21/08/2024
‼️World Science series‼️ที่ต้องมี
เกรดBสภาพดีมาก ✅️ขาย 100 บาทส่งฟรี
(ราคาปก 260.-)
พร้อมส่งค่ะ
E=mc2 คือสมการซึ่งมีชื่อเสียงที่สุด และหลายคนคิดว่าน่าจะเข้าใจยากจึงไม่รู้สึกอยากจะทำความเข้าใจ ทั้งๆ ที่ E = mc2 คือสมการสำคัญที่สุดเพราะเป็นชนวนให้เกิดการทำลายล้างมนุษยชาติครั้งยิ่งใหญ่ อาทิระเบิดปรมาณูถลุ่มเกาะฮิโรชิมาและนางาซากิ
รวมถึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง
เดวิด โบดานิส อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดถ่ายทอดความหมายของสมการ E =mc2 ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครด้วยการเล่าเรื่องในแบบ "ชีวประวัติ"ผู้อ่านจะได้รู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการทางความคิดจวบจนอิทธิพลที่เป็นนิรันดร์ของสมการนี้จนเกิดขึ้นเป็น E=mc2โดยอิงกับเหตุการณ์ทาประวัติศาสตร์
และเรื่องราวน่าสนใจของบุคคลสำคัญในแวดวงวิทยาศาสตร์
นี่จึงเป็นหนังสือที่อ่านสนุก แม้คุณจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ E=mc2ก็สามารถอ่านเข้าใจได้
เดวิด โบดานิสเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาในลักษณะเป็นลูกผสมของหนังสือวิชาการ หนังสือนวนิยาย และหนังสือปรัชญา
ผู้อ่านจะได้รับความรู้เกี่ยวกับฟิสิกส์ของมวลและพลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางฟิสิกส์ของการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์และ
ประโยชน์ของมัน ได้รู้จักกับนักวิทยาศาสตร์มากหน้าหลายตา
นอกจากนี้ผู้อ่านยังจะได้รับรู้เรื่องราวโรแมนติกของวอลแตร์ และลาวัวซิเยร์ ความขมขื่นของฟาราเดย์ ความเจ็บปวดของไมต์เนอร์และความอดทนของเพน รวมถึงเรื่องการวางแผนทำลายฝ่ายศัตรูของประเทศฝ่ายต่างๆ ในช่วงสงคราม
นอกจากปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้เขียนได้อธิบายอย่างชัดเจนในหนังสือเล่มนี้แล้ว เขายังได้แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมและการกดขี่ทางเพศในวงการวิทยาศาสตร์ รวมถึงการกดขี่ทางเชื้อชาติที่เยอรมนีมีต่อชาวยิวในช่วงสงครามโลก ความไม่ยุติธรรมเช่นนี้เองที่ทำให้ไอน์สไตน์ได้รับผลกระทบ แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของเขา เขาได้ใช้ความรักในความยุติธรรมของตนเองตรวจสอบเรื่องมวลและพลังงานและพบว่าทั้งสองต่างเท่าเทียมกัน มิได้มีอะไรสำคัญไปกว่าอะไร เพราะทั้งสองต่างเปลี่ยนรูปแบบไปมาระหว่างกันได้ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการถือกำเนิดของเอกภพและกำเนิดของโลกที่ผู้อ่านจะได้รับทราบในตอนบั้นปลายของชีวประวัติของสมการนี้สมการ E = mc2 ไม่ใช่เป็นแค่เพียงสมการคณิตศาสตร์
สมการหนึ่ง หากแต่เป็นสมการที่อธิบายความเป็นจริงบางประการในธรรมชาติ และแน่นอนเป็นสมการที่เปลี่ยนกรอบความคิดของ
นักวิทยาศาสตร์จากโลกของสิ่งของขนาใหญ่ไปสู่โลกของอนุภาค
ขนาดเล็กกว่าอะตอม ดังที่ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า "จงมองให้ลึกลงไปในธรรมชาติ แล้วเราจะเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น"
หนังสือE=mc2 ชีวประวัติสมการปฏิวัติโลก
ผู้เขียน : David Bodanis
แปลโดย : รศ.ดร. ภาณุ ด่านวานิชกุล
11/08/2024
‼️World Science series‼️ที่ต้องมี
E=mc2 คือสมการซึ่งมีชื่อเสียงที่สุด และหลายคนคิดว่าน่าจะเข้าใจยากจึงไม่รู้สึกอยากจะทำความเข้าใจ ทั้งๆ ที่ E = mc2 คือสมการสำคัญที่สุดเพราะเป็นชนวนให้เกิดการทำลายล้างมนุษยชาติครั้งยิ่งใหญ่ อาทิระเบิดปรมาณูถลุ่มเกาะฮิโรชิมาและนางาซากิ
รวมถึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างไม่หยุดยั้ง
เดวิด โบดานิส อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ดถ่ายทอดความหมายของสมการ E =mc2 ในรูปแบบที่ไม่เหมือนใครด้วยการเล่าเรื่องในแบบ "ชีวประวัติ"ผู้อ่านจะได้รู้เกี่ยวกับวิวัฒนาการทางความคิดจวบจนอิทธิพลที่เป็นนิรันดร์ของสมการนี้จนเกิดขึ้นเป็น E=mc2โดยอิงกับเหตุการณ์ทาประวัติศาสตร์
และเรื่องราวน่าสนใจของบุคคลสำคัญในแวดวงวิทยาศาสตร์
นี่จึงเป็นหนังสือที่อ่านสนุก แม้คุณจะไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ E=mc2ก็สามารถอ่านเข้าใจได้
เดวิด โบดานิสเขียนหนังสือเล่มนี้ออกมาในลักษณะเป็นลูกผสมของหนังสือวิชาการ หนังสือนวนิยาย และหนังสือปรัชญา
ผู้อ่านจะได้รับความรู้เกี่ยวกับฟิสิกส์ของมวลและพลังงาน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งทางฟิสิกส์ของการเกิดปฏิกิริยานิวเคลียร์และ
ประโยชน์ของมัน ได้รู้จักกับนักวิทยาศาสตร์มากหน้าหลายตา
นอกจากนี้ผู้อ่านยังจะได้รับรู้เรื่องราวโรแมนติกของวอลแตร์ และลาวัวซิเยร์ ความขมขื่นของฟาราเดย์ ความเจ็บปวดของไมต์เนอร์และความอดทนของเพน รวมถึงเรื่องการวางแผนทำลายฝ่ายศัตรูของประเทศฝ่ายต่างๆ ในช่วงสงคราม
นอกจากปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ที่ผู้เขียนได้อธิบายอย่างชัดเจนในหนังสือเล่มนี้แล้ว เขายังได้แสดงให้เห็นถึงความไม่เท่าเทียมและการกดขี่ทางเพศในวงการวิทยาศาสตร์ รวมถึงการกดขี่ทางเชื้อชาติที่เยอรมนีมีต่อชาวยิวในช่วงสงครามโลก ความไม่ยุติธรรมเช่นนี้เองที่ทำให้ไอน์สไตน์ได้รับผลกระทบ แต่นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ของเขา เขาได้ใช้ความรักในความยุติธรรมของตนเองตรวจสอบเรื่องมวลและพลังงานและพบว่าทั้งสองต่างเท่าเทียมกัน มิได้มีอะไรสำคัญไปกว่าอะไร เพราะทั้งสองต่างเปลี่ยนรูปแบบไปมาระหว่างกันได้ และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดการถือกำเนิดของเอกภพและกำเนิดของโลกที่ผู้อ่านจะได้รับทราบในตอนบั้นปลายของชีวประวัติของสมการนี้สมการ E = mc2 ไม่ใช่เป็นแค่เพียงสมการคณิตศาสตร์
สมการหนึ่ง หากแต่เป็นสมการที่อธิบายความเป็นจริงบางประการในธรรมชาติ และแน่นอนเป็นสมการที่เปลี่ยนกรอบความคิดของ
นักวิทยาศาสตร์จากโลกของสิ่งของขนาใหญ่ไปสู่โลกของอนุภาค
ขนาดเล็กกว่าอะตอม ดังที่ไอน์สไตน์เคยกล่าวไว้ว่า "จงมองให้ลึกลงไปในธรรมชาติ แล้วเราจะเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีขึ้น"
หนังสือE=mc2 ชีวประวัติสมการปฏิวัติโลก
ผู้เขียน : David Bodanis
แปลโดย : รศ.ดร. ภาณุ ด่านวานิชกุล
💢จำหน่ายราคา 100 บาทรวมส่ง(จากราคาปก260)
หนังสือมีในสต็อกพร้อมส่งค่ะ
29/07/2024
จะไปให้ถึงดวงจันทร์ อย่าย่ำอยู่แค่ปากซอย
แต่บางทีก็นั่งๆ นอนๆ อยู่ในซอย ดวงจันทร์ก็มาหาเอง
ดินดวงจันทร์จากยานฉางเอ๋อ 5 จัดแสดงที่ศูนย์สิริกิติ์
22/07/2024
ชีทสรุปเนื้อหาฟิสิกส์ ม.4 บทที่ 1 โดย สุนทร พิมเสน
✅️ชุดละ 70 บ รวมส่ง ปริ้นท์สี
✅️พร้อมไฟล์เอกสารฟรี
สนใจแจ้งในคอมเมนต์ หรือทักข้อความได้เลยครับ
• สรุปเนื้อหาจากหนังสือเรียนของ สสวท.
• เฉลยแบบฝึกหัดท้ายหัวข้อ
• เฉลยคำถามตรวจสอบความเข้าใจ
• เฉลยแบบฝีกหัดท้ายบท
• เฉลยข้อสอบ A LEVEL ฟิสิกส์และข้อสอบเก่าอื่นๆ
• เฉลยแนวข้อสอบที่จัดทำโดย สสวท.
• สแกน QR code ดูคลิปการสอนได้
• เหมาะสำหรับน้องๆ ที่กำลังเตรียมตัวสอบในห้องเรียน และสอบเข้ามหมหาวิทยา
• ไม้หลุดกรอบเนื้อหาของ สสวท.
21/07/2024
จะไปให้ถึงดวงจันทร์
________________
เมื่อเราโยนก้อนหินขึ้นบนท้องฟ้า มันก็ตกลงมาทุกครั้ง
จริงอยู่ว่า หากเราโยนขึ้นไปด้วยความเร็วเพิ่มขึ้น มันจะลอยได้สูงขึ้น แต่สุดท้ายก็ตกกลับลงมาอยู่ดี
คำถามคือ ในเมื่อแรงโน้มถ่วงพยายามกักขังเราไว้ จะเป็นไปได้หรือไม่ หากเราจะพุ่งออกจากโลก มุ่งสู่ดวงจันทร์
คำตอบ คือ เป็นไปได้ เพราะในทางหลักการแล้ว ยิ่งเราเพิ่มความเร็วในการโยนก้อนหิน ก้อนหินจะลอยสูงขึ้น สูงขึ้น และสูงขึ้น และหากเพิ่มความเร็วกระทั่งถึงความเร็วค่าหนึ่ง ก้อนหินจะลอยสูง กระทั่งไม่ตกกลับลงมาอีกเลย เรียกความเร็วค่านี้ว่า ‘ความเร็วหลุดพ้น’ เป็นตัวเลขราวๆ 11.2 กิโลเมตรต่อวินาที (ตัวเลข 11.2 กิโลเมตรต่อวินาที คือ ความเร็วที่ทำให้เราเดินทางจากกรุงเทพถึงเชียงใหม่ภายใน 1 นาทีกว่าๆ)
ดังนั้น เพียงแค่เราทะยานขึ้นไปด้วยความเร็วหลุดพ้น เราทุกคนสามารถพุ่งออกจากโลกสู่ดวงจันทร์ได้
อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ คือ ทฤษฎี ในโลกแห่งความเป็นจริงยังมีปัจจัยที่เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย (อย่างน้อยๆ ก็แรงต้านอากาศ) เราอาจทำไม่ได้ตามทฤษฎี
กระนั้น สุดท้ายแล้ว ปัจจุบันนี้มนุษยชาติก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าครั้งหนึ่งเราเคยขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ (แต่ด้วยเทคนิคที่ต่างออกไป ไม่ใช่ด้วยวิธีพุ่งออกจากโลกด้วยความเร็ว11.2 กิโลเมตรต่อวินาที)
การเหยีบดวงจันทร์ในครั้งนั้น คือ การประกาศให้มนุษยชาติได้รู้ว่า เราทุกคนไปถึงดวงจันทร์ได้ เพียงแค่พุ่งออกไปด้วยความเร็ว หาใช่หยุดนิ่งอยู่เฉยๆ บนพื้นโลก
ฟิสิกส์สอนว่า … หากจะไปให้ถึงดวงจันทร์ ก็อย่าย่ำอยู่แค่ปากซอย
* “คิดจะไปดวงจันทร์ อย่าหยุดแค่ปากซอย” เป็นชื่อหนังสือเล่มหนึ่ง ขอยืมมาใช้นิดนึง
รูปจาก: nuclear.rmutphysics.com
20/07/2024
โจทย์
_____
สมัยเรียน
ผมจำได้ว่าโจทย์ฟิสิกส์นั้นมี 2 ประเภท
ประเภทแรก คือ โจทย์ที่เรารู้ว่ามีคำตอบแน่ๆ
โจทย์ประเภทนี้ คือ โจทย์ในตำราซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้เราได้ฝึกฝนแก้ปัญหาทางฟิสิกส์ ผมเจอโจทย์ประเภทนี้ตั้งแต่สมัยมัธยมปลายกระทั่งเรียนปริญญาตรีก็ยังเจอโจทย์ประเภทนี้ ผมยังจำความรู้สึกตอนแก้โจทย์ประเภทนี้ได้ดี หากข้อไหนแก้ได้จะมีความสุขมาก แต่ข้อไหนคิดไม่ออกจะรู้สึกค้างคา ทรมานไปทั้งวัน ต้องพยายามค้นคว้า ต้องพยายามถามคนที่เก่งกว่า กอดรัดฟัดเหวี่ยงกับโจทย์เหล่านี้สักพัก สุดท้ายก็แก้ได้ กระนั้น แม้ว่าสุดท้ายจะแก้ไมได้ อย่างน้อยๆ ผมก็มั่นใจว่าโจทย์ข้อนี้มีคำตอบแน่ๆ อาจจะต้องรอสักพักแล้วค่อยกลับมาแก้ใหม่
โจทย์ประเภทที่สอง คือ โจทย์ที่เราไม่รู้ว่ามันมีคำตอบมั้ย
โจทย์ประเภทนี้ผมเจอตอนเรียนปริญญาโท ตอนทำวิทยานิพนธ์ โจทย์ประเภทนี้ช่างหนักหน่วงจริงๆ แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอน สุดท้ายผมก็ไม่ได้คำตอบจากโจทย์ที่ตัวเองแก้ ผมทำได้แค่พยายามศึกษามัน บันทึกผลการศึกษาลงในวิทยานิพนธ์ และหวังว่าจะมีใครสักคนมาแก้โจทย์ข้อนี้ต่อจากผม
หลังจากจบออกมาใช้ชีวิตนอกห้องเรียน
ผมพบว่าในชีวิตของเราจะต้องเจอโจทย์อยู่ 2 ประเภทเช่นกัน ประเภทแรกคือโจทย์ที่แก้ได้ และมีคำตอบรอยู่แน่ๆ การจัดการกับโจทย์ประเภทนี้ก็เพียงแค่ลงมือสู้กับมัน อย่าท้อแท้ สุดท้ายเราจะเจอวิธีแก้ และได้คำตอบ
ประเภทที่สองคือ โจทย์ที่ไม่รู้ว่าคำตอบมันคืออะไร แก้เท่าไหร่ก็ไม่เจอคำตอบ ถ้าเจอโจทย์ประเภทนี้
ฟิสิกส์สอนว่า … ก็แค่ลองเรียนรู้มัน ศึกษามันไปเรื่อยๆ แก้เท่าที่แก้ได้ สุดท้ายก็ปล่อยมันไป วันเวลาผ่านไป เราอาจเจอคำตอบก็ได้
17/07/2024
มักซ์ พลังค์นักฟิสิกส์ผู้โด่งดัง ใครเรียนฟิสิกส์แล้วมีสภาพแบบนี้บ้าง
ภาพจากเพจ : ฟิสิกส์เต็มเหนี่ยว
13/07/2024
ในวันที่อากาศร้อน
_____________
“ความร้อนมีนิยามว่า เป็นการถ่ายโอนพลังงานข้ามผ่านระหว่างขอบเขตของระบบ เนื่องจากความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิของระบบกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งความร้อนนี้ยังมีค่าเท่ากับพลังงาน Q ทั้งหมดที่ถ่ายโอนโดยกระบวนการนี้อีกด้วย” (จากหนังสือของ Serway)
---
ในทางฟิสิกส์ ความร้อนหาใช่สิ่งที่มีตัวตน
ความร้อนเป็นเพียงผลที่เกิดขึ้นจากการถ่ายโอนพลังงานระหว่างระบบ เมื่อระบบได้รับพลังงานจึงเกิดเป็นความร้อน
---
ในทางฟิสิกส์ ความหนาวเย็นก็ไม่มีตัวตน
ความหนาวเย็นเป็นเพียงผลจากการถ่ายเทพลังงานออกจากระบบ
-----
พลังงานเป็นสิ่งที่มีตัวตน แต่ความร้อนหนาวคือความรู้สึกของเราเอง
พลังงงานคือความจริงที่เกิดจากภายนอก แต่ความร้อนหนาวแค่มายาจากภายใน
-------
ฟิสิกส์สอนว่า… ความหนาวเหน็บและความร้อนรุ่มหาใช่อื่นใด ความเหน็บหนาวก็แค่การสูญเสียที่มากเกินไป ความรุ่มร้อนคือการได้รับที่มากเกินพอ
08/07/2024
สมการเชิงเส้น
___________
‘สมการเชิงเส้น’ คือรูปแบบหนึ่งของความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตัวแปร หากนำความสัมพันธ์นี้ไปเขียนกราฟ จะได้กราฟเป็นเส้นตรง เช่น y=2x+1 (สมการนี้บอกว่าหากเติมเลข 1 ลงใน x เราจะได้ y ออกมาเป็นเลข 3)
สมการเชิงเส้นเป็นเนื้อหาคณิตศาสตร์ที่สำคัญอย่างมากในวิชาฟิสิกส์ เพราะเราค้นพบว่าปริมาณต่างๆ ในโลกนี้มักสัมพันธ์กันด้วยรูปแบบเดียวกับสมการเชิงเส้น เช่น ความสัมพันธ์ระหว่างแรงกับความเร่งในกฎของนิวตัน (อย่างน้อยก็โดยหลักการ)
สิ่งสำคัญที่สมการเชิงเส้นบอกกับเราก็คือ หากเติม x ด้วยตัวเลขตัวใดลงไปแล้ว จะได้ผลลัพธ์ y เป็นเลขเดิมที่สอดคล้องกับค่า x ตัวนั้นเสมอ (ต่างจากสมการที่ไม่เป็นเชิงเส้นที่เติม x ค่าใดลงไป อาจได้ y มากกว่าหนึ่งค่า)
อีกนัยหนึ่งสมการเชิงเส้นบอกเราว่า หาก ‘เหตุ’ คงเดิมแล้วไซร้ ผลลัพธ์ย่อมคงเดิมเสมอ
หรืออีกนัยหนึ่งสมการเชิงเส้นสอนเราว่า ไม่อาจมีผลลัพธ์ใหม่ๆ หากเลขที่ใส่ลงไปเป็นตัวเลขเดิมๆ
หรือแปลความใหม่ได้ว่า ไม่อาจมีผลลัพธ์ y ใหม่ๆ หากสิ่งที่ทำลงไปใน x ยังเหมือนเดิม
มาดแม้นว่าสรรพสิ่งในโลกสัมพันธ์กันแบบสมการเชิงเส้นแล้วไซร้ >>>ฟิสิกส์ก็สอนว่า… “มีแต่คนบ้าเท่านั้น ที่จะทำสิ่งเดิมซ้ำ ๆ แต่กลับหวังผลลัพธ์ที่แตกต่าง”
*** ตำนานว่าไว้ว่าคำพูดนี้เป็นของ ไอน์สไตน์ (ย้ำว่า "ตำนานว่าไว้" เพราะแอดมินก็ไม่มีเวลาไปตรวจสอบว่าเป็นคำพูดของไอน์สไตน์จริงหรือไม่)