08/04/2025
https://youtube.com/shorts/IMiYhGEQx-I?si=frsgCPmfZoGxQH_M
Stop Wanting To Be Liked
We women spend so much of our energy, trying to be approved, validated and praised that we don’t realize how this neediness keeps us stuck with people who mi...
29/04/2024
สิ่งล้ำค่า 5 ประการ
ที่พ่อแม่ทุกคนควรมอบให้ลูก
เพื่อให้เขาเติบโต เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์
พศิน อินทรวงค์
1. ความรัก
จงให้ความรักแก่ลูกของท่าน ความรักหาใช่เพียงแค่พูดว่ารัก แต่คือการโอบกอด และไม่ตัดสินผิดถูก ไม่เปรียบเทียบ ไม่มีใครดีกว่าลูกของท่าน และลูกของท่านก็ไม่ได้ดีกว่าลูกของใคร ขอท่านจงทำลายความคิดเปรียบเทียบให้ราบคาบ ความรักไม่ใช่การลำเอียงเข้าข้าง แต่ความรักคือการอยู่เคียงข้างในทุกสถานการณ์ จงพูดคุยกับลูกของท่านด้วยถ้อยคำที่สุภาพ ด้วยน้ำเสียงแห่งความเมตตา ให้เขาเป็นศูนย์กลางแห่งชีวิตของท่าน อย่าได้ตั้งตนเป็นศูนย์กลางเพื่อให้เขาใช้ชีวิตหมุนวนรอบท่าน อย่าได้ให้ความรู้ก่อนให้ความรัก อย่าได้สั่งสอนมารยาทก่อนให้ความรัก อย่าได้เห็นสิ่งใดมีค่าไปกว่าความรัก จงให้ความรักแก่เขาก่อนเป็นสิ่งแรก แล้วจึงให้น้ำนม ให้ความรักก่อน จึงค่อยให้ข้าวปลาอาหาร ให้ความรักเป็นจุดเริ่มต้นของทุกสิ่ง พ่อแม่ทั้งหลาย ท่านจงทำเช่นนี้กับลูกของท่านจนครบเจ็ดปีเต็ม แล้วลูกของท่านจะเติบโตมาเป็นผู้ที่มีจิตใจมั่นคงแข็งแรง
2.คุณธรรม
เมื่อท่านให้ความรักแล้ว จงให้คุณธรรมกับเขาด้วย ท่านต้องเป็นผู้มีคุณธรรมก่อน อย่าได้เพียงพร่ำสอนในสิ่งที่ท่านไม่ได้เป็น ท่านผู้เป็นพ่อแม่ จงสำรอกกิเลสขั้นหยาบของท่านออก เพื่อท่านจะเป็นผู้บริสุทธิ์พอในการสั่งสอนเรื่องคุณงามความดี ขอท่านจงมีเมตตาต่อคนรอบข้างให้เขาเห็น จงส่งมอบดอกไม้ให้เพื่อนมนุษย์ เพราะเขาจะรับรู้ถึงความสุขของการมอบดอกไม้จากการกระทำของท่าน อย่าสอนให้เขาไหว้ใครเพียงเพราะมีอายุมากกว่า แต่จงสอนให้เขาไหว้ด้วยวุฒิภาวะ และด้วยคุณธรรมความดีของบุคคลนั้นๆ ท่านจงแบ่งขนมปังที่ดีที่สุดให้เพื่อนบ้าน แทนที่จะเก็บไว้กินเอง นั่นจะทำให้เขาตระหนักว่า การเสียสละคืออะไร และมีคุณค่าอย่างไร จงเป็นคนที่งดงามเพื่อลูกของท่าน ท่านไม่สามารถสอนเขาได้เลย หากท่านไม่สามารถทำได้อย่างที่ท่านพูดมา
3. อิสรภาพ
เมื่อท่านให้ความรักเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว เมื่อท่านได้ปลูกฝังคุณธรรมความดีให้เขาแล้ว จงให้สิ่งล้ำค่าที่สามแก่เขา นั่นคืออิสรภาพ ท่านจงเคารพในความเป็นเขา เพราะท่านได้สร้างเขามาดีแล้ว จงตระหนักว่าเขาคือคนที่มีความรักเต็มเปี่ยม และเขาคือผู้มีคุณธรรมความดีที่น่ายกย่อง ยามใดที่เขาต้องเลือกสิ่งใดให้แก่ชีวิตของเขา ไม่ว่าท่านเห็นด้วยหรือไม่ ท่านจงยินดีในสิ่งที่เขาเลือก ยินดีในชีวิตที่เขาต้องการ แม้เขาต้องการเป็นคนยากจน ท่านจงยินดีในความยากจนของเขา แม้เขาต้องการเป็นคนเร่ร่อน ท่านจงยินดีในการไม่มีบ้านเรือนของเขา เพราะนั่นคืออิสรภาพที่เขาเลือก อิสรภาพมิใช่ความมั่นคงปลอดภัย แต่อิสรภาพหมายถึงจิตที่พร้อมเผชิญกับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในชีวิต ท่านได้มอบความรักให้เขาแข็งแกร่ง และได้มอบจิตใจที่ดีงาม ซึ่งทำให้เขาเป็นผู้ไม่เบียดเบียนใคร เท่านั้นจึงเพียงพอแล้ว ถ้าลูกของท่านต้องการโผบินไปสู่ความอันตรายที่คาดไม่ถึงของชีวิต จงยิ้มให้เขา โอบกอดเขา และอวยชัยแก่เขา
4. ปัญญา
เมื่อลูกของท่านได้ความรัก ความดี และอิสรภาพจากท่าน สามสิ่งนี้จะทำให้เขากระหายในการเผชิญโลกกว้าง ถึงเวลาแล้วที่ลูกของท่านจะกลายเป็นพญาอินทรีย์ ท่านจงเปิดโอกาสให้เขาได้มีสติปัญญาเป็นของตนเอง ท่านจำเป็นต้องพาเขาไปยังหน้าผาสูงชันเพื่อฝึกบิน จงพาเขาไปส่ง แต่อย่าได้ตามเขาไป ปัญญานี่มิใช่ความรู้ หากแต่เป็นความเท่าทันของชีวิตที่ต้องเข้าไปสัมผัสด้วยตนเอง จงจำไว้ว่า ปัญญาไม่อาจเกิดก่อนความรัก ไม่อาจเกิดก่อนความดี ที่สำคัญ ปัญญาไม่อาจเกิดก่อนอิสรภาพ เพราะปัญญาที่แท้จริงจะถูกค้นพบภายหลังลูกของท่านมีอิสรภาพแล้วเท่านั้น และปัญญาเป็นสิ่งที่ให้แก่กันไม่ได้ ท่านให้ความรักลูกของท่านได้ ให้คุณธรรมแก่เขาได้ ให้อิสรภาพแก่เขาได้ แต่ท่านจะให้ปัญญาแก่เขามิได้ ระบบการศึกษาไม่ใช่ปัญญา ความรู้ไม่ใช่ปัญญา หากแต่ประสบการณ์แห่งการตระหนักรู้ในความจริงของชีวิตนั่นแหละคือปัญญา
5. ทรัพย์สินและความนับถือ
เมื่อลูกของท่านมีความรัก ความดี อิสรภาพ และปัญญา แม้ท่านมีเงินทองพรั่งพร้อม จงมอบทรัพย์สินที่จำเป็นแก่เขา แม้ท่านเป็นยาจกผู้ข้นแค้น จงเรียกเขามา แล้วมอบดอกไม้สักดอกแก่เขา จงพูดกับเขาว่า ชีวิตของเขาเป็นของเขา มิใช่ของท่าน จงส่งมอบชีวิตให้เขาอย่างเป็นทางการ ท่านเป็นผู้ดูแล มิใช่ผู้ครอบครอง ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะมีอิสระจากพันธนาการของความเป็นพ่อแม่ และถึงเวลาแล้วที่ลูกของท่าน จะเป็นผู้รับผิดชอบต่อทุกการกระทำในชีวิตของเขาเอง จงเปิดโอกาสให้เขาได้ตักเตือนชี้แนะท่านบ้าง หากท่านได้เลี้ยงดูเขามาเป็นอย่างดีแล้ว เขาย่อมมีปัญญาเหนือท่าน ขอท่านจงใช้โอกาสนี้ ต่อยอดสติปัญญาจากลูกของท่าน จงเรียนรู้จากเขาเกี่ยวกับโลกใบใหม่ที่ท่านไม่รู้จัก จงไถ่ถามเขาว่า เขาได้เรียนรู้สิ่งใดมาบ้าง แม้ทำได้อย่างนั้น ท่านจะเป็นผู้ผ่านกาลยาวนานที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เมื่อท่านละวางอัตตาของความเป็นพ่อแม่ได้ พร้อมยอมนับถือลูกของท่านในฐานะครูคนหนึ่ง จิตวิญญาณของท่านย่อมเติบโต ท่านได้ปอกลอกอัตตาตัวตนของความเป็นพ่อแม่ได้สำเร็จ คือผู้ที่ทำหน้าที่พ่อแม่ได้อย่างสมบูรณ์ที่สุดเท่าที่จะมีมนุษย์คนหนึ่งบรรลุได้!!!
ทุกวันนี้สังคมของเรา
ไม่ได้ขาดบุคลากรผู้มีความรู้และการศึกษา
หากแต่สังคมของเรา
ขาดบุคลากรผู้มีสติปัญญา
ความเมตตา และจิตตื่นรู้
ความรักของพ่อแม่คือดาบสองคม
จงรักลูก แต่อย่าได้ใส่ความหวาดกลัว
ให้ลูกของท่าน
จงเลี้ยงลูกของท่าน
ด้วยสติสัมปชัญญะเต็มกำลัง
แล้วลูกของท่านจะเป็นบุคคลผู้มีจิตตื่นรู้
เป็นผู้ตระหนักถึงการมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง!!!
***ติดต่อ พศิน อินทรวงค์***
วิทยากร/บรรยาย/หนังสือ/บทความ
https://www.facebook.com/talktopasin2013
***ติดตามช่องยูทูป***
พศิน อินทรวงค์ - Pasin Intarawong
https://www.youtube.com/channel/UCccGJ9suemcJiF6WQqxUuGQ
08/11/2022
8.เตรียมความพร้อมอะไร?
คำตอบคือเตรียมสมองให้พร้อมและจิตใจที่แข็งแกร่ง ซึ่งทั้งสองประการได้จากการเล่นกับพ่อแม่มากที่สุด และการฝึกทำงานบ้านมากที่สุดในวัยเด็ก
การเล่นอย่างอิสระและการทำงานบ้านด้วยมือทั้งสองข้างเป็นกลไกพัฒนาสมองและจิตใจให้มีสิ่งที่เรียกว่า Executive Function(EF) คือความสามารถระดับสูงของสมองที่จะควบคุมความคิด อารมณ์ และการกระทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย
ที่ควรทราบคือ EF เป็นความสามารถของทั้งสมองและใจ เพื่อรับมือความเปลี่ยนแปลงของอนาคต
คำสำคัญคือการลงมือเล่นหรือทำงานด้วยมือทั้งสองข้าง คือ action จึงจะเกิดการเรียนรู้จากการทำงาน ที่เรียกว่า learning by doing หรือ learning by action
นิ้วมือทั้งสิบจะส่งสัญญาณประสาทไปกระตุ้นสมองส่วนต่างๆให้พัฒนาเป็นองค์รวม
เมื่อไปโรงเรียนอนุบาล การศึกษาที่ดีจึงออกแบบให้เด็กๆเรียนรู้จากการทำงานเป็นทีมมากกว่าที่จะเรียนหนังสือมากมายโดยไม่ได้ทำงานอะไรจริงๆ
ดังนั้น
หากจะถามว่าเป้าหมายการเลี้ยงลูกที่เป็นรูปธรรมและทำได้ในระยะสั้นเพื่อจะส่งผลระยะยาวคืออะไร คำตอบคือส่งเสริมให้ลูกได้เล่นและได้ทำงาน
08/11/2022
เราสามารถสร้าง 'ความยืดหยุ่น' ให้กลายเป็น 'เกราะป้องกันความเปราะบาง' แก่เด็กได้
ความยืดหยุ่น (Resilience) เป็นเรื่องของการปรับตัวปรับใจไม่ให้หวั่นไหวต่ออุปสรรคหรือปัญหา เป็นเรื่องของการเรียนรู้จากความผิดหวัง ข้อผิดพลาด หรือความล้มเหลว นำมาสู่ความสามารถในการปรับตัวได้ดี (Adaptation) ซึ่งจะช่วยให้เด็กๆ ยอมรับความจริงได้ เป็นการปิดจุดอ่อนของความเปราะบางลงไปได้
โดยเฉพาะเด็กในวัย 3-8 ปี รวมทั้งเยาวชนเรียนรู้เรื่องความยืดหยุ่นผ่านประสบการณ์ ทุกครั้งที่พวกเขาได้ลงมือทำเพื่อจัดการปัญหา จะยิ่งสร้างความมั่นใจในความสามารถของตัวเองต่อการรับมือกับความท้าทายต่างๆ ในครั้งต่อไป
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Raising Children ภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาลประเทศออสเตรเลีย ได้แนะนำวิธีพัฒนาความยืดหยุ่นไว้ ดังนี้
✅ ผู้ใหญ่เป็นกำลังสำคัญในการสนับสนุน แต่ไม่ลงสนามไปแก้ปัญหาให้พวกเขา รวมถึงเรื่องที่อาจสร้างความผิดหวังให้กับเด็ก
✅ หลีกเลี่ยงการวางแผนล่วงหน้าหรือความพยายามป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในเรื่องที่ไม่จำเป็น
✅ ช่วยให้เด็กๆ รับมือและจัดการกับความรู้สึกของตัวเอง เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด
✅ กระตุ้น/ ให้กำลังใจเด็กๆ ได้ลงมืออย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อทำครั้งแรกไม่สำเร็จ ชมเชยพวกเขาถึงความพยายามไม่ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร
✅ สร้างให้เขามีความเมตตากับตัวเองบ้าง (Self-Compassion) เพราะการมีความเมตตากับตัวเองจะช่วยให้เด็กๆ จัดการกับความผิดหวังที่เกิดขึ้นและยอมรับความล้มเหลวได้
✅ สร้างนิสัยให้รับรู้และมองเห็นแง่มุมหรือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน รวมถึงเปิดพื้นที่ให้แต่ละคนได้แบ่งปันเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
✅ ช่วยให้ลูกพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาด้วยวิธีที่เหมาะสมกับวัย พ่อแม่ไม่ควรใส่ความคาดหวังของตนเองลงไปที่ลูก
✅ ไอดอลหรือต้นแบบที่ดี เป็นแรงบันดาลใจและสร้างฝันให้กับเด็กๆ ได้ โดยพ่อแม่วางบทบาทเป็นผู้สนับสนุนให้พวกเขาได้ลองเรียนรู้และลงมือทำให้สิ่งที่สนใจ ซึ่งอาจได้รับแรงบันใจมากจากไอดอลของเขา
ในโลกที่เปราะบางนี้มีปัญหาและความปั่นป่วนมากมาย เด็กๆ จะพัฒนาความยืดหยุ่นและทักษะด้านอื่นๆ ที่เชื่อมโยงต่อเนื่องกันไป ซึ่งการเรียนรู้นี้เกิดขึ้นตลอดชีวิต
อ่านบทความ
โลกโกลาหล (BANI World) Ep1 Brittle: ในโลกที่เปราะบาง เด็กต้องไม่แตกหักด้วยทักษะความยืดหยุ่น https://thepotential.org/knowledge/bani-world-ep1-brittle/
เรื่อง : วิภาวี เธียรลีลา
Illustration : ณัฐวัตร์ สุพรรณกูล
08/11/2022
#ห้ามเยอะลูกจะยิ่งต่อต้าน สอนทำให้เป็น ลูกจะเก่ง และต่อต้านลดลง
หากลูกดื้อ คุณต้องสำรวจว่ามีคำเหล่านี้หลุดออกจากปาก มากแค่ไหน?
-หมวดคำห้าม “อย่า”
เช่น อย่าปีน อย่าวิ่ง อย่าโยน อย่าทำ อย่าไป ฯ
-หมวดคำเตือน “ระวัง”
เช่น ระวังตก ระวังล้ม ระวังลื่น ระวังประตู ระวังคนจับตัว ฯ
คำเหล่านี้ คือ เชื้อเพลิงที่ทำให้ลูกต่อต้านมากขึ้น 😱เข้าข่ายยิ่งห้ามยิ่งทำ.. ยิ่งลามไปดื้อเรื่องอื่นด้วย ฮือๆ
ลองเปลี่ยนจากคำห้ามที่ฟุ่มเฟือย เป็นสอนลูกทำให้เป็น...ดีกว่า แล้วคำห้ามจริงๆ (ที่อันตรายจริง) จะศักดิ์สิทธิทันที
...........................
วันนี้หมออยากให้พวกเรา ลองสมมติเป็นตัวเองที่ต้องได้ยินคำเหล่านี้ทุกวัน วันละหลายๆหน เราจะรู้สึกอย่างไร?
💔ความรู้สึกที่เกิดขึ้นกับตนเอง: ฉันทำอะไรก็ไม่ถูกเลย
เด็กลืมตามาไม่กี่ปี แล้วรู้สึกแบบนี้บ่อยๆ จะสูญเสียความมั่นใจได้
💔ความรู้สึกต่อคนพูด หากแม่เป็นผู้พูด ลูกจะรู้สึกว่า :แม่ไม่ไว้ใจ แม่จับผิด แม่ชอบขัดความสุข
เด็กจะไม่คิดว่าแม่มาเพื่อหวังดี ก็จะต่อต้าน ไม่อยากร่วมมือ
บางทีความดื้อของลูก อาจไม่ใช่ตามวัยเท่านั้น แต่เพราะวิธีเลี้ยง ที่ทำให้ลูกรู้สึกต่อต้านบ่อยๆ 😢
อยากเปลี่ยนนิสัยลูก ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการเลี้ยง ด้วยการเปลี่ยนตนเองก่อนนะคะ😁 🙂
....................................
วิธีใหม่จะ win - win คือ ลูกมองพ่อแม่ว่าหวังดี ไม่ต่อต้าน และลูกก็ไม่เสียความมั่นใจด้วย
ขอยกตัวอย่าง เรื่องของหมีน้อย...
🔹เมื่อหมีน้อยจะโยนรถ
แทนการห้ามว่า “อย่าโยน”
แม่หมีเปลี่ยนเป็น ชวนหมีน้อยโยนบอลแทน
(ลูกอยากโยน ให้โยน แต่โยนให้ถูกของ ถูกที่ ถูกเวลา)
และเมื่อหมีน้อยทำตาม ก็ชื่นชม
🔹เมื่อหมีน้อยจะเอาของเล่นเข้าปาก
แทนการห้ามว่า “อย่าเอาเข้าปาก” หรือ “สกปรก”
แม่หมีเปลี่ยนเป็น สอนหมีน้อยใส่ของเล่นให้ลงช่องแทน
(เล่นไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของของเล่น ก็สอนลูกให้เล่นเป็น ลูกเล่นเป็นจะภูมิใจและมั่นใจ)
เมื่อหมีน้อยทำตาม ก็ชื่นชม
🔹เมื่อหมีน้อยจะฉีกหนังสือนิทาน
แทนการห้ามว่า “อย่าฉีก”
แม่หมีเปลี่ยนเป็น จับมือลูกพลิกหนังสือเบาๆ
(ลูกอยากทำเอง ดีออก ก็สอนลูกให้ทำเองไปเลย.. ลูกจะมั่นใจและภูมิใจ)
เมื่อหมีน้อยทำตาม ก็ชื่นชม
ถ้าลูกยังต่อต้านอยู่ ก็ใจเย็นๆ สอนครั้งหน้าได้.. ยิ่งถ้าลูกเป็นเด็กต่อต้านมากมาก่อน ก็ต้องใช้เวลา ต้องลดคำห้ามและมีเวลาคุณภาพมากขึ้น กว่าลูกจะร่วมมือดีๆ ก็ต้องอดทนนะคะ 💪
............................
สรุป 3 ขั้นตอนต่อเนื่อง #ลดการห้ามสอนทำให้เป็น แบบแม่หมี
1.หยุดคำห้าม (ห้ามเมื่ออันตรายจริง เท่านั้น)
2.สอนลูกทำให้เป็นแทน (ใจเย็นๆ ค่อยๆสอน ให้เวลา)
3.ตบท้ายด้วยคำชื่นชม (ชมทั้งสำเร็จและแม้จะไม่สำเร็จ ก็ชมความพยายามไงคะ)
พ่อแม่ยุคใหม่ ไม่ต้องห้าม และไม่ตามใจ สอนลูกแบบ win - win กันนะคะ 😄😄
#อันตราย_ก็ต้องห้ามจริงจัง โดยเข้าถึงตัวลูกและอุ้มออกมา
เมื่อลดคำห้าม คำห้ามของจริง จะมีน้ำหนักทันที!
หมอเสาวภาเลี้ยงลูกเชิงบวก
22/10/2022
#เลี้ยงลูกให้อยู่รอด
เด็กในวันนี้กำลังเติบโตไปในสังคมที่ยากขึ้น
เจอทั้งความสำเร็จและอุปสรรค คนดีและคนร้าย
ชีวิตยุคนี้มีความท้าทายมากมาย
เหตุการณ์ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ทุกวัน
บางเหตุการณ์เราควบคุมได้
หลายครั้งที่อยู่นอกเหนือการควบคุม
แล้วพ่อแม่ ผู้ใหญ่ทำอย่างไรได้บ้าง
(ที่พอที่จะควบคุมได้ในส่วนของเรา)
ในส่วนของการปลูกฝังเลี้ยงดู
ให้เด็กเติบโตไปและอยู่รอด
ท่ามกลางความท้าทายเช่นนี้
มี 2 ทักษะสำคัญที่อยากพูดถึง คือ
1. ทักษะความเข้มแข็งทางจิตใจ
2. ทักษะการแก้ไขปัญหา
1. ความเข้มแข็งทางจิตใจ
เป็นพื้นฐานสำคัญ เหมือนเสาเข็มของบ้าน ที่จะทำให้มนุษย์มีความเชื่อมั่น กล้าหาญมุ่งมั่นที่จะฝ่าฟันปัญหา หรืออุปสรรคต่างๆ ที่เปรียบเหมือนพายุฝน หรือแผ่นดินไหวไปได้ ซึ่งสร้างและปลูกฝังได้โดย
1.1 ความรักความเอาใจใส่ที่ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดมีให้เด็ก ให้เด็กรู้สึกว่าเขามีคุณค่า เป็นที่รัก
1.2 บ้านที่มีบรรยากาศที่อบอุ่นและปลอดภัย จิตใจที่เข้มแข็งต้องมีพื้นฐานจากจิตใจที่รู้สึกได้ถึงความปลอดภัยเป็นพื้นฐาน พ่อแม่ที่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ทะเลาะและขัดแย้งกันได้ แต่ไม่ใช้ความรุนแรงต่อกันทั้งทางคำพูดและทางกาย
1.3 การมีเวลาคุณภาพที่มีให้กันและกัน เวลาคุณภาพ คือเวลาที่พร้อมจะรับฟังเด็กและรับรู้ถึงอารมณ์ความรู้สึกเด็ก เด็กเข้าใจว่าผู้ใหญ่พร้อมจะรับฟังและอยู่ตรงนี้เพื่อเขา ทำให้เด็กมีความรู้สึกไว้วางใจ เสริมสร้างความรู้สึกอบอุ่นมั่นคง
1.4 ปลูกฝังในเรื่องระเบียบวินัย ให้เด็กรู้จักควบคุมความต้องการของตัวเอง ไม่ใช่ตามใจเด็กไปทุกเรื่อง
1.5 ให้รู้จักที่จะอดทนและรอคอยให้เป็น เด็กที่อยากได้ก็ได้มาตลอด ไม่เคยต้องรอคอยอะไร เด็กจะมีความอดทนทางอารมณ์ต่ำ ถ้ามีอะไรที่ขัดใจหรือไม่เป็นไปอย่างที่คิด เด็กจะหงุดหงิดไม่พอใจมาก บางคนก็ติดไปจนเป็นผู้ใหญ่ที่เอาแต่ใจ มีปัญหาเวลาอยู่กับคนรอบข้าง
1.6 ชมเชยให้กำลังใจอย่างเหมาะสม เวลาที่เด็กทำอะไรได้ การที่มีคนบอกว่าสิ่งที่เขาทำทำให้เกิดอะไรดีๆ เช่น "แม่ชื่นใจจังที่ลูกช่วยแม่เช็ดโต๊ทำให้แม่เหนื่อยน้อยลง" จะทำให้เด็กรู้สึกภูมิใจ มีกำลังใจ และรู้สึกคุณค่าของตัวเอง
1.7 สอนให้เด็กรู้ว่าอารมณ์ความรู้สึกต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิตเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ต่างๆนั้น เป็นเรื่องธรรมดา การรู้จักและรับรู้อารมณ์ความรู้สึกตัวเองเป็นเรื่องจำเป็น และเด็กควรต้องยอมรับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้นได้ว่าเป็นธรรมดาและเป็นธรรมชาติ ที่คนปกติอาจจะมีได้ ทั้งดีใจ โกรธ เสียใจ ผิดหวัง ฯลฯ เพราะเมื่อยอมรับได้ การจัดการอารมณ์ก็จะเป็นไปอย่างเหมาะสมมากขึ้น
1.8 การจัดการกับอารมณ์ความรู้สึกให้เหมาะสม เช่น เมื่อโกรธรับรู้ว่าตัวเองโกรธ โกรธมากเลยแต่ก็ไม่อาละวาด ก็ไปทำอะไรให้รู้สึกสบายใจขึ้น เช่น บ่นระบายให้แม่ฟัง เขียนลงสมุด วาดรูป ฟังเพลง ออกกำลังกาย หรืออยากจะชกใครสักคน แต่ไม่ไปชกคน ไปชกกระสอบทรายแทน
1.9 ผู้ใหญ่ควรให้เด็กรู้จักความผิดหวังบ้าง เช่น เวลาที่อยากได้ของเล่น แต่พ่อแม่ไม่ซื้อให้เพราะไม่มีเหตุผลสมควร และควรให้เขาเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดหวัง บางทีเด็กอาจจะมีน้ำตา ร้องไห้ พ่อแม่บางคนทนไม่ได้กับน้ำตาของเด็ก จึงไม่ยอมให้เด็กต้องผิดหวัง ทำให้ยอมไปหมด ทีหลังเด็กโดตขึ้นต้องผิดหวังเรื่องอื่นๆ ก็อาจจะรับได้ยาก
1.10 ให้เด็กเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบผลจากการกระทำ บางทีผู้ใหญ่เห็นเด็กทำผิดแต่ไม่ได้ว่ากล่าวตักเตือน เพราะเห็นใจและสงสาร จริงๆ แล้ว การให้อภัยสามารถทำควบคู่ไปกับการสอนให้เด็กได้เรียนรู้ได้ เช่น สมมติว่าเด็กคนหนึ่งโกรธพ่อและขว้างของเล่นพัง เด็กเข้ามาขอโทษ พ่อก็ควรชมเชยที่เด็กสำนึกผิด แต่หลังจากนั้น เด็กควรรับผิดชอบ ด้วยการเก็บกวาด และอาจจะต้องหักค่าขนมสมทบเป็นราคาของที่เสียหาย หรือทำงานบ้านชดเชย
1.11 ยอมรับในตัวตนและให้โอกาสเด็ก ตามข้อที่ผ่านมา เมื่อทำผิดก็ต้องให้เด็กได้เรียนรู้ แต่ผู้ใหญ่ก็ควรให้โอกาสเด็กแก้ตัว ปรับปรุง เด็กจะเข้าใจได้ว่า ทุกปัญหามีโอกาสและทางออก เช่นเดียวกับอุปสรรคที่เขาเจอในชีวิต
1.12 ผู้ใหญ่ต้องไม่ใช้คำพูดหรือการกระทำที่ทำลายคุณค่าในตัวตนของเด็ก เช่น คำพูดรุนแรงที่มาจากอารมณ์ เช่น ตีตรา ประชด เปรียบเทียบ ดูถูก การกระทำที่รุนแรง เช่น การทำโทษรุนแรง เช่น การตบตี หากทำต่อเนื่องนานๆ ไปเด็กจะรู้สึกสูญเสียคุณค่า รู้สึกแย่กับตัวเอง ไม่ภาคภูมิใจในตัวเองได้
2. ทักษะการแก้ปัญหาอุปสรรคในชีวิต
2.1 เริ่มจากสร้างความเข้มแข็งทางใจด้วยการทำตามที่เขียนมาในข้อ1 ให้ครบก่อน
2.2 ให้เด็กช่วยเหลือและทำอะไรด้วยตัวเอง ไม่ใช่อ้างว่าเพราะความรักจึงช่วยเหลือเด็กไปหมดทุกเรื่อง การช่วยไปหมดทุกเรื่องจะทำให้เด็กติดสบาย ถ้าเป็นเด็กเล็กบางครั้งทำให้พัฒนาการล่าช้าได้ เพราะไม่เคยได้ฝึกฝน ส่วนเด็กโตก็จะมีแนวโน้มไม่มั่นใจในตัวเองเวลาต้องทำอะไรเอง เพราะติดว่ามีคนช่วยตลอด
2.3 เด็กที่ได้ลองทำเองและทำได้ เด็กจะรู้สึกว่าตัวเองมีความสามารถ ภูมิใจว่าเขาก็ทำอะไรเองได้ เวลาที่เด็กทำเอง อาจจะลำบากกว่าผู้ใหญ่ทำให้บ้าง ช้ากว่าบ้าง แต่ก็ทำให้เด็กรู้จักเรียนรู้การพึ่งพาตัวเอง เวลามีปัญหา เพราะเรื่องจริงก็คือ ผู้ใหญ่คงช่วยเหลือแก้ปัญหาให้เขาไม่ได้ตลอดชีวิต
2.4 ลองให้คิดแก้ปัญหาเองในเรื่องเล็กๆน้อยๆ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่อันตรายมากมาย ทักษะการแก้ปัญหา (Problem-solving skill) เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้ด้วยการลงมือทำเอง
2.5 เวลาที่ให้เด็กฝึกแก้ปัญหาเล็กๆน้อยด้วยตัวเอง แม้จะทำได้สำเร็จหรือไม่สำเร็จ อย่างน้อยเขาก็ได้ลองทำ ทำให้มีประสบการณ์
2.6 พ่อแม่ควรชมเชยเขาที่แก้ปัญหาทำอะไรเอง โดยไม่ต้องมุ่งเน้นผลลัพธ์มาก ชมที่กระบวนการขั้นตอน เช่น “แม่เห็นเลยว่า หนูมีความพยายาม ตั้งใจ แม่ภูมิใจในตัวหนูนะลูก”
พ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้เด็กซึมซับ
เด็กจะเรียนรู้ได้ดีที่สุด
จากการกระทำของผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด
ไม่ใช่จากคำพูดสอนว่าเขาต้องเป็นแบบไหนอย่างไร
หากพ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นคนที่มีจิตใจที่เข้มแข็ง
พ่อแม่ก็ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งเป็นตัวอย่าง
นั่นก็คือ เมื่อมีอุปสรรคต่างๆ เข้ามา
พ่อแม่สามารถจัดการได้อย่างเหมาะสม
ผลที่ออกมาอาจจะดีบ้างไม่ดีบ้าง ก็ผ่านพ้นไปได้
ลูกก็จะเห็นและเรียนรู้
ในเวลาที่เขาต้องเจอกับเรื่องราวยากลำบาก
เขาก็จะสามารถมีสติที่จะจัดการ
พร้อมยอมรับผลที่ออกมา
ไม่ว่าจะดีหรือร้าย
แต่เขาก็จะเข้าใจและยอมรับมันได้
สุดท้ายจิตใจที่เข้มแข็ง และทักษะการจัดการปัญหา
คงไม่สามารถสร้างได้ในวันสองวัน
แต่ต้องใช้ความพยายามและตั้งใจ
ความอดทนและเสียสละของพ่อแม่ผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิด
สร้างตั้งแต่เด็กยังเล็กๆ จึงจะได้ผลดี
#หมอมินบานเย็น
22/10/2022
ถ้าช่วยไปตลอด ลูกจะไม่ได้เรียนรู้+ขาดประสบการณ์ชีวิต 😊
22/10/2022
#มือถือภัยร้าย #ทำลายสมองลูก
#เด็กใช้สื่อดิจิทัลมาก #พัฒนาการทักษะสมองEF #จะถดถอย
พบว่าถ้าเปิดสื่อหน้าจอมากโดยเฉพาะสื่อที่มีความเร็ว เปลี่ยนภาพเร็วๆ เช่นการ์ตูน จะทำให้ทักษะสมอง EF แต่ละด้านลดลง เด็ก 4 ขวบที่ดูการ์ตูนแค่ 10 นาที พอให้เล่นเกม Head to Shoulder บอกหัวเด็กจะจับเท้า บอกเข่าเด็กจะจับไหล่ เด็กกลุ่มนี้แนวโน้มทักษะสมอง EF จะติดลบ ดังนั้นเด็กที่อยู่บ้านในช่วงสถานการณ์โควิดซึ่งส่วนใหญ่พ่อแม่มักเปิดการ์ตูนให้ลูกดู เนื่องจากการ์ตูนเป็นสื่อประเภท fast pace หรือสื่อที่เปลี่ยนภาพเร็วๆ ทักษะสมอง EF ของเด็กเหล่านี้จะไม่พัฒนา
#การใช้หน้าจอพร้อมกันหลายจอ (Media Multitasking) #เกี่ยวข้องกับทักษะEF
การศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศึกษาเรื่องการใช้สื่อหน้าจอหลายจอพร้อมกัน (Media multi-tasking) ดูปัญหาพฤติกรรมตอนอายุ 6 ขวบ พบว่าถ้าเด็กเล็กมีการใช้สื่อหน้าจอหลายจอพร้อมกัน เช่นเด็กอายุ 18 เดือนพ่อแม่เปิดทีวีไว้แล้วให้เด็กดูมือถือไปด้วย แนวโน้มจะทำให้การเลี้ยงลูกเชิงบวกของพ่อแม่เมื่อลูกอายุ 3-4 ปีลดลง ค่อยๆ นำไปสู่ปัญหาพฤติกรรมของลูกตอนโตขึ้น เด็กที่ใช้จอหลายจอพร้อมกัน ถ้าพ่อแม่ใช้การเลี้ยงลูกเชิงบวกและเด็กมีการกำกับควบคุมตัวเองดี การใช้สื่อหน้าจอหลายจอพร้อมกันที่วัย 9 ขวบจะลดลง
**ศาสตราจารย์ นายแพทย์ วีระศักดิ์ ชลไชยะ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
#สมองของคนติดเกมเหมือนสมองของคนติดยาเสพติด
#ผลกระทบของการเล่นเกมมากเกินไป #ติดเกม #ทำร้ายสมอง มีการศึกษาวิจัยจำนวนมากบอกว่ากลไกของการเล่นเกมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสมอง การเชื่อมโยงของสมองลดลง ปริมาตรของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความคิดความจำลดลง สมองของคนติดเกมเหมือนสมองของคนติดยาเสพติด
#คำแนะนำสำหรับพ่อแม่เพื่อฟื้นฟูเด็กที่ใช้สื่อหน้าจอ
หนึ่ง #ลดปริมาณการใช้สื่อหน้าจอของเด็ก ลดการใช้สื่อเพื่อความบันเทิงเพราะกระตุ้นให้เด็กติดสื่อ เด็กยังไม่เท่าทันสื่อ ลดการรับข้อมูลข่าวสารที่ไม่จำเป็น พ่อแม่ต้องลดการใช้อุปกรณ์สื่อในบ้าน มีการกำหนดการใช้งาน ใช้เป็นเวลา ลดวิธีการทำงานแบบที่เคยทำตอน work from home เป็นตัวอย่างให้ลูกในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างพอเหมาะพอดี
สอง #กำกับรื้อฟื้นกฎกติกาการใช้สื่อ โดยเฉพาะการใช้สื่อเพื่อกิจกรรมสันทนาการ เวลาในการใช้สื่อต่อครั้งต่อวัน ประเภทเนื้อหา การใช้สื่อเพื่อการทดแทนชั้นเรียน
สาม #พาเด็กออกจากโลกเสมือนจริงสู่โลกจริง ทำกิจกรรมนอกบ้าน พัฒนาทักษะกิจกรรมกลางแจ้ง
สี่ #สร้างสภาพแวดล้อมใหม่ทั้งในบ้านและนอกบ้าน โดยจัดสภาพแวดล้อมในห้องนอนให้ปราศจากสื่อ สร้างสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติมากขึ้น สมาชิกครอบครัวลดการใช้สื่อดิจิตอล เติม “สื่อเย็น” เช่น การอ่านหนังสือ การเล่านิทาน ตัวต่อบล็อก สมุดวาดรูประบายสี ทดแทน “สื่อร้อน” (สื่อดิจิทัล)
**อาจารย์ธาม เชื้อสถาปนศิริ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายขับเคลื่อนนโยบายและสื่อสารสาธารณะ สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว
อ่าน / ดาวน์โหลด e-book : ความรุนแรง สื่อจอใสและความเครียดในเด็กปฐมวัย
ศึกษาข้อมูลความรู้เพื่อการพัฒนาทักษะสมอง EF เพิ่มเติมได้ที่ www.rlg-ef.com
Youtube พัฒนาทักษะสมอง EF
โครงการพัฒนาพื้นที่บูรณาการส่งเสริมทักษะสมอง EF เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันยาเสพติดตั้งแต่ปฐมวัย
โดย #สำนักงานปปส ร่วมกับ #มูลนิธิFORDEC #สถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว #มหาวิทยาลัยมหิดล และ #สถาบันRLG
#ทักษะEF9ด้าน #ทักษะสมองEF
#พัฒนาทักษะสมองEF #ทักษะสมองเพื่อจัดการชีวิตให้สำเร็จ
#คิดเป็น #ทำเป็น #เรียนรู้เป็น #แก้ไขปัญหาเป็น #มีความสุขเป็น
#ไม่เสพติด #โตไปไม่ติดยา #ไม่ติดยา #ไม่ติดเกม #ไม่ติดพนัน
#ไม่ใช้ความรุนแรง #เห็นคุณค่าในตนเอง #ควบคุมอารมณ์ได้
#กำกับตนเองเป็น #เข้าใจอารมณ์ผู้อื่น #รู้จักอดทนรอคอย #ยับยั้งชั่งใจ
22/10/2022
"คุณหมอคะ เราให้ลูกใช้จุกหลอกได้ไหมคะ ร้องไม่ไหวแล้วหนึ่ง จุ๊บเต้าจุ๊บใจตลอด" - คุณแม่ท่านหนึ่ง
แน่นอนว่า คุณแม่ท่านนี้มีเพื่อนสนิทเป็น 'จะเลย' อย่างแน่นอน 555 คำพูดคำจาคำใจมีสรรพแสงแสลงขนาดนี้แล้วหนึ่ง จุ๊บเต้าจุ๊บใจแล้วหนึ่ง ฟันธงเลยว่า ติดคำเพื่อนจะเลยมาชัวร์ แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นใด ๆ ที่พ่อหมอจะพูดวันนี้ครับ (แล้วเอ็งจะพูดทำไม 555) วันนี้เราชวนคุยกันเรื่องของ #จุกหลอก หรือที่เรีกยเป็นภาษาฝรั่งเก๋ ๆ ว่า Pacifier นั่นเอง
หากถามว่าจำเป็นหรือไม่ คำตอบก็คือ #ไม่
แต่หากถามว่าให้ลูกใช้ได้ไหม คำคอบคือ #ได้
จุกหลอกก็เป็นไอเท่มที่น่ารักดีเนอะ กระจุ๊กกระจิ๊ก ทำให้หลายคนก็อดใจที่จะ F มาไม่ได้ อันนี้เข้าใจความเป็นนักช้อปมือยง ... แต่ด้วยความเป็นพ่อแม่มือใหม่ ความรู้เกินร้อยอย่างพวกเรา เราจะโดนล่อลวงจากความกระจุ๊กกระจิ๊กอย่างเดียวบ่ได้นะจ๊ะ ในความไม่ได้จำเป็นของจุกหลอกนั้นมันมีข้อดี/ข้อเสียของมันอยู่นะ ...
แต่ก่อนอื่น หากคิดจะให้ลูกใช้ แนะนำ #ไม่เริ่มก่อนอายุหนึ่งเดือน (หากทำได้) เพราะอาจขัดขวางการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ เด็กจะสับสนว่าอันนี้หัวนมแม่หรือจุกหลอกจนอาจกระทบการเข้าเต้าของเด็กได้นั่นเอง หากจะใช้ให้เริ่มหลัง 1 เดือนเท่านั้น ในอดีตไม่นานมานี้ เพจที่ซีเรียสเรื่องนมแม่มาก ๆ เขาถือเรื่องการใช้จุกหลอกมาครับ สมัยตอนลูกยังเล็กมาก ๆ พ่อหมออ่านไปอ่านมาได้อารมณ์ว่าให้จุกหลอก = เอายาพิษกรอกปากลูก 555 มันก็จะเครียด ๆ และปวดกบาลไปเสียหน่อยฮะ
เอาล่ะ กลับมาที่ข้อดี/ข้อเสีย ยึดตามคำแนะนำของ AAFP 2009 ของสหรัฐอเมริกาเป็นหลักครับ เขาบอกว่าให้ชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียของจุกหลอกเอาเองว่าควรหรือไม่ควรใช้ ... หรือพูดเป็นภาษาชาวบ้านว่า "เรื่องของเอ็ง" 555 คิดเอง โต ๆ กันแล้ว
#ข้อดี ของจุกหลอก
จุกหลอกสามารถ ลดความเจ็บปวด (analgesic effect) ได้ ทำให้ใช้ได้ตอนลูกคันหรือปวดเหงือกก็ได้ แต่ที่ใช้จริงคือใน รพ. ที่ต้องเจาะเลือดเด็ก หรือทำหัตถการที่ไม่มากนัก บางครั้งเราจะเอาจุกหลอกให้เด็กดูด และมีการศึกษาว่าลดความเจ็บปวดได้ นอกจากนี้ สำหรับ 'เด็กที่เกิดก่อนกำหนด' จุกหลอกสามารถลดการนอน รพ ของเด็กเกิดก่อนกำหนดได้อีกด้วย ...
สิ่งที่สำคัญอีกอย่างก็คือ จุกหลอก ลดโอกาสการเกิดโรคไหลตายในเด็ก (SIDS; sudden infant death syndrome) อันนี้มีการศึกษาชัดเจนว่าลดการตายจาก SIDS ได้ 1 คนทุกๆ การใช้ 2733 คน (number needed to treat) คุ้มไหม คิดเอาเอง และแน่นอนว่า จุกหลอกช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น
#ข้อเสีย (ในกรณีที่ใช้เป็นเวลานานหรือเริ่มใช้เร็วเกิน)
อันดับแรกคือ รบกวนนมแม่ โดยเฉพาะช่วงเดือนแรก ทำให้ลูกสับสนหัวนม และดูดนมแม่ได้ไม่ดีครับ ไม่เอาไม่เริ่มก่อนเดือนนะจ๊ะ โดยหากใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน โดยเฉพาะเมื่อเด็กมีฟันขึ้นเยอะแล้วนั้น (หลัง 1-2 ปีเป็นต้นไป) ก็เพิ่มโอกาสทำให้ 'ฟันไม่สบกัน' (malocclusion) หรือที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า ฟันเก ได้จนอาจทำให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเคี้ยวอาหารได้ และสุดท้ายคือ การใช้จุกหลอกนั้นเพิ่มโอกาสการติดเชื้อที่หูชั้นกลางได้ หากใช้ยาวนานเกิน 6-9 เดือนขึ้นไป
ดังนั้นในทางปฏิบัติพ่อหมอมักแนะนำ
คุณแม่ในความดูแลของพ่อหมอว่า
"ใช้ได้" แต่เริ่มให้ถูก หยุดให้เป็น
หากจะเริ่มควร #เริ่มหลังอายุ1เดือน
เพราะจะได้ไม่รบกวนการให้นมแม่ครับ
#เริ่มหยุดหลังอายุ6เดือน
เพราะเริ่มเพิ่มโอกาสการติดเชื้อที่หูชั้นกลางมากขึ้น
หากทำได้ไม่ควรเลิกช้ากว่า 10 เดือน เพราะเริ่มมีข้อเสียมากกว่าข้อดีแล้ว โดยเฉพาะเรื่องของฟันเก จะเจอในกลุ่มที่ใช้นานๆ มักเจอปัญหาหลังอายุ 2 ขวบ หรือชัด ๆ หลังสี่ขวบ ยิ่งเลิกช้า จุกหลอก จะกลายเป็น transitional objects หรือสิ่งของทดแทนแม่ไป คราวนี้จะเลิกยากกว่าเดิม บางคนยิงยาวดูดจุ๊บ ๆ จนสามสี่ขวบ ... อันนั้นดูไม่น่าเอ็นดูเท่าไร สี่ขวบเดินดูดจุดหลอกไปมา
หากนอนหลับแล้ว จุกหลุด ห้ามดัน/ยัดกลับ อ้อ.... สายคล้องจุกหลอก ไม่ควรยาวเกิน 22 ซม. นะครับ คือ ไม่พอจะพันคอ ไม่ยาวเกิน และต้องไม่มีอะไรที่สามารถหลุดติดคอได้ครับ
#หมอวินเพจเลี้ยงลูกตามใจหมอ
ปล. สั่งหนังสือของหมอวินทั้ง 5 เล่มได้ที่ร้านหนังสือชั้นนำ หรือที่
อินบอกซ์ http://m.me/tamjaimorbooks
หรือ https://tamjaimorbooks.page365.net/
A. เลี้ยงลูกให้กินง่าย แก้ไขเด็กกินยาก * ((เล่มล่าสุด))
B. อย่าปล่อยให้พ่อแม่รังแกฉัน (การเลี้ยงลูกเชิงบวก)
C. เลี้ยงลูกทางสายกลาง (คู่มือการดูแลเด็กเล็ก)
D. เส้นทางสายนมแม่
E. เลี้ยงลูกให้ไกลโรค (ความรู้เรื่องสุขภาพ อาการ โรคและยาในเด็ก)