30/08/2025
เรื่องราวของร้านไอศกรีม หนึ่งเดียวในโลกที่ได้ Michelin’s star ค่ะ เหมือนหนังจีนเลย… สูงสุดคืนสู่สามัญ
Minimal ร้านไอศกรีมหนึ่งเดียวในโลก ที่เคยคว้ามิชลินสตาร์ แต่เลือกทำในสิ่งที่รัก /โดย ลงทุนเกิร์ล
รู้หรือไม่ว่า ปัจจุบันมีร้านอาหารมากกว่า 3,000 แห่งทั่วโลก ที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์อย่างน้อย 1 ดาว
แต่ Minimal นับเป็นร้านเดียวเท่านั้นที่ขายแค่ไอศกรีม แต่สามารถคว้ารางวัลนี้มาได้ โดยได้รับการเลื่อนระดับจากรางวัล Bib Gourmand สู่ร้าน 1 ดาวมิชลิน ในปี 2024
แม้ปัจจุบัน Minimal ได้ปรับเปลี่ยนแนวทางร้านใหม่ จากเดิมที่มี Tasting Menu เทียบเท่ากับคอร์สอาหารระดับไฟน์ไดน์ สู่ร้านไอศกรีมเจลาโตสกูปใส่ถ้วยกลับบ้านแบบเรียบง่าย แต่ยังคงเป็นไวรัล ถึงขั้นที่ลูกค้าต้องรอคิวนานนับชั่วโมง
เรื่องราวของ Minimal น่าสนใจอย่างไร ?
ลงทุนเกิร์ลจะเล่าให้ฟัง
คุณ Arvin Wan ผู้ก่อตั้งร้าน Minimal เป็นคนที่ชื่นชอบไอศกรีมมาตั้งแต่ยังเด็ก หลังจากเรียนจบ เขาได้เริ่มทำงานในร้านอาหาร และทุ่มเทเวลาอย่างหนักไปกับสายอาชีพเชฟ
กระทั่งเพื่อนสนิทอย่างคุณ Lin Yi-hua ได้ชวนให้คุณ Wan ไปทำงานที่ร้านอาหาร Sur- โดยรับผิดชอบในส่วนของหวานประเภท Frozen Dessert เป็นหลัก ซึ่งต่อมาเป็นร้านที่คว้าดาวมิชลินสตาร์ได้สำเร็จ
ในช่วงการทำงานคุณ Wan สังเกตเห็นว่าการทำไอศกรีมส่วนใหญ่ มักใช้สูตรตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด ไม่ค่อยมีการสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคใหม่ ๆ
ขณะเดียวกันคุณ Lin ยังมองว่าร้านไอศกรีมส่วนใหญ่เน้นการผลิตหลายรสชาติ แต่ไม่มีร้านไหนที่เน้นไปถึงความลึกและซับซ้อนของรสชาติ
จากตรงนี้ ทำให้คุณ Wan เริ่มกิจการร้านไอศกรีมของตัวเองในปี 2021 โดยใช้ชื่อว่า “Minimal” ในเมืองไถจง ประเทศไต้หวัน โดยมีคุณ Lin เป็นหุ้นส่วน
โดยจุดเด่นของ Minimal คือ เทคนิคการทำไอศกรีมในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน
คุณ Wan ออกแบบ Tasting Menu ทั้งหมด 7 คอร์ส ที่มีตั้งแต่เมนูน้ำแข็งไสที่อุณหภูมิ -5 องศาเซลเซียส ไปจนถึงเมนูผลึกน้ำแข็งที่ทำจากไนโตรเจนเหลวที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส
ซึ่งแต่ละเมนูใช้วัตถุดิบท้องถิ่น และเทคนิคขั้นสูงเพื่อให้ได้รสชาติที่ซับซ้อนที่สุด โดยในร้านจะมีเพียง 20 ที่นั่งเท่านั้น
เพียง 3 ปีต่อมา คุณ Wan ก็พาร้าน Minimal คว้ามิชลินสตาร์ 1 ดาวสำเร็จ และถูกบันทึกว่าเป็นร้านไอศกรีมแห่งแรกของโลกที่ได้รางวัลนี้
เมื่อร้านไอศกรีมเริ่มมีชื่อเสียง แทนที่คุณ Wan จะพัฒนา Tasting Menu ให้หรูยิ่งขึ้น หรืออาจขยายสาขาเพื่อรองรับความต้องการ
แต่เขากลับทำสิ่งที่ใครหลายคนไม่คาดคิด นั่นก็คือ การปิดโซนที่นั่งสุดเอกซ์คลูซิฟ พร้อมยกเลิก Tasting Menu และหันมาขายไอศกรีมเจลาโตสกูปใส่ถ้วย ให้ลูกค้าซื้อกลับบ้านแทน
โดยคุณ Wan ให้เหตุผลว่า Tasting Menu เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการเดินทางในการทำไอศกรีม แม้สิ่งนี้จะทำให้เขาได้เรียนรู้เทคนิคที่มีประโยชน์มากมาย แต่การรักษาเมนูนั้นไว้ จะต้องใช้เวลา และทุ่มเทพลังอย่างมากไปกับการตกแต่งจาน และการให้บริการ
นอกจากนี้ ต้องบอกว่าการคว้าดาวระดับมิชลินสตาร์ เท่ากับว่าร้านอาหารต้องผ่านคุณสมบัติทั้ง 5 ข้อ คือ
คุณภาพของวัตถุดิบ, สมดุลของรสชาติ, ความเชี่ยวชาญเชิงเทคนิค, การรังสรรค์เมนูอาหารตามสไตล์ของเชฟ และความสม่ำเสมอของเมนูในตลอดทุกช่วงเวลา
ด้วยหลักการที่เคร่งครัดเหล่านี้ จึงไม่แปลกใจที่เชฟหลายคนมักได้รับแรงกดดันอยู่เสมอ และบางคนก็เลือกที่จะปิดร้านอาหารที่ได้รับรางวัลไป
มีข้อมูลวิจัยจาก UCL School of Management พบว่าร้านที่ได้รับมิชลินสตาร์มีแนวโน้มที่จะปิดตัวลงมากกว่าร้านที่ไม่ได้รับดาว และมีร้านอาหารที่ได้มิชลินสตาร์ตั้งแต่ปี 2005-2014 จำนวน 40% ที่ต้องปิดตัวลง ในช่วงสิ้นปี 2019
เรียกได้ว่า มิชลินสตาร์เป็นเหมือนชื่อเสียงที่ต้องแลกมาด้วยราคา จนปรากฏการณ์นี้ถูกตั้งชื่อว่า Michelin Stars' Curse หรือ คำสาปดาวมิชลิน
อย่างไรก็ตาม คุณ Wan เป็นหนึ่งในเชฟที่ขอเลือกเดินในทางที่ใจต้องการ นั่นก็คือ การทำร้านไอศกรีมแบบเรียบง่ายในรสชาติที่เขาชื่นชอบ
ปัจจุบัน Minimal ขายไอศกรีมเจลาโตให้ลูกค้าซื้อกลับบ้าน แต่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นตัวตนของคุณ Wan ด้วยรสชาติที่เข้มข้น และเนื้อสัมผัสที่เนียนนุ่มเป็นพิเศษ
โดยคุณ Wan และทีมงาน ยังคงใช้เทคนิคกรรมวิธีที่ซับซ้อนในการดึงรสชาติที่ชัดเจนออกมา ด้วยความที่ทีมมีขนาดเล็ก ทำให้ร้านของเขาผลิตไอศกรีมได้ในจำนวนราว 300 ถ้วยต่อวัน
ซึ่งความนิยมของร้าน Minimal ก็ไม่ได้ลดลงเลย เพราะมีลูกค้าที่เดินทางมาไกล ยอมต่อแถวนานนับชั่วโมง
ร้านเปิดขายแค่ วันศุกร์-จันทร์ เวลาบ่ายโมงตรง และมักจะขายหมดในช่วง 4 โมงเย็น หรือพูดง่าย ๆ คือขายหมดภายใน 3 ชั่วโมงเท่านั้น โดยรสไอศกรีมที่ขายดีมักจะหมดภายในชั่วโมงแรก
ถึงแม้ว่าในปี 2025 ร้าน Minimal จะไม่ได้ติดอันดับลิสต์ร้านที่ได้รับรางวัลมิชลินสตาร์เหมือนปีที่ผ่านมา
แต่เรื่องราวของคุณ Wan สอนเราว่า ความสำเร็จไม่จำเป็นต้องตามสูตรสำเร็จหรือเสียงคนอื่นเสมอไป เพราะบางครั้ง การได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และมีความสุขที่จะได้ลงมือทำในทุก ๆ วันอาจมีค่ามากกว่ารางวัลที่ยิ่งใหญ่
อย่างที่คุณ Wan เคยกล่าวไว้ว่า “เราไม่ได้กลัวจะเสียดาวมิชลินไปในอนาคต แต่เรากลัวเสียความเป็นตัวตนมากกว่า”
References :
- CNN, CommonWealth Magazine, The Week