้อจะลงพรุ่งนี้ทันที
เพราะในระบบเศรษฐกิจ มีสิ่งที่เรียกว่า time lag ต้นทุนพลังงานที่เคยพุ่ง อาจถูกส่งผ่านไปแล้วในหลายจุด เช่น
ค่าขนส่ง
ต้นทุนสินค้า
ค่าอาหาร
ค่าแรงที่เริ่มขอปรับตามค่าครองชีพ
และค่าเช่า ราคาบริการที่อาจจะลงยากกว่าราคาน้ำมัน

นี่คือเหตุผลที่ Fed ยังระวังเรื่อง second-round effects

แปลแบบภาษาคนคือ
“ของบางอย่างแพงขึ้นเพราะน้ำมัน แต่ถ้าคนเริ่มเชื่อว่าทุกอย่างจะแพงต่อ เงินเฟ้อจะไม่ได้อยู่แค่ที่น้ำมันอีกแล้ว มันส่งผ่านไปจากการคาดการณ์ของคนขาย แรงงาน ไปยังสินค้าวงกว้าง”

Warsh ถูกมองว่าเป็นคนที่จริงจังกับ เสถียรภาพด้านราคา (price stability) และไม่อยากให้ Fed สื่อสารชี้นำสัญญาณตลาดมากเกินไป

ภาษานโยบายแบบนี้คือ
ถ้าเงินเฟ้อลงจริง → ไม่ต้องขึ้น
ถ้าเงินเฟ้อยังเหนียวแน่น → ขึ้นดอกเบี้ยได้ทันที

ในมุม Taylor Rule
ถ้าเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย และเศรษฐกิจยังไม่อ่อนแรง
ตามสูตรก็จะบอกว่า “ดอกเบี้ยควรสูงขึ้นกว่านี้”

สรุป
ดังนั้น ประเด็นไม่ใช่แค่ว่า “น้ำมันขึ้นหรือลง?”
แต่คือ
เงินเฟ้อจากน้ำมัน จะกลายเป็นการคาดการณ์เงินเฟ้อที่สูงขึ้นของคนหรือไม่
ถ้าคนเชื่อว่าเงินเฟ้อจะสูงต่อไป
ธุรกิจก็ตั้งราคาสูงขึ้น
แรงงานก็ขอค่าแรงเพิ่ม
นี่คือเหตุผลที่น้ำมันลงแล้ว
แต่ดอกเบี้ยอาจยังไม่ลงตามทันที

Key takeaway:
ราคาน้ำมันคือจุดเริ่มต้นของ shock แต่สิ่งที่ Fed กลัวจริง ๆ คือ
“ความคาดการณ์เงินเฟ้อ (Inflation Expectations)” ที่ฝังตัวในระบบเศรษฐกิจ

Trust me, I’m Mr. Econ

18/06/2026

ทำไมนักเตะคนหนึ่งถึงแพงเหมือนซื้อบริษัท 1 บริษัทเลย?

หลายคนเห็นค่าตัวนักเตะแล้วอาจคิดว่า Mr.Econ ก็คิด แฟนตัวยงฟุตบอลโลกว่าไงกันบ้างครับ

คือในโลกฟุตบอล ค่าตัวนักเตะไม่ได้สะท้อนแค่ฝีเท้าเท่านั้น ยังสะท้อน มูลค่าทั้งแพ็กเกจ ที่สโมสรคิดว่าจะได้รับจากนักเตะคนนั้นๆ ด้วย

นักเตะหนึ่งคนอาจสร้างมูลค่าหลายทาง เช่น
1. มูลค่าในสนาม
ยิงประตู แอสซิสต์ คุมเกม ช่วยทีมชนะ หรือพาทีมเข้ารอบลึกขึ้นๆ
2. มูลค่าเชิงพาณิชย์
ขายเสื้อเพิ่ม ดึงแฟนคลับใหม่เข้ามา เพิ่มยอดติดตาม เพิ่มความสนใจจากสปอนเซอร์
3. ต้นทุนตัวแทน
ถ้าไม่ซื้อคนนี้ สโมสรต้องซื้อใครแทน? แล้วคนนั้นถูกกว่าจริงไหม?
4. อายุสัญญาและอำนาจต่อรอง
ถ้าสัญญาเหลือหลายปี สโมสรเจ้าของนักเตะมีอำนาจต่อรองสูงกว่า
5. โอกาสขายต่อ
นักเตะอายุน้อยอาจเป็นเหมือนสินทรัพย์ที่ขายต่อได้ในอนาคต
6. ความเสี่ยง
เรื่องการบาดเจ็บ ปรับตัวเข้าทีมได้ไหม? เล่นเข้าระบบไหม? รับแรงกดดันได้ดีแค่ไหน?
ดังนั้นค่าตัวนักเตะไม่ได้เป็นแค่ “ราคาฝีเท้า”
แต่เป็นราคาของ ผลงาน + แบรนด์ (branding)+ ทางเลือก + ความเสี่ยง + อำนาจต่อรอง

สรุปสั้นๆ:
สโมสรไม่ได้ซื้อแค่นักเตะ แต่ซื้อความเป็นไปได้ในอนาคต

Trust me, I’m Mr. Econ

18/06/2026

สินค้าอะไรกันนะ ที่แหกกฎอุปสงค์ทั่วไปที่เราคุ้นเคย?

#สอนพิเศษเศรษฐศาสตร์ #สอนเศรษฐศาสตร์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok

เวลาทำการ

จันทร์ 08:30 - 18:00
อังคาร 08:30 - 18:00
พุธ 08:30 - 18:00
พฤหัสบดี 08:30 - 18:00
ศุกร์ 08:30 - 18:00
เสาร์ 08:30 - 18:00
อาทิตย์ 08:30 - 18:00