ธุรกิจ การทำงาน และ โควิด-19
สวัสดีครับ มิตรรักแฟนเพจทุกท่าน งวดนี้มาดึกนิดนึงครับ
สำหรับค่ำคืนนี้อยากชวนคุยในหัวข้อธุรกิจ การทำงาน กับ ช่วงเวลาที่ทั่วโลกประสบกับวิกฤติไวรัสโควิด-19 กันหน่อยครับ
เราต้องยอมรับความจริงกับ New normal ที่เปลี่ยนโลกธุรกิจในทุกวันนี้ไปอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ ธุรกิจทุกประเภท ทุกอุตสาหกรรม ล้วนแล้วแต่มีความเชื่อมโยงกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะธุรกิจใหญ่หรือเล็ก ธุรกิจที่โตเร็ว โตช้า หรือ แม้แต่ธุรกิจที่เพิ่งเกิดใหม่ก็ตาม
ปัจจุบันมีคนทั่วโลกจำนวนมากที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยงตกงาน หรือ ทำงานอยู่ในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว ยานยนต์ พลังงาน โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ ธุรกิจเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราแทบทั้งสิ้น ซึ่งไม่ว่าจะอยูในฐานะผู้ประกอบการ พนักงานออฟฟิศ พนักงานปฏิบัติ หรือ ส่วนสนับสนุน ล้วนแต่เจอผลกระทบกันทั้งสิ้น บางที่ลดเงินเดือน บางที่บังคับใช้วันลา บางที่บังคับให้ลาโดยไม่จ่ายเงินเดือน ฯลฯ
แต่ส่วนต่อมาที่อย่างจะพูดถึงคือบริบทของการทำงานในช่วงโควิด-19 ที่เปลี่ยนแปลงรูปแบบไปอย่างสิ้นเชิง บางที่ให้ work from home บางที่แบ่งทีมกันเข้าไปทำงาน บางที่ยังเข้าไปทำงานกันตามปกติ
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมองว่ามันคือโอกาส ซึ่งคำว่า “โอกาส” ของผม ณ ที่นี้ ผมขออนุญาตใช้คำว่า Golden Window ตามที่ได้ฟังรายการจากคุณรวิศ หาญอุตสาหะ ในรายการ Mission to the moon ตอนหนึ่ง ซึ่งผมขออนุญาตนำมาขยายความเพิ่มเติมในอีกมุมมองอื่นๆ ดังนี้
1. It’s the opportunity to explore into the unknown areas – พูดง่ายๆ คือ งานอะไรที่เรายังไม่เคยทำ หากคุณได้รับความไว้วางใจและได้รับมอบหมายให้ทำแล้ว ขอให้คุณตั้งเป้าหมาย ตั้ง deliverables ให้คนอื่นได้เห็นว่าคุณทำมันอย่างจริงจัง และ deliver ให้ดีที่สุดตามความสามารถของคุณ
2. It’s the opportunity to connect with new people to expand your territories – เวลาในตอนนี้ ถือเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะคุณจะมีเวลามากขึ้นที่จะสร้าง network กับคนที่อาจจะไม่ค่อยได้ติดต่อกัน แต่อย่าลืมว่าวิกฤติครั้งนี้จะอยู่กับเราไปอีกไม่รู้นานแค่ไหน คนที่ขยันสร้าง network ในตอนนี้ ต้องบอกว่ามันจะเป็นทุนรอนสำหรับคุณในการที่ connect กับคนอื่นๆ และ ไม่แน่ บางทีพวกเค้าเหล่านั้นอาจจะกลายเป็น strong tie ที่ดีของคุณในอนาคตก็เป็นได้ และ ลำดับต่อไปซึ่งถือเป็นโอกาสที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณเลยก็คือ …
3. It’s the best time of your life to stay with your family members – คุณจะเติบโต และ ก้าวหน้าไปไม่ได้เลยถ้าคุณไม่มีคนข้างหลังที่คอยหนุนหลังคุณ และ สนับสนุนคุณให้คุณได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข และ คนที่เพียบพร้อมไปด้วยความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว ถือเป็นแรงผลักดันให้คุณเดินต่อไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และ แข็งแรง นอกจากนี้แล้ว ความสำนึกในบุญคุณต่อสมาชิกในครอบครัวนี่แหละ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เราประสบความสำเร็จในอนาคตต่อไป
ก็ฝากไว้ด้วยละกันนะครับ กับบทความชิ้นนี้ ก็ขอให้ทุกท่านสุขภาพแข็งแรง มีความสุข ไร้โรคภัย มีแต่สิ่งดีๆ โอกาสดีๆ เข้ามาในชีวิต และ เราจะผ่านมันไปด้วยกันครับ Good night ครับ
Black Sheep Doing White Business
เพจเพื่อธุรกิจ คนทำงาน และ การถ่ายท? การเป็นแกะดำกับธุรกิจสีขาว ผมคิดว่ามันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวที่สุด ผมอยากพัฒนาเด็กไทยที่ดีให้ก้าวไกลไประดับโลกครับ
สวัสดีครับ มิตรรักแฟนเพจทุกท่านครับ ที่หายไปนานเลยคือติดภาระกิจเรื่องงานล้วนๆเลยครับ เลยไม่ได้มีโอกาสมาโพสต์มานานม้ากกก เลยอยากจะมาโพสต์เพื่อแชร์ประสบการณ์ของผมที่ผ่านมาหลังผ่านไปแล้ว 4 ปี และ ให้แฟนเพจได้หายคิดถึงกันหน่อยครับ
ที่ผ่านมาผมได้เปลี่ยนแปลงตัวเองไปมากพอสมควรครับ ก็คืองานประจำที่ทำอยู่ตอนนี้ได้มาทำเป็น in-house recruiter และ เวลาว่างก็ได้ติดตามข่าวและศึกษาเกี่ยวกับธุรกิจมาพอสมควร
วันนี้เลยอยากจะมาแชร์มุมของธุรกิจตาม concept ของเพจให้ฟังหน่อยครับ
ที่ผ่านมาผมก็ได้ผ่านการทำงานมาหลายที่ และ ข้อสังเกตสำหรับการทำงาน โดยเฉพาะงานออฟฟิศก็คือเราได้เห็นธุรกิจที่ operate ในหลากหลาย business model ซึ่งแต่ละ model ก็มีความน่าสนใจเฉพาะตัวมากเลยครับ
4 ปีที่ผ่านมาผมได้อยู่ในวงการสรรหาบุคลากรให้กับบริษัทที่เป็นลูกค้า และ ณ ปัจจุบันก็สรรหาบุคลากรให้กับภายในบริษัทที่เป็น corporate
พูดง่ายๆคือธุรกิจหาคนมาทำงานให้นั่นเอง ขึ้นอยู่กับว่าอยู่ฝั่ง agency หรือ in-house แค่นั้นเองครับ
โดยเฉพาะธุรกิจ recruitment agency ซึ่งถือเป็นธุรกิจปราบเซียนพอสมควร เพราะว่ากว่าเราจะทำงานเป็นจริงๆ ไม่ใช่แค่ว่าเราหาคนให้ลูกค้าได้แล้วจบ แต่มันหมายถึงตัวเราเองในฐานะที่เป็น consultant ต้องมี accountability, integrity และ professional มากเพียงพอที่จะสร้าง trust ให้กับลูกค้าและ candidate ด้วย
สิ่งที่ลูกค้าต้องการ คือ หาคนดี ทำงานเก่ง เข้ากับคนอื่นได้ และ รับผิดชอบในงานได้ดี และ มีความตั้งใจทำงานให้กับบริษัทในระยะยาว เพราะเนื่องมาจากว่า people switching cost มีสูงมาก หาก candidate เรามีประวัติเปลี่ยนงานบ่อย ลูกค้าก็อาจต้องรับความเสี่ยงในแง่การหาคนใหม่ เพราะเค้าอาจจะอยู่กับลูกค้าไม่นานเช่นกัน
หันมาดูในฝั่ง in-house บ้าง ทีนี้การสรรหาบุคลากรในฝั่งนี้ จะว่าไปก็ขึ้นอยู่กับว่าโดยธรรมชาติของธุรกิจนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมไหนด้วย ของผมอยู่บริษัทที่ปรึกษาโครงการชั้นนำในภูมิภาคซึ่งมีคนทำงานทั่วโลกประมาณหมื่นกว่าคน แต่ในไทยมีจำนวนคนไม่เยอะเท่าไหร่ ซึ่งทำให้การทำเป็น in-house recruiter มีข้อได้เปรียบคือ ทำให้งานของเรามีความ exclusive มากขึ้น
ย้อนกลับไปทาง agency หน่อยครับ ถึงแม้ว่าผมจะทำ agency ได้ไม่นาน แต่ก็ได้เห็นระบบการจัดการข้างในว่า กว่าจะ operate จนมั่นใจได้แล้วว่า firm จะสามารถ run ของมันได้ต้องยอมรับว่าไม่ง่ายจริงๆครับ เพราะเป็นธุรกิจที่ถือว่าคนเป็น asset ในการ run ธุรกิจเช่นกัน
เพราะฉะนั้นหัวใจของธุรกิจแบบนี้การรับคนเข้ามาทำงานจะเป็นตัวชี้วัดผลประกอบการของธุรกิจได้เลยนะครับ ถ้ารับทั้งคนเก่ง และ คนดี ย้ำนะครับ ต้องทั้งเก่งและดี เก่งอย่างเดียวแต่ไม่ดี culture องค์กรก็เสียหาย แต่ถ้าดีอย่างเดียวแต่ไม่เก่งก็ไม่รอด
ซึ่งจะว่าไปแล้ว culture ขององค์กรนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในบริษัทที่เป็น people as an asset เพื่อดำเนินธุรกิจจริงๆ เพราะ culture ที่ดีจะทำให้คนอยู่กับเรานานเพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจไม่เกิดผลกระทบจากการที่เปลี่ยนคนบ่อยๆ ขณะเดียวกับ culture ของ corporate ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
ไม่ว่าเราจะทำงานที่ไหน ทำอะไร ทำกับใคร ทำด้วยวิธีไหนก็ตาม หลักการง่ายๆก็คือ ต้องถูกต้องตามหลักการในชีวิตของแต่ละคน พร้อมทั้งวิธีการก็ต้องถูกต้องด้วยเสมอ ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ เพราะหากคุณทำงานที่หลักการไม่ถูกต้อง วิธีการที่คุณคิดออกมา จะนำไปสู่การกระทำที่ผิด
บางคนอาจจะบอกว่าจริงอยู่หลักการดี แต่วิธีการยังไงก็ได้ ได้หรือเปล่า ถ้าคนที่มองใน long-term เค้าจะบอกคุณว่าไม่ได้ เพราะว่าถ้าหลักการดี แต่วิธีการยังไงก็ได้ คุณจะทำทุกอย่างที่คุณทำได้ แม้ว่าจะผิดต่อคนอื่นแค่ไหนก็ได้ ซึ่งในระยะยาวแล้วมันไม่ work และ จะทำให้คุณไม่สบายใจในท้ายที่สุด
ครับ ตอนนี้ผมก็ยังทำงานอยู่เหมือนเดิม เพิ่มเติมคือมีเวลามากขึ้น เพราะ work from home อยู่ ก็หวังว่าทุกคนสบายดี และ สุขภาพแข็งแรงกันนะครับ ก็ภาวนาขอให้โรคร้ายนี้หายไปจากโลกเราในเร็ววัน และ ขอให้ทุกคนมีความสุขกับการทำงาน และ สมาชิกในครอบครัวแข็งแรง และ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ
Happy Sunday ครับทุกคน
สวัสดีครับ มิตรรักแฟนเพจทุกท่าน
ผมก็หายไปร่วมปีเลยทีเดียว ที่ผ่านมาก็ยุ่งๆกับเรื่องงานแล้วก็มีหลายๆอย่างเข้ามาให้ต้องคิดและทำ ก็เลยต้องทำกันไป หวังว่าทุกคนยังจะไม่ลืมผมกันใช่มั๊ยครับ
วันนี้ผมมีมี topic ที่จะมาแชร์ให้ฟังก็คือเป็นเรื่องของการ rebranding ของบริษัทต่างๆ
ทำไมผมถึงหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาคุยหรอครับ ก็เพราะว่าผมมองว่าบริษัทไหนก็ตามที่มีการขายสินค้าของตัวเองถ้านับตั้งแต่ยุคก่อนๆ เอาซักราวๆ 10 ปีขึ้นไปก่อนละกัน ก็คงต้องมีการเปลี่ยนลุคของแบรนด์เพื่อให้มีความทันสมัยขึ้นไม่ว่าจะเป็นแค่ภายนอกอย่างเช่น packaging เป็นต้น
แต่ยิ่งถ้าเป็นสินค้าที่มีอัตราการหมุนเร็ว เช่น สินค้า fashion ด้วยแล้ว cycle ของการ rebrand ก็อาจจะมีอัตราเร่งที่เร็วกว่านี้ก็เป็นได้
ผมมีตัวอย่างของการ rebrand ของต่างประเทศมาเล่าให้ฟังครับ
CVS Pharmacy นั้นเป็นผู้นำทางร้านค้าปลีกด้านยาในอเมริกาที่ทุกวันนี้มีร้านขายปลีกราวๆ 9,600 แห่ง ซึ่งเมื่อก่อนภายในร้านจะขายยา และ ก็มีขายบุหรี่ได้ด้วย ซึ่งเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่คือ เลิกจำหน่ายบุหรี่ภายในร้าน ทั้งๆที่ยอดขายของบุหรี่นั้นอยู่ที่ราวๆ 4% ของยอดขายทั้งหมด และ ทำการ rebrand ร้านขายยาให้ปลอดบุหรี่ โดยถือเป็น pioneer ในการเลิกขายบุหรี่ในอเมริกา และ ยังส่งเสริมให้คนอเมริกันนั้นปลอดบุหรี่ไปยัง generation ต่อๆไปด้วย และ ทำการเปลี่ยนชื่อมาเป็น CVS Health ที่สื่อให้เห็นถึงบริษัทที่เล็งเห็นถึงการดูแลสุขภาพของคนอเมริกันมากขึ้นนั่นเอง
จากตัวอย่างนี้ นอกจากเรื่องการทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์มีความชัดเจนที่สื่อออกไปถึงผู้บริโภคแล้วว่าธุรกิจที่ทาง CVS จะ focus ต่อไปจะเป็นสิ่งที่จะไม่ทำลายสุขภาพของผู้บริโภค แล้วยังสื่อถึงความรับผิดชอบต่อสังคมของบริษัท หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) ด้วย ซึ่งในยุคสมัยนี้การทำธุรกิจนั้นไม่เพียงแต่จะนำมาซึ่งกำไร แต่ยังต้องคำนึงถึงผู้บริโภค คู่ค้า ลูกจ้าง สิ่งแวดล้อม รวมไปถึงทรัพยากรที่บริษัทนั้นใช้ไปว่ามีผลกระทบทั้งทางตรง และ ทางอ้อม อย่างไรบ้าง
ส่ำหรับการ rebrand ที่ดีนั้นจะไม่ใช่เพียงแต่การทำแบบฉาบฉวย เช่น การเปลี่ยน banner, logo, packing หรือ การโฆษณา เพื่อสื่อถึงสิ่งใหม่ๆในตัวสินค้าเท่านั้น แต่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงใน core benefits หรือ ประโยชน์หลัก ซึ่งเกิดจากการพัฒนาในตัวสินค้าและช่วยแก้ปัญหาให้กับลูกค้าด้วย ซึ่งการสื่อสารด้านแบรนด์เป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่ทำให้ภาพลักษณ์นั้นมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยนั่นเอง
เอาล่ะครับ ไว้มีอะไรมาอัพเดทไว้ผมจะมาแชร์ให้ฟังกันอีกนะครับ
สวัสดียามเช้าครับ มิตรรักแฟนเพจทุกท่าน
วันนี้มาถึงที่ทำงานเช้าเลยพอมีเวลาอัพเดทเพจให้ได้ติดตามกันครับ
หัวข้อในวันนี้คือ "การเปลี่ยนความยุ่งยากให้เป็นความเรียบง่าย เปลี่ยนความวุ่นวายให้กลายเป็นความสงบ"
หัวข้อที่พูดถึงนี้ผมขอพูดรวมๆ ทั้งในบริบทของการทำงาน การใช้ชีวิต การทำธุรกิจ แต่วันนี้ผมจะขอพูดถึงในแง่ของการทำงานก่อนนะครับ
ครับ แน่นอนว่ายิ่งโลกเรามีความเจริญ ความศิวิไลซ์ มากขึ้นเท่าไหร่ ความซับซ้อน ความวุ่นวาย ก็น่าจะยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น
ยกตัวอย่างง่ายๆก็คือ สมัยก่อนพวกเรายังไม่มีมือถือใช้ เรากลับมีประสิทธิภาพในการสื่อสารมากกว่าทุกวันนี้ อันนี้ผมไม่ได้เหมารวมนะครับ ผมหมายถึงคนบางกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีได้เก่ง แต่มีทักษะการสื่อสารที่แย่ลงครับ สังเกตมั๊ยครับว่าบางครั้งหลายๆคนจำเป็นต้องพูดว่า ที่พูดหมายถึงอย่างนี้ ที่ผมพูดแปลว่าอย่างนี้ หรือ อาจจะบอกว่าคุณเองคุณคงไม่เข้าใจที่ผมพูดใช่มั๊ย หรือ ถ้าจะให้แปลก็คือ...
อันนี้ผมขอพูดถึงเวลาตอนเราทำงานก่อนนะครับ โดยเฉพาะคนที่ทำงานออฟฟิศใหญ่ๆที่องค์กรมีระบบการจัดการที่มีความซับซ้อน มีสายงานการบังคับบัญชาหลายชั้น ซึ่งองค์กรเหล่านั้นอาจจะมีรูปแบบการจัดการที่แตกต่างกันไป บางที่อาจจะเป็น bottom-up บ้าง top-down บ้าง แต่โดยหลักการแล้วสิ่งที่คนที่พอมีอำนาจในการบังคับบัญชาแล้ว สิ่งหนึ่งที่ควรจะต้องทำให้ได้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และ ลดการกระจุกงานไว้ที่คนบางกลุ่มก็คือการ empowerment หรือ การมอบอำนาจให้กับลูกน้องที่เพียงพอ และ ให้อิสระในการคิด การตัดสินใจ ในเรื่องที่ควรจะให้
นอกเหนือไปจากการมอบอำนาจแล้ว การรับสิ่งที่ผู้บริหารต้องการให้ทำไล่ไปจนถึงระดับปฏิบัติการแล้ว สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นตามมาก็คือ การสื่อสารภายในองค์กรของพนักงานแต่ละคนที่จะต้องสื่อสารให้ได้ประเด็นที่ต้องการ กระชับ รวดเร็ว และ มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อที่จะทำให้อย่างน้อยคนสองคนเกิดความเข้าใจ หรือ ถ้ายิ่งจำนวนคนมากเท่าไหร่ คนที่จะสื่อสารก็ต้องยิ่งคำนึงถึงมุมมองของคนที่ฟังด้วยว่า เค้าน่าจะมีความคิดเห็นอย่างไร อย่างน้อยก็จะไม่ทำให้สารที่เราส่งไปนั้นมีการบิดเบือนของข้อมูล
โดยเฉพาะการใช้อีเมล์ในการสื่อสารทุกวันนี้ บางครั้งเราใช้มากเกินความจำเป็น ประเด็นบางอย่างอาจจะจบลงด้วยการแค่พูดคุยกันเท่านั้น เพราะฉะนั้น ก่อนที่เราจะเริ่มต้นคุย เริ่มต้นส่งสารอะไรออกไป เราควรจะตั้งสติก่อนว่าเราต้องการจะสื่ออะไร ด้วยวิธีไหน สื่อสารอย่างไร ทำยังไงให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด เพื่อทำให้เราประหยัดเวลา และ ทำให้การทำงานนั้นมีความราบรื่นและลดความซับซ้อนลงครับ
โอเคครับ ส่วนในแง่ของการใช้ชีวิต และ การทำธุรกิจ ผมจะมาต่อในภายหลังนะครับ
ขอให้มีความสุขกับการทำงานตลอดวันครับ
สวัสดีครับ มิตรรักแฟนเพจทุกท่าน
ก็หายไปเกือบเดือนเลยทีเดียว ก็ไม่ได้ไปไหนหรอกนะครับ พอดีผมเองเพิ่งเริ่มงานใหม่ตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา ก็เลยต้องพยายามที่จะ focus งานที่ทำอยู่ให้ดีที่สุด
เอาล่ะครับ เข้าเรื่องเลยดีกว่า วันนี้ผมขอว่าด้วยเรื่อง " การตัดสินใจที่จะทำหรือไม่ทำ" ในมุมมองทางธุรกิจครับ
เนื่องด้วยว่าก่อนหน้านี้ผมถูกทาบทามจากชาวต่างชาติที่จะให้มาทำเป็น organizer ของชมรมกีฬาแห่งหนึ่งที่เกิดจากการวมตัวกันของเหล่า organizer ที่ทำกันอยู่แล้ว
เรื่่องมีอยู่ว่าผมเองได้เข้าร่วมกิจกรรมกีฬากับชมรมนี้เมื่อเดือนที่แล้ว และ ชาวต่างชาติคนนั้นก็เปรยๆว่าอีกไม่นานเค้าจะต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น และ คงจะไม่ได้มาสานชมรมนี้ต่อ
ประเด็นมีอยู่ว่าทางชาวต่างชาติท่านนั้นก็มาทาบทามผมว่าจะให้ผมเป็น organizer ของชมรมนี้เลย โดยที่ผมเองยังไม่ได้มานั่งคุยรายละเอียดว่ารูปแบบการจัดงานจะเป็นอย่างไร การติดต่อประสานงานจะติดต่อใคร ด้วยวิธีไหน รูปแบบการจ่ายเงินเพื่อจองสถานที่ รวมไปถึงการรวมการกุศลในสองรูปแบบที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนเพื่อทำเป็นรูปแบบการกีฬา และ การกุศล ในขณะเดียวกัน
ทั้งนี้ทางชาวต่างชาติท่านนั้นได้จะทำการเปลี่ยนแปลงสถานะของผมจากที่เป็นสมาชิกของชมรมมาเป็นผู้จัดงานแทนโดยที่ไม่ได้คุยกัน
แน่นอนครับ ผมเองเวลาที่จะตัดสินใจที่จะทำธุรกิจอะไร บุคคลที่ผมจะต้องปรึกษาก่อนก็คือ ทางบ้านผม รวมไปถึงหุ้นส่วนทางธุรกิจที่มีแนวโน้มที่จะเข้าร่วมทำธุรกิจด้วย
นอกจากนี้แล้ว ผมเองก็พยายามศึกษารูปแบบของธุรกิจว่าแนวโน้มที่จะทำนั้นตอบโจทย์ทางธุรกิจในแง่ของผลกำไร และ จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาเท่าไหร่ ซึ่งผมเองค่อนข้างให้ความสำคัญเกี่ยวกับเวลามาก สิ่งแรกที่ผมคิดก็คือ ถ้าต้องเบียดบังเวลาการทำงานหลัก และ กระทบกับเวลาพักผ่อนส่วนตัวมาก อันนี้ผมตัดสินใจไม่ทำทันทีได้เลย
แต่จริงๆแล้วประเด็นที่ผมได้คุยให้ฟังว่า การตัดสินใจที่จะทำธุรกิจหรือไม่ ถ้าในกรณีนี้ ผมขอชี้แจงว่า ผมตัดสินใจไม่ทำธุรกิจนี้กับชาวต่างชาติท่านนั้นในช่วงเวลานี้ก่อน เนื่องมาจากว่าผมยังไม่ได้พบเจอเพื่อพูดคุยรายละเอียดเรื่องรูปแบบการจัดงานรวมไปถึงรายละเอียดว่าหากจะจัดจะต้องทำยังไงบ้าง เพราะฉะนั้นหากผมไม่รู้ว่าผมต้องทำยังไงแล้ว ผมก็คงไม่สามารถดำเนินการอะไรใดๆได้
นอกไปจากนี้แล้วผมยังได้คำนวณความเป็นไปได้ในแง่ของผลกำไร และ ขาดทุน จากธุรกิจในรูปแบบนี้ว่าจะไปรอดหรือไม่ และ จากการที่ผมได้เฝ้าสังเกต และ จากการ่วมงานกับชาวต่างชาติท่านนั้นแล้ว ผมประเมินว่า ณ จุดนี้ ยังไม่น่าจะตอบโจทย์ในแง่ของผลกำไรทั้งระยะสั้น และ ระยะยาว เนื่องจากยอดจองในการเข้าร่วมกิจกรรมยังต่ำเกินกว่าที่จะคุ้มกับการจัด และ คงไม่น่าจะทำกำไรถึงขนาดว่าแบ่งผลกำไรให้กับผู้ถือหุ้นของผมได้
สรุปก็คือหากการตัดสินใจของผมหรือคุณเองก็ตามถ้าอยุ่บนพื้นฐานของความไม่ชัดเจนในข้อมูล และ ความคลุมเครือของผู้ที่เกี่ยวข้อง โปรดจงคิดให้ดีว่าได้คุ้มเสียหรือเปล่า หากคิดว่าหลายๆสิ่ง หลายๆอย่างยังต้องศึกษาเพิ่มเพื่อเพิ่มความมั่นใจให้ตัดสินใจให้ถูกต้องแล้วชะลอการตัดสินใจออกไปอีกนิดนึง ระยะนึง หรือ ถ้า ณ ช่วงเวลานั้นเราเองก็น่าจะหาเวลาลงไม่ไหวแล้ว การตัดสินใจไม่ทำอาจเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดก็ได้นะครับ
ด้วยความห่วงใยครับ
สวัสดีครับ มิตรรักแฟนเพจทุกท่าน วันนี้วันศุกร์สุดสัปดาห์ วันที่หลายๆคนรอคอยให้มาถึงเพื่อเฉลิมฉลองหลังจากเหน็ดเหนื่อยมาตลอดสัปดาห์ หรือ บางคนรอคอยมาทั้งสัปดาห์เพื่อที่จะได้กลับไปหาลูกเต้าที่รอกินข้าวเย็นด้วย สำหรับผม ถือเป็นสุดสัปดาห์สุดท้ายก่อนที่ผมจะเริ่มต้นศักราชใหม่ของการทำงานที่ใหม่ในสายงานทรัพยากรบุคคล ซึ่งอาจจะเป็นงานประจำที่ออฟฟิศที่สุดท้ายก็เป็นได้ครับ
สำหรับแฟนเพจที่ไม่เคยทราบประวัติการทำงานของผมมาก่อน ผมก็ขออนุญาตมา ณ โอกาสนี้เพื่อจะแชร์ให้ฟังคร่าวๆว่า ผมเองเคยอยู่ฝ่ายฝึกอบรมมาก่อน หลังจากเรียนจบมา ก็กลับมาทำสายจัดซื้อรวมๆประมาณ 5 ปี
ตัดภาพกลับมา ณ ปัจจุบัน ควบคู่ไปกับการย้อนอดีตไปเมื่อซักสองสามปีที่แล้ว เหตุผลที่ได้นำพาผมมาถึงจุดเปลี่ยนที่ได้ทำให้ผมได้กลับมาทำสายทรัพยากรบุคคลก็คือ มีอยู่วันหนึ่งที่ผมได้มีโอกาสได้นั่งคุยเกี่ยวกับโอกาสในการทำธุรกิจกับเพื่อนสนิทผมคนหนึ่ง ผมเริ่มต้นการคุยด้วยการ present ideas ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับการสร้าง digital platform ต่างๆ สองชั่วโมงผ่านไป ผมโดนยิงคำถามจากเพื่อนเหมือนโดนไล่ต้อนไปเรื่อยๆจนกระทั่งผมได้ค้นพบว่า แท้จริงแล้วสิ่งที่ผมอยากทำมาตลอด ไม่ใช่สิ่งอื่นไกลเลย แต่เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมมีพรสวรรค์ในเรื่องนี้มาตลอดนั่นก็คือ การได้ทำงานในสายทรัพยากรบุคคลนั่นเอง
จากการพูดคุยครั้งนั้นและเวลาก็ได้ล่วงเลยผ่านไป ผมก็ยังคิดถึงวันนั้น และ ไม่เชื่อก็ต้องเช่ื่อว่าผมเองได้พยายามหาลู่ทางเพื่อกลับไปในสายที่ผมรัก และ เป็นสิ่งที่ผมชอบ และ อยากทำจนได้ ผมก็แค่อยากจะแชร์ในสิ่งที่ผมคิดและสิ่งที่ผมได้ลงมือทำ และ เชื่อว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่สำหรับชีวิตคนๆหนึ่งเกิดขึ้นได้ก็ย่อมต้องมีก้าวเล็กๆที่หนักแน่นและมั่นคง
เอาล่ะครับ นั่นคือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในขีวิตผม แต่วันนี้ผมเองก็มีสาระความรู้ที่จะมาแบ่งปันให้แฟนเพจอีกเช่นเคยครับ วันนี้ผมขอพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ของเรื่องสองเรื่องระหว่าง Brand Perception and Brand Expectation แปลง่ายๆก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างแนวความคิดเกี่ยวกับแบรนด์ และ ความคาดหวังเกี่ยวกับแบรนด์
ทีนี้การศึกษาเกี่ยวกับเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งสองสิ่งนั้น เราควรจะคำนึงถึงความเชื่อมโยงกันในหลายๆมิติ สำหรับสองเรื่องข้างต้นนี้ผมขอย่อใจความให้เหลือแค่สามหัวข้อเพื่อความกระชับตามข้างล่างนี้นะครับ
1.) Origin of Brand and Brand Visionary (ต้นกำเนิดของแบรนด์และวิสัยทัศน์ของแบรนด์)
2.) Brand Perception Dictates Brand Expectation and Brand Orientation (แนวความคิดเกี่ยวกับแบรนด์เป็นตัวกำหนดความคาดหวังเกี่ยวกับตัวแบรนด์ และ ทิศทางของแบรนด์)
3.) Best Brand Will Eventually Die but It Will Last Forever (แบรนด์ที่ดีที่สุดสุดท้ายก็ต้องล้มหายตายจากไปแต่แบรนด์นั้นจะคงอยู่เป็นนิรันดร์)
ผมจะสรุปอย่างย่อทั้งสามหัวข้อให้สั้นเลยนะครับ
ต้นกำเนิดของแบรนด์แท้จริงแล้วเริ่มจากวิสัยทัศน์ของเจ้าของแบรนด์นั่นเอง ซึ่งการถือกำเนิดเกิดมาของแบรนด์นั้นนอกจากเจ้าของต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล มองไปยังอนาคตได้แล้ว ยังต้องมีความเป็นสากล และ ต้องครอบคลุมไปถึงการกำหนดแนวความคิดของเรื่องแบรนด์ด้วยว่า การตั้งต้นแบรนด์ซึ่งหมายถึงธุรกิจที่จะเกิดขึนมานั้นจะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจเพื่อไปสู้ความยั่งยืนของแบรนด์ได้อย่างไร
ไม่มีเจ้าของแบรนด์คนไหนอยากเห็นแบรนด์ที่ตัวเองสร้างมากับมือต้องล้มหายตายจากไปก่อนเวลาอันควร หรือ แปลความก็คือธุรกิจที่ปลุกปั้นมาตั้งแต่แรกต้องปิดตัวไปจริงมั๊ยครับ
ส่วนการวางแนวความคิดเกี่ยวกับเรื่องแบรนด์นั้นจริงๆก็ไม่ยากอะไร แค่มีกรอบความคิดโดยวางโครงของเรื่องราวเกี่ยวกับแบรนด์ของตัวเองไว้ และ ถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆผ่านสินค้า และ การบริการ โดยต้องตระหนักอยู่เสมอว่าการวางจุดยืนของแบรนด์ของตัวเองนั้น จะยืนอยู่จุดไหนในตลาด และ สอดคล้องกับความต้องการ และ ความคาดหวังจากลูกค้า เพื่อที่จะให้ทิศทางของการทำตลาดเกี่ยวกับแบรนด์ตัวเองนั้นมีความกลมกลืนกับสินค้า และ การบริการให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
แต่หากเจ้าของแบรนด์ไม่ได้กำหนดแนวความคิดและทิศทางในการทำแบรนด์ตั้งแต่แรกก็ถือว่าไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดแต่อย่างใด แต่ถ้าเริ่มคิดได้ แล้วคิดว่าการสร้างแบรนด์เป็นการเพิ่มคุณค่าให้กับสินค้า และ การบริการของเจ้าของแบรนด์เอง ผมก็เชิญชวนให้คิดมาเริ่มทำ มากบ้างน้อยบ้าง อย่างน้อยก็เพื่อเป็นการทำให้แบรนด์นั้นคงอยู่ถาวรเหมือนไวน์ชั้นดีที่ยิงบ่มนานรสชาติและคุณค่าก็ยิ่งอร่อยและมีมูลค่ามากขึ้นไปเท่านั้นเช่นกัน
ผมเองก็ขอฝากเพจนี้ไว้ถือเป็นเสมือนว่าเป็นแบรนด์ๆหนึ่งที่คนเขียนเพจอย่างผมมีความตั้งใจในการทำ มากบ้างน้อยบ้างตามโอกาส และ อยากให้เป็นช่องทางหนึ่งที่ให้แฟนเพจได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อพัฒนาเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ต่อไปครับ
Have a great day and another good weekend ครับ
พักเที่ยงมีเวลาว่างก็มี update กันนิดนึงนะครับ
หลังจากที่บ้านเราส่วนใหญ่ก็เรียกได้ว่าน่าจะผ่านพ้นช่วงวันหนาวๆไปไม่นาน และ หลังจากที่ช่วงประมาณเดือนนึงที่ผ่านมาหลังจากฉลองปีใหม่กันไป แต่ละบริษัท แต่ละธุรกิจก็ได้มีเวลาที่ดีๆร่วมกัน
แต่ว่าความจริงหลังจากที่ผมได้สอบถาม และ พูดคุยกับเจ้าของธุรกิจ และ เพื่อนๆ ในแวดวงต่างก็พบว่า เศรษฐกิจปีนี้เค้าว่ากันว่าเผาจริงเผาจังกันเลยล่ะครับ ถามว่ารู้ได้ยังไงครับ ขอเริ่มจากภาพใหญ่ก่อนละกันนะครับ เศรษฐกิจโลกที่ตอนนี้กำลังเป็นข่าวใหญ่ก็คือ เศรษฐกิจของจีนที่กำลังอยู๋ในช่วงขาลง ซึ่งถือเป็นขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลกได้ส่งผลกระทบไปถึงประเทศอื่นๆที่ได้ร่วมสังคกรรมด้วย
และที่่ผมได้ตามข่าวต่อมาก็คือกลุ่มประเทศสมาชิกต่างๆ เช่น กลุ่ม BRIC (Brazil, Russia, India, China) ทีถือเป็นกลุ่มประเทศสมาชิกที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่และมีอิทธิพลต่อประเทศอื่นก็อยู่ในช่วงขาลงเช่นกัน ถ้าให้ลงรายละเอียดก็คือ บราซิลก็ยังอยุ่ในสถานะทรงตัวแต่ค่อนไปทางขาลง ส่วนรัสเซียนี่อาการหนักหน่อยจากการที่ประเทศถูก sanction ถึงขนาดว่าข่าวได้บอกว่าต้องขายธุรกิจระดับประเทศบางส่วนออกไปเพื่อนำเงินเข้ามาสู่ประเทศ
ส่วนประเทศที่ยังมีทิศทางที่ดีขึ้นในกลุ่มนี้ก็คือ อินเดีย ครับ ทางรัฐบาลของอินเดียรับลูกในการที่จะสนับสนุนภาคธุรกิจที่จะเชิญชวนนักลงทุนทั้งใน และ ต่างประเทศที่จะนำเงินเข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะภาคอุตสาหกรรมต่างๆ รวมไปถึงการวิจัย เทคโนโลยีต่างๆ ที่มีความทันสมัย และ อาจเรียกได้ว่าเป็น hub ทางธุรกิจที่จะดึงดูดให้นักลงทุน และ นักธุรกิจ ที่แสวงหาโอกาสเข้าไปพัฒนาธุรกิจเกิดใหม่ และ กลายเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับอินเดียวในโอกาสต่อมา
ส่วนทางยุโรปผมไม่ค่อยได้ตามเท่าไหร่ ขอเว้นไปนะครับ ส่วนประเทศไทยเรา ก็อย่างที่เรารู้ๆกันก็คือ ประเทศเราน่าจะอยู่ในสถานะทีผมขอเรียกว่า semi-dormant ความหมายก็คล้ายๆกับภูเขาไฟที่อยู่ในสภาวะกึ่งนิ่งหรือมีการเคลื่อนไหวบ้างนั่นเอง
ซึ่งตามจริงแล้วเศรษฐกิจบ้านเราน่าจะพัฒนาไปได้ไกลมากกว่านี้ และ เติบโตในลักษณะก้าวกระโดดได้ด้วยซ้ำไป แค่ด้วยปัจจัยภายในประเทศหลายๆอย่าง ซึ่งผมจะขอข้ามไปนะครับ เพราะบ้านเราเกิดความเสียหายมาเยอะแล้ว และผมไม่อยากซ้ำเติมประเทศไปมากกว่านี้
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นทิศทางที่บ้านเรากำลังจะไปได้สวยในตอนนี้ก็คือ บ้านเราก็เริ่มที่จะสานสัมพันธ์กับมิตรประเทศอื่นๆ และ ถัดมาก็คือ การตื่นตัวในการเปิด AEC และ คนรุ่นใหม่ๆที่ผมได้พบได้เจอ มีความเป็น entrepreneurship and international business's mindset มากขึ้น ซึ่งการที่เรามีคุณสมบัติเหล่านี้มากขึ้น ไม่เพียงแต่จะทำให้ภาคธุรกิจขนาดเล็กอย่าง SMEs มีความแข็งแกร่งขึ้นจาก business partners ที่ตอนนี้น่าจะเรียกได้ว่าไม่สำคัญว่าคุณอยู่ที่ไหนในโลกแล้ว แต่สำคัญที่ conceptual thought ที่ต้องมีความแข็งแกร่งเพียงพอที่จะไปต่อกรในระดับชาติได้
ก็ได้แต่หวังละครับว่า พวกเราคนธุรกิจคงจะเจอแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในซักวัน และ ผมรอที่จะเห็นความสำเร็จของแต่ละคนเช่นกันนะครับ
ไปก่อนครับ โชคดี และ ทานมื้อเที่ยงให้อร่อยนะครับ
สั้นๆยามบ่ายครับ
เด่วนี้ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการทำธุรกิจต้องมี 3 อย่างด้วยกันคือ
1.) Know-how (Specialty of knowledge)
2.) Know who (Persons you should know and engage)
3.) Know ME (Know yourself)
แปลง่ายๆคือ ต้องมีความรู้เฉพาะทาง, รู้จักคนในแวดวงที่ตัวเองทำ และ สุดท้าย และ สำคัญที่สุด คือ รู้จักตัวเอง
ไปทำงานต่อก่อนครับ
มาเก่งกันอย่างฉลาดดีกว่า
สวัสดีครับทุกๆท่าน ก็พบกันอีกเช่นเคยนะครับ ในเพจแกะดำกับธุรกิจสีขาว สำหรับหลายๆท่านที่เพิ่งเข้ามาอ่าน ก็อย่าเพิ่งถอดใจกับความไม่สม่ำเสมอของการเขียนเพจของผมนะครับ เนื่องจากว่าช่วงหลังๆผมเองก็ติดภารกิจอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ช่วงกลางปีที่แล้วเรื่อยมา แต่อย่างที่ผมสัญญาไว้เมื่อคราวที่แล้วก็คือ ผมจะพยายามแบ่งเวลาเพื่อแบ่งปันความรู้ และ พัฒนาเพจไปเรื่อยๆเพื่อไปให้ถึงปลายทางอย่างที่ผมได้กล่าวไว้เมื่อตอนเปิดเพจนี้ขึ้นมา แต่จะบรรลุวัตถุประสงค์ทุกประการหรือเปล่า เอาเป็นว่าผมจะพยายามให้ดีที่สุดละกันนะครับ ขอบคุณที่เข้าใจครับ
เอาล่ะครับ จั่วหัวมาอยู่ๆก็พูดเรื่องความเก่งขึ้นมา หลายๆคนคงสงสัยว่าพูดทำไม เกี่ยวอะไรกับเพจนี้ คือผมแค่อยากจะแบ่งปันประสบการณ์ที่ผมคิดว่าน่าจะเอาไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกสถานะ และ สถานการณ์ได้เท่านั้นเองครับ ส่วนชอบไม่ชอบอย่างไร สุดแท้แต่ทุกท่านจะรับไว้พิจารณานะครับ
เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ผมเข้าเรื่องเลยนะครับ คืองี้ครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคนทำงานในกรุงเทพฯก่อนนะครับ คือถ้าเป็นคนที่ทำงานออฟฟิศส่วนใหญ่แล้วผมเชื่อว่าร้อยทั้งร้อยมีความเก่งอยู่ในตัวอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าถนัดด้านไหน ประสบการณ์มากน้อยแตกต่างกันไป
ส่วนคนที่ทำธุรกิจส่วนตัว ผมขอพูดสั้นๆแค่ว่าถ้าไม่เรียกว่าอยู่ตัวแล้ว เหนื่อยครับยุคนี้
ภาพรวมคืออะไรครับ ? ทุกคนมีความเก่งในแบบฉบับของตัวเอง โดยที่ผมขอแบ่งความเก่งของคนแต่ละกลุ่มตามความเข้าใจคร่าวๆนะครับ ขอคร่าวๆก่อน
1.) เก่งงาน
2.) เก่งคน
3.) เก่งทั้งงานและคน
กลุ่มคนเก่งงาน (1)
สำหรับคนเก่งงานอย่างเดียว ผมขอเรียกว่าเป็นคนประเภท "Work-driven Group" แปลง่ายๆก็คือให้งานเป็นแรงผลักดันให้บรรลุวัตถุประสงค์ในชีวิต
ข้อดีของคนกลุ่มนี้ คือ จะเป็นคนที่มีความรับผิดชอบในการทำงานสูง รู้จักหน้าที่ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาคอยบังคับหรือสั่งการอะไร เรียนรู้ระบบไว เข้าใจในบทบาทที่ตนได้รับมอบหมายมา
ส่วนข้อเสียของคนกลุ่มนี้ คือ อาจจะเป็นคนที่ขาด Work-Life หรือ บางคนจะเรียก Work-Love ไปบ้าง (ขำๆนะครับ 555) แต่ไม่เป็นไรครับ ขอให้แบ่งสัดส่วนให้ถูกต้องก็พอ เรื่องอย่างนี้ไม่มีสูตรสำเร็จครับ ขึ้นอยู่กับต้นทุนชีวิต และ ภาระหน้าที่
กลุ่มคนเก่งคน (2)
คนกลุ่มนี้ผมต้องขอเรียกว่าเป็นกลุ่มคนที่เรียกว่า "People-Driven Group" แปลง่ายๆ ก็คือต้องอยู่ที่ๆมีคนที่โอเคในระดับนึงที่ทำให้อยู่แล้วไม่อึดอัด ไม่สบายใจ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้มีความ sensitive ในเรื่องการทำงานร่วมกับผู้อื่น แต่จริงๆแล้วกลุ่มคนพวกนี้เป็นคนจิตใจดีโดยธรรมชาติ และ จริงๆแล้ว ถ้าเลือกได้ก็ไม่อยากแข่งขันกับใคร แต่ถ้าจำเป็นต้องแข่ง ก็คงจะขึ้นอยู่กับว่าคนกลุ่มนี้มีเจตนาดีหรือไม่ เพราะคนกลุ่มนี้เป็นคนอ่านคนเก่ง
ข้อดีของคนกลุ่มนี้ คือ คนกลุ่มนี้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีอัธยาศัยดี มีความสุภาพ และ เนื้อแท้มีความสุขุมรอบคอบถ้าไม่ถูกเร่งเร้าจากใคร การเจรจากับใครมักจะประสบความสำเร็จเนื่องจากรู้ว่าคนที่คุยด้วยมีจริตอย่างใด ควรพูดอะไรเพื่อให้เกิดความรู้สึกร่วม เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกัน
ข้อเสียของคนกลุ่มนี้ คือ ขาดกระบวนการทางความคิดที่เป็นแบบแผน แต่หากได้ลองวางแผนแล้ว จะถือว่าเป็นกลุ่มคนที่มีพรสวรรค์เลยทีเดียว เนื่องจากมีจินตภาพสูง มองอะไรทะลุปรุโปร่งตั้งแต่ต้นยันจบ อย่างที่สองที่ขาดก็คือ โดยมากมักขาดความรอบคอบ เนื่องจากส่วนใหญ่ใช้อารมณ์เป็นแรงขับในการตัดสินใจ และ สุดท้ายก็คือ ขาดการคิดวิเคราะห์อย่างแยบยล เนื่องจาก จะเป็นคนที่คิดเร็ว พูดเร็ว หากเจอใครที่มีความนิ่ง และ มีการวางแผนมาก่อนล่วงหน้า อาจจะทำให้เราเสียกระบวนไป
ส่วนกลุ่มสุดท้าย คือ กลุ่มคนเก่งทั้งงานและคน (3)
กลุ่มคนจำพวกนี้ ถือเป็นกลุ่มคนประเภทฟ้าประทานจริงๆครับ ในชีวิตผม ผมเจอคนกลุ่มนี้ไม่มาก ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มีความน่าสนใจที่จะติดตามและเรียนรู้จากพวกเค้าจริงๆครับ ผมขอเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "Rare, Unique and Intuitive Management Group" ครับ
เชื่อมั๊ยครับว่า คนกลุ่มนี้ไม่ได้ไม่แคร์โลก ไม่แคร์สื่อ ไม่แคร์อะไรเลย เพียงแต่คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นคนรักสงบ มีสมาธิ และ สติปัญญาสูง เพียงแต่เค้าจะเลือกพูดกับคนที่ get ในสิ่งที่เค้าจะพุดก็เท่านั้นเอง ไม่ได้หยิ่ง ไม่ได้ไม่มีน้ำใจ เพียงแต่เค้าเป็นคนเลือกคบคนตามความเหมาะสมก็เท่านั้นเอง
ข้อดีของคนกลุ่มนี้ คือ มีความเป็นธรรม และ เป็นกลาง ไม่ฝักฝ่ายฝ่ายใดเป็นพิเศษ ใช้ปัญญาในการคิดพิจารณา เห็นทุกอย่างตามความเป็นจริง แทบจะปราศจากอคติ และ ความลำเอียง รู้หน้าที่ และ เรียนรู้ที่จะทำงานและอยู่กับคนแต่ละประเภทได้อย่างแนบเนียนไร้รอยต่อเลยทีเดียวละครับ
ข้อเสียของคนกลุ่มนี้ คือ มักจะถูกคนค่อนขอดว่า ติสท์บ้าง เข้าใจยากบ้าง พูดจาไม่เข้าหูบ้าง แต่จริงๆแล้วคนกลุ่มนี้เพียงแค่มีความเป็นเอกเทศทั้งตัวตน และ ความคิด อย่าเข้าใจพวกเค้าผิดไปนะครับ
สรุปคร่าวๆก็คือ ทุกคนมีความเก่งความฉลาดอยู่ในตัว ค้นหาเถอะครับว่าเราเก่งแบบไหน แล้วเราอยากจะเก่งแบบไหนเพิ่มเติม ไม่มีคำว่าสายหรอกครับ แต่ที่สุดแล้วเราต้อง ***เก่งและฉลาดที่จะรู้จักตัวเองเป็นดีที่สุด*** ครับ
ทานข้าวให้อร่อยนะครับ แล้วไว้พบกันใหม่โอกาสหน้า สวัสดีครับ
07/01/2016
โคลนตม และ ดวงดาว
สวัสดียามบ่ายครับทุกท่าน
หลังจากที่พวกเราได้ผ่านพ้นช่วงปีใหม่เป็นต้นมา หลายๆคนมาบ่นกับผมว่า ขาดแรงจูงใจในการทำงานบ้าง โบนัสปีที่ผ่านมาน้อยกว่าที่คิดบ้าง บ้างก็กังวลว่ากิจการในปีนี้จะยังไม่ฟื้นตัวจากปีที่แล้ว ฯลฯ
แต่สิ่งที่ผมมองเห็นเหมือนๆกันจากคำบอกเล่าของแต่ละคนก็คือ แทบไม่มีใครพูดถึงโอกาสที่มองเห็นเลย จะมีก็เพียงแค่หยิบมือเดียว ซึงเป็นสิ่งที่น่าแปลกใจมากสำหรับผมว่า เอ๊ะ แทบทุกคนมองเหมือนกันคือ มองเห็นแต่ปัญหา แต่มองไม่เห็นทางออกเลย
พอผมถามย้อนกลับไป สำหรับคนที่ขาดแรงจูงใจในการทำงานก็บอกว่า ก็ไม่รู้ว่าจะทำยังไงให้มันดีขึ้น มันก็เบื่อๆของมันอย่างนี้ทุกวันนั่นแหละ ส่วนคนที่บอกว่าโบนัสน้อยบางคนก็ตัดช่องน้อยแต่พอตัวไปเรียบร้อยแล้วบ้างด้วยการย้ายที่ทำงานไปที่ใหม่ที่มีเงินเดือน และ โบนัสที่จูงใจกว่า ส่วนคนที่มีกิจการเป็นของตัวเอง ก็ได้แต่บ่นว่าของขายไม่ดี แต่ก็ไม่รู้จะเรียกลูกค้าให้มาซื้อได้ยังไงแล้ว ก็ทำทุกวิถีทางหมดแล้ว
พอคุยไปเรื่อยๆบางคนก็ถามผมกลับว่า แล้วโอกาสคืออะไร
ผมก็ไม่ได้ตอบอะไรออกไป จะมีก็แต่ตั้งคำถามกลับไปว่า แล้วคุณคิดว่าโอกาสที่ดีมันเกิดขึ้นได้อย่างไร โดยใครล่ะ
พอถามอย่างนี้ออกไป หลายๆคนก็เริ่ม อ๋อ แล้วใช่มั๊ยล่ะครับ
นี่เป็นแค่คำถามพื้นๆที่หลายๆคนไม่เคยแม้แต่กระทั่งจะตั้งคำถามกับตัวเองจริงๆจังๆมาโดยตลอด ซึ่งมีแค่สองคำ คือ How ? และ By whom ? เท่านั้นเองนะครับ
ผมเคยพูดไปก่อนหน้านี้แล้วว่าโอกาสเป็นของคนที่มองเห็นเท่านั้นนะครับ ว่าไปแล้ว ผมขอยกบทประพันธ์ของ Frederick Langbridge ขึ้นมาเพื่อชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่เหมือนกันแต่คนแต่ละคนเห็นไม่เหมือนกันดังบทประพันธ์ข้างล่างนี้ครับ
"Two men look out the same prison bars, one sees mud and the other stars"
Frederick Langbridge
"สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย"
ภาษาไทยแปลโดย
François Touvenet Helaire
(เจษฎาจารย์ฮีแลร์ หรือ ฟ.ฮีแลร์)
ถ้าเป็นการตีความของผมที่ประยุกต์เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะด้านธุรกิจ จะว่าไป เราต้องลองหัดมองทั้งมุมตรงข้าม และ มุมกลับย้อนเข้ามา หรือ ถ้ามองภาพเล็กไม่ออก ให้ลองถอยออกมาแล้วมองภาพใหญ่ที่กว้างขึ้น หรือ ถ้าลงรายละเอียดแล้วมองเห็นแต่ข้อบกพร่อง ลองดูภาพรวมเพื่อตัดสินว่าโอเคแล้วหรือยังเพื่อลดข้อกังวลต่างๆ เป็นต้น
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ SME ไทยเราบ้างก็มีความแข็งแกร่ง โดยบางเจ้ามีการวางแผน การวางระบบ การตั้งกฏ และ ระเบียบ เพื่อให้คนของเค้ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อย และ ทำตามสิ่งที่เป็นแบบแผนเพื่อลดข้อผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นได้
ในทางตรงกันข้าม SME บางเจ้าก็เคยทำๆตามๆกันมา รุ่นต่อรุ่น และ ไม่มี generation's transformation and succession plan ที่ดีพอ ก็จะเกิดปัญหาในรุ่นต่อๆมา และ เกิดข้อขัดแย้งขึ้นได้ บางคนก็บอกว่า ทำไปก็เท่าทุน กับ ขาดทุน แต่ครั้นจะให้ขยับขยายอะไร หรือ ตัดสินใจทิ้งบางสิ่งบางอย่างไป ก็ตัดใจไม่ลง ยิ่งไปกว่านั้นสินค้าที่เคยขายได้ก็กลับขายไม่ออก แถมยังกังวลหากต้องสั่งเข้ามาเพิ่ม หรือ ลดสินค้าเดิมลง หรือ ตัดสินใจเพิ่มไลน์สินค้าใหม่เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับลูกค้า
บางคนก็บอกว่า ก็ไม่รู้สิ เคยทำแต่เล็กๆมาก่อน ครั้นจะให้ทำอะไรใหญ่กว่าเดิมที่เป็นระบบที่ซับซ้อนมากขึ้น ก็กลับไม่กล้าที่จะไปหาผืนหญ้าที่กว้างใหญ่ และ สมบูรณ์กว่า เพียงเพราะคุ้นเคยกับที่เดิมๆ
นั่นคือตัวอย่างสำหรับคนประเภทแรกที่มองเห็นโคลนตมนะครับ
แต่สำหรับคนที่มองเห็นดวงดาวก็มีเช่นกัน บางคนถึงกับเอ่ยปากบอกผมว่า นี่นะ เพียงแค่ผมลงทุนบินไปเที่ยวต่างประเทศเท่านั้นเอง กลับมาผมหอบหิ้วไอเดียแจ้มๆกลับมาเพียบ พร้อมกับบอกผมว่าพร้อมจะเดินหน้าทำตามแรงบันดาลใจที่เกิดขึ้น เหมือนกับคนที่เป็นช่างตีเหล็กที่ต้องตีเหล็กตอนร้อนยังไงยังงั้น ซึ่งผมก็ยินดีด้วยกับคนประเภทหลังที่จริงๆแรกๆกะว่าไปเที่ยว แต่เป็นเพราะความสนุก และ ความรื่นเริ่งบันเทิงใจเท่านั้น ก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสทางธุรกิจได้
เอาล่ะครับ เขียนมายาวยืดอย่างนี้ หวังว่าคงไม่เสียเวลาอ่านกันเท่าไหร่หรอกนะครับ ผมก็หวังเพียงแค่บทความของผมจะเป็นประโยชน์กับทุกๆท่าน ไม่มากก็น้อย และ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกๆท่านจะได้ข้อคิด และ นำไปปรับใช้ตามอัตภาพ และ เวลาที่ท่านมีครับ
แล้วไว้พบกันใหม่ครับ
ขอบคุณครับ
Cr: https://www.gotoknow.org/posts/476362
คนหนึ่งเห็นโคลนตม คนหนึ่งเห็นดวงดาวอยู่พราวพราย - GotoKnow "สองคนยลตามช่อง คนหนึ่งเห็นโคลนตม คนหนึ่งตาแหลมคม เห็นดวงดาวอยู่พราวพราย"
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok