02/10/2021
ประกาศหยุดทำการเรียนการสอนที่สถาบัน และเปลี่ยนเป็นช่องทางการสอนผ่านระบบออนไลน์ตามมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการสอดคล้องกับมาตรการโควิด จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง
กรุณาติดตามความเคลื่อนไหวผ่านเพจของสถาบัน
** สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
• 099 794 9747
01/10/2021
การใช้ Present Perfect ที่เป็นปัญหาของคนไทย รู้แต่ทำไม่ได้
General
การใช้ Present Perfect
การใช้ Present Perfect : จุดที่เป็นปัญหาในการใช้ภาษาอังกฤษของคนไทยอย่างเราหลักๆ คือเรื่อง tense หรือ กาลเวลา เพราะประเทศไทยเราไม่ต้องมาเปลี่ยนกริยาให้ยุ่งยาก เราพูดว่าเราทำอะไรเมื่อไหร่ได้โดยแค่ใส่ตัวบอกเวลาเข้าไปก็เข้าใจได้แล้ว แต่ไม่ใช่กับภาษาอังกฤษใช่มั้ยคะ และ Present Perfect เป็น tense ที่คนไทยอย่างเรางงมาก เพราะแน่นอนแหละมันมีคำว่า Present แต่มันก็ไม่ใช่ปัจจุบันสักทีเดียว หรือจะเป็นอดีตก็ไม่เชิง ดังนั้นวันนี้เรามาทำความเข้าใจเบื้องต้นถึง Present Perfect กันดีนะคะ ว่าเราควรจะใช้ tense นี้เมื่อไหร่ในสถานการณ์ไหนดี
1. สิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นตั้งแต่อดีตจนถึงชีวิตเราปัจจุบัน (เหมือนว่าทั้งชีวิตนี้ตั้งแต่เกิดมาจยถึงตอนนี้เคยหรือไม่เคยทำสิ่งนี้) เช่น
– Have you eaten spaghetti? ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของคุณเคยกินสปาเกตตี้มั้ย
– We’ve had never had a house. เรายังไม่เคยมรบ้านเป็นของตัวเองเลย
– Have you read Harry Potter? คุณเคยอ่าน Harry Potter บ้างหรือยัง
– James really loves that movie. He has seen it eight times. เจมส์ชอบหนังเรื่องนั้นมาก เขาดูมาแปดครั้งแล้ว
2. สิ่งที่เกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่งในอดีตและยังดำเนินหรือส่งผลถึงปัจจุบัน (ส่วนใหญ่จะใช้กับ adverb of time เช่น
recently/ in a few days /in the last … /so far /since … เป็นต้น) เช่น
– Have you heard from Ann recently? คุณได้ข่าวจากแอนบ้างไหมในช่วงที่ผ่านมานี้
– I’ve met a lot of people in the last few days. ฉันพบคนมากมายในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา
– Everything is going well. We haven’t had any problems so far. ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี เรายังไม่มีปัญหาอะไรจวบจนตอนนี้
– I’m hungry. I haven’t eaten anything since breakfast. ฉันหิว ฉันยังไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่อาหารเช้า
– It’s nice to see you again. We haven’t seen each other for a long time. ผมดีใจที่ได้เจอคุณอีกครั้ง เราไม่ได้เจอกันมานานเลยนะ
3. เราสามารถใช้ Present Perfect กับตัวบอกเวลา เช่น today/this morning/this month/this year/this semester ในกรณีที่สิ่งที่เราทำเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นอยู่ เช่น
– I’ve drunk five cups of coffee today. วันนี้ฉันดื่มกาแฟมา 5 ถ้วยแล้ว
– Have you had a vacation this year? ปีนี้ เธอได้หยุดไปเที่ยวบ้างหรือยัง
– I haven’t see Jane this morning. Have you? เช้านี้ฉันยังไม่เห็นเจนเลย แล้วคุณล่ะ
– Jack hasn’t studied hard this semester. เทอมนี้แจ็คเรียนไม่หนักนะ
4. เราสามารถใช้ Present Perfect เพื่อที่จะบอกว่าทำสิ่งนี้มากี่ครั้งแล้วในชีวิต เช่น
– John is taking a driving lesson. It’s the first time he has driven a car. จอห์นเรียนขับรถ นี่เป็นครั้งแรกของเขาที่ได้ขับรถ
– Peter has lost his passport again. This is the second time this has happened. ปีเตอร์ทำพาสปอร์ตหายอีกแล้ว และนี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นกับเขา
– Paul is calling his girlfriend again. That’s the third time he has called her tonight. พอลกำลังโทรหาแฟนเขาอีกครั้ง และนี่ก็เป็นครั้งที่สามแล้วที่เค้าโทรหาเธอในคืนนี้
29/09/2021
การใช้ Used to และ be used to (มักจะทำในอดีต/ คุ้นเคย)
การใช้ Used to และ be used to : การใช้ Used to = (แสดงถึงนิสัยที่มักจะเคยทำในอดีต) ใช้ใน past tense เสมอ
โครงสร้าง Subject + used to + verb
Ex. 1. I used to get up early.
ผมมักจะตื่นเช้าเสมอในอดีต
I used to live in New York.
ผมเคยอาศัยอยู่ในนิวยอร์กมาก่อน
Tom used to work here.
ทอมเคยทำงานอยู่ที่นี่
Be used to = เคยชินกับ/ คุ้นเคยกับ
โครงสร้าง Subject + be used to + v-ing / noun / object pronoun
Ex. 1. I am used to getting up early.
ผมเคยชินกับการตื่นเช้า
She was used to working hard.
เธอเคยชินกับการทำงานหนักในอดีต
We will never be used to cold weather.
เราจะไม่มีทางคุ้นเคยกับอากาศหนาว
Ken is used to Thai food.
เคนคุ้นเคยกับอาหารไทย
นอกจาก verb to be ที่ใช้กับ used to แล้ว get และ become ก็สามารถใช้ในโครงสร้างนี้ได้อีกด้วย
Ex. 1. You must get used to getting up early.
คุณต้องเคยชินกับการตื่นเช้า
He soon become used to our ways.
ในไม่ช้าเขาก็คุ่นเคยกับวิธีของเรา
เห็นมั้ยคะว่าโครงสร้างนี้ การใช้ Used to และ be used to ไม่ยากเลยนะคะ มีความต่างกันนิดหน่อยเอง
แล้วมาพบกันในบทหน้านะคะ
29/09/2021
ครั้งแรก เผย 39 ศัพท์วัยรุ่น ภาษาอังกฤษ 2020 แท็กเพื่อนป้าๆด่วน
General
ศัพท์วัยรุ่น ภาษาอังกฤษ – ซัพโย่ วัยรุ่นเค้าจะคุยกันป้าๆก็หลบหน่อย ศัพท์ใหม่วัยรุ่นไทย ถ้าป้าอยากรู้ก็ต้องเข้ามาเรียนรู้ว่าวัยรุ่นวันๆเค้าชอบทำอะไรกันบ้าง วัยรุ่นสมัยนี้ชอบดูหนัง คลั่งฝรั่งหล่อนะ จะบอกให้
ก็เคยเขียนไว้ว่า สถาบันสอนภาษาอังกฤษ เค้ามีทริคหลอกคนยังไง กับ เรียนภาษาอังกฤษที่ไหนดี กันแน่
มาๆ เดี๋ยวจะหัวร้อน มาเรียนรู้ ศัพท์แสลงวัยรุ่นไทย พร้อมเรียนพูดภาษาอังกฤษพร้อมกันไปเลยดีกว่า
1 กาก คําศัพท์ภาษาอังกฤษ ศัพท์วัยรุ่น ภาษาอังกฤษ ที่วัยรุ่นชอบพูด
“กาก” คำนี้ถ้าแปลตรงตัวจะหมายถึง “ของเหลือ” อย่างกากหมู คือส่วนที่ไม่ใช้แล้วของหมู เรียกว่ากากหมู ที่เอามาทอดอร่อยเลย ถ้าจะหมายถึงคำว่า “กาก” คำแสลงที่วัยรุ่นนิยมใช้กันในปัจจุบันที่หมายถึง ของไม่ดี, คุณภาพต่ำ ห่วย ไรงี้ เวลาเราจะพูดว่ามันห่วย เราสามารถใช้ได้เป็น It’s subpar., It’s ghetto., It’s crappy., It’s crummy., It’s lousy. เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถใช้แทนคำศัพท์แสลงที่แปลว่ากากได้
2 เกรียน ศัพท์แสลงวัยรุ่นไทย
ถ้าใช้เป็นคำนามในกระดานสนทนา น่าจะหมายถึง “ตัวป่วน” หรือถ้าใช้เป็น “กริยา” ก็น่าจะเป็น “ป่วน กวนประสาท”
ภาษาอังกฤษที่เทีบบเท่าก็คือ troll
troll เป็น internet slang หมายถึงคนที่ชอบก่อความวุ่นวายในเว็บบอร์ดด้วยการตั้งกระทู้หรือโพสต์ข้อความที่ชวนให้เกิดการทะเลาะวิวาท
มีสำนวนในอินเตอร์เน็ตหนึ่งคือ Do not feed the trolls. มีความหมายว่าเวลาเจอกระทู้ที่ตั้งโดย troll เพื่อให้เกิดการทะเลาะวิวาท ก็อย่าเข้าไปแสดงความคิดเห็นในนั้น กระทู้นั้นจะได้ตายไปเอง
“This guy was trolling on my page.” หรือ “This guy is a troll” เราสามารถบอกว่าคนมาเกรียนบนเฟซของเราได้ด้วยประโยคข้างต้น
3 เกิร์ป
หมายถึง โง่ แบบ ควาย คนไทยชอบด่าคนที่โง่ว่า ไอ้ควาย ชาวต่างชาติไม่ใช้คำว่า buffalo ในความหมายว่า คนโง่
เค้าไม่ถือว่าควายเป็นสัตว์ที่โง่ แต่ใช้สัตว์อื่นเพื่อเปรียบเทียบความโง่ คือ ass หรือ donkey(ลา)
Donkey = a silly or stupid person คนโง่ ไม่มีสมอง
ด่าฝรั่ง ที่เปรียบกับสัตว์ เช่น pig คือพวกสกปรก ตะกละตะกลาม snake คือพวกปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง หักหลัง ไว้ใจไม่ได้
4 ขโมยซีน ศัพท์วัยรุ่น ภาษาอังกฤษ
ขโมยซีน หรือ แย่งซีน ในความหมายเหน็บแนมนิดๆ กับคนที่ทำตัวให้โดดเด่นกว่าคนอื่น กรณีนี้จะใช้คำว่า “steal somebody’s thunder (ฟ้าร้อง)” เช่น Don’t steal my thunder.
Why did you have to steal my thunder?? แปลว่า (มรึงจะแย่งซีนกูเพื่อ??)
Quit trying to steal my thunder. หรือจะใช้คำว่า “spotlight” แทนความหมายของการขโมยซีนได้เช่นกัน “to steal the spotlight”
5 ขั้นเทพ
เตรียมตัวไปเรียนต่างประเทศ
Godlike
จะว่าอาจจะมีออกคล้ายๆมากกว่าที่จะเป็นตรงๆแบบเทพจริงๆ เราอาจจะใช้คำว่า wizard หรือ He’s wizard.
หรือคําภาษาอังกฤษเท่ๆ ความหมายดีๆเราอาจจะใช้คำว่า Godlike (adj) เหมือนพระเจ้า,คล้ายพระเจ้า,มาจากสวรรค์
You actually feel pretty powerful in a godlike way. คุณจะรู้สึกทรงพลังจริงๆ ในวิธีที่เหมือนพรเจ้า หรือวิถีขั้นเทพ อะไรประมาณนี้
6 ขี้เม้ง/องค์ลง/มีองค์
หมายถึง พวกที่ชอบวีน ขี้โวยวาย ด่าเก่ง ปากจัด หน้าตาบูดบึ้ง
อาจจะใช้ grumbling irritable, complaining, fussy หรือ Grumpy ก็เป็นการแสดงว่าเป็นคนอารมณ์เสีย อารมณ์ไม่ดี ขี้เม้งนั่นเอง
7 จิ้น ศัพท์วัยรุ่น ภาษาอังกฤษ
จิ้น = จินตนาการ ค่อนไปในทางชู้สาว เช่น “ฉันเห็น แมน กับ ต้น จับมือกันอะ เห็นแล้วจิ้นไปไกลเลยอะ” มาจาก imagine ซึ่งแปลว่าคิดสรุปเอาเองหรือจินตนาการ
8 เจ๋ง
ศัพท์ภาษาอังกฤษ ความหมายดีๆ สั้นๆ หมายถึง เยี่ยม เยี่ยมไปเลย Cool!
Bravo!
Great!
Oh brilliant!
Super!
Wow!
Terrific!
Sensational!
Excellent!
Perfect!
Wonderful!
Fabulous!
Tremendous!
Superb!
Marvelous!”
9 เช็คเรตติ้ง ศัพท์วัยรุ่น ภาษาอังกฤษ
ฝรั่งอาจจะงง ถ้าเราใช้ตรงๆว่า I’am going to check my rating. ดังนั้นคำว่าฉันจะไปเช็คเรตติ้ง ที่ถูกต้องก็คือ “I’m going to check to see how popular I am”
10 ซึน
อ่านต่อ...
ครั้งแรก เผย 39 ศัพท์วัยรุ่น ภาษาอังกฤษ 2020 แท็กเพื่อนป้าๆด่วน
ศัพท์วัยรุ่น ภาษาอังกฤษ 2020 แท็กเพื่อนป้าๆด่วน ซัพโย่ วัยรุ่นเค้าจะคุยกันป้าก็หลบหน่อย ศัพท์ใหม่วัยรุ่นไท.....
26/09/2021
การใช้ Verb (+ Object) + to infinitive มันยังไงไหนมาดูดิ
สองบทที่แล้วเราได้พูดถึงกลุ่มกริยาที่ต้องตามด้วย v-ing และ to infinitive แล้วนะคะ วันนี้เรามาต่อเรื่องกริยากันอีกสักหน่อย
การใช้ Verb (+ Object) + to infinitive เพื่อนักเรียนจะได้นำไปใช้ให้ถูกนะคะ เพราะกริยาคือส่วนสำคัญในการแต่งประโยคไม่ว่าจ ะเป็นการเขียน หรือพูดก็ตาม ถ้าเราใช้ถูกเราไม่มาทางอายเจ้าของภาษาแน่ๆค่ะ
กริยาในกลุ่มนี้จะเป็นกลุ่มที่ตามด้วย to infinitive เช่นกัน ซึ่งอาจจะใช้เป็น
verb + to + verb หรือ verb + object +to + verb ก็ได้เช่น
want = ต้องการ ask = ขอ expect = คาดหวัง
beg = ขอร้อง would like = ต้องการ
would prefer=ต้องการ mean = ตั้งใจ intend = ตั้งใจ
tell = บอก remind = เตือน
force = บังคับ encourage = ส่งเสริม/สนับสนุน
การใช้ Verb (+ Object) + to infinitive มันยังไงไหนมาดูดิ
teach = สอน enable = ทำให้สามารถ
order = สั่ง warn = เตือน
invite = เชิญ persuade = ชักชวน
get = ชักชวน/จัดแจง
– We expected to be late. (เราคาดว่าจะสาย)
– We expected James to be late. (เราคาดว่าเจมส์จะสาย)
– Would you like to go now? (คุณต้องการไปตอนนี้มั้ย)
– Would you like me to go now? (คุณต้องการให้ฉันไปตอนนี้มั้ย)
การใช้ Verb (+ Object) + to infinitive กริยาบางกลุ่มอาจจะต้องมากรรมมาเสมอ เช่น
– Can you remind me to call Jane tomorrow? (คุณช่วยเตือนฉันให้โทรหาเจนพรุ่งนี้ได้มั้ย)
– Who taught you to drive? (ใครสอนคุณขับรถ)
– I didn’t move the piano by myself. I got somebody to help me. (ฉันไม่ได้ย้ายเปียโนเอง ฉันให้ใครสักคนช่วยฉัน)
– Jim said the switch was dangerous and warned me not to touch it. (จิมบอกว่าสวิทช์อันตรายและเตือนไม่ให้ฉันแตะต้องมัน)
***แต่กริยา advise และ allow สามารถใช้ได้ทั้งสองโครงสร้างค่ะ ลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ
Verb + -ing (ไม่มีกรรม)
– I wouldn’t advise staying in that hotel. (ฉันแนะนำให้พักที่โรงแรมนั้น)
– They don’t allow parking in front of the building. (พวกเขาไม่ได้อนุญาตให้จอดรถหน้าอาคาร)
Verb + Object + to…
– I wouldn’t advise anybody to stay in that hotel. (ฉันไม่แนะนำให้ใครพักที่โรงแรมนั้น)
– They don’t allow people to park in front of the building. (พวกเขาไม่อนุญาตให้จอดรถหน้าอาคาร)
การใช้ Verb (+ Object) + to infinitive มันยังไงไหนมาดูดิ
24/09/2021
การใช้ V+ing Gerundการใช้ V+ing Gerund เจอแล้วไม่ต้องวิ่งหนีอีกต่อไป
Verb +ing (enjoy studying / stop smoking)
การใช้ V+ing Gerund : ปกติแล้วกริยาในภาษาอังกฤษมักจะตามด้วยกรรมที่เป็นคำนามหรือสรรนามใช่มั้ยคะ แต่เมื่อเราเรียนรู้ไปเรื่อยๆเราจะพบว่า กริยาบางกลุ่มอาจจะสามารถตามด้วยกริยาด้วยกันได้ เพียงแต่เราอาจจะต้องเปลี่ยนรูปกริยาที่ตามด้วยการเติม -ing หรือ to infinitive เป็นต้น
ดังนั้นวันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่ามีกริยาตัวไหนบ้างที่ตามด้วย -ing และตัวอย่างการใช้กันค่ะ
Verbs that followed by – ing:
stop(หยุด)postpone(เลื่อน)consider(คิด,พิจารณา)admit(ยอมรับ)
finish(เสร็จสิ้น)avoid(หลีกเลี่ยง)imagine(จินตนาการ)deny(ปฏิเสธ)
quit(หยุด,เลิก)risk (เสี่ยง)miss(พลาด)recommend(แนะนำ)
enjoy(สนุก)mind(รังเกียจ)suggest(แนะนำ)
การใช้ V+ing Gerund เรามาดูตัวอย่างระโยคกันบ้างดีกว่าค่ะ
I enjoy reading.
Suddenly everybody stopped talking. There was silence.
I’ll do shopping when I’ve finished cleaning the apartment.
He tried to avoid answering my question.
ในรูปปฏิเสธ เราจะเติม not หลังกริยา not + -ing เช่น
When I’m on vacation, I enjoy not having to get up early.
การใช้ V+ing Gerund : นอกจากกริยาข้างต้น ยังมี phrasal verbs บางตัวที่ต้องตามด้วย v-ing ค่ะ เช่น
give up = stop (หยุด)put off = postpone (เลื่อน)
go on = continue (ทำต่อไป)keep / keep on = do something continuously or repeatedly (ทำต่อไป)
Pete has given up trying to lose weight.
Jenny doesn’t want to retire. She wants to go on working.
You keep/keep on interrupting when I’m talking.
กริยาที่กล่าวมาข้างต้นนะคะสามารถตามด้วยกรรมก่อนได้แล้วค่ยตามด้วย -ving [ subject + verb + object + ing]เช่น
I can’t imagine George riding a motorcycle.
Sorry to keep you waiting so long.
I don’t mind being kept waiting.
กริยาเหล่านี้ไม่มีเทคนิคให้จำขึ้นใจ มีแต่การอ่านทำความเข้าใจและนำไปใช้บ่อยๆนะคะ เราสามารถฝึกภาษาอังกฤษกันและเก่งขึ้นด้วยการนำสิ่งที่เรียนไปใช้โดยไม่ต้องกลัวถูกผิด ง่ายๆก็ตั้งในสเตตัสเฟสบุคของเราดูก็ได้ค่ะ มาพบกับบทเรียนต่อไปในวันพรุ่งนี้นะคะ
23/09/2021
ถึงมีโควิดแต่ชีวิตต้องเดินต่อ ภาษาอังกฤษฝึกได้ทุกที่ หมดข้อแม้ในการฝึกภาษา
โปรโมชั่นลดราคาพิเศษ เรียนแบบคลาสสด ปรึกษา โต้ตอบอาจารย์เหมือนอยู่ในห้องเรียน แต่ ไม่ต้องเสี่ยงโควิด หรือ ฝนตกรถติดอีกต่อไป
สนใจสอบถามได้ทุกช่องทาง หรือ โทร 099-7949794 ค่ะ
WWW.ENGFINITY.CO.TH
22/09/2021
การใช้ Regular and Irregular Plural Nouns (Part 2) ตอนจบพบรัก
บทที่แล้วเราพูดถึงการเปลี่ยนรูปร่างจากคำนามให้เป็นพหูพจน์นะคะ วันนี้เรามาดูกันต่อว่าจะมีคำนามอะไรอีกที่ต้องเปลี่ยนรูปเวลาทำให้เป็นพหูพจน์นะคะ
การใช้ Regular and Irregular Plural Nouns (Part 2)
i ) belief – beliefs cliff – cliffs
chief – chiefs roof – roofs
j) one deer – two -deer one series – two series
one fish – two fish one sheep – two sheep
one means – two means one shrimp – two shrimp/shrimps
one offspring – two offspring one species – two species
k)criterion – criteria
phenomenon – phenomena
l) cactus – cacti/cactuses
fungus – fungi
nucleus – nuclei
stimulus -stimuli
syllabus – syllabi/syllabuses
m) formula -formulae/formulas
vertebra -vertebrae
n) appendix – appendices/appendixes
index – indices/indexes
o)analysis – analyses
basis -bases
crisis – crises
hypothesis – hypotheses
oasis – oases
parenthesis -parentheses
thesis -theses
p) bacterium – bacteria
curriculum – curricula
datum – data
medium – media
memorandum – memoranda
ทั้งหมดนี้อาจจะดูไม่เยอะนะคะ แต่ก็ต้องอาศัยกันจดจำกันเลยทีเดียว เพราะคำนามบางตัวไม่ใช่แค่เติม -s/-es เท่านั้น บางตัวก็เปลี่ยนรูป บางตัวไม่เปลี่ยนรูป บางตัวอาจจะแหกกฏ ดังนั้นขอให้นักเรียนหมั่นทำแบบฝึกหัดและอ่านบทความภาษาอังกฤษบ่อยๆ เชื่อว่าพอเราเจอคำศัพท์นั้นบ่อยๆเราจะจำได้ไปเอง สู้ๆนะคะ แล้วพบกันใหม่ในบทหน้าค่ะ
19/09/2021
การใช้ Regular and Irregular Plural Nouns (Part 1)
วันนี้เราย้อนกลับมาพื้นฐานกันบ้างดีกว่านะคะ
การใช้ Regular and Irregular Plural Nouns : นั้นก็คือ การเปลี่ยนรูปพหูพจน์ ของคำนามต่างๆนั่นเอง ส่วนใหญ่แล้วกฏในการทำให้เป็นรูปพหูพจน์อย่างแรกคือ เติม -s/-es ท้ายคำนามนั้นๆ แต่ก็มีคำนามบางกลุ่มที่อาจจะเปลี่ยนรูปหรือมีการเติม -s,-es ที่ต้องอาศัยทักษะการจำกันเลยทีเดียว ดังนั้นวันนี้เรามาดูการเปลี่ยนรูปพหูพจน์กันนะคะ
a) song – songs
b) box – boxes
c) baby – babies
d) man – men ox- oxen tooth – teeth
woman – women foot – feet mouse – mice
child – children goose – geese louse – lice
e) echo – echoes potato – potatoes
hero – heroes tomato – tomatoesf) auto – autos photo – photos studio – studios
ghetto – ghettos piano – pianos tattoo – tattoos
kangaroo – kangaroos radio – radios video – videos
kilo – kilos solo – solos zoo – zoos
memo – memos soprano -sopranosg) memento – mementoes /mementos
volcano – volcanoes/volcanos
mosquito – mosquitoes/mosquitos
zero – zeroes/zeros
tornado – tornadoes/tornadoh) calf – calves life -lives thief – thieves
half – halves Loaf – loaves wolf -wolves
knife – knives self – selves scarf- scarves/scarfs leaf-leaves shelf –shelves
การใช้ Regular and Irregular Plural Nouns Part 2
17/09/2021
การใช้ Present Perfect VS Past Simple
ในบทที่ 4 เราได้พูดถึง Present Perfect ไป และในบทนี้เราก็ยังอยู่ใน tense นี้อยู่ เพียงแต่มีนักเรียนหลายคนสับสนการใช้ของ tense ทั้ง 2 นี้ นะคะ และมีคำถามเกิดขึ้นบ่อยๆว่า เราควรใช้ tense ไหนเวลาไหนดี
วันนี้เรามีคำตอบให้แล้วค่ะ ว่าเรา Present Perfect กับ Past Simple ควรใช้ต่างกันอย่างไร
1. เราใช้ Present Perfect กับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ เร็วๆนี้ เช่น
– I’ve lost my keys. Have you seen them? (กุณแจหายและยังหาไม่เจอ)
– “Is Susan here?” “No, she’s gone out.” (ซูซานออกไปและตอนนี้ก็ยังไม่กลับมา)
– The police have arrested three people in connection with the robbery. (ตำรวจเพิ่งจับผู้ร้ายได้เร็วๆนี้)
***แต่อย่างไรก็ตามนะคะ ถ้าเราใช้ Past Simple กับประโยคเหล่านี้ ความหมายก็จะเปลี่ยนค่ะ เช่น
– I lost my keys. Did you see them? (ทำกุญแจหายแต่ตอนนี้หาเจอแล้ว)
– “Is Sally here?” “No, she went out.” (เธอออกไปแล้วและตอนนี้เธอก็กลับมาแล้ว)
– The police arrested three people in connection with the robbery. (เรื่องได้เกิดขึ้นและจบลงไปแล้ว)
***เปรียบเทียบ
– Shakspeare wrote many plays. (เชคสเปียร์เสียชีวิตแล้วกริยาต้องเป็นอดีต)
– My brother is a writer. He has written many books. (ตอนนี้เค้าก็ยังเขียนหนังสืออยู่จากอดีตถึปัจจุบัน)
2. Present Perfect เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์กับปัจจุบัน เช่น
– I’m sorry, but I’ve forgotten your name. (เรานึกชื่อเค้าไม่ออกในตอนนี้)
– I can’t find my bag. Have you seen it? (กระเป๋าหายไป แตอนนี้ก็ยังหาไม่เจอ)
ซึ่งถ้าเป็น Past Simple จะเกิดขึ้นในอดีตและจบลง ไม่ส่งผลถึงปัจจุบัน
*** เปรียบเทียบ
– It has stopped raining, so you don’t need the umbrella. (ฝนเพิ่งหยุดตกไป คงไม่จำเป็นต้องกางร่มแล้ว)
– It stopped raining for a while, but now it’s raining again. (ฝนหยุดตกไปนานแล้ว แต่ตอนนี้มันกำลังจะตกอีก)
มาถึงตรงนี้นักเรียนน่าจะได้เห็นความต่างในเรื่องของการใช้ Present Perfect และ Past Simple แล้วนะคะ หวังว่าบทนี้จะเป็นประโยน์กับทุกคน เพื่อจะได้เอาไปใช้อย่างถูกต้องนะคะ พบกับบทเรียนภาษาอังกฤษบทต่อไปพรุ่งนี้ค่ะ
การใช้ Present Perfect VS Past Simple
15/09/2021
การใช้ Phrasal Verbs [continue] Have/Hit/Hold/Keep/Lay/Let ที่สงสัยกันมานาน
การใช้ Phrasal Verbs : บทที่แล้วนักเรียนก็ได้รู้จักกับเหล่าสำนวนที่ในภาษาอังกฤษว่า phrasal verbs นะคะ บทที่แล้วเราแนะนำด้วยสำนวนที่ขึ้นต้นด้วย give และ go นะคะ ส่วนบทนี้ เราจะมีเรียนเรียนรู้เพิ่มกับสำนวน อื่นๆ เช่น Have/Hit/Hold/Keep/Lay/Let กันนะคะ
การใช้ Phrasal Verbs : Have someone on = หลอกให้เชื่อ
– I don’t believe you. You’re having me on.
– ฉันไม่เชื่อคุณหรอก คุณกำลังหลอกฉันอยู่แน่ๆ
–
Hit it off = เข้ากันได้ดี, ไปกันได้ด้วยดี
– Mark and Sarah really hit it off at the party.
– มาร์คกับซาร่าเข้ากันได้ดีในงานปาร์ตี้
–
Hit upon/ on = พบโดยบังเอิญ / คิดขึ้นมาได้โดยบังเอิญ
– They hit upon the solution quite by chance.
– พวกเขาพบออกของปัญหาโดยบังเอิญ
Hold out (with hope) =คาดหวัง , มีความหวัง
– We don’t hold out with hope that the price will fall.
– เราไม่หวังว่าราคาจะตกลง
Hold up = ล่าช้า, ถ่วงเวลา / เป็นแบบอย่าง, ตัวอย่างที่ดี
– Sorry I’m late. I was held up in the traffic.
– ฉันขอโทษที่มาสาย ฉันติดอยู่ในจราจรที่คับคั่ง
– Jack was always held up as an example to me.
– ฉันยึดแจ็คเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับฉันมาเสมอ
Hold with = เห็นด้วยกับ (ความคิดเห็น)
– I don’t hold with the idea of using of using force.
– ฉันไม่เห็นด้วยกับความคิดที่จะใช้กำลัง
Keep up = ทำต่อไป
– Well done! Keep up the good work!
– ดีมาก จงทำสิ่งดีๆต่อไป
Lay down = วางกฏ
– The company has laid down strict procedures for this kind of problem.
– บริษัทได้วางกฏระเบียบขั้นตอนที่เข้มงวดในเรื่องของปัญหานี้
Let (someone) down = ทำให้ผิดหวัง
– Sorry to let you down, but I can’t give you a lift today.
– ฉันขอโทษที่ทำให้เธอผิดหวัง แต่วันนี้ฉันไปส่งเธอไม่ได้จริงๆ
Let in on = บอกให้รู้ความลับ
– We haven’t let Tina in on the plans yet.
– เรายังไม่ให้ทีน่าเข้ามารับรู้ความลับของเรา
12/09/2021
การใช้ Linking Verb [Verb + Adjective] กริยาที่ตามด้วย Adj
General
การใช้ Linking Verb [Verb + Adjective] กริยาที่ตามด้วย Adj
กริยาในภาษาอังกฤษนอกจากจะตามด้วยกรรม หรือ to infinitive/gerund แล้ว ยังมีกริยาประเภทหนึ่งนะคะที่สามารถตามด้วย adjective ซึ่งอย่างเรารู้กันอยู่แล้วว่า กริยาที่ใช้วางก่อนหน้า adjective ได้คือ verb to be กริยาเหล่านี้เรียกว่า Linking Verbs ค่ะ ดังนั้นวันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่ามีกริยาใดบ้างนะคะ
– Get
Ex. She got angry.
เธอโกรธ / โมโห
– Become
Ex. He became sad.
เขาเกิดเศร้าขึ้นมา
– Grow
Ex. He is growing old.
เขากำลังย่างเข้าสู่วัยชรา
– Turn
Ex. The leaves are beginning to turn red.
ใบไม้กำลังจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง
– Look
Ex. She looks unhappy.
เธอดูท่าทางไม่สบายใจ
– Seem
Ex. He seemed rather sad.
เขาดูเหมือนค่อนข้างเศร้า
– Appear
Ex. He appeared / seemed quite well.
เขาดูท่าทางสบายดีทีเดียว
– Feel
Ex. I feel so cold.
ผมรู้สึกหนาวมาก
– Smell
Ex. This flower smells sweet.
ดอกไม้นี้กลิ่นหอมมาก
– Sound
Ex. His plan sounds practical.
แผนของเค้าฟังดูเข้าท่า/ปฏิบัติได้จริง
– Taste
Ex. This milk tastes sour.
นมนี้มีรสชาติเปรี้ยว
– Prove
Ex. His work proved satisfactory.
งานของเขาปรากฏผลว่าน่าพอใจ
– Keep
Ex. Keep quiet, please.
โปรดรักษาความเงียบ
– Remain
Ex. He remained silent for many days.
เขายังคงเงียบอยู่หลายวัน
Verb + Objective + Adjective
นอกจากนี้ยังมีกริยากลุ่มที่ต้องตามด้วยกรรมก่อนแล้วเติม adjective เพื่อเป็นส่วนขยายกรรมค่ะ
consider / find / believe / make / keep / like / prove
– I considered him suitable for the job.
= ผมเห็นว่าเขาเหมาะกับงานนี้
– I found English interesting.
= ฉันรู้สึกว่าภาษาอังกฤษนั้นน่าสนใจ
– They believed him innocent.
= เขาทั้งหลายเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์
– The news made her sad.
= ข่าวนี้ทำให้เธอเศร้า
– The sun keep us warm.
= ดวงอาทิตย์ช่วยทำให้เราอบอุ่น
– I like my coffee sweet.
= ผมชอบให้กาแฟของผมหวาน
– We proved him wrong.
= เราพิสูจน์ว่าเขาผิด
และยังมีตัวอย่างประโยค การใช้ Linking Verb เพิ่มเติมนะคะ
– Don’t get your book dirty. = อย่าทำไนังสือของเธอให้สกปรก
– I painted the door green. = ผมทาสีประตูเป็นสีเขียว
– He set the bird free. = เขาปล่อยนกให้เป็นอิสระ
– Can you push the door open? = คุณผลักประตูให้เปิดได้มั้ย
– Please have everything ready. = โปรดเตรียมทุกอย่างให้พร้อม
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นกริยากลุ่ม linking verb และ กริยาที่ต้องตามด้วยกรรมก่อนแล้วตามด้วยส่วนขยายที่เป็น adjective นะคะ นักเรียนอย่าลืมอ่านทบทวนบ่อยๆนะคะ