21/05/2026
ตอนเริ่มต้นทำงานวิทยากร ผมตั้งใจที่อยากจะทำงานด้าน Leadership Development
มาถึงวันนี้ 18 ปีผ่านไป ผมก็ยังคงรักในการทำงานด้านนี้อยู่
18 ปีกับการเดินทางในฐานะ Leadership Development Coach & Facilitator ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่พวกเราต้องปรับไปตามยุคสมัย มันมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
𝐂𝐡𝐚𝐩𝐭𝐞𝐫 𝟏 : 𝐓𝐡𝐞 𝐂𝐡𝐚𝐧𝐠𝐢𝐧𝐠 𝐑𝐞𝐪𝐮𝐢𝐫𝐞𝐦𝐞𝐧𝐭𝐬
ในอดีต หลายองค์กรเชื่อว่า “Leader ที่เก่ง” คือคนที่มีความรู้สูง วางกลยุทธ์ได้ดี ทำงานเก่ง ตัดสินใจเฉียบคม และสามารถผลักดัน Performance ให้เกิดขึ้นได้จากความสามารถส่วนบุคคล แต่ในโลกการทำงานปัจจุบัน องค์กรขนาดใหญ่จำนวนมากเริ่มตระหนักตรงกันว่า สิ่งเหล่านั้น “ไม่เพียงพออีกต่อไป”
เพราะต่อให้ Leader มีความรู้ มีประสบการณ์ หรือมี Business Strategy ที่ยอดเยี่ยมเพียงใด ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนทีมและองค์กรไปถึงเป้าหมายได้ หากไม่สามารถ “บริหารคน” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
วันนี้ ความท้าทายของการเป็นผู้นำไม่ได้อยู่ที่การรู้คำตอบมากที่สุด หรือแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง แต่อยู่ที่การเข้าใจ “ความแตกต่างและความซับซ้อนของมนุษย์” มากพอที่จะทำให้คนหลากหลายสามารถทำงานร่วมกัน เดินไปในทิศทางเดียวกัน และสร้างผลลัพธ์ร่วมกันได้
ในช่วงที่ผ่านมา ผมจึงได้รับโจทย์จากองค์กรและบริษัทต่างๆอย่างต่อเนื่อง ในการออกแบบ Leadership Development Program ที่ท้ายที่สุดล้วนมุ่งไปสู่การพัฒนา “People Leadership Capability”
Leadership Development ในยุคใหม่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนา Leader ให้สามารถ ....
🎯 เข้าใจความแตกต่างของคนในทีม
🎯 อ่านแรงจูงใจ ความกังวล และวิธีคิดของแต่ละคนออก
🎯 สื่อสารให้เกิดความเข้าใจร่วม
🎯 สร้าง Psychological Safety และ Trust
🎯 สร้าง Motivation & Commitment โดยไม่ต้องใช้ Authority เพียงอย่างเดียว
🎯 สร้าง Collaboration ทั้งภายในทีมและข้ามทีม ท่ามกลางความแตกต่างของบุคลิกภาพ วิธีคิด และเป้าหมาย ของแต่ละบุคคล
𝐂𝐡𝐚𝐩𝐭𝐞𝐫 𝟐 : 𝐓𝐫𝐚𝐧𝐬𝐟𝐨𝐫𝐦𝐚𝐭𝐢𝐨𝐧 𝐟𝐫𝐨𝐦 𝐈𝐧𝐬𝐢𝐝𝐞-𝐎𝐮𝐭 & 𝐈𝐦𝐩𝐨𝐫𝐭𝐚𝐧𝐜𝐞 𝐨𝐟 𝐒𝐞𝐥𝐟 𝐀𝐰𝐚𝐫𝐞𝐧𝐞𝐬𝐬
ทีนี้นอกเหนือจากโจทย์ที่เปลี่ยนไปแล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งคำถามสำคัญที่ Leadership Development Coach & Facilitator อย่างพวกเราต้องตอบให้ได้ครับ
“ทำอย่างไรให้ Leader ไม่ใช่แค่รู้ แต่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมในการเป็นผู้นำคนของตนให้ดีขึ้นได้จริง”
เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องสำคัญของ Leadership Development เพราะปัญหาของ Leaders จำนวนมากไม่ได้เกิดจาก Lack of Knowledge/Intelligence หรือขาดความรู้แต่เกิดจาก ...
🧿 การที่ยังไม่เข้าใจหรือมองไม่เห็น Leadership Patterns ของตัวเอง
🧿 ความไม่พร้อมที่จะเปิดใจให้เข้าใจและมองเห็นคนอื่นได้อย่างลึกซึ้ง เป็นกลาง และมีอคติที่น้อยที่สุด
🧿 การไม่สามารถทันและบริหารอารมณ์และพลังงานของตัวเองภายใต้ความกดดันสูงได้
🧿 และยังไม่สามารถสร้างความยืดหยุ่นในตัวเองให้มีความหลากหลายในการสร้าง engagement ให้เกิดขึ้นกับคนที่แตกต่างหลากหลายได้
Self-Awareness และ Self-Management จึงกลายมาเป็นรากฐานสำคัญของ Effective Leadership ในยุคนี้ครับ
Leader ที่ขาด Self-Awareness มักไม่รู้ว่าพฤติกรรม วิธีสื่อสาร อารมณ์ หรือ mindset ของตัวเอง ส่งผลต่อคนรอบตัวอย่างไร ขณะที่ Leader ที่ไม่สามารถ self-manage ได้ มักสูญเสีย effectiveness เมื่อต้องทำงานภายใต้ pressure, conflict, uncertainty หรือ complexity สูง
ในโลกการทำงานปัจจุบัน ผู้นำไม่ได้ถูกวัดเพียงจาก IQ หรือ technical capability อีกต่อไป แต่ถูกวัดจากความสามารถในการ:
* regulate emotions
* manage stress and pressure
* stay grounded during uncertainty
* make conscious decisions under complexity
* และสร้าง positive influence ต่อคนรอบตัวอย่างสม่ำเสมอ
ผมว่า Soft Skills เหล่านี้ไม่ใช่ “Nice to Have” Competencies อีกต่อไป แต่กลายเป็น Core Leadership Requirements ขององค์กรไปซะแล้ว
𝐂𝐡𝐚𝐩𝐭𝐞𝐫 𝟑 : 𝐑𝐨𝐥𝐞 & 𝐑𝐞𝐬𝐩𝐨𝐧𝐬𝐢𝐛𝐢𝐥𝐢𝐭𝐲 𝐨𝐟 𝐋𝐞𝐚𝐝𝐞𝐫𝐬𝐡𝐢𝐩 𝐃𝐞𝐯𝐞𝐥𝐨𝐩𝐦𝐞𝐧𝐭 𝐅𝐚𝐜𝐢𝐥𝐢𝐭𝐚𝐭𝐨𝐫/𝐂𝐨𝐚𝐜𝐡 และ 𝐓𝐫𝐚𝐢𝐧𝐞𝐫
จากความต้องการนี้ มันทำให้ Leadership Facilitator/Trainer/Coach อย่างเราต้องกลับมาตั้งคำถามสำคัญที่ไม่ใช่เพียง “จะสอนอะไร” แต่ให้ถามตัวเองว่า
“เราจะสร้าง Transformation ให้เกิดขึ้นจริงกับ Leaders หรือผู้บริหารที่สละเวลามาเข้า Program กับเราได้อย่างไร”
สิ่งสำคัญที่ทั้ง HR, Project Sponsor, และ Trainer/Facilitator/Coach ต้องตระหนัก คือ เพียงการให้ความรู้กับ Leader ไม่ได้แปลว่า “ทำได้”
หนึ่งในสิ่งที่องค์กรจำนวนมากเริ่มค้นพบจากการทำ Leadership Development อย่างจริงจัง คือปัญหาของผู้นำส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ “ไม่รู้ว่าควรทำอะไร” แต่คือ “รู้แล้ว…แต่ทำไม่ได้อย่างสม่ำเสมอ”
Leader จำนวนมากรู้ดีว่า:
* ควรฟังลูกทีมให้มากขึ้น
* ควรสื่อสารอย่างเข้าใจ
* ควรควบคุมอารมณ์ให้ดี
* ควร delegate มากกว่าลงไป control ทุกอย่าง
* ควรสร้าง trust แทนการใช้อำนาจ
* ควรให้ feedback อย่างสร้างสรรค์
* หรือควรสร้าง collaboration มากกว่าการแข่งขันภายในทีม
แต่ในสถานการณ์จริง โดยเฉพาะภายใต้ pressure, uncertainty, target, conflict หรือ expectation ที่สูง พฤติกรรมเดิมกลับ “ย้อนกลับมาโดยอัตโนมัติ”
หลายครั้ง Leader จึงเกิดความขัดแย้งภายในตัวเองอย่างชัดเจน
เพราะในด้านหนึ่ง เขารู้ว่า “ควร” เป็นผู้นำแบบไหน แต่อีกด้านหนึ่ง เขาก็ยัง “ถูกดึงกลับ” ไปสู่ pattern เดิมที่คุ้นเคยและรู้สึกปลอดภัยกว่า เช่น:
* รู้ว่าควรเปิดใจฟัง แต่สุดท้ายกลับรีบสรุปและตัดสิน
* รู้ว่าควร empower ทีม แต่สุดท้ายกลับ micromanage
* รู้ว่าควร calm และ composed แต่กลับ react ทางอารมณ์เมื่อถูกกดดัน
* รู้ว่าควรสร้าง psychological safety แต่กลับทำให้ทีมไม่กล้าพูดความจริง
* รู้ว่าควร collaborate แต่ภายใต้การแข่งขันหรือความกลัว กลับเลือกปกป้อง territory ของตัวเอง
การเปลี่ยนแปลง Leadership Mindset & Behavior มันจึงต้องลงไปทำงานกับความเข้าใจ มุมมอง และการปรับเปลี่ยนในระดับลึก เพราะการเปลี่ยนแปลงนี้มันจะไปกระทบหรือเกี่ยวพันกับหลายเรื่องในตัวบุคคล เช่น:
* Personal Identity
* Unconscicous & Deep Beliefs
* Emotional Patterns
* Defense Mechanisms
* Past experiences
* Unconscious Fears
* และ Unconscious Habits ที่สะสมมานาน
นอกจากนี้ Leader หลายคนก็ไม่ได้ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ว่าเขา “ไม่อยากเปลี่ยน” ... แต่สมองและระบบภายในของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้รักษาความคุ้นเคย เพราะความคุ้นเคยให้ความรู้สึกปลอดภัย แม้พฤติกรรมนั้นอาจไม่ effective อีกต่อไปแล้วก็ตาม
ยิ่งเมื่ออยู่ใน High Pressure with Expectation of High Performance Environment ที่มี pressure และ expectation สูง คนเราก็มีแนวโน้มที่จะกลับไปใช้ behavioral pattern ที่ตนคุ้นเคยที่สุดโดยอัตโนมัติ
นี่คือเหตุผลว่าทำไม Leader ที่เก่งงานมาก ก็อาจจะยัง struggle ในการพัฒนา people leadership ของตน เพราะความสำเร็จในอดีตจำนวนมากของพวกเขา อาจเกิดจาก:
* การเก่งด้วยตัวเอง
* การคิดเร็ว
* การตัดสินใจเร็ว
* การควบคุมคุณภาพเอง
* หรือการ push results อย่างหนัก
บทบาทของพวกเราในฐานะ Trainer/Facilitator/Coach คือ การสร้างพื้นที่และโอกาสที่จะเชิญชวนให้ Leader ได้เริ่มเรียนรู้ที่จะ:
✅ ยอมรับ blind spots ของตัวเอง
✅ เห็น impact ที่ตัวเองสร้างต่อผู้อื่นทั้งที่รู้ตัวและไม่รู้ตัว
✅ เข้าใจ emotional triggers ของตน
✅ แยก “ego” ออกจาก “leadership role”
✅ และกล้าที่จะเปลี่ยน behavioral pattern ที่เคยใช้มาตลอดชีวิตการทำงาน
✅ รวมทั้งมีโอกาสได้รับการคลี่คลาย Unresourceful Programming หรือ Patterns ต่างๆที่ฝังไว้มานาน
และผมจึงเชื่อว่านี่จะกลายเป็นโจทย์และ skills สำคัญที่ Leadership Development Facilitator/Coach/Trainer ในยุคปัจจุบันจำเป็นต้องมีครับ
Leadership Development Program ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง จึงต้องผสมผสานทั้ง:
* experiential learning
* coaching conversations
* group facilitation
* self-reflection
* peer learning
* psychological safety
* และ practical application ในบริบทการทำงานจริง
ลูกค้า ผู้บริหาร หรือองค์กร ไม่ได้ต้องการแค่ Inspirational Talk หรือ Good Idea Talk แต่เขามองหา program ที่สร้าง measurable leadership behavior transformation ได้จริงๆ
Program ที่สร้างการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้บริหารจนนำไปสู่:
* team commitment & motivation ที่ดีขึ้น
* collaboration ที่ดีขึ้น
* employee retention & engagement ที่ดีขึ้น
* และ organizational performance ที่ดีขึ้นไปเรื่อยๆในระยะยาว
ท้ายที่สุด Leadership Development ในยุคนี้ ไม่ใช่เรื่องของการสร้าง “หัวหน้าที่เก่งขึ้น” เท่านั้น แต่คือการสร้างผู้นำที่สามารถเข้าใจมนุษย์ เข้าใจตัวเอง และสร้างสภาพแวดล้อมที่ทำให้คนสามารถเติบโต ทำงานร่วมกัน และปลดปล่อยศักยภาพออกมาได้อย่างแท้จริง
และนั่น อาจเป็น competitive advantage ที่สำคัญที่สุดขององค์กรในโลกยุคใหม่ ที่ความสำเร็จไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “ใครรู้มากกว่า” แต่ขึ้นอยู่กับว่า “ใครสามารถนำคนได้ดีกว่า”
11/05/2026
30/04/2026
24/04/2026
15/04/2026
11/04/2026