Wut FanPage

Wut FanPage

แชร์

Business Knowledge Sharing

08/09/2025

Resilience Ep.03: Ep นี้เป็น Ep สุดท้ายเกี่ยวกับ Resilience เป็นบทความจาก McKinsey & Company ที่นำเสนอเกี่ยวกับบทบาทของ CEO กับการสร้าง Organizational Resilience ซึ่งเป็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง ใครสนใจที่ผมสรุปให้ก็ไปตาม link ด้านล่างได้เลยครับ

https://siamkm.com/BookReviews/ResilienceMcKinsey/ResiliencMc.html

08/09/2025

Resilience Ep.02: Harvard Business Review ได้รวมบทความที่เกี่ยวข้องกับ Organizational Resilience ซึ่งเป็นการนำแนวคิดของ Resilience ดั้งเดิมที่เกิดจากวงการแพทย์ (Resilience Ep.01) มานำเสนอในบริบทของธุรกิจ ใครสนใจก็อ่านที่ผมสรุปได้ตาม link ด้านล่างเลยครับ

https://www.siamkm.com/.../ResilienceHBR/ResiliencHBR.html

08/09/2025

Resilience Ep.01: มาเริ่มเข้าใจความหมายของคำว่า Resilience กันครับ Ep.01 เป็นความหมายดั้งเดิมของ Resilience ที่ยังไม่เกี่ยวกับบริหารธุรกิจ
ส่วน Ep.02-03 (พยายามจะลงเร็วๆนี้) จะเป็นความหมายหรือการใช้งานด้านบริหารธุรกิจครับ ใครสนใจก็กดอ่านตาม link ด้านล่างเลยครับ

https://siamkm.com/.../Resilienc.../ResiliencyAdvantage.html

03/09/2025

BIZ : สั่งซื้อวันนี้
รอรับสินค้าในอีก 4 ปี
รู้จัก Full Grown แบรนด์เฟอร์นิเจอร์
ที่ประกอบสินค้าด้วยการ ‘ปลูก’ รอนานหน่อยแต่ยั่งยืนนะ

สั่งซื้อเก้าอี้ของเราวันนี้ รอรับสินค้าในอีก 4 ปี คีย์เวิร์ดโฆษณาชิ้นนี้เขียนถูกต้องทุกอย่าง ไม่มีตรงไหนผิด เว้นเสียแต่ว่าสินค้าบางชิ้นอาจต้องเปลี่ยนปีรอรับนานขึ้นกว่าเดิม - แล้วมันจะมีใครรอด้วยหรือ

นี่คือเรื่องราวของ Full Grown หนึ่งในแบรนด์เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านด้วยไม้ที่ได้รับคำนิยามว่ายั่งยืนแบบสุดๆ เพราะสินค้าทุกชิ้นที่จำหน่ายล้วนมาจากการปลูกต้นไม้ขึ้นใหม่ ซึ่งนี่ล่ะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ต้องรอสินค้านานหน่อย (ก็กว่าต้นไม้จะโต - ทางแบรนด์ระบุว่าใช้เวลารอ 4-8 ปี เป็นอย่างต่ำ)

และยั่งยืนยิ่งไปกว่านั้น เพราะที่นี่ไม่มีสต็อกสินค้า ไม่ได้ผลิตของที่ละมากๆ (แบบฟาสต์แฟชั่น) อยากได้สินค้าตามแคตตาล็อคก็ต้องสั่งและรอวันต้นไม้เจริญเติบโต แถมยังยั่งยืนขึ้นไปอีก (ควรเพิ่มเสียงสูงตอนอ่านสักเล็กน้อย) เพราะสินค้าทุกชิ้นไม่ได้มีการตัดต่อหรือเข้าโรงงานผลิตใดๆ ให้เกิดก๊าซคาร์บอนฯ อาศัยเพียงการสร้างแม่พิมพ์ให้ต้นไม้โตเป็นทรงที่ต้องการเพิ่มเติมด้วยวิชาตัดตกแต่งบอนไซประกอบ หากจะมีขั้นตอนใดที่ไม่เป็นธรรมชาติก็มีเพียงนำไปอบแห้งและขัดเงาเพื่อเผยให้เห็นลายไม้ก็เท่านั้น

แล้วถามว่ารอนานเยี่ยงนี้จะมีลูกค้าด้วยหรือ ก็ต้องตอบว่ามี เพราะแม้จะเป็นเพียงสตาร์ทอัปรายเล็กๆ ที่ไม่ได้มีผลประกอบการอู้ฟู้ แต่แบรนด์ Full Grown ก็อยู่มาได้ครบ 20 ปีพอดิบพอดี นับจากวันที่ แกวิน มอนโร (Gavin Munro) อดีตคนทำสวนได้เริ่มเปิดตัวแบรนด์

แรงบันดาลใจที่ทำให้แกวินหันมาทำ Full Grown สั่งสมมาตั้งแต่วัยเด็กที่มีโอกาสได้เห็นการตกแต่งบอนไซต้นหนึ่งที่มีรูปร่างดูละม้ายคล้ายเก้าอี้แล้วประทับฝังอยู่ในใจมาตลอด พอเติบใหญ่เข้าสู่วัยทำงานก็มีอาชีพเป็นคนจัดสวนและออกแบบเว็บไซต์ อยู่กับทั้งธรรมชาติและงานศิลป์ผสมปนกันเป็นต้นทุน จนสุดท้ายต้องระเบิดมันออกมาเพื่อเสี่ยงทำอะไรตามฝัน หันมาลองปลูกต้นไม้ให้กลายเป็นรูปทรงต่างๆ ทั้งโต๊ะ เก้าอี้ กรอบกระจก และโคมไฟ พร้อมๆ กับปลุกปั้นแบรนด์สินค้า ที่นอกจากมีของสวยงามแปลกตาขายแล้วยังได้ของแถมเป็นความยั่งยืน (ตามที่ได้กล่าวไป) ควบคู่ไปอีกอย่าง

เริ่มแรกอาจมีคนฉงนอยู่บ้าง แต่เมื่อเข้าใจแนวคิดแล้ว มันก็ไม่อะไรยากเกินการตัดสินใจ เพราะ Full Grown มีกลุ่มเป้าหมายชัดเจนว่า ต้องการเป็นสินค้าทางเลือกสำหรับกลุ่มเป้าหมายที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จนกลายเป็นแบรนด์ต้นแบบในตลาดเฟอร์นิเจอร์สีเขียว (แม้ว่าไอเดียการสร้างเฟอร์นิเจอร์ที่มีชีวิตจะมีมาก่อนหน้านั้นแล้วก็ตาม)

ขยายความเพิ่มเติมคือ เพียงแค่สร้างก็คงไม่ว้าวอะไรมาก แต่เฟอร์นิเจอร์หลายๆ ชิ้น ถูกเพิ่มมูลค่า ถูกทำให้มีสตอรี่ที่มากความเขียวขจี ผ่านการมีส่วนร่วมกับนักออกแบบและศิลปิน เช่น เปิดให้คนในวงการศิลปะหรือออกแบบร่วมออกแบบการเติบโตของเฟอร์นิเจอร์ จนสามารถขยายแบรนด์ออกไปยังวงการอื่น เช่น นิทรรศการ ศิลปะ หรือแฟชั่น เกิดเป็นชื่อเสียง ภาพจำ และนำไปสู่การขายชิ้นงานได้ ซึ่งแม้แต่หัวหน้าฝ่ายออกแบบของ Louis Vuitton ยังยอมรับว่าเฟอร์นิเจอร์ของ Full Grown คืองานศิลปะชั้นยอด

ไม่นับว่าชิ้นงานแต่ละตัวมันยังเปรียบได้กับสินค้าลิมิเต็ดอิดิชั่นที่มีเพียงตัวเดียวในโลก ไม่สามารถทำซ้ำหรือออกแบบลายไม้ได้เหมือนดังเดิม สินค้าของ Full Grown จึงสามารถตั้งราคาได้สูงแม้จะมีจุดอ่อนในเรื่องที่ต้องรอนานมากๆ ก็ตาม

หรือหากสรุปเรื่องราวทางการตลาดแบบรวดรัด โมเดลของ Full Grown ไม่ได้เน้น ‘ขายเยอะ’ แต่เน้น ขายแพง ขายคุณค่า และขายความยั่งยืน ซึ่งเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายที่มีรายได้สูง รักธรรมชาติ และเห็นคุณค่าในการรอคอย ความอดทน และศิลปะ


25/08/2025

❝ ถ้าอยากให้เด็กเติบโตอย่างเข้าใจโลก…หนังสือควร “ปลอดภาษี” ❞

เดนมาร์กยอมทุ่มงบกว่า 1.7 พันล้านบาทต่อปี เพื่อให้ “หนังสือไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย”

เพราะการอ่านคือรากฐานของประชาธิปไตย วัฒนธรรม และอนาคตที่ดี

เดนมาร์กยกเลิกภาษี VAT หนังสือ 25% แล้วในปีนี้!

รัฐบาลยอมสูญรายได้กว่า 1.7 พันล้านบาท/ปี เพื่อแลกกับ “อนาคตแห่งการอ่าน”

เพราะเชื่อว่า…
❝ ถ้าคนอ่านน้อยลง… สังคมจะคิดน้อยลง ❞

มาตรการนี้ครอบคลุมทั้งหนังสือกระดาษและอีบุ๊ก ช่วยให้เด็ก เยาวชน และทุกคนเข้าถึงหนังสือได้ง่ายขึ้น

เดนมาร์กกำลังรับมือกับ "วิกฤตการอ่าน" อย่างกล้าหาญและเป็นระบบ พร้อมสนับสนุนความร่วมมือระหว่างห้องสมุด โรงเรียน และผู้จัดพิมพ์ในประเทศ

📌 รัฐบาลยังตั้งเป้าเพิ่มการอ่านในกลุ่มเด็กและเยาวชน โดยถือว่า “หนังสือคือทุนทางปัญญา ไม่ใช่ภาระทางเศรษฐกิจ”

“นี่คือสิ่งที่ฉัน—ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม—ต่อสู้ผลักดันมาโดยตลอด เพราะฉันเชื่อว่า ถ้าเราจะหยุดยั้งวิกฤตการอ่านที่กำลังลุกลามในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราต้องยอมทุ่มทุกอย่างลงไปให้หมด”

เอนเกล-ชมิดท์ ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Ritzau

#หนังสือไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย
#โลกในมือนักอ่าน
#อ่านคือสิทธิ
#เดนมาร์กอ่านจริงจัง
#นโยบายเพื่ออนาคต

03/07/2025

‘กูลิโกะ’ ประกาศยุติจำหน่าย ‘ไอศกรีม’ ในไทยสิ้นปี 2568

บริษัท ไทยกูลิโกะ จำกัด ออกแถลงการณ์ยุติการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “ไอศกรีมภายใต้แบรนด์กูลิโกะ” ในประเทศไทย โดยจะสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ในหมวดนี้ได้ถึงประมาณสิ้นปี 2568 เท่านั้น

แถลงการณ์ระบุว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา บริษัทรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการสนับสนุนจากลูกค้าชาวไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทขอขอบคุณในความไว้วางใจและการสนับสนุนที่มีต่อผลิตภัณฑ์ตลอดมา แม้จะยุติการจำหน่ายไอศกรีม แต่สินค้าประเภทอื่นของบริษัท อาทิ ขนมและเครื่องดื่ม ยังคงมีวางจำหน่ายตามปกติ

ทั้งนี้ บริษัทไทยกูลิโกะฯ ยืนยันว่าอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีรสชาติอร่อยและดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ และจะยังคงมุ่งมั่นในการส่งมอบสินค้าที่มีคุณภาพ พร้อมขอความไว้วางใจจากผู้บริโภคในอนาคต


#กรุงเทพธุรกิจ #กรุงเทพธุรกิจBusiness

Photos from Daily Engineering's post 02/07/2025
17/06/2025

สรุป 5 วิธีคิดแบบ “คนญี่ปุ่น” ที่ปรับใช้ได้ ในมุมการตลาด เน้นขายความใส่ใจ ช่วยให้ขายดี - MarketThink

ญี่ปุ่น ขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศต้นกำเนิดของแบรนด์ดังระดับโลก บางแบรนด์มีความเก่าแก่ มีประวัติศาสตร์ยาวนานนับ “ร้อยปี” ไม่ว่าจะเป็น Shiseido, Ajinomoto, Nikon, Kikkoman และ Kubota

ซึ่งปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของแบรนด์ญี่ปุ่นเหล่านี้ ก็คงหนีไม่พ้นการทำการตลาดแบบคนญี่ปุ่น ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เต็มไปด้วยความเรียบง่าย แต่ใส่ใจในทุกรายละเอียด

แล้ว “การตลาดแบบคนญี่ปุ่น” ทำอย่างไร ?

______________________________

1. Omotenashi (อ่านว่า โอะ-โมะ-เตะ-นะ-ชิ) หมายถึง การบริการด้วยใจ

แนวคิด Omotenashi มีจุดเริ่มต้นมาจากพิธีชงชา เพื่อต้อนรับแขกในแบบของคนญี่ปุ่น ซึ่งเจ้าของบ้านจะต้องจัดเตรียมทุกอย่างอย่างละเอียด เพื่อเป็นการให้เกียรติแขก

ตั้งแต่การกวาดทางเดินให้สะอาด เตรียมตกแต่งห้องให้สวยงาม ไปจนถึงการเตรียมถ้วยสำหรับดื่มชาไว้ให้พร้อม

ซึ่งในภายหลัง แนวคิดนี้ก็ได้รับการสืบทอดต่อ ๆ กันมา และถูกนำมาปรับใช้ กับแบรนด์ในอุตสาหกรรมบริการ เช่น โรงแรม รถไฟ หรือร้านอาหาร เพื่อใช้เป็นแนวคิดในการให้บริการลูกค้าด้วยใจ โดยเฉพาะ

ยกตัวอย่างง่าย ๆ เรามักพบแนวคิด Omotenashi ได้ในร้านอาหารญี่ปุ่นแบบแท้ ๆ เช่น ร้านโอมากาเสะ ในประเทศไทย ที่จะมีบริการที่ใส่ใจลูกค้าเป็นพิเศษ แตกต่างจากร้านอาหารประเภทอื่น ๆ

ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง รสชาติอาหารที่ชอบ เมนูอาหารที่แพ้ หรือการจัดจานให้เหมาะกับมุมการนั่งของลูกค้าแต่ละคน

นอกจากนี้ ยังมีการพูดคุยกับลูกค้าเล็กน้อย เพื่อนำเสนอเรื่องราวของอาหารแต่ละจาน จนทำให้ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการมองว่า โอมากาเสะ ไม่ได้เป็นเพียงการรับประทานอาหาร แต่เป็นการ “ซื้อประสบการณ์” รูปแบบหนึ่ง

______________________________

2. Kaizen (อ่านว่า ไค-เซ็น)​ หมายถึง การปรับปรุงเพื่อให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แนวคิด Kaizen มีจุดเริ่มต้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งประเทศญี่ปุ่นกำลังขาดทรัพยากรและเงินทุนอย่างหนัก

แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องแข่งขันกับประเทศตะวันตก รัฐบาลและบริษัทต่าง ๆ จึงหันมาให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไม่ให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์

โดยบริษัทแรกที่เริ่มนำแนวคิด Kaizen มาปรับใช้ให้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร ก็คือ Toyota ที่ส่งเสริมให้พนักงาน เสนอไอเดียที่ช่วยปรับปรุงการทำงานเล็ก ๆ ในทุกวัน เพื่อให้ใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า

ซึ่งหากพูดในมุมการตลาดง่าย ๆ ก็คือ การยอมเปลี่ยนแปลงบางอย่างและพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ให้ดีขึ้นกว่าเดิมเสมอ เพื่อพัฒนาประสบการณ์ที่ลูกค้าจะได้รับให้ดียิ่งขึ้น

ซึ่งถ้าให้ยกตัวอย่างแบบใกล้ตัวขึ้นมา เช่น ธุรกิจร้านอาหาร อาจใช้วิธีสอบถามความเห็นของลูกค้าอยู่เสมอ และเปลี่ยนแปลงรสชาติให้ถูกใจลูกค้ามากขึ้น หรือการปรับปรุงขั้นตอนการให้บริการ เพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจมากยิ่งขึ้น

______________________________

3. Kodawari​ (อ่านว่า โค-ดะ-วะ-ริ) หมายถึง ความพิถีพิถันในรายละเอียด

แนวคิด Kodawari มีต้นกำเนิดจากวิธีการทำงานของช่างฝีมือชาวญี่ปุ่น ที่ต้องใส่ใจรายละเอียดในทุกขั้นตอนการสร้างสรรค์ผลงาน

เช่น การทำเครื่องปั้นดินเผา งานไม้ การทอผ้าไหม ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้เวลานาน และอาศัยความละเอียดลออในทุกขั้นตอน

ซึ่งช่างฝีมือเหล่านี้เชื่อว่า ความสมบูรณ์แบบ มาจากการทุ่มเทในทุกขั้นตอน แม้ลูกค้าอาจมองไม่เห็นก็ตาม

และแนวคิดนี้ก็ได้ถูกพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง จนนำมาใช้ร่วมกับอุตสาหกรรมต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร แฟชั่น และเทคโนโลยี

ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่าร้านอาหารญี่ปุ่นแท้ ๆ มักมีราคาสูง เนื่องจากต้นทุนของวัตถุดิบ ที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ส่งผลให้มีราคาที่สูงกว่าร้านอาหารทั่วไป

แม้ว่าจะลดต้นทุนได้ด้วยการเปลี่ยนวัตถุดิบ หรือนำวัตถุดิบเกรดอื่นมาใช้แทนได้ก็ตาม

______________________________

4. Makoto​ (อ่านว่า มา-โคะ-โตะ) หมายถึง ความจริงใจ ซื่อสัตย์ และโปร่งใส

แนวคิด Makoto เป็นแนวคิดการขายสินค้าจากพ่อค้าชาวญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ ที่เชื่อว่า “หากไม่มีความจริงใจ ก็จะไม่มีลูกค้ากลับมา”

ดังนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างร้านค้ากับลูกค้า ตามแนวคิดการขายสินค้าของพ่อค้าชาวญี่ปุ่นในสมัยเอโดะ จึงไม่ได้เน้นแค่การซื้อขาย แต่ยังให้ความสำคัญไปที่การสร้างความผูกพันในระยะยาว หรือก็คือแนวคิดการสร้าง Customer Loyalty ที่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณนั่นเอง

ซึ่งปัจจุบันแนวคิด Makoto ก็ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในแบรนด์ญี่ปุ่น ตัวอย่างเช่น

- MUJI

ร้านขายสินค้าทั่วไปจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งคำว่า MUJI ย่อมาจากคำว่า Mujirushi Ryohin ที่แปลว่า “สินค้าคุณภาพดีที่ไม่มีแบรนด์”

หมายถึง การแสดงความตรงไปตรงมา และความจริงใจในการขายสินค้า ว่าสินค้าของ MUJI ไม่ได้เน้นการสร้างภาพลักษณ์ของแบรนด์ แต่เน้นที่คุณภาพแท้ ๆ ที่อยู่ในตัวสินค้า

- Uniqlo

หรืออย่างร้าน Uniqlo ที่ใช้การโฆษณา ด้วยภาษาธรรมดา ๆ เน้นไปที่การอธิบายคุณสมบัติจริงของสินค้าแบบไม่โอเวอร์ เช่น “อบอุ่น” “แห้งเร็ว” และ “ระบายอากาศได้ดี” เป็นต้น

______________________________

5. Wabi-Sabi​ (อ่านว่า วะ-บิ ซะ-บิ)​​ หมายถึง ความงามที่มาจากความไม่สมบูรณ์แบบ และเรียบง่าย

ที่มาของแนวคิด Wabi-Sabi ไม่ได้เกิดจากตำราการตลาดโดยตรง แต่เกิดจากการที่แบรนด์ และนักออกแบบหยิบแนวคิดปรัชญา Wabi-Sabi จากวัฒนธรรมญี่ปุ่นดั้งเดิม มาใช้เป็นปัจจัยสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์

จากเดิมที่ลูกค้าต่างนิยมเลือกซื้อสินค้าที่มีลักษณะสมบูรณ์แบบ และตกแต่งอย่างสวยงามเท่านั้น แต่แนวคิดนี้ทำให้ลูกค้าหันมาเลือกใช้งานสินค้าที่มีความเรียบง่าย หรือไม่สมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

อธิบายให้เห็นภาพง่าย ๆ เช่น ร้าน MUJI ขายเสื้อผ้าที่ไม่มีโลโก และมีดิไซน์ที่เรียบง่าย ไม่มีเรื่องแบรนด์มาเกี่ยวข้อง เพราะ MUJI ต้องการให้ลูกค้าใส่ใจแค่เรื่องประโยชน์ใช้สอยของสินค้าเท่านั้น

นอกจากนี้ Wabi-Sabi ยังมีความเชื่อมโยงกับแนวคิด Kintsugi (อ่านว่า คิน-สึ-งิ) ที่มองว่า “รอยแผลคือเรื่องเล่า ไม่ใช่ข้อบกพร่องของสิ่งต่าง ๆ”

ยกตัวอย่างเช่น ร้านขายเครื่องเซรามิกในประเทศญี่ปุ่นจำนวนมาก ที่ใช้วิธีการซ่อมจาน หรือชามที่เคยแตกด้วยทอง ซึ่งทำหน้าที่ผสานรอยแตกเข้าด้วยกัน เป็นการแสดงให้เห็นถึงเรื่องเล่าที่เป็นเบื้องหลังของจาน หรือชามใบนั้น

ซึ่งแนวคิด Kintsugi นี้ แบรนด์ขนมอย่าง OREO ในประเทศบราซิล ได้หยิบมาทำเป็นแคมเปญการตลาด โดยใช้ชื่อแคมเปญว่า Kintsugi

โดยแนวคิดหลักคือ การยอมรับรอยร้าวของ OREO โดยการซ่อมแซม ด้วยครีมวานิลลาสูตรพิเศษ เป็นการเลียนแบบแนวคิด Kintsugi นั่นเอง

______________________________

ทั้งหมดนี้ คือแนวคิดการตลาด และการสร้างแบรนด์ ตามแบบฉบับของคนญี่ปุ่น ที่แบรนด์สามารถลองนำไปใช้ ในการสร้างความประทับใจให้ลูกค้า ได้ในระยะยาว โดยไม่จำเป็นต้องจัดโปรโมชัน ลด แลก แจก แถม เลย

อ้างอิง :
-https://koriplanning.com/th/blog/omotenashi/?utm
-https://www.kaizen-news.com/the-history-and-origins-of-kaizen-a-japanese-business-philosophy/?utm
-https://www.careervisaassessment.com/th/articles/makoto-marketing?utm
-https://www.inc.com/adam-hanft/the-impact-of-wabi-sabi-on-branding-and-consumer-trust/91141733?utm
-https://www.facebook.com/share/p/1G4MdkvJYt/

17/06/2025

Marketing

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


244/163 Summakorn Village Ramkamhaeng Road Soi 112
Bangkok
10240