02/12/2013
วิธีลดความฟุ้งซ่าน ก่อน อ่านหนังสือ
เคยหรือไม่? อ่านหนังสือหลายรอบแต่ยังจำไม่ได้สักที ลองสำรวจ “ใจพร้อม” หรือไม่ เพราะอาจเป็นสาเหตุ “ทำสมาธิสั้น” โดยไม่รู้ตัว วันนี้เรามีผลการศึกษาน่าสนใจช่วยลดความฟุ้งซ่านมาฝากวัยเรียนกัน
การวิจัยจากมหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา เผยว่า การฟังเพลงโปรด จะช่วยขยายหลอดเลือด และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ซึ่งไม่เพียงทำให้รู้สึกผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อหัวใจด้วย แต่หากต้องการปรับอารมณ์ไม่ให้ฟุ้งซ่านก่อนอ่านหนังสือแล้วล่ะก็ ควรเลือกฟังเพลงในจังหวะไม่เร็วเกินไปอย่าง “แจ๊ส” จะดีกว่า นอกจากนี้ การวิจัยจากมหาวิทยาลัยในฮ่องกงยังพบว่า การกดจุดบนฝ่ามือ ตรงบริเวณมุมส่วนโค้งระหว่างนิ้วชี้ และนิ้วหัวแม่มือ เพียง 30 วินาที จะช่วยลดความตึงเครียด และเมื่อยล้าของร่างกายส่วนบนได้ถึงร้อยละ 39
จากนั้น ก็ถึงเวลาอ่านหนังสืออย่างมีประสิทธิภาพ โดยน้อง ๆ ควรให้เวลาในการอ่านต่อเนื่องอย่างน้อย 2 ชั่วโมง เนื่องจากครึ่งชั่วโมงแรกจิตใจมักยังไม่นิ่ง ส่วนใหญ่จะเริ่มมีสมาธิมากขึ้นหลังล่วงเวลานั้นไปแล้ว ระหว่างนี้ อาจเสริมบรรยากาศภายในห้องด้วยกลิ่นลาเวนเดอร์ก็ได้ เพราะเปรียบเหมือนยาคลายความวิตกกังวลชั้นดีทีเดียว
เมื่อจิตใจไม่ฟุ้งซ่าน สมองก็พร้อมเปิดรับสิ่งใหม่ได้อย่างเต็มที่ วัยเรียนที่มักประสบปัญหาดังกล่าว ก็ลองนำเทคนิคข้างต้นไปพิสูจน์กันดูค่ะ
Credit By : teen.mthai.com
สอบถามตารางสอนและรายละเอียด
Mobile: 081 665-5530, 092 339-7702
Tel: 02 945-5839, 02 945-4346
Web: http://www.tutorxam.com/
http://www.tutorxam.com/index.php/why-with-tutorxam
01/12/2013
กินช็อกโกแลตมากทำให้ฉลาดขึ้นจริงหรือไม่?
นักวิจัยจากสหรัฐฯ เปิดเผยผลวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานช็อกโกแลตกับการพัฒนาระดับสติปัญญาของมนุษย์ พร้อมระบุว่า สวิตเซอร์แลนด์เป็นประเทศที่มีผู้บริโภคช็อกโกแลตมากที่สุด และมีจำนวนของผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบลมากที่สุดเช่นกัน
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ เปิดเผยผลวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการรับประทานช็อกโกแลตกับการรับรู้ของสมอง และการฟื้นฟูสภาพจิตใจให้ดีขึ้น ซึ่งก่อนหน้านี้ เคยมีผลการทดลองเปิดเผยออกมาว่า หนูที่กินช็อกโกแลต มีระบบการรับรู้ของสมองที่ดีขึ้น และมีอายุที่ยืนยาวมากขึ้น ขณะเดียวกัน หอยทากที่กินช็อกโกแลตก็มีระบบความจำที่พัฒนาดีขึ้นกว่าหอยทากที่ไม่กินช็อกโกแลต
จากผลวิจัยดังกล่าว ทำให้นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย เกิดไอเดียขึ้นมาว่า การรับประทานช็อกโกแลตเป็นประจำ จะมีผลโดยตรงต่อการพัฒนาสติปัญญาของมนุษย์หรือไม่ โดยทีมวิจัยได้นำข้อมูลเกี่ยวกับการรับประทานช็อกโกแลตของประชากรในแต่ละประเทศ ไปเปรียบเทียบกับจำนวนของผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาต่างๆ จากทั่วโลกแล้วพบว่า ประเทศที่มีผู้บริโภคช็อกโกแลตมากที่สุดอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ คือประเทศที่มีจำนวนผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลในสัดส่วนที่มากที่สุด เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศ
จากนั้น ทีมวิจัยได้เข้าไปทำการเก็บข้อมูล ด้วยการสัมภาษณ์ผู้ที่เคยได้รับรางวัลโนเบล ว่าพวกเขาเหล่านั้น รับประทานช็อกโกแลตมากน้อยแค่ไหนตลอดช่วงชีวิตที่ผ่านมา โดยนายคริสโตเฟอร์ พิสซาไรด์ เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ ในปี 2553 จาก London School of Economics ประเทศอังกฤษ ก็ให้สัมภาษณ์ว่า เขารับประทานช็อกโกแลตมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และปัจจุบันยังคงรับประทานเป็นประจำทุกวัน ซึ่งช็อกโกแลตเป็นสิ่งเดียวที่จะช่วยให้เขามีพลังในการทำงานต่อไปได้ อีกทั้งยังช่วยให้เขารู้สึกดีทุกครั้งที่ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ
ขณะที่ นายโรเบิร์ต กรับส์ ชาวอเมริกันเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเคมี ในปี 2548 ก็กล่าวว่า เขารับประทานช็อกโกแลตทุกครั้งที่เขามีโอกาส ส่วนอีริค คอร์แนล เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ เมื่อปี 2544 ก็ยืนยันว่า ส่วนหนึ่งของความสำเร็จในชีวิตของเขา มาจากการรับประทานช็อกโกแลต โดยเฉพาะดาร์ก ช็อกโกแลต
Credit By : voicetv.co.th/
สอบถามตารางสอนและรายละเอียด
Mobile: 081 665-5530, 092 339-7702
Tel: 02 945-5839, 02 945-4346
Web: http://www.tutorxam.com/
http://www.tutorxam.com/index.php/why-with-tutorxam
30/11/2013
ขี้เกียจอ่านหนังสือทำอย่างไรดี ...13 วิธีเอาชนะความขี้เกียจ
1. คิดถึงภาพความสำเร็จ
การอ่านหนังสือเป็นแหล่งความรู้และจุดเริ่มต้นของอนาคต หากความรู้ความเข้าใจความฝันที่หวังเอาไว้คงไม่วันเป็นจริงได้ ฉะนั้นเมื่อรู้สึกขี้เกียจคิดถึงภาพอนาคตและความสำเร็จของตัวเองเอาไว้ แล้วจะมีกำลังใจในการอ่านหนังสือมากขึ้น อีกทั้งควรท่องเอาไว้ว่าสิ่งเหล่านี้สร้างขึ้นได้ด้วยสมองสองมือของเราเอง ไม่ใช่ได้มาจากความโชคดีแต่อย่างใด
2. คิดถึงคนรอบข้าง
ถ้าได้คะแนนหรือเกรดไม่ดี ไม่ใช่แค่ตัวเราที่เสียใจเท่านั้น คนรอบ ๆ ตัวโดยเฉพาะพ่อแม่ก็รู้สึกไม่ต่างกัน และอาจจะเสียใจมากกว่าด้วยซ้ำ ดังนั้นในวันที่ขี้เกียจไม่อยากอ่านหนังสือควรคิดถึงรอยยิ้มและความสุขของพ่อแม่เอาไว้ หากไม่อยากให้พวกเขาต้องเสียใจเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่ตอนนี้เลยดีกว่า
3. ติวหนังสือกับเพื่อน ๆ
อ่านหนังสือคนเดียวคงรู้สึกเหงาไม่น้อย อีกทั้งยังอาจเผลอหลับได้ง่าย ๆ ดังนั้นใครที่รู้ว่าตัวเองมีนิสัยแบบนี้ลองชวนเพื่อน ๆ มาติวหนังสือด้วยกันซะเลยดีกว่า เพื่อทำให้บรรยากาศในการอ่านหนังสือน่าสนใจ และทำให้ตัวเองอยากอ่านหนังสือมากขึ้น โดยเฉพาะในเวลาที่เห็นเพื่อน ๆ ก้มหน้าก้มตาอ่านกัน หลังจากที่อ่านเสร็จแล้ว ผลัดกันถามตอบจะช่วยให้จำได้แม่นยำขึ้น
4. ผ่อนคลายก่อนอ่านหนังสือ
สมองที่เหนื่อยล้าและร่างกายที่อ่อนเพลียมีส่วนทำให้รู้สึกขี้เกียจได้เช่นกัน ฉะนั้นก่อนอ่านหนังสือสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองด้วยการทำตามใจตัวเองสักวัน อย่างเช่น ออกไปช้อปปิ้ง เที่ยวกับเพื่อน ทานข้าวกับครอบครัว ซื้อขนมหวานอร่อย ๆ มาทานสักชิ้นสองชิ้น เพื่อให้สมองและร่างกายได้พักผ่อนจากความตึงเครียดทั้งหลาย และเรียกพลังสำหรับการอ่านหนังสือกลับคืนมา
5. อ่านเรื่องที่สนใจก่อน
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความขี้เกียจนั่นเป็นเพราะรู้สึกว่าสิ่งที่เรียนยากและคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงหากตั้งใจเรียนไม่มีอะไรเกินความสามารถ ดังนั้นลองถามตัวเองก่อนว่าสนใจ และชอบเรื่องใดเป็นพิเศษบ้าง แล้วเริ่มต้นการอ่านจากบทเรียนหรือวิชานั้น เพราะความชอบและความสนใจจะทำให้ทุกอย่างกลายเป็นเรื่องง่ายและทำได้ดี ทั้งนี้เพื่อสร้างกำลังใจและแรงบันดาลใจให้กับตัวเองก่อนจะเปลี่ยนไปอ่านวิชาที่ไม่ถนัด
6. เขียนตารางเวลาอ่านหนังสือ
ความขี้เกียจจะทำให้ผัดวันประกันพรุ่งและเลื่อนเวลาอ่านหนังสือไปเรื่อย ๆ ดังนั้นเปลี่ยนวิธีเสียใหม่ โดยเขียนตารางเวลาสำหรับอ่านหนังสือในแต่ละวันอย่างน้อย 2 - 3 ชั่วโมง พร้อมกับเวลาพักช่วงละ 5 - 10 นาที เพื่อบังคับตัวเองให้อ่านหนังสือเป็นนิสัย ช่วงแรก ๆ อาจจะต้องอดทนกันเล็กน้อย แต่หากผ่านเวลานี้ไปได้ความขี้เกียจคงไม่กลับมาแล้วล่ะ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังนิสัยการอ่านหนังสือให้กับตัวเองด้วย
7. ตัดขาดจากโลกออนไลน์
พวกเว็บไซต์โซเชียลเน็ตเวิร์ก อย่างเช่น เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ รวมไปถึงอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารต่าง ๆ ทั้งโทรศัพท์มือถือ แลปท็อป หรือแท็บเล็ตควรลดเวลาในการเล่น หรืองดไปเลย เพราะสิ่งเหล่านี้จะดึงความสนใจของเราไป และทำให้ขี้เกียจอ่านหนังสือมากขึ้น ฉะนั้นเก็บอุปกรณ์เหล่านี้เอาไว้ใช้ หลังจากที่ผ่านพ้นช่วงสอบไปแล้วดีกว่า
8. ตามรอยไอดอล
เหล่าไอดอลต่างไม่ว่าจะเป็นศิลปินในประเทศหรือต่างประเทศ หากย้อนกลับไปดูประวัติของพวกเขาจะเห็นว่าที่มาไม่ธรรมดาจริง ๆ เพราะบางคนต้องสู้ชีวิตมาตั้งแต่เด็ก ส่วนบางคนจำเป็นต้องทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ซึ่งเหนื่อยกว่าคนทั่วไปแต่พวกเขาสามารถทำได้ ฉะนั้นหากชอบใครรักใคร อย่ายึดแค่หน้าตาภายนอกอย่างเดียว เอาความขยันของพวกเขาเหล่านั้น มาสร้างแรงบันดาลใจให้กับตัวเองด้วยดีกว่า
9. เปลี่ยนหนังสือให้เป็นเพลง
แค่เปิดเจอหนังสือไปเจอตัวหนังสือเรียงกันเป็นหน้า ๆ ยิ่งทำให้ความขี้เกียจเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ฉะนั้นเปลี่ยนวิธีเป็นการจับใจความสำคัญของเนื้อหาแต่ละบท รวมเข้ากับทำนองจังหวะดนตรีที่ชอบ เท่านี้ได้เพลงเอาไว้ร้องเพลิน ๆ แก้อาการเบื่อกับความขี้เกียจได้แล้ว อีกทั้งยังช่วยให้จำได้ดีกว่าการท่องจำแบบธรรมดาเยอะเลย
10. ปรับเปลี่ยนชีวิตประจำวัน
ไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในแต่ละวันมีส่วนที่สร้างความขี้เกียจได้เช่นกัน โดยเฉพาะนิสัยกินกับนอนเพียงอย่างเดียว ทั้งสองนิสัยที่กล่าวมานี้นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพแล้ว ยังทำให้ขาดความกระปรี้กระเปร่าด้วย ฉะนั้นควรจะเพิ่มกิจกรรมให้ชีวิตน่าสนใจขึ้นบ้างด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และนอนหลับให้เพียงพอ เพื่อกระตุ้นความสดชื่นให้กับร่างกาย และสร้างพลังงานเอาไว้อ่านหนังสือ
11. ทำแบบฝึกหัด
หากไม่อยากอ่านหนังสือจริง ๆ เปลี่ยนไปทบทวนด้วยวิธีอื่น ๆ อย่างเช่น การทำแบบฝึกหัด เพราะสารพัดโจทย์ที่หนังสือให้มาทำให้การอ่านหนังสือสนุกสนานยิ่งขึ้น อีกทั้งโจทย์ในแต่ละข้อหยิบมาจากจุดสำคัญของเนื้อหา ดังนั้นการทำแบบฝึกหัดนอกจากจะช่วยให้การอ่านหนังสือน่าสนใจแล้ว ยังเท่ากับได้อ่านบทสรุปไปด้วยในตัว แล้วความขี้เกียจที่สะสมอยู่จะหายไปในทันที
12. ตั้งรางวัลให้กับตัวเอง
สร้างแรงดึงดูดและความน่าสนใจ ด้วยการสร้างเป้าหมายให้กับตัวเองหากอ่านหนังสือได้ครบตามที่กำหนดเอาไว้ อย่างเช่น ซื้อของที่อยากได้ ขนมที่อยากทาน หรือออกไปเที่ยว เป็นรางวัลสำหรับความสำเร็จในขั้นแรก
13. สร้างบรรยากาศให้ครึกครื้น
การอ่านหนังสือท่ามกลางความเงียบคงวังเวง และน่าเบื่อไม่น้อย ฉะนั้นควรจะเปลี่ยนบรรยากาศด้วยการเพิ่มความสนุกสนานเข้าไป โดยการเปิดเพลงคลอเบา ๆ ในระหว่างที่อ่านหนังสือ หรือเปลี่ยนสถานที่ไปใช้บริการจากร้านกาแฟ หรือห้องสมุดก็ครึกครื้นและน่าสนใจเหมือนกัน อีกทั้งยังมีหนังสืออื่น ๆ ให้ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วย
Credit By : kapook.com
สอบถามตารางสอนและรายละเอียด
Mobile: 081 665-5530, 092 339-7702
Tel: 02 945-5839, 02 945-4346
Web: http://www.tutorxam.com/
http://www.tutorxam.com/index.php/why-with-tutorxam
29/11/2013
อ่านบนกระดาษหรือหน้าจอดีกว่ากัน?
ผลการวิจัยบอกว่า ไม่ว่าจะอ่านหนังสือจากหน้ากระดาษหรือหน้าจอดิจิทัล ก็จะได้ผลลัพธ์ที่ดีไม่แตกต่างกัน
นักวิจัยทดสอบความแตกต่างระหว่างการอ่านหนังสือจากหน้ากระดาษกับหน้าจอดิจิทัล ผลปรากฎว่าไม่ว่าจะอ่านจากแพลตฟอร์มไหน หรือชอบอ่านแพลตฟอร์มไหนมากกว่า ก็จะทำได้ดีเท่าๆ กันทั้งสองกลุ่ม และเพศก็ไม่ได้ส่งผลอะไรมากมายต่อคะแนนสอบที่ได้
นอกจากนี้ ร้อยละ 88 บอกว่าพวกเขาเคยอ่านหนังสือจากคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ค เน็ตบุ๊ก หรือคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ ขณะที่ร้อยละ 51 บอกว่าพวกเขาเคยอ่านหนังสือบนไอแพด ไอโฟน หรือไอพอด และร้อยละ 36.1 เคยอ่านหนังสือดิจิทัลจากสมาร์ตโฟนมาก่อน
Credit By : voicetv.co.th
28/11/2013
นอนดึก-นอนน้อย ทำให้เด็กสมองทึบ
ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยคอลเลจ ลอนดอนของอังกฤษ กล่าวเตือนพ่อแม่ผู้ปกครองทั้งหลายว่า อย่าปล่อยให้ลูกหลานที่ยังเป็นเด็กนอนดึกและอดนอน เป็นอันขาด เพราะจะทำให้สมองทึบได้
ศาสตราจารย์อมันดา แซคเกอร์ได้บอกแนะนำ หลังจากที่ได้ศึกษากับเด็กนักเรียนชาวอังกฤษวัย 7 ขวบ จำนวนไม่ต่ำกว่า 11,000 คนมา พบว่า เด็กที่นอนไม่เป็นเวลา เข้านอนเลยสามทุ่มไป จะทำคะแนนในการทดสอบการอ่านเอาเรื่องและเลขไม่ดี ด้วยเหตุว่าการอดนอนได้ไปรบกวน ท่วงจังหวะตามธรรมชาติ และทำให้ความสามารถในการเรียนรู้ ความรู้ใหม่ๆของสมองเสื่อมทรามลง
คณะนักวิจัยได้พบในการศึกษาว่า เด็กในวัย 3 ขวบ มักจะได้นอนไม่เป็นเวลามากที่สุด จนโตขึ้นถึง 7 ขวบ ถึงจะค่อยนอนเป็นเวลา ในช่วงระหว่างเวลา 19.30-20.30 น. มากประมาณครึ่งหนึ่ง โดยรวมแล้ว เด็กที่นอนไม่เป็นเวลาอยู่ประจำ มักจะทำคะแนนในการอ่านเอาเรื่อง เลขและการคิดคำนวณพื้นที่ได้ต่ำกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน โดยเฉพาะจะเห็นผลในหมู่เด็กผู้หญิงตอนต้นๆยิ่งกว่าผู้ชาย
อาจารย์อมันดากล่าวว่า การที่เด็กนอนไม่เป็นเวลา สะท้อนให้เห็นถึงบ้านที่วุ่นวาย ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้เด็กหลับนอนไม่เป็นเวลา ยังอาจจะเป็นพิษเป็นภัยกับสติปัญญาของเด็กด้วย.
Credit By : thairath.co.th
27/11/2013
อาหารที่ควรทาน และ หลีกเลี่ยงก่อน เข้าห้องสอบ !!
สำหรับอาหารมื้อก่อนสอบ
ยึดหลักว่าควรเป็นอาหารที่ย่อยง่าย เพื่อจะได้ย่อยหมดไปก่อนสอบ จะได้เปลี่ยนเป็นพลังงานให้เราสู้กับข้อสอบได้ อาหารที่เข้าหลักเช่น อาหารที่มีไขมันต่ำและมีปริมาณโปตีนไม่มากนัก โดยควรเป็นอาหารธรรมดา ที่ถูกหลักโภชนาการ หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารที่ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะ เช่น พริกไทย กะหล่ำปลี ผักดอง ซึ่งจะทำให้รู้สึกอึดอัดไม่สบายท้องหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดหรืออาหารที่มีรสหวานมาก
ไม่ควรจะอดอาหารก่อนการสอบ เพราะอาจจะหิวให้ห้องสอบก็ได้ ถ้ารู้สึกไม่อยากกินอาหารอาจจะเป็นเพราะเกิดจากความเคลียด ขอแนะนำเมนูง่ายๆ เช่น ซาลาเปา !! ซึ่งนอกจากจะง่ายต่อการย่อยแล้วยังหาซื้อง่ายด้วย
กลุ่มอาหารที่ย่อยยาก
- 30 นาที น้ำ กาแฟ และแกงจืด
- 1 ชั่วโมง ขนมปังขาว โยเกิร์ต นม ผลิตภัณฑ์นม และผลไม้ที่ให้สุกด้วยการหุงต้ม
- 2 ชั่วโมง ผลไม้ ผัก มันผรั่งบด ปลาไขมันต่ำ
- 3 ชั่วโมง ครัวซองต์ ขนมปังโฮสวีต
- 4-7 ชั่วโมง เนื้อหมู ของทอด เห็ด ผลไม้เปลือกแข็ง
- 8-9 ชั่วโมง ขาหมู ผักกะหล่ำ
สำหรับ กลุ่มนมและโยเกิร์ต ถ้าใครกินนมตั้งแต่เด็กๆ จะทำให้ร่างกายสามารถผลิตเอนไซม์ในการย่อยแลคโตส แต่ถ้าใครไม่เคยกินหรือนานๆกินที ก็อาจจะทำให้ท้องอืดได้ง่าย
Credit By : unigang.com
สอบถามตารางสอนและรายละเอียด
Mobile: 081 665-5530, 092 339-7702
Tel: 02 945-5839, 02 945-4346
Web: http://www.tutorxam.com/
http://www.tutorxam.com/index.php/why-with-tutorxam
26/11/2013
เคล็ดลับ เรียนดี จาก
หมอก้อง สุริยา สุบุญ
เกียรตินิยมอันดับ 1 จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎ
เคล็ดลับ : แบ่งเวลา และเรียงลำดับความสำคัญในสิ่งที่จะทำแต่ละวันให้ถูกต้อง เหมาะสม เพียงแค่นี้ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลแน่นอน
Credit By : unigang.com
25/11/2013
สูตรการเรียนเก่ง จากท่าน ว.วชิรเมธี
1. อ่านให้มากฟังให้มาก พออ่านมากฟังมากข้อมูลจะเยอะ เวลาเราคิดอะไรก็จะคิดได้กว้างไกล ลึกซึ้ง
2. เลือกจำสาระสำคัญ ไม่ต้องจำทั้งหมดเลือกจำเฉพาะแก่นสาร วิธีช่วยจำที่พระอาจารย์ใช้ คือขีดเส้นใต้ และปากกาเน้นสี
3. ท่องให้คล่องปาก เวลาเรียนไปแล้ว สิ่งไหนสำคัญต้องท่องจำ
4. คิดให้แจ่มแจ้งเจนใจ จำแล้วต้องทำความเข้าใจด้วย
5. นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ความรู้ที่เรียนมาต้องนำมาใช้ด้วย จะได้เกิดประโยชน์
Credit By : unigang.com
สอบถามตารางสอนและรายละเอียด
Mobile: 081 665-5530, 092 339-7702
Tel: 02 945-5839, 02 945-4346
Web: http://www.tutorxam.com/
http://www.tutorxam.com/index.php/why-with-tutorxam
นิทานธรรม(ทำ) ตอน (25) สูตรการเรียนเก่ง
" นิทานธรรม(ทำ) กับท่าน ว.วชิรเมธี " นิทานสนุก ปลูกปัญญา มากด้วยอุทาหรณ์สอนใจ หลากหลายข้อคิด จากรายการ กล้าคิด กล้าทำ ช่วง นิทานธรรมกับท่าน ว.วชิรเมธี ออกอาก...
24/11/2013
สิ่งที่รร.ส่วนใหญ่ไม่ได้สอน [ซับไทย]
คลิปนี้อุทิศเพื่อนาย Benz Blaho เด็กชายสมองพิการที่ได้เหรียญทองระดับชาติคอมพิวเตอร์แต่ดันอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก
Credit By : Think About It
สอบถามตารางสอนและรายละเอียด
Mobile: 081 665-5530, 092 339-7702
Tel: 02 945-5839, 02 945-4346
Web: http://www.tutorxam.com/
http://www.tutorxam.com/index.php/why-with-tutorxam
สิ่งที่รร.ส่วนใหญ่ไม่ได้สอน [ซับไทย]
จาก What most schools don't teach โดย Code.org ติดตามผลงานอื่นๆ ได้ด้วยการกด Subscribe ได้ที่ข้างบน และ Facebook "Think About It" https://www.facebook.com/Th...
23/11/2013
นิสัยแห่งความสำเร็จ 7 ประการ
1.รู้และเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตนเอง
อย่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของความเคยชิน ไม่ตกเป็นทาสของสิ่งต่างๆ พูดง่ายๆ คือคุณต้องมีความคิดเป็นของตนเอง
2.ตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนในชีวิต
คนเราจะทำอะไรให้สำเร็จได้ ต้องตั้งเป้าหมาย ว่าตัวเองต้องการอะไร อยากทำอะไรในชีวิต เช่น จะทำธุรกิจอะไร จะมีเงินเก็บเท่าไร จะแต่งงานเมื่อไร เป็นต้น
3.สิ่งสำคัญ เราต้องทำก่อน
ในแต่ละวัน สิ่งใดที่สำคัญต่อชีวิต สำคัญต่อองค์กร เราต้องทำก่อน ไม่ใช่ทำแบบเร่งด่วน เพราะส่วนใหญ่คนมักจะไปทำสิ่งที่ไม่สำคัญ จนไม่มีเวลา เช่น เราต้องวางแผนอนาคต เพื่อพัฒนาสติปัญญา พัฒนาฐานะ ความรู้
4.ใช้นิสัยแบบ Win Win
ถ้าเรามีนิสัยเอาเปรียบคนอื่น ย่อมส่งผลร้ายตามมาทีหลัง หากคุณลองใช้นิสัยแบบ Win Win ไม่เอาเปรียบคนอื่น ก็จะเกิดความไว้วางใจ เอาใจเขามาใส่ใจเรา ยังทำให้คุณเป็นที่รัก ที่ชื่นชอบ ก็จะส่งผลต่องานราบรื่นมากยิ่งขึ้น
5.เป็นนักฟังที่ดี
ลองฟังคนอีกฝ่าย รู้ว่าเขาคิดอะไรอยู่ ความรู้สึกเป็นอย่างไร เขาต้องการอะไร แล้วทำความเข้าใจผู้อื่น
6.ยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น
ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างทางด้านความคิด ทางด้านนิสัย หากคุณยอมรับได้ คุณก็จะประสบความสำเร็จในการทำงานเป็นทีม
7.แบ่งเวลาในชีวิตให้เหมาะสม
ไม่ว่าจะเป็นเวลาทำงาน เวลาออกกำลัง ผู้รู้กล่าวว่า การไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ หากคุณไร้โรค ก็จะส่งผลดีต่อการงาน การพัฒนาชีวิตของคุณ
Credit By : unigang.com
สอบถามตารางสอนและรายละเอียด
Mobile: 081 665-5530, 092 339-7702
Tel: 02 945-5839, 02 945-4346
Web: http://www.tutorxam.com/
http://www.tutorxam.com/index.php/why-with-tutorxam
22/11/2013
เทคนิคการเรียนให้ได้เกรด A 10 ประการ
เทคนิคการปฏิบัติ
เทคนิคนี้เป็นเทคนิคการสร้างวินัยในตัวเองและสร้างความคุ้นเคยกับการอ่าน ถ้าเพื่อนๆอ่านหนังสือแล้วมีอาการง่วงหรือปวดหัวนั่นแสดงว่าสมองกำลังพยายามจัดลำดับความคิดให้เป็นโครงสร้างเครือข่ายความเข้าใจซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ให้พัก 10-15 นาทีแล้วมาอ่านใหม่ อาจจะเดินเล่นตรงระเบียงหรือฟังเพลงก็ได้ ถ้าอ่านไปแล้ว 1-2 ชม. แล้วปวดหัวมากให้นอนไปเลยครับ เมื่อคุ้นเคยกับการอ่านแล้วอาการเหล่านี้จะลดลง เนื่องสมองมีโครงข่ายแล้วมันแค่ต่อยอดโครงข่ายเดิมเท่านั้น
1.อ่านเนื้อหาที่อาจารย์จะสอนในวันถัดไป วิธีนี้เป็นการเตรียมตัวเพื่อให้เกิดความคุ้นเคยในเนื้อหาวิชา โดยหัวข้อเนื้อหาวิชาจะมีบอกล่วงหน้าในประมวลการสอนที่อาจารย์แจกให้ในการสอนวันแรก หลายๆคนอาจบอกว่าอ่านไม่รู้เรื่องเลย จริงๆแนวเทคนิคนี้ไม่ได้มีความมุ่งหวังที่จะทำให้เข้าใจแต่เพื่อความคุ้นเคยเท่านั้น อ่านไปเถอะครับไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจก็ตาม นอกจากนั้นยังทำให้เราตอบคำถามที่อาจารย์ถามในห้องได้อีกด้วยทำให้สนุกกับการเรียน
2.ทบทวนเนื้อหาและทำบ้านการบ้านที่อาจารย์สอนในวันนี้ ยิ่งเราทบทวนเนื้อหาเร็วเท่าใด จะทำให้เราจำและเข้าใจเนื้อหาได้มากขึ้นเท่านั้น หากปล่อยเวลาล่วงเลยไปมากเราก็จะลืม เทคนิคนี้มุ่งเน้นเพื่อการเข้าใจเนื้อหาโดยรวม ยังไม่ต้องจำรายละเอียดก็ได้ครับ
3.ทำงานส่งทุกๆงานที่อาจารย์สั่ง แน่นอนครับยิ่งเป็นวิชาที่คะแนนเก็บเยอะๆก็ยิ่งสำคัญ เป็นคะแนนที่ช่วยให้เข้าใกล้ A ได้มากขึ้น เพราะถ้าเรามีคะแนนเก็บมากๆ เราก็จะทำคะแนนให้ได้ A ง่ายขึ้น จะทำให้เวลาสอบไม่เครียดและกดดันตัวเองมากเกินไป
4.คบเพื่อนที่เรียนเก่ง เพื่อนที่ขยันทำงานหรือแฟนที่ชวนกันเรียน ถ้าเรามีเพื่อนที่เรียนเก่งเราสามารถถามปัญหาที่เราสงสัยหรือชวนกันคุยเกี่ยวกับเรื่องเรียนได้ ส่วนเพื่อนที่ขยันทำงานจะช่วยเตือนให้ทำงานส่งอยู่เสมอ เวลาทำงานกลุ่มก็ช่วยกันทำงาน งานที่ทำก็จะเสร็จเร็วและมีคุณภาพ
5.เวลาเรียนหากไม่เข้าใจให้ถามอาจารย์ในห้องได้เลย ไม่ต้องอายเพื่อนกลัวว่าตัวเองจะโชว์โง่ ให้คิดว่า “เราโง่ในวันนี้เราจะฉลาดในวันหน้าเพราะว่าเราขี้สงวัย” แต่ถ้ามีคำถามจำนวนมากก็แบ่งออกมาถามหลังเลิกคาบเรียนก็ได้ ถ้าถามบ่อยเกินไปอาจารย์จะไม่ได้สอนเนื้อหากันพอดีแถมเพื่อนๆจะรำคาญและเกลียดขี้หน้าเราด้วย
6.ในช่วงก่อนสอบ 1-2 สัปดาห์ให้อ่านเนื้อหาทั้งหมดอีกครั้งแล้วทำสรุป จะสรุปเป็นข้อๆหรือเป็นแผนผังความคิด(Mind Mapping)หรือจดเป็นสีๆก็ได้แล้วแต่ถนัด ห้ามอ่านทั้งคืนก่อนสอบเพราะจะเกิดผลเสียต่อร่างกายและสุขภาพของสมองในระยะยาว นำสรุปมาทบทวนและท่องจำได้ถึงสี่ทุ่มเท่านั้นหรือจะตื่นมาทบทวนตอนเช้าก็ได้ ก่อนสอบอย่ากินอาหารหนักมากเกินไป ควรเน้นอาหารที่เผาผลาญได้เร็วจำพวกคาร์โบไฮเดรตเช่น น้ำตาล น้ำหวาน ผลไม้
เทคนิคการคิด
เทคนิคนี้เป็นเทคนิคสำคัญที่ต้องทำควบคู่ไปกับเทคนิคแรก เราจะเห็นได้ว่าคนที่อ่านหนังสือเยอะๆก็ไม่ได้เรียนเก่งเสมอไป บางครั้งคนอ่านน้อยกว่าก็ทำข้อสอบได้ดีกว่า เพราะเขามีพื้นฐานมาดีหรือเทคนิคการคิดที่ดี หากเขาใช้เทคนิคแรกร่วมด้วยลองคิดดูว่าเขาจะเก่งแค่ไหน
7. เปิดใจ สนใจและเห็นความสำคัญของเนื้อหาที่จะเรียน การเปิดใจจะทำให้เรามีทัศนะคติทางบวกกับการเรียน จะเห็นได้ว่าคนที่ เกลียดวิชาเลขหรืออังกฤษจะไม่มีวันเข้าใจวิชานั้นๆได้เลย เพราะปิดกั้นตัวเองตั้งแต่แรก ให้ลองคิดว่าวิชานี้สำคัญอย่างไร สามารถเอาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร ความสำคัญของวิชามักจะเขียนไว้ในบทที่ 1 ของหนังสือที่หลายๆคนมักมองข้ามไปนั่นแหละครับ ถ้าไม่มีก็ลองถามรุ่นพี่หรืออาจารย์ผู้สอนก็ได้ครับ แต่ว่าบางวิชาก็ไม่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้ เพราะเป็นวิชาพื้นฐานสำหรับต่อยอดวิชาต่อๆไปเช่น วิชาคณิตศาสตร์เบื้องต้น
8.ตั้งข้อสงสัยและขบคิดหาคำตอบในเนื้อหาวิชาเป็นประจำเมื่อมีเวลาว่าง วิธีนี้นักคิดระดับโลกหลายๆคนใช้อย่าง อัลเบิร์ต ไอสไตน์ มักครุ่นคิดอยู่กับแนวคิดกาลอวกาศ เราจะเห็นได้ว่าคนเรียนเก่งบางคนมักจะพูดน้อย เหม่อลอย จริงๆแล้วเขากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ครับ
หากเรามีเวลาว่างเช่น ทานข้าว นั่งรถเมล์ รถไฟฟ้า ซักผ้าล้างจาน อาบน้ำ ออกกำลังกาย ก็ลองตั้งข้อสงสัยและลองคิดหาคำตอบดู หรือลองใช้คำว่า “ถ้า” ดูครับเช่น ถ้าเป็นอย่างนี้แล้วจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ หรือลองกลับสมการปกติย้ายข้างไปมาและลองตีความหมายของสมการนั้นดู หรือลองคิดอะไรแปลกเลยก็ได้เพราะอย่างที่ไอน์สไตน์ว่า “จิตนาการสำคัญกว่าความรู้”
9.ลองเอาความรู้มาทดลองใช้ในชีวิตประจำวันหรือใช้ในสถานการณ์ต่างๆ วิธีนี้เป็นการฝึกฝนการใช้ความรู้อยู่เสมอ ทำให้เราเชี่ยวชาญถึงแม้จะยากในบางสถานการณ์ ก็ลองปรึกษากับเพื่อนๆ หรืออาจารย์ดูก็ได้
10.เรียนให้ได้มากกว่า A โดยการหาความรู้เพิ่มเติม เนื่องจากวิชาที่เราเรียนนี้มาการพัฒนาองค์ความรู้อยู่ตลอดเวลา เราจะเรียนด้วยตำราเพียงเล่มเดียวไม่ได้จะต้องหาตำราเล่มอื่นที่มีเนื้อหาที่คล้ายๆกันมาอ่านประกอบเพราะจะได้แนวคิดใหม่ๆเพิ่มเติมจากในห้องเรียน ยิ่งเป็นตำราต่างประเทศยิ่งดีได้ฝึกอ่านภาษาอังกฤษไปในตัว นอกจากนั้นตำราบางเล่มก็พิมพ์ผิดอาจทำให้เราเข้าใจผิดๆได้ ความรู้เพิ่มเติมนั้นสามารถหาได้ในห้องสมุด ในอินเตอร์เน็ตเยอะแยะมากมาย ควรอัพเดตความรู้ใหม่ๆอยู่เสมอๆ
สำหรับคนที่เก่งและมีความรู้แล้ว ผมแนะนำให้จับกลุ่มติวให้เพื่อนเพราะการติวจะทำให้เราทบทวนความรู้ไปในตัว และถ้าเราสามารถทำให้คนอื่นเข้าใจได้แสดงว่าเราเข้าใจเนื้อหา ณ จุดนั้นๆครบถ้วนแล้ว หากเราไม่สามารถอธิบายได้แสดงว่าไม่เข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง นอกจากนั้นการติวยังได้ความถามแปลกๆใหม่ๆจากเพื่อนๆอีกด้วย ทำให้เรามีความรู้มากขึ้น
Credit By : unigang.com
21/11/2013
7 เทคนิคฝึก "คิดต่าง"
1. หยุดพูดคำว่า "เป็นไปไม่ได้" ทราบหรือไม่ว่าสิ่งแรกที่สกัดกั้นความคิดของเราก็คือคำว่า "เป็นไปไม่ได้" คำนี้มักจะหลุดออกมาทันทีที่สมองได้รับรู้เรื่องราวที่ผิดแปลกไปจากชีวิตประจำวัน และเมื่อเราย้ำคำนี้บ่อยๆ สมองก็จะเริ่มหยุดคิด หยุดที่จะมองหาทางออกใหม่ๆ เมื่อเจอปัญหา
ครั้งหนึ่งไม่มีใครคิดว่ามนุษย์จะสามารถขึ้นไปเตินเล่นบนดวงจันทร์ ครั้งหนึ่งความคิดเรื่องการบินได้เหมือนนกเป็นสิ่งที่ถูกกล่าวหาว่าเพ้อฝันสิ้นดี แต่จะดีกว่าไหม ถ้าเราเปลี่ยนคำว่า "เป็นไปไม่ได้" ให้กลายเป็น "แน่นอน ฉันต้องทำได้" แล้วให้สมองค่อยๆ แตกยอดความคิดใหม่ๆ เพื่อหาหนทางไปสู่จุดหมายหรือทางออกที่หลากหลาย
ท้ายสุดคำว่า "เป็นไปไม่ได้" ก็จะมีความหมายแค่ "ยังไม่ได้ลงมือทำ" เท่านั้นเอง
2. "กรอบ" ไม่ใช่ปัญหาเสมอไป หลายครั้งที่ กรอบ ตกเป็นจำเลยของอาการคิดไม่ออกและไม่ยอมคิดให้แตกต่าง ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วไม่ว่าคุณจะอยู่ในกรอบ นอกกรอบ ในคอก หรือนอกคอก ก็สามารถคิดให้แตกต่างได้ ทว่าสิ่งสำคัญที่สุดคือ มุมมองที่มีต่อกรอบนั้นๆ เพราะกรอบสำหรับบางคนเป็นแค่เส้นตรง 4 เส้นประกอบกัน ในขณะที่กรอบของอีกคนเป็นรูปแปดเหลี่ยม และอีกคนกลับมีกรอบที่มีความลึก มีความหนา หรือเป็นกรอบรูปวงกลมเสียด้วยซ้ำไป
แน่นอนว่าชีวิตเราย่อมหลีกหนีกรอบ ประเพณี กติกาของสังคมหรือความคิดที่ครอบงำเรามาตั้งแต่วัยเยาว์ไปไม่พ้น แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ เราจะมองกรอบเหล่านั้นด้วยมุมไหน พร้อมทั้งนำกรอบเหล่านั้นมาสร้างสรรค์เป็นสิ่งใหม่ๆ ได้อย่างไร
ถ้าไม่มีกรอบเสียอย่าง เราก็คงไม่หาวิธีคิดนอกกรอบกันหรอก...คุณว่าไหม
3. เสริมเทคนิคด้วยการคิดบวก สำหรับผู้ที่ไม่ชินกับการคิดให้แตกต่าง ขอให้เติ่มต้นประสบการณ์การคิดต่างด้วยการหัด คิดบวก ในทันทีที่เจอปัญหา ทั้งนี้ก็เพื่อให้สมองได้ผ่อนคลายจากความตึงเครียดของปัญหา ทั้งยังได้มองหาอีกแง่มุมของคำตอบที่แม้แต่ตัวเราเองก็คาดไม่ถึง
ลองดูตัวอย่างบทสนทนาของพ่อ-ลูกคู่หนึ่ง ลูกชายเข้าไปเยี่ยมพ่อซึ่งต้องโทษคุมขังอยู่ในคุกด้วยสีหน้าเคร่งเครียดเหมือนกำลังแบกโลกทั้งใบ ลูกชายบอกพ่อว่า "ชีวิตผมกำลังมีปัญหา ผมไม่รู้จะแก้ไขอย่างไร ผมไม่รู้ว่าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไรถ้าแก้ปัญหานี้ไม่ได้"
ผู้เป็นพ่อถามกลับไปว่า "แกกำลังโดนใครตามฆ่าอยู่หรือเปล่า" ลูกชายตอบว่า "ไม่ ไม่มีใครตามฆ่าผม" ผู้เป็นพ่อจึงยิ้มและตอบสั้นๆ กลับไปว่า "ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่าไม่มีปัญหา"
คำพูดสั้น ของพ่อที่มองโลกในแง่บวกว่า ถ้ายังไม่ตายก็ไม่มีปัญหา ทำให้ลูกชายได้คิดว่าปัญหาของตนนั้นเล็กลงไปถนัดตา เมื่อเทียบกับพ่อที่ติดคุกอยู่และกำลังรอตัดสินโทษประหารในวันพรุ่งนี้ จำไว้ว่า ถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็ขอให้คิดบวกหรือมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน
4. หลุมพรางของความฉลาด เอ็ดเวิร์ด เดอ โบโน (Edward de Bono) เจ้าสำนักคิดนอกกรอบกล่าวไว้ว่า ความฉลาดเป็นหลุมพรางอย่างหนึ่งที่ทำให้คนไม่กล้าคิดให้แตกต่าง ทั้งนี้เพราะคนที่มีประสบการณ์หรือมีความรู้มากเกินไป จะเหมือนน้ำที่ล้นแก้ว มักไม่ยอมรับความคิดที่แปลกใหม่ ทั้งยังมีความเชื่อมั่นในความรู้และประสบการณ์ของตัวเองสูง พร้อมกันนั้นก็มักคิดหาทางออกเวลามีปัญหาในรูปแบบเดิมๆ เพราะคิดว่าตนเองเคยใช้วิธีเช่นนั้นแก้ปัญหาได้ ทั้งที่ตัวแปรของปัญหาอาจเปลี่ยนไปจากเมื่อ 20 ปีก่อนแล้ว
จริงอยู่ว่าประสบการณ์และความรู้เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความคิดที่ครบถ้วนรอบด้าน แต่จะดียิ่งกว่าหากเราเก็บความรู้ไว้เป็นน้ำครึ่งแก้วที่พร้อมจะเติมน้ำหวานสีใหม่ๆ ลงไป เพื่อให้เกิดน้ำรสชาติใหม่ที่ไม่ซ้ำกับใคร
5. แปรความเสี่ยงเป็นปัจจัยบวก อุปสรรคอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้หลายคนไม่กล้าคิดแตกต่างก็คือ ความเสี่ยง บางคนไม่กล้าเปลี่ยนจากนักบัญชีไปเป็นนักดนตรีตอนอายุสามสิบเศษ เพราะประเมินแล้วว่าอาชีพนักดนตรีมีความเสี่ยงมากกว่า หรือกลัวว่าถ้าเสี่ยงแล้วทำได้ไม่ดีก็จะเกิดความล้มเหลว (ทั้งที่ยังไม่ได้ลงมือทำ) บางคนไม่ยอมหย่าสามีทั้งที่ทะเลาะตบตีกัน เพราะไม่กล้าเสี่ยงที่จะใช้ชีวิตตามลำพัง (ยอมทุกข์อยู่คนเดียวทุกวัน) บ้างก็ไม่กล้าตัดสินใจทำในสิ่งที่แตกต่าง เพราะกลัวจะเกิดควยามล้มเหลวตามมา
แน่นอนว่าชีวิตย่อมมีทั้งความสำเร็จและความล้มเหลว แต่จะดีกว่าไหมหากเราค้นหาเป้าหมายและความต้องการของเราให้ชัดเจน จากนั้นจึงเลือกเกินเข้าไปในจุดที่เรียกว่า ความเสียง พร้อมทั้งแปรเปลี่ยนความเสี่ยงให้เป็นปัจจัยบวก เป็นจุดเริ่มต้นใหม่ที่เต็มเปี่ยมด้วยความตั้งใจและพลังแห่งความสร้างสรรค์ พร้อมทั้งจำให้ขึ้นใจไว้ว่า ความล้มเหลว ความผิดหวัง และปัญหา มีไว้ให้เราคิดหาทางแก้ หากชีวิตไม่มีความเสี่ยงหรือไม่มีความล้มเหลวในวันนี้ ก็ย่อมจะไม่มีทางใหม่ๆ ให้เราได้เดินไปสู่ความสำเร็จในวันหน้า
6. 1+1 ไม่เท่ากับ 2 เสมอไป หากจะคิดให้แตกต่างอย่างแท้จริง สิ่งที่จะต้องลืมให้ได้ในบางครั้งก็คือ ทฤษฎีเดิมๆ ที่เราเคยใช้มองโลกมาตลอดหลายสิบปี เช่น ครูถามนักเรียนอนุบาลว่า มีเงินอยู่ 10 บาท ซื้อขนมไป 3 บาท จะได้เงินทอนเท่าไร แน่นอนว่านักเรียนเกือบทั้งห้องต้องตอบ 7 บาท แต่อาจมีนักเรียนบางคนตอบว่าเหลือ 2 บาท หรือแม้แต่ตอบว่าไม่ต้องทอน เหตุผลของเด็กที่ตอบ 2 บาท ก็เพราะเขาจินตนาการว่า เงิน 10 บาท หมายถึงเหรียญ 5 สองเหรียญ เมื่อซื้อขนม 3 บาท เขาให้เหรียญ 5 แม่ค้าไป จึงได้รับเงินทอนมา 2 บาท ส่วนเด็กอีกคนคิดว่าตัวเองมีเหรียญบาทอยู่ในกระเป๋า 10 เหรียญ เขาจ่ายค่าขนมเป็นเหรียญบาท 3 เหรียญ จึงไม่ต้องรับเงินทอนจากแม่ค้า
จริงอยู่ว่าในห้องเรียนหรือห้องสอบ ทุกคำถามมีคำตอบได้เพียง 1 แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง 1 คำถามมีได้มากกว่า 1 คำตอบ เชียงใหม่อาจจะใช้เวลา 1 ชั่วโมง 1 วัน หรือ 1 เดือนในการเดินทางไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกใช้ยานพาหนะชนิดไหน หรือใช้เส้นทางใดในการเดินทางไปนั่นเอง
7. โลกนี้ไม่มี "Good Idea" ที่แท้จริง จงอย่ากลัวที่จะคิด เพียงเพราะเกรงว่าความคิดที่ออกไปจะไม่ใช่ "Good Idea" หรือความคิดที่ดีเลิศ เพราะในความเป็นจริง ไม่มีความคิดที่ถูกต้องที่สุดบนโลกใบนี้ หากเมื่อใดที่ความคิดที่ดีที่สุดถูกเก็บอยู่ในลิ้นชัก ความคิดนั้นก็มีค่าไม่ต่างอะไรกับศูนย์ ตรงกันข้าม เมื่อไรที่ความคิดที่ (คุณคิดไปเองว่า) แย่ที่สุดถูงดึงขึ้นมาใช้แก้ปัญหาได้ เมื่อนั้น Bad Idea ก็จะกลับกลายมาเป็น Good Idea ในทันที
นอกจากเทคนิคทั้งเจ็ดข้อนี้แล้ว การคิดให้แตกต่างหรือการคิดนอกกรอบเดิมๆ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องฝึกสังเกต ฝึกตั้งคำถาม และที่สำคัญคือ ถ้าอยากเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ในชีวิต คุณจะต้องเริ่มฝึกคิดต่างนับตั้งแต่วินาทีที่อ่านบรรทัดนี้จบลง
ทำไมต้องคิดต่าง
- การคิดต่างทำให้นักกระโดดสูงชื่อ Dick Fosbury คิดท่ากระโดดสูง (กระโดดค้ำถ่อ) แบบใหม่จากเดิมที่เคยคว่ำหน้าลง เป็นหงายหลังลงพื้นและสามารถทำลายสถิติโลกได้ ท่าดังกล่าวเรียกว่า Fosbury Flop ซื่งได้รับความนิยมมากจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
- โลก คือทุกสิ่งที่คุณคิด แค่คุณเปลี่ยนมุมมองความคิด โลกก็พร้อมจะเปลี่ยนไปตามคุณ
- หากจิออร์ดาโน บรูโน (Giordano Bruno) ไม่กล้าเผยแพร่แนวคิดของโคเปอร์นิคัส (Copernicus) ที่ว่า ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของจักรวาล ซึ่งเป็นแนวคิดที่ขัดแย้งกับแนวคิดของอาริสโตเติล จนทำให้เขาถูกเผาทั้งเป็นป่านนี้เราก็ยังเข้าใจกันว่า โลกคือศูนย์กลางของจักรวาล
- ประภาส ชลศรานนท์ กล่าวไว้ว่า "ผมคิดออกได้ เพราะมีกรอบมาเป็นโจทย์ให้ิคิด"
- การคิดต่างนี่เองที่ทำให้นาซาสามารถนำเถ้ากระดูกของมนุษย์ขึ้นไปลอยอยู่บนดาวอังคารได้
Credit By : semsikkha.org
สอบถามตารางสอนและรายละเอียด
Mobile: 081 665-5530, 092 339-7702
Tel: 02 945-5839, 02 945-4346
Web: http://www.tutorxam.com/
http://www.tutorxam.com/index.php/why-with-tutorxam