โขนธรรมศาสตร์ - Khon Thammasat

โขนธรรมศาสตร์ - Khon Thammasat

แชร์

"โขนจะอยู่ได้ก็ด้วยคนดู" และ " ถ้าจะด?

Photos from โขนธรรมศาสตร์ - Khon Thammasat's post 17/01/2026

17 มกราคม 2569 ศิษย์น้องพี่โขนธรรมศาสตร์พร้อมหน้า กตัญุตา กตเวทิคุณ ต่อคุณครู ณ วัดเทพศิรินทราวาส

25/11/2025

𝗠𝗲𝗺𝗼𝗿𝗶𝗲𝘀 𝗼𝗳 𝗛𝗲𝗿 𝗠𝗮𝗷𝗲𝘀𝘁𝘆 𝗤𝘂𝗲𝗲𝗻 𝗦𝗶𝗿𝗶𝗸𝗶𝘁
ในรอยเสด็จ... สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการแสดงโขน เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อปี พ.ศ. 2548 ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ พระองค์ทรงให้ความสำคัญต่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมของชาติ โดยเฉพาะ “ศิลปะโขน” ซึ่งทรงเห็นว่าเป็นรากเหง้าของอัตลักษณ์ไทย และควรได้รับการสืบสานอย่างงดงามและมั่นคง


Photos from กองสันทนาการแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (RCATU)'s post 10/11/2020
06/08/2019

ในวันเสาร์ที่ 3 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมานี้เป็นงานปฐมนิเทศนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์รุ่นที่85
ทางชุมนุมโขนธรรมศาสตร์ขอขอบคุณนักแสดงทุกท่านที่มีส่วนร่วมในการแสดงช่วงแสงสีเสียงในงานปฐมนิเทศนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ครั้งนี้ 🙏🏻❤️💛
(ทุกท่านสามารถชมการแสดงย้อนหลังได้ในวิดีโอการถ่ายทอดสดของมหาวิทยาลัย)
#โขนธรรมศาสตร์

02/12/2018

🙏🏻✨

ตอนนี้คนไทยพูดถึงเรื่อง โขน กันมาก ก็เลยนำเรื่องโขนมาเล่าบ้าง จากบทความ ของ หม่อมแผ้ว สนิทวงศ์เสนี

"เมื่อคุณชายแสดงเป็นทศกัณฐ์ ตอน สุครีพหักฉัตร

ในที่นี่ดิฉันจะขอเรียก ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่า คุณชาย เดิมคุณชายได้รู้จักกับดิฉันเพราะ ม.จ.หญิง อัปภัศราภา เทวกุล (ท่านหญิงแก้ว) ขอให้ดิฉันไปสอนให้คุณชายรำละคอนไทย ถ้าจำไม่ผิดในบรรดาเพลงที่สอนนั้นมีออกเพลงเร็วด้วย ที่จำได้แม่นยำว่าออกเพลงเร็ว เพราะว่าเคาะจังหวะด้วยมือไม่ดังพอ คุณชายฉูดเท้า (เป็นนาฏยศัพท์) ไม่เข้าจังหวะดี เพราะมือเคาะจังหวะค่อยไป ท่านหญิงแก้วไปหาหวายยาวสองศอกคืบมาให้ดิฉันเคาะจังหวะ เสียงจังหวะดัง ฉับ ฉับ ทำให้ผู้รำ รำดีขึ้นถนัดใจ และจังหวะก็เพลาขึ้นอย่างมากด้วย คนดูชมเปาะว่ารำดีขึ้นหนักหนา ท่านป้า ท่านน้า ท่านพี่ ท่านอา โปรดคุณหลานไปตามๆ กัน

ต่อมาในงานที่วังพระองค์หญิงเฉลิมเขตร (พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมเขตรมงคล) เป็นงานแซยิดของพระองค์หญิง ทรงขอให้คุณชายแสดงเป็นทศกัณฐ์ ตอน สุครีพหักฉัตร หม่อมสร้อยระย้าแสดงเป็นนางมณโฑ ดิฉันจำไม่ได้ว่าใครแสดงเป็นนางอัคคี เจ้าพระยารามราฆพเป็นพระราม คุณประจวบ บุรานนท์ แสดงเป็นพระลักษณ์ และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าเฉลิมพลทิฆัมพร ทรงแสดงเป็นสุครีพ ผู้แสดงเป็นตัวองคตได้แก่ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล ส่วนตัวหณุมานนั้นจำไม่ได้เสียแล้วว่าใครแสดง

แต่โขนที่จัดแสดงในครั้งนั้น ดิฉันกล้ากล่าวได้ว่า รำดี รำงาม เป็นอย่างเลิศทีเดียว จะหาดูที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ส่วนทศกัณฐ์ตอนพาพระมเหสีและนางสนมมาชมฉัตร ก่อนที่สุครีพจะหักฉัตรนั้น รู้สึกว่าทศกัณฐ์ นางมณโฑ นางอัคคี ช่างเป็นผู้ลากมากดีเสียจริงๆ แต่มาตอนสุครีพหักฉัตร พอฉัตรหัก นางมณโฑ นางอัคคีกับสนมร้องวี๊ดว้ายไปตามๆ กัน โดยเฉพาะหม่อมสร้อยระย้าร้องดังกว่าเพื่อน ดูเธอจะกลัวลิงเอาจริงๆ ส่วนสุครีพ พระองค์ชายนั้นก็หยิกหยอกไล่จัดนางสมมให้ยุ่งไปหมด ทศกัณฐ์ก็ทำสมบทบาทมาก คือโกรธ

เมื่อสุครีพเข้ามาหยอกเย้าพระมเหสี และพระสนม ไล่เอาศรตีสุครีพ ตีเอาจริงๆ จังๆ ดูเหมือนพระองค์ชายจะท่าทางเจ็บอยู่เหมือนกัน ตอนหลัง สุครีพถีบทศกัณฐ์ล้มลง แล้วเอาเท้าคีบยอดชัย (หรือยอดพรหม) แล้วพิณพาทย์ทำเพลงเย้ย ตอนนี้สุครีพเต้นดีมาก ส่วนทศก้ัณฐ์ทั้งเจ็บและทั้งอาย เวลานั้น คุณชายแขนยังไม่หัก เวลาตั้งวงดูงดงามมาก ตอนร้องชมฉัตร ท่าชมของทศกัณฐ์ยังไม่เคยเห็นว่าใครจะทำได้ดีเท่าคุณชาย การแสดงในคืนนั้น ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย คุณชายเป็นผู้ที่รักใคร่ในศิลปแขนงนี้ เป็นคนหนึ่งที่จะจรรโลงศิลปะไทย โขน ละคอน ไว้เพื่อจะได้อวดชาวต่างชาติเขาได้....

หม่อมแผ้ว สนิทวงศ์เสนี
(จากหนังสือ คึกฤทธิ์ ๖๐)

Photos from ชุมนุมดนตรีไทย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์'s post 31/10/2018
27/10/2018

(ตอนที่ 7)
อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการพัฒนาของละครสมัยใหม่ เราก็คงต้องยอมรับว่า ละครแนว "เอพิค" ได้นำความแปลกใหม่มาสู่วงการละครทั่วโลกพอสมควร และแม้ว่าทฤษฎีการละครของเบรชท์อาจจะไม่สามารถตัดอารมณ์ร่วมของผู้ชมได้ถึงร้อยเปอร์เซนต์ แต่ก็เป็นเทคนิคการเขียนที่ทำให้บทละครมีความลึกซึ้งแนบเนียน และวิธีการเสนอละครของเขาก็ได้ทำให้วงการละครสมัยใหม่หลุดพ้นจากกรอบเวทีแบบ "โพรซีเนียม" (proscenium arch) ของสมัย "เรียลิสม์" ซึ่งบังคับให้ตัวละครแสดงอย่าง "เป็นธรรมชาติ" ในบทเจรจาที่เหมือนกับคำพูดปกติ และเรื่องราวที่ลอกแบบมาจากสิ่งที่พบเห็นกันอยู่ในชีวิตจริงซึ่งก็ไม่มีอะไรเสียหาย แต่หากการละครมีเพียงแค่นั้น ความงดงามของศิลปะเช่นในละครทางตะวันออก ละครกรีกโบราณ หรือละครของเชคสเปียร์ก็คงเกิดขึ้นไม่ได้

ฉะนั้นสำหรับเบรชท์ซึ่งเติบโตขึ้นมากับละคร "เรียลิสม์" การรณรงค์ต่อต้านและสร้างทฤษฎีขึ้นมาลบล้างความนิยมเก่าๆ จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่ง และสำหรับคนดูชาวตะวันตกในสมัยศตวรรษที่ 20 ซึ่งคุ้นเคยกับละครประเภทเหมือนจริง การละครแนว "เอพิค" ของเบรชท์ย่อมเป็นสิ่งแปลกประหลาด แหวกแนว และสร้างตื่นตะลึงได้มิใช่น้อย

แต่สำหรับผู้ชมในประเทศไทยซึ่งคุ้นเคยกับลิเก ละครชาตรี งิ้ว ตลอดจนโขน ละคร คงจะไม่รู้สึกว่า ละครแนว "เอพิค" มีลักษณะ "ล้ำยุค" หรือ "ใหม่ถอดด้าม" แต่ประการใด ซึ่งทั้งนี้ อาจพอสรุปได้ว่า ละครแนว "เอพิค" เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของแนวโน้มในการละครสมัยใหม่ที่แสดงถึงอิทธิพลของศิลปะ วัฒนธรรม และแนวคิดของซึกโลกตะวันออกที่ไปสู่ซีกโลกตะวันตก

นอกจากนั้น การกลับไปใช้ประเพณีดั้งเดิมของละครก่อนสมัย "เรียลิสม์" และ "แนทเชอรัลลิสม์" ก็แสดงให้เห็นว่า ตามความเป็นจริงแล้ว ทฤษฎีการละครของเบรชท์มิใช่จะเป็นของ "ใหม่ล้ำยุค" ยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่บางคนเข้าใจ

แม้ว่าอิทธิพลของเบรชท์จะเป็น "พลัง" ที่นำพัฒนาการแปลกใหม่เข้ามาสู่โลกการละครสมัยปัจจุบันมากเพียงใดก็ตาม เบรชท์เองนั้นกล่างเสมอว่า เขาติดหนี้บุญคุณละครเก่าๆ มากมายทั้งทางตะวันตกและตะวันออก อาทิ ละครในสมัยเชคสเปียร์ ละครของจีน ญี่ปุ่น อินเดีย ละครกรีกโบราณ ละครพื้นบ้านของพวกออสเตรียและบาวาเรีย ตลอดจนท่วงทำนองการแสดงของตลกหนังเงียบ เช่น ชาร์ลี แชปลิน

อย่างไรก็ตาม ในการนำประเพณีการละครทั้งเก่าและใหม่มาใช้ในละครแนว "เอพิค" ของเขานั้น เบรชท์ได้ทำใหทุกคนรู้สึกว่าเขากำลังสร้างสรรค์ของใหม่ที่ "ล้ำยุค" และต่อต้านล้มล้างประเพณีการละคร "เก่าๆ" ของทางตะวันตกอย่างหมดสิ้น ความรู้สึกดังกล่าวอาจเนื่องมาจากวิธีรณรงค์ของเขาในสมัยเริ่มแรกที่ค่อนข้างรุนแรง เฉพาะอย่างยิ่งในการที่เขาประกาศอย่างกึกก้องว่า ทฤษฎีการละครแนว "เอพิค" ของเขาคัดค้านทฤษฎีการละครของแอริสโตเติล ซึ่งชาวตะวันตกยอมรับนับถือกันมาหลานศตวรรษนี้ แต่ในทางปฏิบัตินั้น ทฤษฏีของเบรชท์ก็หาได้ล้มล้างทฤษฎีของแอริสโตเติลหรือสตานิสลาฟสกี้ไม่ กาลเวลาได้พิสูจน์แล้วว่า ในแง่ของศิลปะนั้น มิใช่ว่าทฤษฎีของใครจะถูกทั้งหมดหรือผิดทั้งหมด และตราบใดที่มนุษย์ยังมีมันสมองและลมหายใจ แนวโน้มของศิลปะและวรรณกรรมก็ย่อมจะหมุนเวียนเปลี่ยนไปไม่มีสิ้นสุด

(จาก ศิลปะการละครเบื้องต้น ของ รองศาสตราจารย์สดใส พันธุมโกมล)

Photos from Theatre Studies and News's post 15/09/2018
12/08/2018

"ทรงพระเจริญ"

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๖ พรรษา
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ ๙
๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า สมาชิกคณะโขนธรรมศาสตร์

_________________
ภาพจาก : https://siamrath.co.th/n/13952

03/08/2018

(ยาวหน่อยครับ เชื่อว่าหลายคนคงเคยอ่านแล้ว แต่เพื่อเป็นประโยชน์แก่คนรุ่นใหม่ จึงนำมาเสนออีกครั้ง)

"....ถ้าปฏิเสธความมีประโยชน์ของศิลป ก็เท่ากับปฏิเสธสิ่งสูง สิ่งที่ดีงามเสียทุกสิ่งทุกอย่าง เท่าก้บปฏิเสธศาสนา ความศรัทธา ความรัก ความเมตตา เท่ากับปิดตาของตนเองต่อความงามของธรรมชาติ ลดระดับฐานะของตนเองให้เท่ากับสัตว์ที่ตำ่กว่าตน แต่อนิจจา ร้ายยิ่งกว่านั้นเสียเอีก เพราะสัตว์ยังรู้จักรักสวยรักงามและชอบเสียงประสานเสียงไพเราะ หรือกล่าวโดยย่อคือรู้ค่าแห่งความงาม นี้ก็เป็นธรรมดาแท้จริงของธรรมชาติ เพราะไม่ว่าสิ่งไรในสากลจักรวาลย่อยอยู่ภายใต้กฎแห่งความมีระเบียบเรียบร้อยและความงามเสมอ และทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องประสานเข้ากันเป็นอันหนึ่งอันเดียวอย่างสมบูรณ์ดั่งที่เรียกกันในภาษาสมัยใหม่ว่าเป็นเอกภาพ....

..ศิลปปัจจุบันยิ่งวันยิ่งเหินห่างจากธรรมชาติและกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์แต่งสร้างมากขึ้นทุกที ทั้งนี้เพราะมนุษย์ค้นพบสิ่งใหม่ๆ แปลกๆ อย่างน่าประหลาดมหัศจรรย์ เลยกระทำให้มนุษย์เองตกอยู่ภายใต้อำนาจสิ่งเหล่านี้ เรากระตือรือร้นขวนขวายหาเงินทองเป็นกิจประจำวัน เหินห่างและผละจากธรรมชาติซึ่งเป็นบ่อเกิดอันไม่มีหมดแห่งสิ่งที่เป็นเครื่องบันดาลใจของเรา ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในนครในเมือง ก็มีแต่เครื่องจักรยนต์กลไกอันมีเสียงกวนประสาทอินทรีย์แวดล้อมและครอบงำตนอยู่เป็นนิตย์ ความมีชีวิตอยู่ด้วยสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นในสมัยปัจจุบัน ย่อมยังผลให้ความรู้สึกและความรู้จักคุณค่าทางจิตใจและปัญญาทุกสิ่งทุกอย่างถึงแก่ความล่มจมลงทั้งยืน หากแต่รู้ตัวทันโดยนำเอาระบอบการศึกษาอบรมและการเผยแพร่ศิลป มีดนตรี วรรณคดี นาฏศิลป์ จิตรกรรมและศิลปรูปอื่นๆ มาปลูกฝังและแพร่หลายในจิตใจประชาชนให้เกิดความนิยม เป็นผลให้ประชานาครของประเทศชาติต่างอยู่แนวหน้าแทบทุกชาติ มีอินทรีแก่กล้ารู้ค่ารู้รสแห่งศิลป.....

..ในประเทศไทย ความเจริญก้าวหน้าอย่างเคร่งเครียดและขาดลงห้วนๆ แห่งการสืบต่อในทางเศรษฐกิจ การเมือง การพาณิชย์และอุตสาหกรรมย่อมลบล้างศิลปเสียสิ้น ประชานาครที่มีการศึกษาดีเป็นส่วนมากก็มุ่งที่จะให้ประเทศชาติมีความเจริญ แต่คิดไปในแง่เป็นทำนองทางธุรกิจเท่านั้น และเห็นว่าการอุดหนุนจุนเจือศิลปเป็นการใช้จ่ายคล้ายกับเป็นของฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น รอไว้จนกว่าจะจัดแจงเรื่องทางการเมืองและทางเศรษฐกิจซึ่งจำเป็นและเร่งด่วนให้เรียบร้อยเป็นปกติเสียก่อนก็ได้ ตรงนี้เองที่เป็นการแปลความหมายผิดในหน้าที่ของศิลปซึ่งมีส่วนแห่งความก้าวหน้าของประชาชน เพราะความจริงศิลปนั้นมีความหมายไปในทางทำให้ปัญญาความรอบรู้ หรือที่เรียกเป็นคำใหม่ว่า พุทธิปัญญาก้าวหน้า ศิลปมีความหมายที่ยกตัวของเราให้ขึ้นสู่มาตราฐานเท่าเทียมนานาอารยชนชาติอื่นๆ และยืนหยัดได้เสมอไหล่เสมอบ่าในระดับเดียวกัน ศิลปมีความหมายคือการกระทำความประพฤติและความคิดความอ่านให้ดีขึ้น เพราะว่าเราอาจรู้ค่าแห่งความงาม และความงามนั้นก็คือ ความดีนั่นเอง ในภาษาไทยจึงใช้คำว่าดีงาม หรือ คุณงามความดีควบคู่กันไป

....นักศึกษาไทยสมัยปัจจุบันที่ได้รับการศึกษาวิชาทั้งในและต่างประเทศอย่างหมดจดก็คือวิทยาศาสตร์ แต่เมื่อว่าถึงศิลปแล้วก็ดูจะถือเสมือนว่าเป็นเสนียดอย่างที่เรียกว่า "ตาบู" ในภาษาฝรั่ง และส่วนมากเมื่อได้เป็นอยู่ในแนวหน้าแล้วก็มักคิดเสียว่าศิลปเป็นของฟุ่มเฟือย แต่เราทุกคนควรจะคิดว่าที่เราเป็นผภาพไทยไม่ใช่เป็นเพราะมีไร่นา ...เราเป็นไทยไม่ใช่เพราะมีเครื่องจักรยนต์กลไก ซึ่งมีอำนาจร้ายแรงยิ่งกว่าของประเทศอื่นที่เขามี แต่เราเป็นไทยเพราะด้วยมีศาสนา และมีวัดวาอารามของเรา มีวรรณคดี มีประติมากรรม มีภาพจิตรกรรม และมีศิลปพื้นเมืองของเรา เมื่อกล่าวโดยย่อเรามีบุคลิกลักษณะที่รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแปลกไปจากชาติอื่นก็ด้วยวัฒนธรรมของเรา ...

บุคคลผู้มีชื่อเด่นหลายคนรู้ดีว่า ข้อวิจารณ์ที่กล่าวมานี้ถูกต้อง แต่บุคคลเหล่านั้นกล่าวว่าสถานการณ์ทางการเมืองไม่ปล่อยโอกาสแก่นักการเมืองให้มีเวลาว่างเพื่อเจียดมาเล่นเรื่องวัฒนธรรม แต่ก็ได้กล่าวมาแล้วว่ารัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยไม่ใช่นักการเมืองที่มีหน้าที่ต้องดูแลเอาใจใส่ต่อวัฒนธรรมของชาติ แต่เป็นหน้าที่ขององค์การหนึ่งเป็นพิเศษซึ่งประกอบด้วยบุคคลผู้สามารถเป็นผู้ดำเนินงานชนิดนี้ หากจะถือเอาเรื่องยุ่งยากที่เป็นอยู่ในปัจจุบันเป็นเหตุผลว่า ถ้าเรื่องใดไม่มีลักษณะพิเศษเป็นการเมือง ก็ระงับเรื่องดำเนินการอื่น ๆ ทั้งหมดไว้ก่อนได้ อย่างนี้ก็เป็นเรื่องเหลวไหล...

อาจมีน้อยคนที่รู้สึกซาบซึ้งว่าศิลปศึกษาย่อมขัดเกลากิเลสอินทรีย์ แม้มั่งมีเงินทอง แต่ไม่สามารถได้เสวยความบันเทิงสุขจากสิ่งที่เกี่ยวแกจิตใจและปัญญาความรอบรู้ ก็มั่งมีเสียเปล่า หาเป็นเครื่องเพียงพอแก่ชีวิตไม่ เราอาจมีรถยนต์ของตนเองได้มากคัน ได้รับความบันเทิงอย่างใหญ่หลวงในชีวิตที่ป็นวัตถุธรรมถึงปานไรก็ดี แต่ถ้าไม่มีอาหารสำหรับหล่อเลี้ยงจิตใจของเราก็เท่ากับ เกิดมาเป็นคนเสียเปล่า อาจเป็นได้หรือไม่ว่าเราชาวไทยสมัยปัจจุบันซึ่งเชื่อว่ามีความเจริญศรีวิไลก้าวหน้าไปไกล แต่เมื่อถึงทางจิตใจแล้ว จะต้องยอมรับว่าทรามกว่าบรรพชนของเรา ขอให้เราปลุกประสาทอินทรีย์ที่เป็นสุนทรียะของเราให้ตื่นเถิดแล้วมุ่งหน้าเดินไปในวิถีทางที่บรรพบุรุษของเราได้เดินมาแล้ว

ที่ตั้งชื่อบทวิจารณ์สั้นๆ ของเรื่องนี้ว่า "พรุ่งนี้ก็ช้าไปเสียแล้ว" ก็เพราะรู้สึกอนาจใจที่ประสบเห็นความเสื่อมโทรมล้มละลายแห่งมรดกศิลปเก่าของเราอยู่ทุกวัน เห็นสิ่งงามๆ มากหลายต้องสูญหายไปแทบทุกเมื่อเชื่อวัน ปราศจากการกระทำให้เป็นล่ำเป็นสัน และขาดความเอื้อเฟื้ออารี ซึ่งเป็นเหตุให้เราเสียดวงมณีอันมีค่าแห่งวัฒนธรรมเก่าของเราเรื่อยเป็นลำดับมา ด้วยประการฉะนี้

ส่วนหนึ่งจาก "พรุ่งนี้ก็ช้าเสียแล้ว" (พระยาอนุมานราชธนแปลจากบทความภาษาอังกฤษของศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี)

(ภาพ... ผลงานศาสตราจารย์พิเศษอารี สุทธิพันธุ์ ศิลปินแห่งชาติ)

Photos from โขนธรรมศาสตร์ - Khon Thammasat's post 02/08/2018

จบไปอีกงานแล้วนะคะ สำหรับงานเปิดโลกกิจกรรมตลอด 2 วันนี้ ขอบคุณทุกคนที่ให้ความสนใจในชุมนุมของเรา ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ สมาชิกใหม่ทุกคนเสมอน้าเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับเรา แล้วคุณจะรู้ว่าศิลปะโขนที่หาชมได้ยากนั้นมีเสน่ห์ขนาดไหน มาหาเหตุผลว่าทำไมเราต้องอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย ไม่รู้จะเข้าชุมนุมอะไรนึกถึงโขนธรรมศาสตร์นะคะ ครอบครัวโขนธรรมศาสตร์รอคอยคนรุ่นใหม่มาร่วมกันสานต่อ ปีนี้เรามีโครงการดี ๆ มากมาย หากใครพลาดการลงทะเบียนเข้าชุมนุม สามารถติดตามหรือทักมาสอบถามเราได้ทางเพจนี้ ขอบคุณค่ะ❤️🤗

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Bangkok
10200

เวลาทำการ

จันทร์ 16:00 - 19:30
พุธ 16:00 - 19:30