25/08/2026
เมื่อการศึกษาพาเรากลับไปคิดถึง “บ้าน” และธรรมชาติอีกครั้ง🍃✨
เป็นปีที่ 3 แล้วที่คณะอาจารย์และนักศึกษาจาก School of Childhood Education, Tokai University ประเทศญี่ปุ่น เดินทางมาเยี่ยมชมและศึกษาการจัดการเรียนรู้ระดับปฐมวัยของโรงเรียนรุ่งอรุณ
คณะศึกษาดูงานในครั้งนี้นำโดย อาจารย์ Hiroe Kido และอาจารย์ Akiko Maeda พร้อมด้วยนักศึกษาจากสาขาที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาและการดูแลเด็กเล็ก ซึ่งหลายคนกำลังเตรียมตัวก้าวไปสู่การทำงานด้านการดูแลและพัฒนาเด็กในระดับ Nursery
ตลอดการศึกษาดูงาน พวกเขาได้เข้าไปสัมผัสวิถีการเรียนรู้ของเด็กอนุบาล ตั้งแต่ห้องเรียน งานบ้าน งานสวน งานครัว ไปจนถึงการใช้ชีวิตร่วมกันในแต่ละวัน
สำหรับ อาจารย์ Hiroe Kido การกลับมาเยือนโรงเรียนรุ่งอรุณในครั้งที่ 3 ยิ่งทำให้เห็นถึงเอกลักษณ์ของโรงเรียนแห่งนี้ชัดเจนขึ้น
“โรงเรียนรุ่งอรุณเป็นโรงเรียนที่ยูนีคมาก ไม่ใช่แค่ในประเทศไทยหรือในเอเชีย แต่เป็นสิ่งที่โดดเด่นแม้เมื่อมองในระดับโลก”
สิ่งหนึ่งที่สร้างความประทับใจให้กับคณะศึกษาดูงาน คือการที่โรงเรียนยังสามารถรักษาพื้นที่ธรรมชาติเอาไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเด็ก ๆ ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่นเอง การอนุรักษ์ต้นไม้และพื้นที่สีเขียว โดยเฉพาะในเขตเมือง ก็ยังเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ที่นี่ โรงเรียนซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางเมืองกลับโอบล้อมไปด้วยต้นไม้ พื้นที่สีเขียว และธรรมชาติที่ยังมีชีวิต
ความร่มรื่นของต้นไม้ บึงน้ำขนาดใหญ่ เหล่าสรรพสัตว์ที่เข้ามาหากินบริเวณริมบึง รวมถึงอาคารและบ้านเรือนไทยที่กลมกลืนอยู่กับธรรมชาติ ล้วนเป็นภาพที่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักศึกษาที่มาเยือน
สำหรับนักศึกษาคนหนึ่ง บรรยากาศของโรงเรียนกลับพาเขาย้อนนึกถึงพื้นที่บ้านเกิดที่เคยใช้ชีวิตอยู่ในวัยเด็ก การมาเยือนครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขาเพียงเห็น “โรงเรียนอีกแห่งหนึ่ง” แต่ทำให้เขากลับไปคิดถึงความทรงจำและความสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับสถานที่ จนเกิดแรงบันดาลใจว่า วันหนึ่งเขาอยากกลับไปสร้างพื้นที่การเรียนรู้ในบ้านเกิดของตัวเองเช่นกัน
ขณะที่นักศึกษาบางคนสะท้อนว่า การได้เห็นเด็ก ๆ เรียนรู้ที่โรงเรียนรุ่งอรุณ ทำให้พวกเขาเข้าใจมากขึ้นว่า
การศึกษาไม่จำเป็นต้องแยกออกจากชีวิต โดยเฉพาะสำหรับเด็กเล็ก การเรียนรู้สามารถเกิดขึ้นได้พร้อมกับการใช้ชีวิตจริง ผ่านการทำงานบ้าน การดูแลสวน การเข้าครัว หรือการลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง
สิ่งเหล่านี้อาจดูเป็นกิจกรรมธรรมดาในชีวิตประจำวัน แต่เมื่อเด็กได้มีส่วนร่วม ลงมือทำ สังเกต และเรียนรู้จากสิ่งที่อยู่รอบตัว ชีวิตประจำวันก็กลายเป็นพื้นที่ของการศึกษาได้เช่นกัน
การศึกษาดูงานในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการเข้ามาดูรูปแบบการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนรุ่งอรุณ แต่ยังเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับเด็ก ธรรมชาติ และความหมายของการศึกษา
บางที สิ่งที่นักศึกษาจาก Tokai University ได้กลับไป อาจไม่ใช่เพียงแนวคิดหรือวิธีการจัดการเรียนรู้ แต่อาจเป็นคำถามสำคัญที่พวกเขาจะนำกลับไปคิดต่อว่า เราจะสร้างพื้นที่แบบไหน ให้เด็กคนหนึ่งได้เรียนรู้ เติบโต และใช้ชีวิตไปพร้อมกันได้
โรงเรียนรุ่งอรุณขอขอบคุณคณะอาจารย์และนักศึกษาจาก Tokai University ทุกท่านสำหรับมิตรภาพและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในครั้งนี้
When Education Brings Us Back to "Home" and Nature 🍃✨
For the third consecutive year, professors and students from the School of Childhood Education at Tokai University, Japan, visited Roong Aroon School to study our early childhood education.
This visiting group was led by Prof. Hiroe Kido and Prof. Akiko Maeda, alongside students majoring in early childhood education and child care. Many of these students are currently preparing to pursue careers in nurseries and child development center settings.
During their visit, the students experienced our early childhood learning environment firsthand—from indoor classroom activities, housekeeping, and gardening, to cooking and daily life routines.
For Prof. Hiroe Kido, visiting Roong Aroon School for the third time made the school's unique identity even clearer:
"Roong Aroon School is truly unique—not just in Thailand or Asia, but it stands out even on a global level."
One of the things that impressed the visiting group most was how the school seamlessly integrates natural spaces into the children’s daily lives in a sustainable way.
Even in Japan, preserving trees and green spaces—especially in urban areas—is no easy task. Yet here, despite being located in the city, the school is surrounded by lush trees, green spaces, and a thriving ecosystem. The shade of large trees, a expansive pond, wildlife visiting the water’s edge, and Thai-style wooden buildings blending with nature were all sights that amazed the visiting students.
For one student, the atmosphere brought back fond memories of their hometown in childhood. The visit was not just about seeing "another school," but about reconnecting with memories and the meaningful bond between children and their surroundings—inspiring them to one day return and create a similar learning environment in their own hometown.
Meanwhile, other students reflected that seeing the children learn at Roong Aroon helped them realize a core concept:
Education does not need to be separated from real life. For young children, learning happens naturally through daily living—whether it is doing household chores, tending the garden, cooking, or learning through hands-on experiences.
While these might look like ordinary daily tasks, when children actively participate, observe, and learn from their surroundings, everyday life naturally becomes a meaningful space for education.
This visit was far more than an observation of teaching methods; it was a deep exchange of perspectives on children, nature, and the true meaning of education.
Perhaps what the students from Tokai University took home was not just ideas or techniques, but an important question to reflect upon: What kind of environment should we create so a child can learn, grow, and live fully all at once?
Roong Aroon School would like to express our heartfelt gratitude to the professors and students from Tokai University for their friendship and meaningful exchange of learning. 🍃✨
Tokai University(Official)
#โรงเรียนรุ่งอรุณ #อนุบาลรุ่งอรุณ #ปฐมวัยศึกษา #เรียนรู้ร่วมกัน
21/08/2026
ถอดรหัสแก่นความรู้ “เพาะพันธุ์ปัญญา”
เมื่อการพัฒนา STEM เปลี่ยนครูผู้บอกความรู้ สู่ผู้ตั้งคำถามปลุกพลังคิดอย่างเป็นระบบ
“ห้องเรียนที่ดี อาจไม่ได้เริ่มต้นจากคำตอบที่ถูกต้องเสมอไป
อาจเริ่มต้นจากคำถามดี ๆ ที่ทำให้นักเรียนอยากค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง”
เมื่อวันที่ 19–20 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โรงเรียนรุ่งอรุณได้จัดกิจกรรมพัฒนาศักยภาพครูผู้สอน โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ มาร่วมเป็นกระบวนกรในการถอดรหัสแก่นความรู้จาก “โครงการเพาะพันธุ์ปัญญา” เพื่อร่วมกันต่อยอดแนวคิดสู่การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ STEM Education
ตลอดสองวัน คณะครูได้กลับมาทบทวนทั้งวิธีคิด วิธีสอน และบทบาทของตัวเองในห้องเรียน ผ่านคำถามสำคัญว่า
“เราจะออกแบบการเรียนรู้อย่างไร ให้นักเรียนไม่ได้เพียงรู้คำตอบ แต่สามารถเข้าใจที่มา เหตุผล และความสัมพันธ์ของสิ่งต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง”
คำถามนี้พาไปสู่หนึ่งในการเปลี่ยนผ่านสำคัญของห้องเรียนรุ่งอรุณ
จาก “ผู้บอกความรู้” สู่ “โค้ชผู้ตั้งคำถาม” และ “ผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้”
เพราะ STEM ไม่ได้หมายถึงเพียงการนำ 4 วิชา—วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์—มาเรียนรวมกัน แต่คือการนำความรู้และกระบวนการคิดจากหลากหลายศาสตร์มาใช้เพื่อทำความเข้าใจและแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
แทนที่จะเริ่มต้นด้วยเนื้อหาที่เตรียมไว้ ครูเริ่มต้นด้วยการชวนนักเรียนมองสิ่งที่อยู่รอบตัว แล้วค่อย ๆ ตั้งคำถามไปด้วยกัน
ทำไมสิ่งนี้จึงเกิดขึ้น?
อะไรคือสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง?
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิต ชุมชน หรือสิ่งแวดล้อมอย่างไร?
และถ้าอยากรู้คำตอบ เราจะเริ่มต้นค้นหาจากตรงไหน?
จากคำถามกลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยพาพวกเขาเดินต่อจากสิ่งที่เห็น ไปสู่สิ่งที่ยังไม่รู้ ที่ครูไม่จำเป็นต้องรีบเฉลยทุกคำตอบ แต่คอยชวนให้นักเรียนสังเกตมากขึ้น คิดให้ลึกขึ้น ลองหาหลักฐาน และค่อย ๆ สร้างเส้นทางการค้นคว้าของตัวเอง
ประเด็นที่น่าสนใจคือการเรียนรู้ผ่านการสะท้อนคิด หรือ Reflection ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการที่จะช่วยให้นักเรียนกลับมามองสิ่งที่ตัวเองได้เรียนรู้ ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการทดลอง “ไม่สำเร็จ” ซึ่งสามารถกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำพานักเรียนกลับไปตั้งคำถามและลองใหม่อีกครั้ง
กระบวนการนี้เองที่แนวคิดเรื่อง Growth Mindset เข้ามามีความหมาย เพราะนักเรียนได้เรียนรู้ว่า ความรู้และความสามารถไม่ได้หยุดอยู่กับคำตอบครั้งแรก แต่สามารถพัฒนาได้จากการลงมือทำ การทบทวน และการเรียนรู้จากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง…
ขอขอบคุณ รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดประสบการณ์ ตลอดจนชวนคุณครูรุ่งอรุณกลับมามองการจัดการเรียนรู้ผ่านมุมมองการเรียนรู้อีกขั้น โดยเฉพาะการกลับมาทบทวนบทบาทของครู จากผู้ถ่ายทอดความรู้ สู่การเป็นผู้ชวนคิด ผู้ตั้งคำถาม และมองเห็นสิ่งที่เด็กกำลังสนใจ สิ่งที่พวกเขาสงสัย และค่อย ๆ ออกแบบพื้นที่ให้ความสงสัยเหล่านั้นเติบโตขึ้นเป็นการเรียนรู้
#โรงเรียนรุ่งอรุณ #เพาะพันธุ์ปัญญา #พัฒนาครู #การเรียนรู้ที่มีความหมาย
19/08/2026
🗝️ถอดรหัสการเรียนรู้ยุคใหม่ผ่าน Open House เปิดบ้านมัธยม โรงเรียนรุ่งอรุณ
: สร้าง "ความรู้มือหนึ่ง" และเจาะลึกกระบวนการ Studio-based Learning
ในโลกอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
คำถามสำคัญคงไม่ใช่แค่ “เด็กควรรู้อะไร”
แต่คือ “เราจะเตรียมเด็กอย่างไรให้สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ได้ด้วยตัวเอง?”
โรงเรียนรุ่งอรุณจึงได้เรียนเชิญผู้ปกครองและนักเรียนร่วมสัมผัสบรรยากาศการเรียนรู้จริงในงาน Open House เปิดบ้านมัธยม โรงเรียนรุ่งอรุณ วันที่ 14 - 15 สิงหาคม 2569 เพื่อค้นหาคำตอบผ่านผลงานและกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน
'ครูเอก' ปิยสิทธิ์ เมินแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนรุ่งอรุณ จึงให้คำตอบไว้ว่า โรงเรียนมุ่งสร้างนักเรียนให้ “มีความรู้ เพื่อไปสร้างความรู้ใหม่” ผ่าน 3 คุณสมบัติหลัก :
Be Self - directed Learners : เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีเป้าหมาย
Self - directed Management : บริหารจัดการชีวิตและตนเองได้
Flexibility and Adaptability : ยืดหยุ่นและปรับตัวได้เท่าทันโลก
เพราะเมื่อโลกเปลี่ยนเร็ว สิ่งที่เด็กต้องมีเรียนอาจไม่ใช่เพียง “คำตอบ” ที่ถูกต้องในวันนี้ แต่คือความสามารถในการเรียนรู้และปรับตัว เมื่อวันหนึ่งคำตอบนั้นเปลี่ยนไป
“เมื่อการมาโรงเรียนไม่ได้เรียนแค่ในหนังสือ”
ก่อนที่จะก้าวออกไปสู่โลกของผู้ใหญ่ นักเรียนต้องเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองเสียก่อน
เริ่มตั้งแต่กิจวัตรประจำวันอย่างการทำอาหาร การแยกขยะ การทำความสะอาดพื้นที่ ไปจนถึงการสวดมนต์เพื่อดูแลจิตใจ รวมถึงการทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนและผู้คนในโรงเรียน การรับบทบาทเป็นแม่งานในงานต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพื้นที่ฝึกฝนให้นักเรียนรู้จักรับผิดชอบตัวเองและส่วนรวม แล้วจึงออกเดินทาง ไปภาคสนามเพื่อมองเห็นโลกที่กว้างขึ้น เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมและเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหานั้น ๆ
การลงมือทำซ้ำ ๆ ทำให้นักเรียนได้เห็นคุณค่าของชีวิต เห็นคุณค่าของสิ่งที่ตัวเองทำ และเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโต และต่อยอดไปสู่การเป็น New Norm Leaders of Changes หรือผู้นำวิถีใหม่แห่งการเปลี่ยนแปลง ผู้ที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนสังคมได้
“เมื่อชุมชนกลายเป็นห้องเรียน”
ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนได้เพิ่มหลักสูตร Roong-Aroon English for Integrated Studies (REIS) เพื่อเป็นอีกทางเลือกสำหรับนักเรียนที่ต้องการเรียนรู้ผ่านภาษาอังกฤษ โดยเนื้อหาและกิจกรรมยังคงสอดคล้องกับหลักสูตรภาษาไทย
การเรียนรู้จัดอยู่ในรูปแบบบูรณาการ ผ่าน 3 สตูดิโอ ได้แก่
Active Citizen Studio - สตูดิโอพลเมืองเข้มแข็ง
เรียนรู้สังคมผ่านการลงพื้นที่จริง เข้าไปมีส่วนร่วมและเป็นผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในสังคม
Financial Literacy Studio - สตูดิโอฉลาดรู้ทางการเงิน
เรียนรู้เรื่องการเงิน การลงทุน และการเป็นผู้ประกอบการ
Life Decode Innovator Studio - สตูดิโอนวัตกรถอดรหัสชีวิตและปรากฏการณ์ ทำความเข้าใจชีวิตและโลกผ่านวิทยาศาสตร์ เคมี ฟิสิกส์ และชีววิทยา
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในภาคเรียนที่ผ่านมา คือทั้ง 3 สตูดิโอถูกจัดให้เรียนควบคู่กันไปพร้อมกัน จากเดิมที่นักเรียนเรียนครั้งละ 1 สตูดิโอต่อภาคเรียน
แม้รูปแบบใหม่จะทำให้นักเรียนต้องปรับตัวกับเนื้อหาที่เพิ่มขึ้น แต่จากผลงานและเสียงสะท้อนของนักเรียนกลับพบว่า พวกเขาสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของตัวเอง และนำความรู้จากทั้ง 3 สตูดิโอมาประกอบกันจนมองเห็นความรู้เป็นภาพรวมมากขึ้น สามารถมองเห็นคุณค่าของการเรียนรู้ได้ลึกขึ้นและกว้างขึ้น
โดยเฉพาะการลงพื้นที่ภาคสนาม ซึ่งในปีการศึกษานี้มีการออกพื้นที่เดิมทั้ง 3 ครั้ง ทำให้นักเรียนไม่ได้เพียง “ไปดู” ชุมชน แต่ได้ใช้เวลาอยู่กับพื้นที่ ทำความรู้จักผู้คน มองเห็นปัญหาและทรัพยากรที่เป็นต้นทุนของชุมชน ก่อนร่วมมือกับคนในพื้นที่เพื่อหาทางบรรเทาหรือแก้ไขปัญหา
นักเรียนไม่ได้เข้าไปในฐานะ “ผู้เข้าไปช่วย” แต่เป็นผู้มีส่วนร่วม โดยมีชุมชนเป็นเจ้าของพื้นที่และเป็นส่วนสำคัญของการเปลี่ยนแปลง
การลงพื้นที่ซ้ำจึงทำให้เห็นว่า การสร้างความเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนอาจไม่เกิดขึ้นจากการเข้าไปเพียงครั้งเดียว แต่เกิดจากการใช้เวลา เรียนรู้ และทำงานร่วมกับผู้คนในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
“รุ่งอรุณไม่เน้นวิชาการ” จริงหรือ?
คำถามนี้เป็นอีกประเด็นที่เกิดขึ้นบ่อย เมื่อผู้คนเห็นภาพนักเรียนรุ่งอรุณออกไปทำกิจกรรม ลงพื้นที่ หรือเรียนรู้นอกห้องเรียนผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ
ครูเอกอธิบายเปรียบเทียบว่า หากวิชาการคือสารอาหาร โรงเรียนรุ่งอรุณการันตีว่านักเรียนได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ เพียงแต่เมนูที่ออกแบบนั้นเป็นเมนูที่ “กินแล้วเอาไปใช้ได้ทันที” ไม่จำเป็นต้องเรียนหรือสะสมความรู้ไว้มาก ๆ เพื่อรอเอาไปใช้ในการสอบเพียงครั้งเดียว
แม้ภาพที่เราเห็นจากการสื่อสารของโรงเรียนอาจเป็นการทำกิจกรรมหรือการลงพื้นที่ในสัดส่วนที่มากกว่าการนั่งเรียนในห้อง แต่ในความเป็นจริง วิชาการไม่ได้หายไปไหน หากแต่ถูกนำเข้าไปอยู่ในกระบวนการลงมือปฏิบัติของนักเรียน จากความรู้ที่ได้ลงมือสร้างด้วยตัวเอง จึงเกิดเป็น “ความรู้มือหนึ่ง” ของนักเรียน ก่อนจะถูกนำไปสังเคราะห์ ต่อยอด และถ่ายทอดออกมาเป็นความรู้มือสองที่สามารถแบ่งปันให้กับผู้อื่นและสังคม
นักเรียนคนหนึ่งเล่าถึงประสบการณ์จากการลงพื้นที่ชุมชนที่มีผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นอย่าง “แป้งกล้วย” หากต้องศึกษากระบวนการผลิตจากการค้น Google หรือใช้ AI ก็สามารถทำได้ไม่ยาก แต่ความรู้ที่ได้จากการค้นอาจเป็นเพียงข้อมูลที่จำได้ในวันนี้และลืมไปในวันหน้า
ในทางกลับกัน เมื่อได้ลงพื้นที่จริง ได้เห็น ได้สัมผัส และลงมือทำด้วยตัวเอง แม้จะลองทำเพียงครั้งเดียว ความรู้กลับติดตัวและจดจำได้ยาวนานกว่า
ดังนั้น การเรียนวิชาการในมุมของรุ่งอรุณจึงไม่ได้วัดเพียงว่า “รู้มากแค่ไหน” หรือ “ทำคะแนนได้เท่าไร” แต่คือ สามารถนำความรู้ไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อบรรลุเป้าหมายบางอย่างได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหา การพัฒนานวัตกรรม หรือการสร้างคุณค่าให้กับสังคม
และการจะทำเช่นนั้นได้ นักเรียนไม่ได้ใช้วิชาการน้อยลง แต่กลับต้องใช้ความรู้มากขึ้น และต้องสามารถเชื่อมโยงความรู้จากหลากหลายศาสตร์เข้าด้วยกัน
สิ่งเหล่านี้ปรากฏให้เห็นผ่านผลงานที่จัดแสดงใน Open House ครั้งนี้ ทั้งผลงานจากการลงพื้นที่ การสังเคราะห์ความรู้ ไปจนถึงหนังสือเรียนที่เขียนและพัฒนาโดยครูโรงเรียนรุ่งอรุณเอง เพื่อทำให้เห็นกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างเป็นรูปธรรม
“เมื่อโลกเปลี่ยน วิชาที่เรียนก็ต้องปรับ”
การเตรียมนักเรียนให้พร้อมกับโลกอนาคตไม่ได้หมายถึงการสอนเฉพาะความรู้ที่จำเป็นในวันนี้ แต่ยังหมายถึงการเปิดพื้นที่ให้นักเรียนได้เรียนรู้สิ่งที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในชีวิตของพวกเขา
โรงเรียนจึงเปิดวิชาใหม่ เช่น ภาษาจีน ที่ออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยให้ความสำคัญกับการฟังและพูดก่อน แล้วจึงค่อยพัฒนาไปสู่การอ่านและเขียน คล้ายกับกระบวนการที่เด็กเล็กเรียนรู้ภาษา ผ่านการฟังและเลียนแบบการสื่อสารก่อนจะพัฒนาไปสู่การอ่านเขียน
อีกวิชาที่น่าสนใจคือ Computational Science Learning ซึ่งเกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ การเขียน Code และ AI หรือ Artificial Intelligence
เพราะในวันที่ AI ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป การเรียนรู้จึงไม่ใช่เพียงการรู้จักใช้เทคโนโลยี แต่รวมถึงการรู้เท่าทันและสามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปสร้างสรรค์นวัตกรรมได้ด้วย
“จากห้องเรียนสู่โลกอาชีพ”
เมื่อก้าวเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย นักเรียนจำนวนมากเริ่มค้นพบความชอบ ความถนัด และความสนใจของตัวเองมากขึ้น ช่วงเวลานี้จึงเป็นทั้งการสะสมความรู้ ประสบการณ์ และผลงาน เพื่อใช้ต่อยอดสู่การศึกษาระดับอุดมศึกษาและเส้นทางการทำงานในอนาคต
โรงเรียนรุ่งอรุณออกแบบการเรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายในรูปแบบ Studio-based Learning ผ่าน 12 สตูดิโอ ได้แก่
Studio of Medical Health Sciences - สตูดิโอวิทยาศาสตร์การแพทย์
Studio of Sustainable Environmental Innovation and Technology - สตูดิโอนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน
Studio of Innovative Mechatronics - สตูดิโอนวัตกรรมเครื่องกลและอิเล็กทรอนิกส์
Studio of Digital Technology - สตูดิโอดิจิทัลเทคโนโลยี
Studio of Architecture for the Community and Environment - สตูดิโอสถาปัตยกรรมเพื่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
Studio of Communication Design - สตูดิโอออกแบบนิเทศศิลป์
Studio of Creative Arts - สตูดิโอศิลปะและการออกแบบเพื่อการตื่นรู้
Studio of Entrepreneurs and Meaningful Business - สตูดิโอผู้ประกอบการเพื่อธุรกิจ
Studio of Creative Media and Communication - สตูดิโอสื่อสร้างสรรค์และภาษาเพื่อสังคม
Studio of Sports Science and Management - สตูดิโอวิทยาศาสตร์การกีฬาและการจัดการ
Studio of Ensemble Laboratory - สตูดิโอห้องแล็บดนตรีเสียงแห่งการทดลอง
Studio of Foreign Language - สตูดิโอภาษาต่างประเทศ
การเรียนรู้ในรูปแบบสตูดิโอเปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลงมือทำจริง สะสมประสบการณ์และสร้างผลงานที่สะท้อนความสนใจและความถนัดของตนเอง ซึ่งที่ผ่านมา นักเรียนส่วนใหญ่สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาในรอบที่ 1 (Portfolio) และได้รับโควตาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง จากความร่วมมือและเครือข่ายของโรงเรียน
หัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งคือการใช้กระบวนการ Design Thinking โดยเริ่มต้นจากการมองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นรอบตัวหรือในสังคม แล้วนำความรู้เดิมมาเชื่อมโยงกับการแสวงหาความรู้ใหม่ เพื่อออกแบบวิธีการแก้ปัญหาและสร้างคุณค่าให้กับผู้คนและสังคม
ตัวอย่างเช่น การออกแบบห้องน้ำสาธารณะในพื้นที่ท่องเที่ยวชุ่มน้ำ ของนักเรียนสตูดิโอนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน ซึ่งต้องคำนึงถึงทั้งพื้นที่น้ำ พื้นที่ครึ่งบกครึ่งน้ำ และพื้นที่บก หรือการออกแบบเครื่องมือสำหรับค้นหาพื้นที่จอดรถในเมืองโดยใช้เทคโนโลยี AI
ผลงานเหล่านี้จึงไม่ได้สะท้อนเพียงว่า “นักเรียนเรียนอะไรมา” แต่กำลังบอกให้เห็นว่า นักเรียนสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปทำอะไรต่อได้บ้าง
ตลอดสองวันของ Open House ผู้มาเยือนได้เห็นทั้งห้องเรียน ผลงาน สตูดิโอ กระบวนการทำงาน และเสียงของนักเรียนซึ่งเกิดจากความพยายามของโรงเรียนในการออกแบบการเรียนรู้ให้นักเรียนเป็นผู้ตั้งคำถาม แสวงหาความรู้ ลงมือทำ สะท้อนคิด และนำความรู้ไปสร้างสิ่งใหม่ได้ด้วยตัวเอง
“โรงเรียนไม่สามารถเตรียมนักเรียนให้รู้จักโลกอนาคตได้ทั้งหมด”
แต่สิ่งที่ทำได้คือเมื่อโลกเปลี่ยน เขายังสามารถพูดกับตัวเองได้ว่า
“ฉันยังเรียนรู้ได้
ฉันยังปรับตัวได้
และฉันยังสร้างคำตอบใหม่ได้”
📷 ’คิทแคท’ ณัฐญา คำไพเราะ | นักเรียนจิตอาสา
#โรงเรียนรุ่งอรุณ
#เปิดบ้านมัธยม
#เรียนรู้ปรับตัวพร้อมรับมือโลกอนาคต
18/08/2026
"ศิลปะ...ยังคงดำเนิน" แม้จะเป็นช่วงปิดภาคเรียน
โรงเรียนรุ่งอรุณมีโอกาสต้อนรับคณะศิลปิน นักการศึกษา ภัณฑารักษ์ และผู้ทำงานด้านศิลปะจากสหรัฐอเมริกา ที่เดินทางมาเยี่ยมชมเรือนศิลปะ เพื่อเรียนรู้และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับศิลปะไทย โดยมีอาจารย์ผ่อง เซ่งกิ่ง ศิลปินแห่งชาติ ผู้บุกเบิกแนวทาง “จริยศิลป์” ให้การต้อนรับ และบรรยายถึงแนวคิดของการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสติและจิตใจ พร้อมด้วยคณะครูศิลปะที่ร่วมต้อนรับและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ไปด้วยกัน
ระหว่างการเยี่ยมชม คณะได้ชมผลงานจิตรกรรมไทย พร้อมทำความรู้จักกับวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในกระบวนการสร้างสรรค์ ทั้งสีที่เกิดจากธรรมชาติ ดินสอพอง และกาวเม็ดมะขาม รวมถึงรับฟังเรื่องราวและขั้นตอนการทำงานที่ต้องอาศัยความละเอียดและความพิถีพิถันในทุกขั้นตอน
รายละเอียดเล็ก ๆ ที่ได้ชมจึงไม่ได้สะท้อนแค่ความงามของผลงาน แต่ยังเผยให้เห็นถึงความประณีต ความอดทน และความใส่ใจที่อยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์งานศิลปะไทย
ทางโรงเรียนขอขอบคุณ อาจารย์เกริกบุระ ยมนาค และคุณเอมอร สุรกิจโกศล ที่นำทีมมาเยี่ยมชมและร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรือนศิลปะ โรงเรียนรุ่งอรุณ การพบกันในครั้งนี้เปิดโอกาสให้ผู้คนจากต่างวัฒนธรรมได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนมุมมอง และเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ผ่านเรื่องราวของศิลปะที่แต่ละคนได้สัมผัสและนำมาแบ่งปัน
#โรงเรียนรุ่งอรุณ
17/08/2026
เตรียมพร้อมแผนเผชิญเหตุ “หนี – ซ่อน – สู้”
วันที่ 17 สิงหาคม 2569 โรงเรียนรุ่งอรุณจัดการอบรมและฝึกซ้อมการเผชิญเหตุสำหรับครูและบุคลากร โดยได้รับความรู้และคำแนะนำจากทีมตำรวจ สน.ท่าข้าม เพื่อเตรียมความพร้อมในการป้องกัน ดูแลนักเรียน และรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินอย่างเหมาะสม
การอบรมครอบคลุมทั้งการสังเกตความผิดปกติ การสื่อสารและแจ้งเหตุ การดูแลนักเรียน การเตรียมพื้นที่หลบภัยและเส้นทางออกฉุกเฉิน รวมถึงหลัก “หนี – ซ่อน – สู้” ซึ่งสามารถปรับใช้ตามสถานการณ์
หนี เมื่อสามารถออกจากพื้นที่อันตรายได้อย่างปลอดภัย ให้รีบออกไปยังพื้นที่ห่างไกลและมีที่กำบัง
ซ่อน เมื่อไม่สามารถหนีได้ ให้หาที่กำบัง ปิดประตู ลดสิ่งดึงความสนใจ และช่วยกันดูแลไม่ให้นักเรียนตื่นตระหนก
สู้ เป็นทางเลือกสุดท้ายเมื่อไม่สามารถหนีหรือหลบซ่อนได้ และต้องประเมินความปลอดภัยเป็นสำคัญ
ป้องกันก่อนเกิดเหตุ
ความปลอดภัยเริ่มจากการดูแลกันในทุกวัน ครูมีบทบาทสำคัญในการสังเกตความเปลี่ยนแปลงของนักเรียน โดยเฉพาะช่วง Homeroom ซึ่งเป็นพื้นที่ให้ครูรับฟัง พูดคุย และมองเห็นปัญหาของเด็กตั้งแต่ระยะแรก ทั้งความเครียด ความโดดเดี่ยว ความขัดแย้ง หรือการถูกกลั่นแกล้ง เพื่อให้สามารถเข้าไปดูแลและประสานการช่วยเหลือได้ก่อนที่ปัญหาจะรุนแรงขึ้น
ขณะเดียวกัน ทุกคนในชุมชนโรงเรียนจะต้องร่วมกันสอดส่องบุคคลหรือสิ่งผิดปกติภายในโรงเรียน โดยครูและบุคลากร แขวนป้ายชื่อหรือบัตรประจำตัวไว้ตลอดเวลา และดูแลการเข้า–ออกของบุคคลภายนอกอย่างเคร่งครัด
การฝึกซ้อมครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับไป วางแผนและออกแบบการฝึกซ้อมเผชิญเหตุสำหรับนักเรียนต่อไป ให้เหมาะสมกับบริบทและวัยของเด็กแต่ละระดับ
ขอขอบคุณทีมตำรวจจาก สน.ท่าข้าม สำหรับความรู้ คำแนะนำ และการฝึกปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบบความปลอดภัยของนักเรียนและชุมชนโรงเรียนรุ่งอรุณ
#โรงเรียนรุ่งอรุณ
#การเผชิญเหตุ
#ความปลอดภัยในโรงเรียน
#หนีซ่อนสู้
#สนท่าข้าม