Pink Financial Coach

Pink Financial Coach

แชร์

Providing services you can trust from money & career coaching, financial writing to business consult As someone who has been there and done that.

It is my pleasure to share some of my insight , useful fact and tips in how to succeed in your financial examinations and achieve your career and investment goal.

The Warrior and Whale Series : ตามล่าหุ้นปลาวาฬ ตอน : Mudman ปะทะ After You อร่อยอ้วนทั้งคู่ ใครดูน่าลงทุนกว่า ? 07/04/2017

The Warrior and Whale Series : ตามล่าหุ้นปลาวาฬ ตอน :
Mudman ปะทะ After You อร่อยอ้วนทั้งคู่ แต่ใครดูน่าลงทุนกว่ากัน ?
โดย อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA
--
สวัสดีครับ สำหรับอาทิตย์นี้ผมจะขอพักเบรคซีรีย์บทความ ‘รู้ทันหุ้นหมาป่า’ และอยากชวนท่านผู้อ่านมา ‘ตามล่าหุ้นปลาวาฬ’ ด้วยกันในซีรีย์ใหม่ตอนแรกดูบ้างนะครับ นี่จะเป็นการทำรีวิวจับคู่ battle บริษัทร้านอาหารยอดฮิตของเมืองไทย 2 บริษัทโดยผมจะเป็นไกด์พาทัวร์สำรวจสถานะทางการเงินของทั้งคู่ เพื่อเปิดมุมมองในการวิเคราะห์ว่า ถ้าเราคิดจะเปลี่ยนจากสถานะลูกค้าผู้ใช้บริการ มาเป็นหุ้นส่วนกับร้านโปรดของเรากันดูบ้าง บริษัทไหนน่าจะดูดีกว่ากันนะครับ

ก่อนอื่นผมขอยกข้อดีข้อแรกของหุ้นของกิน ขึ้นมานำเสนอกันก่อนเลย นั่นก็คือ ความเข้าถึงง่าย เนื่องจากในการทำการบ้านเบื้องต้นเราสามารถพาตัวเองเข้าไปสำรวจดูความคึกคักของร้านและรสชาติอาหารได้ เพื่อประเมินแนวโน้มธุรกิจคร่าวๆได้อย่างรวดเร็ว นับว่าเป็นข้ออ้างในการหาเรื่องกินของอร่อยได้ดีเลยทีเดียวครับ....

ทีนี้เรามาแนะนำหุ้นตัวแรกกันก่อนนะครับ หุ้นตัวนี้ได้เข้าจดทะเบียนสร้างความฮือฮากับราคาเทรดวันแรกๆในตลาด MAI ไปแล้ว ในช่วงปลายปี 2559 ที่ผ่านมา นั่นก็คือ After You (AU) นั่นเอง

สำหรับหุ้นตัวที่สอง ก็กำลังจะเตรียมเข้าตลาด MAI เร็วๆนี้เช่นเดียวกัน เป็นเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารและเบเกอรี่หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น Dunkin Donuts, Au Bon Pain, Baskin Robbins และ Greyhound ซึ่งบางท่านอาจจะยังนึกชื่อบริษัทเจ้าของแบรนด์เหล่านี้ไม่ออกใช่มั๊ยครับ เฉลยให้ฟังก็คือ ว่าแบรนด์เหล่านี้อยู่ภายใต้การบริหารของบริษัท Mudman (MM) โดยมีผู้ถือหุ้นใหญ่คือ บริษัท ทรัพย์ศรีไทย จำกัด (มหาชน) (SST) ประกอบธุรกิจคลังสินค้าและคลังเอกสาร ซึ่งเบนเข็มมาจับธุรกิจอาหาร นั่นเองครับ

แนะนำตัวผู้เข้าประกวดกันไปแล้วต่อไปเราจะมาลองทำการบ้านเปรียบเทียบกันผลการดำเนินงานย้อนหลังของแต่ละท่านกันดูนะครับ

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง After You (AU)

ร้านนี้ปัจจุบันขายแต่ขนมหวานอย่างเดียวเท่านั้น ปัจจุบันมีทั้งหมด 20 สาขา โดยเป็นร้าน After You 18 สาขา และ Maygori 2 สาขา มีผลประกอบการย้อนหลัง 4 ปีดังนี้ครับ

ปี 2556 (ลบ.)
รายได้ 189 กำไร 6 (กำไรขั้นต้น 49% กำไรสุทธิ 3%)

ปี 2557 (ลบ.)
รายได้ 311 กำไร 46 (กำไรขั้นต้น 64% กำไรสุทธิ 14.7%)

ปี 2558 (ลบ.)
รายได้ 414 กำไร 58 (กำไรขั้นต้น 62% กำไรสุทธิ 13.9%)

ปี 2559 (ลบ.)
รายได้ 606 กำไร 99 (กำไรขั้นต้น 64% กำไรสุทธิ 16.2%)

ดูแล้วตัวเลข น่าประทับใจพอสมควรเลยครับ เพราะจะเห็นได้ว่า ยอดขายและการเติบโตของกำไร เติบโตอยู่ในระดับที่สูงมาก

ภายในเวลาแค่ 4 ปี AU สามารถเพิ่มผลกำไรจากประมาณ 6 ล้านบาท ให้กลายเป็นเดือบ 100 ล้านบาท โดยทางบริษัทมีการเสนอขายหุ้น IPO ไปที่ราคา 4.5 บาท ได้เงินเข้าบริษัทไปประมาณ 740 ล้านบาท ซึ่งราคาหุ้นในช่วงแรกก็ได้ขึ้นไปแตะจุดสูงสุดที่ราคา 15.2 บาท และลงมาต่ำสุดที่ 9.1 บาท แต่ราคาก็ยังสูงกว่า ราคา IPO ถึง 2 เท่า โดยเงินที่ได้รับจากการ IPOมานั้น ได้ถูกนำมาขยายสาขา จ่ายหนี้ ลงทุนทำโรงงาน ซึ่งจากข้อมูลที่เปิดเผย โรงงานหรือครัวกลางจะสามารถรองรับการขยายสาขาได้ถึง 40-45 สาขา และทาง AU เตรียมขยายเพิ่ม 10 สาขา ภายในปี 2561 และในปีนี้จะเป็นปีแรก ที่ After You จะทดลองประเดิมการเปิดสาขาในต่างจังหวัดเป็นครั้งแรก หลังจากที่เปิดอยู่แต่ในกรุงเทพและปริมณฑล

ผลการดำเนินงานย้อนหลัง Mudman (MM)

เร็วๆนี้บริษัทก็กำลังเตรียมเข้าจดทะเบียนเสนอขาย IPO ในตลาด MAI ในรูปแบบของ Holding Company ที่บริษัทไม่มีกิจการหลัก แต่เป็นการไปถือหุ้นลงทุนในธุรกิจอื่น ๆ โดยมีกิจการร้านอาหารและเบเกอรี่หลากหลาย brand มีสาขาในส่วนของร้านอาหารประมาณ 442 ร้าน ซึ่งสัดส่วนยอดขายหลักปัจจุบัน มาจาก Dunkin Donut (40%) Greyhound (32%) และ Au Bon Pain (24%)

การเข้าซื้อกิจการร้านอาหาร Greyhound ของ MM ในปี 2557 นั้นได้กลายเป็น Talk of The Town อยู่พักใหญ่ เพราะมูลค่าการซื้อกิจการนั้นสูงถึง 1,854 ล้านบาท (จ่ายเป็นเงิน 1,266 ล้านบาท ที่เหลือออกหุ้นให้) สร้างความตื่นตะลึง ทั้งในสายการเงิน และ สายการตลาด ว่า การสร้าง branding ดี ๆ สามารถช่วยขายกิจการได้มูลค่ามหาศาลเลยเชียวนะ

ทีนี้เราลองมาย้อนดูผลประกอบการของ MM ว่าเป็นอย่างไรบ้างนะครับ

ปี 2556 (ลบ.)
รายได้ 1,855 กำไร 29 (กำไรขั้นต้น 65% กำไรสุทธิ 1.6%)

ปี 2557 (ลบ.)
รายได้ 2,235 ขาดทุน 35 (กำไรขั้นต้น 64% ขาดทุนสุทธิ 1.6%)

ปี 2558 (ลบ.)
รายได้ 2,889 ขาดทุน 43 (กำไรขั้นต้น 61% ขาดทุนสุทธิ 1.5%)

ปี 2559 (ลบ.)
รายได้ 3,124 ขาดทุน 168 (กำไรขั้นต้น 61% ขาดทุนสุทธิ 5.6%)

จะสังเกตุเห็นได้ว่าตั้งแต่ซื้อ Greyhound มา บริษัทมีผลประกอบการติดลบโดยตลอดเลยครับ โดยในปีล่าสุด มีการตัดค่าใช้จ่ายการด้อยค่าของสินทรัพย์รวมอยู่ด้วยประมาณ 155 ล้านบาท แต่สิ่งที่ทำให้ MM สามารถเข้าตลาดได้นั้น เนื่องมาจากว่าในส่วนของผลการดำเนินงาน บริษัทใช้เกณฑ์ มูลค่าตลาด (market cap) โดยกฎของตลาด MAI นั้น มูลค่าบริษัทต้องมากกว่า 1,000 ล้านบาท และมีกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ที่เป็นบวกซึ่ง MM ผ่านทั้ง 2 เรื่อง ถึงแม้ว่ายังไม่มีกำไรสุทธิก็ตาม โดย MM จะเสนอขายหุ้น IPO ทั้งหมดประมาณ 211 ล้านหุ้น ที่ราคา 5.25 บาท บริษัทจะได้รับเงิน 1,100 ล้านบาท และมีมูลค่าตลาดรวม 5,538 ล้านบาท (มีหุ้นทั้งหมด 1,050 ล้านหุ้น) โดยเงินที่ได้ส่วนใหญ่เกือบร้อยละ 90 จะถูกนำไปชำระหนี้เงินกู้)

ผมขอตั้งข้อสังเกตุที่ทำให้ MM มีผลประกอบการกำไรติดลบตลอด หลังจากที่ได้เข้าซื้อ Greyhound นั่นก็คือ ค่าความนิยม (Goodwill) ที่สูงถึงเกือบ 1,900 ล้านบาทในงบการเงิน โดยเป็นของ Greyhound ไปกว่า 1,100 ล้านบาท (ส่วนที่เหลือเป็นของ Dunkin Donut และ Au Bon Pain) ซึ่งรายการค่าความนิยมเหล่านี้ เกิดจากการเข้าซื้อกิจการที่สูงกว่ามูลค่าสินทรัพย์ หรือเรียกง่าย ๆ ว่า ‘ยอมจ่ายแพงเพื่อให้เจ้าของเดิมยอมขาย’ ซึ่งมูลค่าเหล่านี้ไม่สามารถจับต้องได้จริงเปรียบเสมือนอากาศธาตุเลยครับ

เมื่อดูตัวเลขกันเบื้องต้นแบบนี้แล้ว ผมขอยกให้ After You (AU) เป็นผู้ชนะด้วยประเด็นที่น่าสนใจดังนี้ครับ

1.ต้นทุนการบริหารงานที่ต่ำกว่า

เมื่อลองประเมินดูตัวเลขคร่าวๆของทั้งสองบริษัท จะเห็นได้ว่าธุรกิจร้านอาหารทั้งสองร้าน มีอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ที่สูงมากทุกปี ส่วนใหญ่เกินร้อยละ 60 แต่การจะสร้างผลกำไรสุทธิให้กับผู้ถือหุ้น ได้มากหรือน้อยนั้น มักขึ้นอยู่กับการควบคุมต้นทุนการบริหารงาน ซึ่งในกรณีนี้เราจะเห็นว่า AU สามารถสร้างอัตรากำไรสุทธิเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 15 ในขณะที่ MM มีอัตราขาดทุนสุทธิประมาณร้อยละ 1.5 (ต่างกันเกือบ 10 เท่า) ทั้งๆที่กำไรขั้นต้นอยู่ในระดับพอๆกัน โดยเมื่อได้เข้าไปใช้บริการ สิ่งที่ผมสามารถสังเกตเห็นอยู่ตลาดเวลาสำหรับร้าน After You ก็คือ ร้านจะมีคิวยาวเกือบตลอด และรับแต่เงินสดเท่านั้น รวมไปถึงไม่สามารถนำใบเสร็จของร้านไปนับเป็นยอดจับจ่ายเพื่อปั๊มที่จอดรถ แสดงให้เห็นว่า ไม่ยอมให้มีค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องเลย

2. ภาระหนี้ต่ำมาก

หลังจากเข้า IPO บริษัทได้นำเงินบางส่วนไปจ่ายหนี้จนปัจจุบันแทบไม่เหลือหนี้แล้ว โดยจากเดิมที่มีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio) ในปี 2556 ถึงเกือบ 10 เท่า

3.โอกาสในการขยายตัวและขยายตลาดให้เติบโตยังมีอีกมาก

ข้อได้เปรียบของ AU ก็คือ เป็นกิจการขนาดเล็ก มียอดขายระดับร้อยล้าน สาขาแค่หลักสิบ และเน้นทำสิ่งที่ตัวเองถนัด การวางแผนขยับเพิ่มสาขาอีก 10 แห่ง ในอนาคตอันใกล้ ถือได้ว่าเป็นการขยายตัวถึงร้อยละ 50 ของจำนวนร้านปัจจุบัน ซึ่งคงต้องรอลุ้นกันว่า การขยายไปต่างจังหวัด หรือพื้นที่อื่น ๆ จะยังสามารถคงความฮิต สร้างยอดขายได้แบบสาขาปัจจุบันหรือไม่ ราคาหุ้นปัจจุบันที่มี P/E สูงถึง 70 เท่า (ตามข้อมูลของ settrade) แสดงถึงความคาดหวังของนักลงทุน ที่ต้องการเห็นเห็นกำไรของ After You เติบโตแบบไม่ธรรมดา

อย่างไรก็ดี เราอาจได้เห็นช่องทางการสร้างผลกำไรใหม่ๆของบริษัทผ่านธุรกิจ Catering หรือธุรกิจต่อยอดอื่นๆในอนาคตได้เช่นกัน อย่างคริสมาสปีที่แล้ว สายการบิน Thai Smile ก็มีการเสริฟขนมของ After You ให้กับผู้โดยสารในช่วงเทศกาลคริสมาส ซึ่งผมก็โชคดีมีลาภปาก ได้เป็นลูกค้าไฟลท์นั้นพอดีครับ

ในขณะเดียวกัน ด้วยมุมมองส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าข้อเสียเปรียบของ MM เมื่อเทียบกับ AU ที่นี้ คือ กิจการมีขนาดใหญ่กว่า มียอดขายอยู่ระดับพันล้านบาท มีสาขาหลักร้อย การคิดจะขยายหรือสร้างการเติบโตให้บริษัทอย่างก้าวกระโดดนั้น จำเป็นต้องเกิดจากการเข้าซื้อกิจการ ไม่สามารถเกิดจากยอดขายของสาขาเดิม ๆ ได้อย่างเดียว ซึ่งบางครั้ง การเข้าถึงธุรกิจใหม่ๆเพื่อคาดหวังอัตราการเติบโตสูง ๆ ก็ต้องแลกมาด้วยกับความเสี่ยงที่สูงด้วยเช่นกัน

ดังนั้นการเข้าจดทะเบียนในตลาด MAI ของ MM ครั้งนี้ น่าจะเป็นไปเพื่อการปรับโครงสร้างทางการเงิน โดยบริษัทตั้งใจจะนำเงินที่ได้จากการ IPO ไปลดภาระหนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการ Greyhound ในปี 2557 โดยหากสามารถทำได้ตามที่วางแผนไว้ อย่างน้อยบริษัทก็หมดห่วงไปหนึ่งเรื่องที่เกี่ยวกับภาระหนี้ ดอกเบี้ยจ่าย และสามารถทุ่มเทเวลามาให้ความสำคัญกับการปรับปรุง ทางด้านการดำเนินงานเพื่อสร้างผลกำไรให้ต่อไป

อย่างไรก็ดีธุรกิจอาหารทั้งสองบริษัทนี้ ก็มีความแตกต่างกันในเรื่องของการกระจายความเสี่ยง โดย MM นั้นมีพอร์ตโฟลิโอของแบรนด์อาหารที่หลากหลาย ในขณะที่ AU นั้น ปัจจุบันธุรกิจมีการกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจขนมหวานเพียงอย่างเดียว ซึ่งอาจจะตีความในแง่ของความเสี่ยงที่สูงกว่าได้เช่นกัน ดังนั้นการเลือกลงทุนในหุ้นแต่ละตัวในระยะยาว ผู้ลงทุนจึงควรศึกษาถึงแนวโน้นธุรกิจ ความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว และเทรนด์การแข่งขันระหว่างผู้เล่นในอุตสาหกรรมนั้นๆให้ละเอียดรอบคอบเพิ่มเติมด้วยนะครับ

ก็หวังว่าการทำรีวิวประชันกันระหว่าง AU กับ MM ในวันนี้ จะทำให้ท่านผู้อ่านได้มุมมองใหม่ ๆ มองเห็นโอกาสในการลงทุนผ่านประสบการณ์ในการบริโภคสินค้าและบริการรอบตัวในชีวิตประจำวันของเราได้สนุกมากขึ้นนะครับ เสาร์อาทิตย์นี้ ใครจะไปอุดหนุนร้านไหน สาขาไหนก็ขอให้สนุกกับการต่อคิวรอหน้าร้านกันถ้วนหน้าครับ

พบกันใหม่ โพสหน้าครับ


The Warrior and Whale Series : เป็นชุดบทความพิเศษที่ ครูพิ้ง และ อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA ผู้ก่อตั้ง Pink School of Finance มุ่งรวบรวมกรณีศึกษาของหุ้นในตลาด SET และ MAI ที่มีผลประกอบการที่ดี ผลิตสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีแนวโน้มการเติบโตที่มั่นคง สามารถสร้างผลตอบแทนในระดับ ‘หุ้นปลาวาฬ’ ได้ โดยจะนำมาวิเคราะห์ผลประกอบการ และแนวโน้มธุรกิจ เป็นตัวอย่างให้ฟัง เพื่อชี้ให้เห็นถึงประเด็นพื้นฐานที่สำคัญในงบการเงิน ที่นักลงทุนสามารถใช้เป็นแนวทางประกอบการหาข้อมูล ทำการบ้านของตัวเอง ในการเลือกเฟ้นหุ้น อย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจลงทุนได้

อย่างไรก็ดี ในการตัดสินใจเข้าลงทุนใดๆให้ประสบความสำเร็จนั้น สิ่งที่สำคัญนอกเหนือจากข้อมูลในอดีตก็คือจังหวะเวลาในการเข้าลงทุน และ จิตวิทยาในการบริหารพอร์ตลงทุนเมื่อเข้าลงทุนไปแล้ว ซึ่งนักลงทุนที่ดีควรหมั่นศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม และ ศึกษาปรับปรุงข้อผิดพลาดของตนเองอยู่เสมอ เพื่อให้หุ้นที่เลือกมีโอกาสกลายเป็น ‘หุ้นปลาวาฬ’ สร้างผลตอบแทนได้อย่างมั่นคงในวันข้างหน้า

พวกเราหวังว่าการมีความรู้พื้นฐานที่ดีเกี่ยวกับการประเมินข้อมูลในงบการเงินจะช่วยสร้างก้าวแรกบนเส้นทางที่จะช่วยท่านบรรลุเป้าหมายทางการเงินได้ในก้าวต่อๆไปได้สำเร็จ


หากคุณสนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติม พบกับหลักสูตรการเงินคุณภาพที่จะเปลี่ยนคุณเป็นมืออาชีพด้านการเงินได้ที่ www.pinkschools.com และ Line :

The Warrior and Whale Series : ตามล่าหุ้นปลาวาฬ ตอน : Mudman ปะทะ After You อร่อยอ้วนทั้งคู่ ใครดูน่าลงทุนกว่า ? Mudman ปะทะ After You อร่อยอ้วนทั้งคู่ แต่ใครดูน่าลงทุนกว่ากัน ? โดย อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA สวัสดีครับ สำหรับอาทิตย์นี้ผมจะขอพักเบรคซีรีย์บทความ ‘รู้ทันหุ้นหมาป่า’ และอยากชวนท่านผู้อ่านมา ‘ตามล่าหุ้นปลาวาฬ’ ด้วยกันในซีรีย์ใหม่ตอนแรกดูบ้างนะครับ นี่จะเป็นการทำรีวิวจับคู่ battle บริษัทร้านอาหารยอดฮ...

Photos 31/03/2017

The Warrior and Wolf Series : รู้ทันหุ้นหมาป่า
ตอน : EFORL , เปลี่ยนทุน(E) เป็นหนี้ (L) แบบนี้ก็ได้ ? โดย อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA
--
สวัสดีครับ บทความรู้ทันหุ้นหมาป่าสำหรับอาทิตย์นี้ ผมขอหยิบกรณีศึกษาของหุ้น EFORL (E for L AIM) ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ Wuttisak Clinic ขึ้นมาพูดถึงเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงการเดินหมากที่ผิดพลาดของบริษัทที่คิดการใหญ่เกินตัว และ ไม่มีความเชี่ยวชาญเพียงพอในการเข้าทำธุรกิจใหม่ที่ตัวเองไปซื้อนะครับ ยุคสมัยหนึ่ง EFORL เคยทำตัวเป็นหุ้น 20 เด้ง จากราคาช่วงปลายปี 2555 เคยอยู่ที่ประมาณ 0.1 บาท ไปสูงสุดที่เกือบ 2 บาทในปี 2557

แต่น่าใจหายที่ราคาปัจจุบันในปี 2560 นั้นกลับถอยกลับมาเกือบถึงจุดเดิมที่ 0.15 บาท ในส่วนรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ 20 รายแรกนั้น เมื่อตรวจสอบดูก็ ถือรวมกันปัจจุบันคิดเป็นแค่ร้อยละ 41 ของหุ้นทั้งหมด และเป็นนักลงทุนรายย่อยเกือบทั้งหมด โดยผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของ EFORL ถือประมาณร้อยละ 6.6 เท่านั้นครับ ซึ่งล่าสุด EFORL ก็พึ่งมีประเด็นเรื่องตั๋ว B/E ผิดนัดชำระที่บริษัทลูกเมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมาไปหมาดๆให้หวาดเสียว แต่โชคดีที่ปัจจุบันได้จ่ายชำระคืนไปแล้ว

เช่นเคยครับ ก่อนจะเริ่มวิเคราะห์ประเด็นผิดปรกติต่างๆให้ฟังวันนี้ ผมคงต้องขอท้าวความประวัติของหุ้น EFORL กลับไปซักเล็กน้อยเนื่องจาก ทางบริษัทได้มีการเปลี่ยนทั้งชื่อบริษัทและเปลี่ยนการดำเนินธุรกิจหลักมาก่อน (คุ้นๆมั้ยครับ ) ซึ่งแต่เดิมบริษัท EFORL นั้นมีชื่อว่าบริษัท Absolute Impact หรือชื่อย่อว่า AIM ประกอบธุรกิจให้บริการและผลิตสื่อโฆษณาเป็นหลัก

หลังจากนั้นในปี 2556 ก็เริ่มเบนเข็มเข้าสู่ธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือการแพทย์ จนเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในธุรกิจเสริมความงาม Wuttisak Clinic ในช่วงปลายปี 2557

ทีนี้เรามาไล่ดูผลประกอบการย้อนหลัง 4 ปี ด้วยกันก่อนครับ

ปี 2556

รายได้ (ลบ. ) 171 กำไร (ลบ.) 26

ปี 2557

รายได้ (ลบ.) 1,490 กำไร (ลบ.) 241

ปี 2558

รายได้ (ลบ.) 4,530 กำไร (ลบ.) 210

ปี 2559

รายได้ (ลบ.) 3,754 กำไร(ขาดทุน) (ลบ.) (614)

เมื่อดูจากตัวเลขข้างบน ในปีแรกตั้งแต่ EFORL เริ่มต้นทำธุรกิจจัดจำหน่ายเครื่องมือแพทย์ผลประกอบการก็ออกมาน่าประทับใจมาก สะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นที่ขยับขึ้นมา 20 เด้ง ภายใน 2 ปี ในแง่ของตัวเลขรายได้นั้นก็พบว่าเติบโตดีมาเรื่อย ๆ แต่สิ่งที่ดูแล้วผิดปรกติก็คือ ลองสังเกตตัวเลขกำไรตั้งแต่ปี 2558 ดูสิครับ ว่าทำไมถึงทำตัวสวนทางกับรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดซะอย่างนั้น

เพื่อจะหาคำตอบให้กับพฤติกรรมที่ชวนสงสัยนี้ เราลองมาไล่ดูเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมากันครับ

เหตุการณ์สำคัญในปี 2556 :

1. มีการจัดโครงสร้างเงินทุนของบริษัทใหม่ได้แก่

- ลดทุนที่จดไว้รองรับ ในส่วน AIM-W1 และ AIM-ESOP ซึ่งไม่มีการใช้สิทธิและหมดอายุไป

- เพิ่มทุนจาก 280 ล้านบาท เป็น 920 ล้านบาท

- ออกหุ้นเพิ่มทุน 6,400 ล้านหุ้น (ราคา par อยู่ที่ 0.1 บาท) เป็น PP 5,000 ล้านหุ้น และให้ผู้ถือหุ้นเดิม 1,400 ล้านหุ้น ราคา 0.1 บาท โดยเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด

- ออก AIM-W2 จำนวน 4,600 ล้านหน่วย ตามสัดส่วน 2 หุ้น ได้ 1 warrant (คนซื้อ PP ได้ด้วย) ราคาใช้สิทธิ 0.1 บาท

2. เปลี่ยน CEO ใหม่ และเปลี่ยนชื่อ บริษัทเป็น “E for L Aim”

3. ได้เริ่มเปลี่ยนแปลงธุรกิจหลัก เข้าสู่การจัดจำหน่ายอุปกรณ์และเครื่องมือการแพทย์

4. ราคาหุ้น EFORL ปลายปี ปิดที่ 0.6 บาท

เหตุการณ์สำคัญปี 2557 :

1. ทำ Due Diligence เพื่อเตรียมซื้อหุ้น บริษัท วุฒิศักดิ์ คลินิก อินเตอร์กรุ๊ป จำกัด (WCIG) และจัดตั้ง บริษัท ดับบลิวซีไอ โฮลดิ้ง จำกัด (WCIH) เพื่อเข้าซื้อ WCIG โดยบริษัทถือหุ้นร้อยละ 60 มูลค่าการซื้อกิจการประเมินอยู่ที่ 4,500 ล้านบาท (ซื้อหุ้น 3,500 ล้านบาท และให้เอาไปจ่ายชำระหนี้อีก 1,000 ล้านบาท) ราคาหุ้นได้ปรับตัวขึ้นไปสูงสุดเกือบ 2 บาท ในช่วงต้นเดือนกันยายน 'ก่อน' ที่จะมีการประกาศข่าวข้างต้นออกมา

2. ที่ปรึกษาการเงินอิสระมีความเห็นว่าผู้ถือหุ้นควรอนุมัติรายการดังกล่าวโดยรายการเสร็จเรียบร้อยประมาณช่วงต้นเดือนธันวาคม

3. ผลการดำเนินงานในปี 2557 ถือได้ว่า มาจากธุรกิจจัดหน่ายอุปกรณ์การแพทย์เป็นหลัก เพราะการเข้าซื้อ Wuttisak Clinic มีผลกับงบการเงินแค่ไม่ถึง 1 เดือนเท่านั้น

4. ถือได้ว่ามีผลประกอบการที่ดี รายได้โตเกือบ 9 เท่า และมีกำไรเพิ่ม 10 เท่า จาก 26 ล้านบาทในปี 2556 เป็น 241 ล้านบาทในปี 2557 และมีอัตรากำไรขั้นต้น 35% และอัตรากำไรสุทธิที่ 17%

5. ราคาหุ้น EFORL ปลายปี ปิดที่ 1.4 บาท

เหตุการณ์สำคัญปี 2558 :
1. มีการลดสัดส่วนการถือครองหุ้นใน WCIH ลงเหลือประมาณร้อยละ 50 โดยนำเงินดังกล่าวไปชำระลดภาระหนี้ในการเข้าซื้อกิจการ Wuttisak Clinic

2. ผลการดำเนินงานในปี 2558 มีรายได้เติบโตกว่า 3 เท่า เป็น 4,500 ล้านบาท แต่กลับมีความสามารถทำกำไรลดลงเหลือ 210 ล้านบาท จาก 241 ล้านบาท ในปี 2557 ซึ่งสาเหตุหลักมาจาก : อัตราการทำกำไรในส่วน Wuttisak ต่ำกว่าธุรกิจจำหน่ายเครื่องมือการแพทย์ และ เกิดดอกเบี้ยจ่ายที่สูงมากจากการกู้มาซื้อกิจการ

3. อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 29% และอัตรากำไรสุทธิลดลงมาอยู่ที่ 5.6% เท่านั้น

4. ราคาหุ้น EFORL ปลายปี ปิดที่ 0.77 บาท

เหตุการณ์สำคัญปี 2559 :

1. ขออนุมัติเพื่อทำการออกตั๋วแลกเงินระยะสั้น (ตั๋ว B/E) และหุ้นกู้เสนอขายในวงจำกัด

2. เตรียมนำ WCIH เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

3. EFORL-W2 หมดอายุการซื้อขาย แต่มีการใช้สิทธิเพื่อซื้อหุ้นเกือบทั้งหมด

4. ผลการดำเนินงานในปี 2559 มีรายได้ลดลงเหลือประมาณ 3,700 ล้านบาท และขาดทุนรวมกว่า 600 ล้านบาท โดยมีสาเหตุจาก

- ธุรกิจ Wuttisak Clinic ขาดทุน โดยไม่มีแม้กระทั่งกำไรขั้นต้นเลย

- ขาดทุนจากการด้อยค่า 873 ล้านบาท จากค่าความนิยม (Goodwill) และด้อยค่าเงินลงทุนในบริษัทย่อย

- ตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของลูกหนี้แฟรนไชส์ และการวางแผนปิดสาขาที่ไม่มีรายได้อีก 30 สาขา

4. อัตรากำไรขั้นต้น 19% และอัตราขาดทุนสุทธิที่ -16%

5. ราคาหุ้น EFORL ปลายปี ปิดที่ 0.27 บาท

ประเด็นสำคัญของหุ้น EFORL ที่นักลงทุนควรนำมาพิจารณาก็คือ ประเด็นการตัดสินใจเข้าซื้อ WCIG ซึ่งถือเป็นกิจการคนละประเภทกับธุรกิจหลักที่พึ่งมีการเปลี่ยนมาหมาดๆ

ในปี 2557 ที่บริษัทมีการเปลี่ยนธุรกิจมาด้านขายเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ EFORL นั้น ถือได้ว่าบริษัทมาถูกทาง เนื่องจากสามารถทำยอดขายและสร้างผลกำไรที่เติบโตกลับมาได้ค่อนข้างสูงและมีอัตราในการทำกำไรที่ดีมาก

แต่หลังจากที่มีการเข้าซื้อกิจการ Wuttisak ถึงแม้ว่าจะมียอดขายเติบโตเป็นอย่างมาก แต่ก็ต้องแลกมากับการเข้าซื้อในราคาที่สูง และการก่อหนี้ก้อนใหญ่ตามมา ส่งผลให้บริษัทมีสัดส่วนหนี้ต่อทุน (Debt to Equity Ratio) จากระดับต่ำที่ 0.3 เท่า ขึ้นไปสูงถึง เกือบ 3 เท่า และ เกิดดอกเบี้ยจ่ายที่สูงมากจากการกู้มาซื้อกิจการ

ยอดหนี้ 3,400 ล้านบาท ส่งผลให้เกิดเป็นดอกเบี้ยจ่ายสูงถึง 240 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ากำไรรวมที่ทำได้ทั้งปี เรียกได้ว่า ได้มาเท่าไหร่จ่ายธนาคารอย่างเดียว จึงอาจเป็นสาเหตุนึงที่ทาง EOFRL ต้องขายหุ้น WCIG เพื่อลดสัดส่วนและภาระหนี้ลง

และเมื่อได้เข้าไปดูรายละเอียดการเข้าซื้อกิจการครั้งนั้น จะมีประเด็นที่ผมมองว่าเป็น 'ก้าวที่ไม่น่าเดิน' อยู่ 3 เรื่อง :

เรื่องที่ 1. กิจการที่เข้าซื้อนั้นใหญ่กว่ากิจการปัจจุบันของตัวเอง และตนเองยังไม่มีความเชี่ยวชาญในการทำกิจการนั้นมาก่อน

เรื่องที่ 2. กิจการที่เข้าซื้อนั้นมีตัวเลขหนี้สินและสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้อยู่สูง

เมื่อดูจากตัวเลขงบการเงินครึ่งปี 2557 ที่เปิดเผย WCIG มีสินทรัพย์ประมาณ 2,700 ล้านบาท มีหนี้สิน 2,300 ล้านบาท และส่วนผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 585 ล้านบาท และนอกจากนี้ในส่วนของสินทรัพย์ ยังมีค่าความนิยม (Goodwill) อยู่ในสินทรัพย์ถึง 900 ล้านบาท ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ และมักจะเกิดจากการเข้าซื้อกิจการที่ราคาสูงเกินมูลค่าพื้นฐาน ซึ่งได้ก่อให้เกิดการด้อยค่าของสินทรัพย์ตามมา

เรื่องที่ 3 : กิจการที่เข้าซื้อนั้นมีแนวโน้มการทำกำไรที่ไม่ค่อยสดใส มีแต่ลดลงเรื่อยๆ ดังนี้

ปี 2555

รายได้ (ลบ. ) 3,000 กำไร (ลบ.) 610 – net margin 20%

ปี 2556

รายได้ (ลบ. ) 3,600 กำไร (ลบ.) 410 – net margin 11%

ครึ่งปี 2557

รายได้ (ลบ.) 1,500 กำไร (ลบ.) 6 – net margin 0.4%

ถึงแม้ว่าไอเดียสนับสนุนการซื้อกิจการ ที่ทางผู้บริหารมองว่าจะมีโอกาสในการเติบโตและต่อยอดของธุรกิจต่อเนื่องในอนาคตค่อนข้างสูงก็ตาม ตัวเลขที่แสดงออกมากลับชี้ให้เห็นว่า การขายเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์เพียงอย่างเดียว น่าจะดีกว่าการตัดสินใจเข้าซื้อ WCIG ด้วยเงินกู้ลงทุนก้อนใหญ่ โดยผลประกอบการในปี 2558 และ 2559 ก็ได้แสดงให้เห็นว่า การเข้าซื้อกิจการ Wuttisak Clinic ครั้งนี้ส่งผลกระทบที่เป็นลบต่อ EFORL สูงมาก ในขณะที่ธุรกิจขายเครื่องการแพทย์ยังสามารถรักษาระดับอัตรากำไรขึ้นต้น อย่างสม่ำเสมอที่ร้อยละ 35 มาตลอดตั้งแต่เริ่ม ไม่เคยลดลงแต่อย่างใด

โดยข่าวล่าสุด ทาง EFORL ก็เหมือนจะยอมยกธงขาวยอมแพ้แล้ว โดยอยู่ระหว่างเจรจาหาผู้ที่สนใจเข้ามาลงทุนใน WCIG แทน ส่วนแผนการในการจะนำ WCIH เข้าตลาดก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับผู้ถือหุ้นรายใหม่ต่อไป

ผมจึงขอสรุปว่าบริษัทที่ฐานะการเงินกำลังไปได้ดีแต่ออกอาการรีบร้อนลงทุน รีบร้อนขยายกิจการผ่านการควบรวมนั้น หากไม่มีความเชี่ยวชาญและการวางแผนรอบคอบที่เพียงพอในการดำเนินการแล้วล่ะก็ สุดท้ายแล้วก็มักจะเดินสะดุดล้ม ไปได้ไม่ไกล สุดท้ายต้องกลับมายืนที่เดิมแบบหุ้น EFORL ที่ทำการแปลงทุนตัวเอง Equity เป็นหนี้ Liability แล้วบู้บี้ เช่นนี้แหล่ะครับ

และผมก็หวังว่าข้อมูลที่ผมสรุปมาให้ในวันนี้ จะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพเชิงลึกของผลกระทบของการซื้อขายกิจการที่อาจจะมีผลต่อเนื่องในเชิงลบ และเพิ่มความระมัดระวังระวังหุ้นยอดนิยมทั้งหลายที่เตรียมจะทำตัวเป็นหุ้นหมาป่าได้ดีขึ้นนะครับ

แล้วพบกันใหม่โพสหน้าครับ

-
ความเดิมตอนที่แล้ว

THE WARRIOR AND WOLF SERIES: รู้ทันหุ้นหมาป่า ตอน : จับพิรุธหุ้นGL
http://bit.ly/2oG1RKW

THE WARRIOR AND WOLF SERIES: รู้ทันหุ้นหมาป่า ตอน: เล่นอะไรหุ้นIFEC
http://bit.ly/2n7H8yt

--

The Warrior and Wolf Series : เป็นชุดบทความพิเศษที่ ครูพิ้ง และ อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA ผู้ก่อตั้ง Pink School of Finance มุ่งรวบรวมกรณีศึกษาของหุ้นในตลาด SET ที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใสเข้าข่ายลักษณะของ 'หุ้นหมาป่า' เพื่อชี้แนะให้เห็นถึงลักษณะอันตรายของหุ้นชนิดนี้ที่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังและฝึกจับสังเกตพฤติกรรมของผู้บริหารให้เป็นเมื่อตัดสินใจที่จะเข้าเสี่ยงดวงทุกครั้งค่ะ

ในช่วง Life Cycle ทั่วไปของหุ้นหมาป่านั้น มักจะมีการปั่นข่าว ปั่นราคาไปในวงกว้าง สร้างความสนใจเพื่อปล่อยหุ้นออกที่ราคาสูง ในขณะที่ผู้บริหาร มีการทยอยทำธุรกรรมผ่องถ่ายผลประโยชน์ออกจากบริษัทไปในลักษณะต่างๆ ไปเรื่อยๆ โดยจุดจบของหุ้นหมาป่ามักจะเป็นการถล่มของราคาบ้าง การซึมลงยาว หรือมีการขึ้นสัญญาน SP ห้ามทำการซื้อขาย ซึ่งนักลงทุนที่ไม่รู้ไม่ทันนั้นก็มักจะหลงติดกับ ซื้อถัวเฉลี่ยขาลงจนหมดทุน และไม่ได้มีโอกาสเห็นราคาวิ่งกลับมาในจุดที่ตัวเองเคยเข้าอีกเลย

พวกเราหวังว่าหากนักลงทุนมีความเข้าใจธรรมชาติของหุ้นหมาป่าดีพอ ก็น่าจะฉุกคิดเตือนสติให้ตัวเองหยุดลงทุนและถอยออกมานั่งดูได้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับความเสียหายในระดับที่ทำให้ตัวเองเสียใจจนเข็ดขยาดกับตลาดหุ้นไปตลอดชีวิต

--

หากคุณสนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติม พบกับหลักสูตรการเงินคุณภาพที่จะเปลี่ยนคุณเป็นมืออาชีพด้านการเงินได้ที่ www.pinkschools.com และ Line :

Photos 23/03/2017

The Warrior and Wolf Series : รู้ทันหุ้นหมาป่า
ตอน : เล่นอ่ะไร? หุ้น IFEC โดย อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA
--
สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้งในซีรีย์ 'รู้ทันหุ้นหมาป่า' นะครับ สำหรับตอนนี้ ผมขอหยิบเรื่องราวของ IFEC ( Inter Far East Energy Corporation) หุ้นสุดร้อนแรงบนกระดานในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาอีกตัวหนึ่ง มาเรียบเรียงเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจให้ฟังกัน ซึ่งผมคิดว่าหุ้นตัวนี้ทุกคนต้องเคยได้ยินชื่อและข่าวกันมาบ้างอย่างแน่นอนครับ

เริ่มแรกเรามาอัพเดทสถานะของหุ้น IFEC กันก่อนนะครับ ล่าสุดตอนนี้หุ้นได้ถูกขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามทำการซื้อขายไปเมื่อเดือนมกราคม 2560 ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งสาเหตุมาจากการผิดนัดชำระ (Default) เงินกู้ในรูปแบบ 'ตั๋ว B/E แบบไม่มีการจัดอันดับ (Non-Rated)' ซึ่งหมายถึง สถานะการเป็นลูกหนี้ชั้นแย่สุด แถมเมื่อเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นกับ IFEC ในช่วงนั้นก็ดันมีบริษัทผิดนัดชำระหนี้ติด ๆ กันอีกสองสามบริษัท ราวกับนัดกันมา

ผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้ตลาดตั๋วเงิน B/E เกิดความตื่นตระหนก หลายบริษัทไม่สามารถต่ออายุ (Roll Over) ตั๋ว B/E ของตน หรือขายเพิ่มได้ ถึงแม้ว่าทางการจะออกมาชี้แจงว่า ยอดหนี้ตั๋ว B/E ที่ผิดนัดชำระในช่วงนั้นจะคิดเป็นยอดส่วนน้อยของตลาดตราสารหนี้โดยรวมและกระทบแค่เจ้าหนี้ของตั๋วรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริง ๆ กลับกลายเป็นว่า ดันมีนักลงทุนผู้พอมีอันจะกินที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่เยอะมากที่พลอยติดร่างแหไปกับงานนี้ด้วย เพราะไม่ได้รู้เลยว่า “กองทุน” ที่ตัวเองเอาเงินออมไปลงทุนเอาไว้ ถือตั๋วB/E เหล่านี้ไว้ด้วย ดังนั้นเมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมา เงินต้นในส่วนนี้จะถูกตัดออกจาก NAV ของกองทุนไปเลย ทำได้แค่รอการจ่ายชำระหนี้คืนจากทางบริษัทเพียงอย่างเดียว ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลให้การระดมทุนเงินผ่านช่องทางดังกล่าวคล้ายจะถูกปิดไปโดยปริยาย ตลาดวายไปเลยครับ ผมได้ยินว่าบริษัทหลายแห่งต้องวิ่งกลับไปอ้อนง้อคืนดีขอเปิดวงเงินใหม่กับธนาคารที่ตัวเองเคยหักอกเค้าไว้แทบไม่ทัน

กลับมาที่ IFEC กันต่อ ผมพบว่าจวบจนกระทั่งวันนี้ บริษัทก็ยังไม่ได้จัดส่งงบการเงินประจำปี 2559 ตามที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนด และที่ผ่านมาก็ยังมีดราม่าเรื่องการเปลี่ยนแปลงกรรมการ รวมไปถึงคดีฟ้องร้องตามกันมาอีกมากมาย และเมื่อลองตรวจสอบไปที่รายชื่อผู้ถือหุ้น สิ่งที่น่าตกใจก็คือ การพบว่ามีจำนวนหุ้นหมุนเวียนในมือนักลงทุนรายย่อย (Free float) จำนวนมากถึงร้อยละ 88 และ มีจำนวนผู้ถือหุ้นล่าสุดในบริษัทเกือบ 30,000 คน แบบนี้ก็อาจถือได้ว่า IFEC เป็นหุ้นของมหาชนอย่างแท้จริงได้นะครับ และที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น ก็คือการที่ประธานกรรมการบริหารบริษัทคนปัจจุบันถือหุ้นบริษัทไม่ถึงร้อยละ 3 เท่านั้น แต่กลับมีอำนาจควบคุมการบริหารงานทั้งหมดของบริษัท
.
ตอนนี้สิ่งที่น่าสนใจที่ผมอยากจะทำต่อไปคือการพาเราย้อนกลับไปดูสิ่งที่เกิดขึ้นกับ IFEC ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา โดยจะดึงสิ่งที่น่าสะดุดใจ รวมไปถึงการเคลื่อนไหวราคาหุ้น มาไล่ดู แล้วค่อยมาวิเคราะห์ให้ฟัง เพื่อสอนให้นักลงทุนหัดสังเกตและเพิ่มความระมัดระวังกับหุ้นหมาป่ากันต่อไปนะครับ

ในปี 2556 IFEC ได้เริ่มผันตัวเองจากธุรกิจเครื่องพิมพ์และถ่ายเอกสาร เข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ เชื้อเพลิงขยะ และพลังงานลม ซึ่งผลประกอบการคร่าว ๆ ย้อนหลังมีดังนี้

ปี 2556
รายได้ (ลบ. ) 630 กำไร (ลบ.) 28
ปี 2557
รายได้ (ลบ.) 638 กำไร (ลบ.) 73
ปี 2558
รายได้ (ลบ.) 1,178 กำไร (ลบ.) 332
ปี 2559 เก้าเดือน
รายได้ (ลบ.) 1,625 กำไร (ลบ.) 179
.
เมื่อดูแค่การรายงานตัวเลขกำไรเบื้องต้น สี่ปีที่ผ่านมา บริษัท IFEC มีกำไรเป็นบวกมาตลอดแต่ออกจะดูหวือวา เพราะการเพิ่มหรือลดของกำไรเป็นไปแบบฮวบฮาบ ทีนี้สังเกตุเรื่องกำไรไว้ให้ดี ๆ นะครับ เดี๋ยวผมจะค่อย ๆ เล่าให้ฟังว่า ในแต่ละปีเกิดอะไรขึ้นบ้างครับ

เหตุการณ์สำคัญปี 2556 :
1. กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่เดิม ซึ่งถือหุ้นร้อยละ 43 มาจนถึงปลายปี 2555 เริ่มขายหุ้นออก โดยเหลือไม่ถึง 1% ในปัจจุบัน
2. ให้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วยการทำ Right Offering (RO) อัตราส่วน 2 หุ้นเดิม 1 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 2 บาท
3. มีการทำ Private Placement (PP) ในราคาหุ้นละ 3.25 บาท (ราคาตลาดวันประกาศ 24 กรกฎาคม ประมาณ 3.9 บาท)
4. มีการออก IFEC-W1 โดยสามารถใช้สิทธิ 1:1 ในราคาหุ้นละ 1 บาท โดยได้เริ่มซื้อขายในปี 2557 หมดอายุปี 2560
5. ราคาหุ้น IFEC ปลายปี 2556 ปิดที่ 3.9 บาท
.
เหตุการณ์สำคัญปี 2557 :
1. บริษัทได้เลิกการทำกิจการเครื่องพิมพ์ มีการจัดการขายธุรกิจและทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ได้กำไรในจุดนี้ประมาณ 200 ล้านบาท (แต่ทั้งปีหลังจากหักขาดทุนจากธุรกิจหลักเหลือกำไรเพียง 73 ล้านบาท)
2. ประกาศเบนเข็มหันมาเข้าไล่ซื้อกิจการพลังงานทางเลือก
3. ให้สิทธิ์ซื้อหุ้นเพิ่มทุนด้วยการทำ Right Offering (RO) อัตราส่วน 9 หุ้นเดิม 1 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 4 บาท
4. มีการทำ Private Placement (PP) ในราคาหุ้นละ 6 บาท (ราคาตลาดวันประกาศ 4 กันยายนประมาณ 5.6 บาท)
5. ราคาหุ้น IFEC ปลายปี 2557 ปิดที่ 11.5 บาท
.
เหตุการณ์สำคัญปี 2558 :
1. ไล่ซื้อกิจการอย่างต่อเนื่อง ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ไปสูงสุดที่ประมาณ 18 บาท ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่มีการประกาศว่าสนใจจะลงทุนโครงการพลังงานลม ที่ประเทศเกาหลี
2. มีการออกหุ้นกู้แปลงสภาพ และการออก IFEC-W2 โดยมีราคาใช้สิทธิอยู่ที่หุ้นละ 25 บาท และได้เริ่มซื้อขาย IFEC-W2 ช่วงครึ่งปีหลัง
3. เปลี่ยนหมวดการซื้อขาย มาอยู่ในหมวดพลังงานและสาธารณูปโภค
4. เข้าซื้อกิจการโรงแรมดาราเทวี เชียงใหม่ มีกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้จำนวน 321 ล้านบาท (แต่ทั้งปีแสดงกำไรแค่ 332 ล้านบาท ธุรกิจหลักสามารถ ทำกำไรเข้ามาได้เพียง 10 ล้าน)
5. ราคาหุ้น IFEC ปลายปี 2558 ปิดที่ 6.5 บาท
.
เหตุการณ์สำคัญปี 2559 :
1. ยังคงเดินหน้าไล่ซื้อกิจการพลังงานทางเลือกต่อเนื่อง
2. ชี้แจงความคืบหน้าการปรับโครงสร้างหนี้ของโรงแรมดาราเทวี และได้กำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้อีก 782 ล้านบาท (ผ่านไป 9 เดือนกำไรเหลือเพียง 179 ล้านบาท จากผลขาดทุนและการตัดจำหน่ายมูลค่าทรัพย์สินที่สูงเกินไป แถมเป็นรายการกำไรที่ไม่สร้างกระแสเงินสดที่เป็นบวกใดๆให้แก่บริษัท)
3. มีข่าวเรื่องกลุ่มนักลงทุนที่สนใจซื้อที่ดินเปล่าของโรงแรม
4. มีการผิดนัดชำระตั๋ว B/E ครั้งแรก แต่ชำระได้ตามที่ขอขยายเวลา (ประมาณ 1 สัปดาห์)
5. ราคาหุ้น IFEC ปลายปี 2559 ปิดที่ 3.7 บาท

เหตุการณ์ปี 2560 :
1. โดนตลาดหละกทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย SP ห้ามทำการซื้อขายจากจากการผิดนัดชำระหนี้ตั๋ว B/E ครั้งที่สอง
2. ผู้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มใหม่ เตรียมกรรมการชุดใหม่เข้าบริหารงาน
3. ประธานกรรมการบริษัทโดนฟ้องร้อง
4. อยู่ในระหว่างการแย่งชิงอำนาจสิทธิ์ในการบริหารงานของบริษัทระหว่างกลุ่มผู้ถือหุ้น

ต่อจากนี้ จะเป็นการสรุปประเด็นผิดปรกติของ IFEC ทั้ง 5 ประเด็น ให้ฟังเพื่อให้เราฝึกเอาไว้ไปใช้สังเกตุความผิดปรกติของหุ้นหมาป่าตัวอื่น ๆ ได้นะครับ

ประเด็นแรก : กำไรส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ล้วนมาจากสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงาน

นั่นแสดงให้เห็นว่าผลการดำเนินงานจากธุรกิจพลังงานทางเลือกที่บริษัทไปซื้อมามากมาย ยังไม่ประสบความสำเร็จเลย ทำให้กำไรที่เกิดขึ้นเป็นการรับรู้กำไรครั้งเดียว (One-Time Gain) มาตลอด ทั้งจากการขายธุรกิจเครื่องพิมพ์ และกำไรจากการปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งถ้าเป็นแนวทางการทำงานของนักวิเคราะห์แล้ว รายการกำไรที่ไม่ได้มาจากการดำเนินงาน จะต้องถูกตัดออกจากการทำประมาณการณ์ทุกครั้ง ซึ่งทำให้ไม่แปลกใจว่า ตลอด 3 ปี ที่ผ่านมาในการชี้แจงผลการดำเนินงานในแต่ละไตรมาสของธุรกิจพลังงานทางเลือกที่ดำเนินงานอยู่ แสดงตัวเลขขาดทุนมาตลอดทาง
.
ประเด็นที่สอง : การเข้าซื้อกิจการที่ไม่มีความเกี่ยวข้องและเอื้อผลประโยชน์กับธุรกิจหลัก

ข่าวการเข้าซื้อกิจการโรงแรมดาราเทวีของ IFEC นั่นเป็นสิ่งที่ผมถือว่าเป็น Red Flag ของหุ้น IFEC ที่สุด ถ้าเจอพฤติกรรมแบบนี้ของผู้บริหารเมื่อไหร่ ผมแนะนำ“เผ่นทันที” ครับ เพราะนอกจากธุรกิจโรงแรมจะไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพลังงานทางเลือกแล้ว ผู้บริหารยังไม่น่าที่จะมีพื้นฐานความเชี่ยวชาญที่พร้อมในการจะลุยทำธุรกิจในกลุ่มท่องเที่ยวและบริการอีกด้วย ลองคิดดูครับว่าคุณจะเลือกทานอาหารในร้านที่เชี่ยวชาญในการทำอาหารเพียงสัญชาติเดียวให้อร่อย หรือจะทานในร้านที่มีอาหารทุกสัญชาติแต่ห่วยทุกจาน ในการระดมเงินทุนในตลาดหุ้นจากประชาชนนั้นก็เช่นกันครับ นักลงทุนก็ย่อมหวังให้ผู้บริหารนำเงินเหล่านั้น ไปลงทุนให้ธุรกิจหลักของบริษัทให้มีผลตอบแทนงอกเงย ไม่ใช่ไปซื้อธุรกิจอะไรก็ได้มาสร้างอาณาจักร holding แบบจับฉ่ายหลาย ๆ ธุรกิจขึ้นมาแล้วไปไม่รอดซักกิจการ เพราะท้ายที่สุดหน้าที่การกระจายการลงทุนในธุรกิจต่าง ๆ ควรเป็นสิ่งที่นักลงทุนเลือกเอง ที่ผ่านมาผู้ที่สร้างอาณาจักรจับฉ่ายแบบนี้สำเร็จก็เห็นจะมีแต่ Warren Buffet นี่แหล่ะครับ

ประเด็นที่สาม : การสร้างข่าวดันราคาหุ้น ผ่านการออก PP และ Warrant

การออกหุ้นแบบ Private Placement (PP) เฉพาะเจาะจงให้นักลงทุนบางกลุ่ม และ Warrant ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายซะทีเดียว เนื่องจากเป็นการระดมทุนที่บริษัทสามารถทำได้ แต่โดยปรกติการทำ PP ที่จะมีประโยชน์นั้น ควรจะเป็นการดึงกลุ่ม Strategic Partner หรือ Financial Partner ที่จะเข้ามาช่วยให้ผลการดำเนินงานของกิจการเติบโตมากขึ้น มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้น ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ถือหุ้นเดิมต้องจ่าย เพราะว่าจะเกิด dilution effect จากการโดนลดสัดส่วนของหุ้นที่ตนถืออยู่ลง แต่เท่าที่ดูนักลงทุน PP ของ IFEC นั้น มุ่งเข้ามาเพื่อหวังผลการซื้อขายและทำกำไรระยะสั้น ๆมากกว่า ดูได้จากการที่รายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก นั่นเองครับ ถ้าไล่ไปดู บุคคลที่ได้ PP กลุ่มแรก ปีถัดมาก็รายชื่อหายไปหมด พอ PP รอบสอง มาดูอีกทีก็หายไปเกือบหมดอีกเช่นกัน

ในส่วนของการออก Warrant นั้น สิ่งที่สร้างชื่อให้กับหุ้น IFEC ให้ดังเป็นพลุแตก เกิดจากการออก IFEC-W1 ที่มีการกำหนดราคาการใช้สิทธิที่ 1 บาท ต่อหุ้น ในปี 2557 ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม มุ่งเพิ่มความคึกคักให้กับการเทรด ออกมาปุ้บกำไรปั้บ คล้ายจะเชิญชวนให้คนขายตัวแม่มาถือหุ้นคู่แฝดตัวลูกที่วิ่งได้เร็วกว่า และ ทำกำไรได้มากกว่าต่อการวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน ในวันที่บอร์ดอนุมัติราคาหุ้นอยู่แถวๆ 3 บาทกว่าเกือบ 4 บาท ก่อนจะปิดปีที่ 11 บาทกว่า ในขณะที่ในปี 2558 หลักจากสร้างความประทับใจกันไปมากมายกับ Warrant เบอร์ 1 บริษัทจึงอนุมัติการออก IFEC-W2 ที่มีการกำหนดราคาใช้สิทธิอยู่ที่ 25 บาท ราวกับเป็นการชี้เป้าราคา เมื่อย้อนกลับมาดูราคาหุ้น IFEC ในช่วงนั้นราคาหุ้นสูงสุดอยู่ที่ 18 บาท (กุมภาพันธ์ 2558) แต่ในวันที่มีประกาศออก IFEC-W2 (มีนาคม 2558) นั้นราคาเริ่มไหลลงมาอยู่ที่ 16 บาท และหลังจากนั้น ราคาหุ้นก็ปรับตัวลดลงมาเรื่อยๆและไม่เคยกลับขึ้นไปถึงราคา 18 บาทอีกเลย อัลบั้มที่ 2 มักแป้ก เค้าว่ากันมาแบบนั้นครับ
.
ประเด็นที่สี่ : ผู้บริหารขยันให้ข่าวเอง ออกสื่อเกือบทุกวันราวกับเป็นอาชีพหลัก

ปรกติแล้ว การให้ข่าวของบริษัทสามารถใช้ช่องทางผ่านฝ่ายประชาสัมพันธ์ (Public Relation) หรือฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ (Investor Relation) ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงได้อยู่แล้ว ดังนั้นหากเราเห็นผู้บริหารออกมาให้ข่าวเองบ่อย ๆ ควรเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนเพราะการทำแบบนี้ผู้บริหารมักจะเน้นไปที่การบริหารราคาหุ้น มากกว่าการบริหารงาน ซึ่งตรงกันข้ามกับบริษัทที่ผู้บริหารรับผิดชอบต่อหน้าที่การงาน บางทีทำงานจนแทบจะหาตัวไม่เจอซะด้วยซ้ำ

ประเด็นที่ห้า : ในช่วงที่ผ่านมาหุ้น IFEC ไม่มีเจ้าของบริษัทอย่างแท้จริง

ประธานบริษัทคนปัจจุบัน ตั้งแต่เริ่มเข้ามาบริหารงานและขึ้นมาเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่นั้น เคยมีสัดส่วนการถือครองหุ้นเกือบร้อยละ 10 ซึ่งปัจจุบันเหลือเพียงไม่ถึงร้อยละ 3 ซึ่ง ความหมายแฝงของประเด็นนี้ ก็คือ เวลาตัดสินใจอะไรก็ตาม ผู้บริหารท่านนี้มีส่วนรับผิดชอบกับความเสียหายที่จะเกิดขึ้นเพียงแค่ 3 จาก 100 ส่วนเท่านั้น ในขณะที่อำนาจการบริหารนั้นกลับเบ็ดเสร็จ มีอิสระสามารถนำเงินของบริษัท ไปทำอะไรก็ได้ เพราะไม่ใช่เงินของตัวเอง บริษัทที่มีโครงสร้างแบบนี้ สุดท้ายมักจะพบว่าค่อนข้างมีปัญหาในการบริหารงาน ซึ่งพอจะเห็นได้จากข่าวกันอยู่ว่า ที่ผ่านมา IFEC มีการเปลี่ยนแปลงกรรมการบริษัทบ่อยมาก ๆ และล่าสุด ถึงขั้นมีกลุ่มผุ้ถือหุ้นใหญ่กลุ่มใหม่ เตรียมจัดขุมกำลัง เตรียมกรรมการชุดใหม่เข้ามาบริหารงานแทนประธานกรรมการบริษัทท่านเดิม มีการระดมเสียงโหวตจากผู้ถือหุ้นรายย่อย ได้ให้มีโอกาสเข้าไปจัดการฟื้นฟูบริษัทกลับขึ้นมาใหม่

ท้ายที่สุดผมมีความเห็นเกี่ยวกับหุ้น IFEC อีกซักนิดที่อยากพูดถึง ในแง่ของการที่บริษัทผันธุรกิจตัวเองเข้าไปอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับความสนใจจากสังคมอย่างพลังงานทางเลือก ซึ่งนักลงทุนรายย่อยหลายๆท่านก็มีแนวโน้มจะชื่นชอบ'หุ้นอ่ะไรก็ได้' ที่อยู่ในกลุ่มที่กำลังมาแรง ประกอบกับการวางแผนบริหารข่าวและราคาที่ร้อนแรง IFEC จึงสามารถสร้างความฮือฮาในช่วงที่ผ่านมาได้ไม่ยาก

แต่ลองคิดดูครับ ว่าความสำเร็จของหุ้นพลังงานทางเลือกแนวหน้าอย่าง EA นั้น จะสามารถลอกเลียนแบบกันได้ง่ายๆจริงหรือ ? ขนาดขนมหวานคากิโกริ ที่หน้าตาเหมือนกัน ยังไม่สามารถ Copy ความอร่อยกันได้แบบเกล็ดต่อเกล็ด แม้จะหน้าตาคล้ายกันทุกร้าน นักลงทุนจึงควรเรียนรู้ที่จะศึกษาว่าหุ้นของบริษัทที่เรากำลังจะเข้าลงทุนนั้น มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในระดับใดในสิ่งที่กำลังทำอยู่ และ เค้ามีเคล็ดลับความสำเร็จที่มาจากปัจจัยที่ยั่งยืน โดยไม่ต้องพึ่งการสร้างข่าวและบริหารราคาหุ้นรายวันหรือไม่ การฝึกเปรียบเทียบหุ้นประเภทเดียวกันในกลุ่มก็เป็นอีกทางนึงที่จะทำให้เราสังเกตเห็นความผิดปรกติได้ชัดขึ้นเช่นกันครับ

แม้จะขึ้น SP ไปแล้วจุดจบของ IFEC นั้นยังไม่เป็นที่ยุติจนกว่าจะออกจากตลาดไป ก็น่าจะยังเป็นอาหารจานโปรดของผู้ชอบเสพดราม่าให้ได้ติดตามข่าวคราวจากนี้กันต่อไปได้อีกซักพัก ผมหวังว่าทั้งห้าประเด็นที่ผมสรุปมาให้ฟัง จะเป็นแนวทางที่ดีในการฝึกรู้เท่าทันหุ้นหมาป่ากันได้เพิ่มเติมนะครับ

แล้วพบกันใหม่โพสหน้าครับ

------
The Warrior and Wolf Series : เป็นชุดบทความพิเศษที่ ครูพิ้ง และ อ.ปิยะ โอฬารริกสุภัค, CFA ผู้ก่อตั้ง Pink School of Finance มุ่งรวบรวมกรณีศึกษาของหุ้นในตลาด SET ที่มีพฤติกรรมไม่โปร่งใสเข้าข่ายลักษณะของ 'หุ้นหมาป่า' เพื่อชี้แนะให้เห็นถึงลักษณะอันตรายของหุ้นชนิดนี้ที่นักลงทุนควรเพิ่มความระมัดระวังและฝึกจับสังเกตพฤติกรรมของผู้บริหารให้เป็นเมื่อตัดสินใจที่จะเข้าเสี่ยงดวงทุกครั้งค่ะ

ในช่วง Life Cycle ทั่วไปของหุ้นหมาป่านั้น มักจะมีการปั่นข่าว ปั่นราคาไปในวงกว้าง สร้างความสนใจเพื่อปล่อยหุ้นออกที่ราคาสูง ในขณะที่ผู้บริหาร มีการทยอยทำธุรกรรมผ่องถ่ายผลประโยชน์ออกจากบริษัทไปในลักษณะต่างๆ ไปเรื่อยๆ โดยจุดจบของหุ้นหมาป่ามักจะเป็นการถล่มของราคาบ้าง การซึมลงยาว หรือมีการขึ้นสัญญาน SP ห้ามทำการซื้อขาย ซึ่งนักลงทุนที่ไม่รู้ไม่ทันนั้นก็มักจะหลงติดกับ ซื้อถัวเฉลี่ยขาลงจนหมดทุน และไม่ได้มีโอกาสเห็นราคาวิ่งกลับมาในจุดที่ตัวเองเคยเข้าอีกเลย

พวกเราหวังว่าหากนักลงทุนมีความเข้าใจธรรมชาติของหุ้นหมาป่าดีพอ ก็น่าจะฉุกคิดเตือนสติให้ตัวเองหยุดลงทุนและถอยออกมานั่งดูได้ในจังหวะเวลาที่เหมาะสม เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับความเสียหายในระดับที่ทำให้ตัวเองเสียใจจนเข็ดขยาดกับตลาดหุ้นไปตลอดชีวิต
--
หากคุณสนใจเรียนรู้เรื่องการลงทุนเพิ่มเติม พบกับหลักสูตรการเงินคุณภาพที่จะเปลี่ยนคุณเป็นมืออาชีพด้านการเงินได้ที่ www.pinkschools.com และ Line :

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


30th Flr, Bhiraj Tower 689 Sukhumvit Road North Kongtoey Wattana Bkk
Bangkok
10110