12/06/2026
เพิ่งนั่งฟังคลิป TH-AI Passport ของ 9arm จบทั้ง 2 ตอน
ผมอยากให้มีคนแบบนี้ทุกวงการ 55555
รัฐกำลังใช้งบ 1.6 พันล้านซื้อ "Chatbot ตัวโปร" แจกประชาชน 5 ล้านคน เจตนาดี ราคาต่อหัวถูกจริง
แต่พอ 9arm แกะ TOR ให้ดู เห็นชัดเลยครับว่ามันมีช่องว่างใหญ่กว่าที่คิด
ไม่มีการแจก API Key ไม่มีแม้แต่ข้อกำหนดว่า AI ต้องต่อเน็ตได้ สิ่งที่ประชาชนจะได้คือห้องแชทไว้ถาม-ตอบ
ปัญหาคือโลกไปไกลกว่านั้นแล้ว หุ้น AI คงแตกไปแล้ว ถ้า AI = Chat Bot
มูลค่าจริงของ AI วันนี้ไม่ได้อยู่ที่การแชท แต่อยู่ที่ AI Agent
การเอาโมเดลไปต่อกับเครื่องมือ ให้มันทำงานแทนเราทั้ง workflow AI กำลังเปลี่ยนสถานะจาก "เครื่องมือ" เป็น "แรงงานดิจิม่อน" และทักษะที่เพิ่มความสามารถแข่งขันของคนทำงานจริง ๆ คือการสั่งงานแรงงานตัวนี้ให้เป็น
Insight ที่ผมชอบและพึ่งรู้จากการฟัง 2 คลิปนี้มี 2 เรื่องคือ.....
1. โมเดลเดียวกัน คนละแพลตฟอร์ม ผลงานคนละเรื่องเลยฮะ
9arm ลองกด Demo ให้ดูว่าโมเดลตัวท็อปบนแพลตฟอร์มที่ทำมาห่วย ตอบได้แย่กว่าโมเดลฟรีบนระบบที่ออกแบบดี ตัว "เปลือก" สำคัญไม่แพ้ตัวโมเดล ซึ่ง TOR แทบไม่พูดถึงเรื่องนี้เลย.....
2. เขาพิสูจน์ด้วยการลงมือทำ ลองเอาวิศวกร 2 คน ทำงานเฉพาะกลางคืน ใช้ AI Agent ช่วย สร้างระบบทั้งระบบเสร็จใน 4 วัน นั่นแหละคือ productivity ที่ประเทศควรไล่ตาม ไม่ใช่การมีแชทบอทให้ใช้ฟรี
ซื้อ Chatbot แจก คนได้ "ใช้ AI"
สอนคนสั่งงาน Agent คนได้มันคือ "ความสามารถแข่งขัน"
เหมือนจะคล้ายแต่คนละเรื่องครับ
และตอนนี้ยังไม่มีใครเร่งสอนเรื่องหลังให้ประชาชนเลย...น่าคิด
11/06/2026
พึ่งได้ว่างมาเขียนต่อเรื่อง Buy & Hedge ครับ
ขอบคุณพี่ ๆ และหลาย ๆ เพจที่ช่วยกันแสดงความเห็นเรื่องนี้
การ Hedge ถ้าจะเริ่มฝึกเริ่มช่วงไหนดี??
ผมว่าไม่มีช่วงไหน เหมาะจะเริ่มเท่าช่วงนี้แล้วหละ
คือไม่ได้หมายถึงว่าจะตลาดจะตก
แต่ด้วยความที่ตลาดเหวี่ยงและ Volatility สูงขึ้นเนี่ยแหละ
คือจุดที่เหมาะที่สุดที่จะใช้มัน
ตอนผมเริ่มเข้าลัทธินี้ครั้งแรกก็ตอน Cycle 2021
ช่วง Disruptive Tech ก็ลองผิดลองถูกครับช่วงนั้น อาจจะได้มาไม่เยอะมาก
แต่เหนือสิ่งอื่นใดมันเหมือนที่พี่โจพูดเลยคือเรื่อง mental capital
วันนั้นเป็นวันเปิดโลกว่ามันคือ ขาหนึ่งที่เป็นต้นทุนในการลงทุนด้วยเช่นกัน
พูดให้เห็นภาพมากขึ้นครับ...
ลองนึกภาพพอร์ต 10 ล้าน ลงวันเดียว 5%
เงินครึ่งล้านหายไปในคืนเดียว สมองเราไม่ได้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ครับ
มันแอบเทียบเป็นของจริงเสมอ ครึ่งล้านคือรถทั้งคัน
คือเงินเดือนที่เก็บมาหลายเดือน
สิ่งที่พังก่อนพอร์ตคือสุขภาพจิต พอใจพัง logic การตัดสินใจที่เหลือก็พังตาม
หรืออีกมุมอย่างวิธีของ Buffett ที่ทุกคนรู้
"ซื้อสินทรัพย์ดีในราคาเหมาะสม ถือยาวถ้าพื้นฐานไม่เปลี่ยน"
ฟังดูง่าย แต่จะมีสักกี่คนที่ทนถือได้จริง?
เอาหุ้นที่ถูกพูดถึงที่สุดของทศวรรษนี้เลยก็ได้
NVDA ใครถือมาตั้งแต่ยุคก่อน AI boom วันนี้นับเด้งกันไม่ถ้วน
แต่ระหว่างทางต้องนั่งผ่านปี 2022 ที่มันลงไป −66% จากยอด
ทั้งที่ thesis AI ไม่ได้ผิดสักข้อ
หรือฝั่งกลุ่ม Memory ที่ตอนนี้ Narrative กำลังเปลี่ยนจากหุ้น Commodities ขึ้นเป็นหุ้น blue chip
ในอดีตหุ้น memory เวลาขาลงทีราคาหายไปครึ่งหนึ่งเป็นเรื่องปกติ
คนที่ได้กำไรรอบนี้คือคนที่ทนรอบก่อนมาได้ ไม่ใช่คนที่เก่งกว่า
ยิ่งพอร์ตใคร concentrate ใน AI Infrastructure ตอนนี้
ชิป, optical, ไฟฟ้า data center
วันเขียวก็เขียวแรง วันแดงก็แดงจนใจบาง
คนไม่เคยผ่านขาลงทุกคนจะพูดว่า "ทนได้สิ หุ้นดียังไงก็กลับมา"
คนที่อยู่ในเหตุการณ์จริงไม่มีใครคิดแบบนั้น
บางคนทนดอยมาเป็นปี พอราคากลับมาก็รีบขายทิ้งเพราะกลัวลงซ้ำ
"ทนดอยไม่ทนกำไร" ที่เขาแซวกันนั่นแหละ
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดปกติของใคร ตัวร้ายตัวจริงคือสภาพจิตใจของเราเองครับ
แล้วมีอะไรช่วยได้บ้าง นอกจากสวดมนต์กับฝึกใจให้แกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไป?
(เกริ่นมาโคตรยาวแต่อยากให้เห็นภาพครับ)
คำตอบของผมคือ Hedge การทำประกันให้พอร์ต....
ภาพมันเหมือนประกันเป๊ะ
แบ่งเงินส่วนหนึ่งไปซื้อเครื่องมือที่จะจ่ายคืนเมื่อเรื่องร้ายเกิด เดาผิด ตลาดไม่ลง
เสียเบี้ยไป เหมือนประกันรถปีที่ไม่ได้เคลม
เดาถูก ประกันช่วยไว้เยอะทีเดียว
จุดสำคัญของช่วงนี้คือ
ถ้า thesis ขาขึ้นยังแข็งแรง อย่าง AI ที่ตัวเลขยังออกมาดีมากๆ ทุกคนยัง Raise Guidance กันขึ้นหมด
เราไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง "ขายหมดพอร์ต" กับ "ถือทั้งก้อนแล้วภาวนา"
Hedge ได้ครับ คิดง่ายๆ ถ้าเราหวังผลตอบแทนปีละ 10-20%
แล้วปีนี้ทำได้เกินนั้น ถอนกำไรส่วนเกินมาเป็นเบี้ยประกันได้เลย
ลด drawdown ในวันที่ความผันผวนสูงขึ้น หรือวันที่เราเองนั่นแหละกังวลมากขึ้นก็ได้
ทำยังไงได้บ้าง??
เครื่องมือมีหลายตัว เช่น
-Option (ซื้อ Put)
-Futures (เปิด short)
-Inverse ETF
หรือแม้แต่ DW ที่คนไทยเอามาเล่นผิดวิธีจริง ๆ มันก็มีมาเพื่อจุดประสงค์นี้
ถ้าใช้ถูกวิธี แต่ละตัวมีข้อดีข้อเสียต่างกัน ไม่มีสูตรตายตัว
ถือหุ้นน้อยตัว >> hedge รายตัวได้ ซื้อ Put หรือ short futures ของหุ้นที่ถือ
ถือหุ้นเยอะ 50-100 ตัว หรือถือผ่านกองทุน >>นั่งบริหารทีละตัวตายก่อนพอดี ให้ดูทั้งพอร์ตเทียบกับดัชนีแทน และ Hedge ด้วยดัชนีแทน
วิธีคือหาว่าพอร์ตเราเคลื่อนไหวสัมพันธ์กับดัชนีอะไร แรงแค่ไหน เช่น NASDAQ ลง 1% พอร์ตเราลง 2%
แปลว่าพอร์ตเราแรงเป็น 2 เท่าของดัชนี
(พอร์ต AI ส่วนใหญ่เป็นแบบนี้แหละครับ ไม่ต้องแปลกใจ)
จากนั้นใช้ Inverse ETF หรือ ETF ที่วิ่งสวนทางดัชนี เป็นประกัน เช่น PSQ (สวน NASDAQ 1:1)
หรือ SQQQ (สวน NASDAQ คูณ 3: ดัชนีลง 1% มันขึ้นราว 3%)
รายชื่อ Inverse ETF หาเองเลยครับ ยุคนี้ AI เต็มเมืองไม่ต้องถามผมแล้วด้วยซ้ำ
ซื้อเท่าไหร่ดี?
ไม่มีคำตอบตายตัวครับ
เหมือนถามว่าทำประกันทุนเท่าไหร่ดี หรือขับรถเหยียบ 100 อยากจะเหยียบเบรก เหยียบเท่าไหร่ดี?
ขึ้นกับว่าอยากคุ้มครองความเสียหายแค่ไหนเป็นหลักครับ
สมมติอยากกันความเสียหายราว 30% ของที่จะเสีย ก็อาจถือ SQQQ ราว 10% ของพอร์ต
(ตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นภาพ ไม่ใช่สัดส่วนแนะนำ)
อีกท่าที่คนใช้กัน ถ้าไม่อยาก short ของที่ตัวเองถือ
(หุ้นดีลงเสร็จเด้งใส่หน้า เจ็บสองต่อ) คือ short หุ้นหรือดัชนีที่เราเชื่อว่าจะลงแรงกว่าของที่เราถือก็ได้
เช่นถือหุ้น A ลง 1% แต่หุ้น B ที่เรา short ลง 2%
วันนั้นเรากลับบวก 1% ท่านี้เสี่ยงขึ้นและต้องรู้จริงทั้งสองฝั่ง
#คนไม่ชอบเลขข้ามท่อนนี้ได้เลย
สมมติหุ้น $100>> $150 >> $130 >> $170 เริ่มด้วยเงิน $10,000 (100 หุ้น)
ถือเฉยๆ Buy & Hold จบที่ >>>> $17,000 (+70%)
Buy & Hedge หุ้นขึ้นไป $150 เราเริ่มไม่สบายใจ
ขาย 20 หุ้นที่ $145 ได้เงิน $2,900
เอาไปเปิด short แบบ leverage 3 เท่า
พอหุ้นลงมาเราปิด short ที่ $135 (ราคาลง 6.9% × 3 = position โต ~20.7%)
เงินกลายเป็นราว $3,500 เอากลับไปซื้อหุ้นคืนที่ $135 ได้ ~26 หุ้น
พอหุ้นไป $170 >> หุ้นเดิม 80 หุ้น + หุ้นใหม่ 26 หุ้น = 106 หุ้น มูลค่าราว $18,000
ชนะถือเฉยๆ ราว 6% แต่ที่สำคัญกว่าตัวเลขคือ เราได้หุ้นเพิ่มโดยไม่เติมเงินสักบาท และได้ผ่านขาลงแบบมีที่ยึด ไม่ใช่มาเปิดลุ้นทุกวัน
คุณจะได้ค้นพบโลกใหม่ที่หุ้นลงก็เฮได้ หุ้นขึ้นก็เฮได้
(ใครมือแม่นกว่านี้ ขายแพงกว่า ปิด short ต่ำกว่า ตัวเลขก็สวยกว่านี้ ผมแค่ยกตัวอย่างแบบคนธรรมดาทำได้)
Disclaimer ตัวโต ๆ **ข้อเสียก็มีเยอะนะครับ ไม่ได้มีแต่ด้านสวย**
เดาผิดบ่อยๆ เบี้ยประกันกัดกำไรเราเอง
ลดสัดส่วนหุ้นเพราะคิดว่าจะลงแล้วมันดันขึ้นต่อ ก็อดกำไรฟรีๆ
เครื่องมือ leverage อย่าง SQQQ ถือยาวมี decay
Option ก็มีค่าใช้จ่าย
กลยุทธ์นี้ต้องการความรู้ทั้ง macro, fundamental, technical และ money management ระดับหนึ่ง
ใครไม่มีเวลาติดตามตลาด อย่าฝืนครับ ถือยาวเฉยๆ ในของที่เชื่อ ยังดีกว่าเล่นท่ายากแล้วพลาด
ผมถือว่าอยากมาแชร์เรื่องนี้สำหรับคนที่เกิน 101 มาแล้ว
ไหน ๆ คุณก็หนีหุ้นไทยออกมาลงหุ้นเมกา นี่คืออีกจุดเด่นของสหรัฐฯ ครับ ใช้ประโยชน์จากมันเถอะ
ต่อยอดเรื่องนี้ในมุมที่คนทำจริงเท่านั้นจะเห็น
กำไรฝั่ง hedge ที่เกิดในช่วงตลาดพัง เช่น dotcom, 2008, 2020
เอากลับไปซื้อของดีที่ราคาถูกลงได้ ทำซ้ำหลายๆ cycle
ต้นทุนพอร์ตจะค่อยๆ ลดลงจนเข้าใกล้ศูนย์
(ผมคิดว่าพี่โจพูดเรื่องนี้บ่อยมากในอดีต และเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมสนใจเรื่องนี้ด้วย)
คีย์สำคัญที่อยากย้ำอีกรอบ ต้องมีระบบจริง มี kill switch ชัดเจนกัน
over-hedge ในตลาดขาขึ้นนิ่งๆ และถ้าไม่มี edge จริง อย่าฝืน
ผมเองไม่ได้ hedge เก่งอะไรครับ
จ่ายเบี้ยทิ้งฟรีๆ มาก็หลายรอบ แต่ทุกครั้งที่จ่าย ผมรู้ว่ากำลังซื้ออะไร
มันคือคีย์สำคัญที่ทำให้สามารถในการถือของดีต่อ โดยไม่ต้องเป็นมนุษย์เหล็ก
ใครเคยลองแล้วเป็นยังไงบ้าง เล่าหน่อยฮะ อยากฟัง
Disclaimer!! นี่ไม่ใช่คำแนะนำการลงทุน ที่ไม่ใช่การแนะนำการลงทุนจริงๆ ไม่เหมือนที่บางคนบอกว่าไม่ใช่การแนะนำการลงทุนแต่ก็คล้าย ๆ 😆
กลยุทธ์นี้มีต้นทุนและความซับซ้อน ศึกษาให้เข้าใจก่อนใช้ครับ 🙂
Stay Invested!!!
ผมชอบภาพนี้มาก เพราะภาพเดียว + คำอธิบายสั้น ๆ มันบอกอะไรในโลกลงทุนได้หลายอย่างมาก
ปกติ เขาจะชอบเอาเส้นน้ำเงินมา vs เส้นเขียว และไม่มีเส้นแดง
Concept คือหากเราพลาด "10 วันที่ดีที่สุด" ของตลาดไป ผลตอบแทนจะแพ้คนที่ถือเฉย ๆ ขาดลอย หรือก็คือ "อย่าขยับเยอะ อยู่ในตลาดไปยาว ๆ ก็พอ"
ซึ่งมันก็ไม่ผิด และมีเหตุผลที่จับต้องได้
ผมว่า Concept นี้เป็นอีก 1 หัวใจสำคัญเลยหละที่ทำให้ตลาดสหรัฐฯ มันไปได้เรื่อยๆ เพราะไม่ว่าจะเกิดวิกฤติแค่ไหน ถ้าความเชื่อมั่นมันยังดี มันจะกลับมาได้ ซึ่งถ้าอ่านหนังสือของ Ray Dalio บ่อย ๆ ผมว่าหลายคนจะเข้าใจว่าความยากของการควบคุมวิกฤติคือ ควบคุมความเชื่อของผู้คน
ถ้าทุกคนคิดว่ามันจะเกิดวิกฤติ วิกฤติจะหนักขึ้น การฟื้นตัวจะยากขึ้นเหมือนวิ่งผ่าลมพายุ แต่ถ้าทุกคนคิดว่าเศรษฐกิจเราจะดี จะกลับมาได้ มันจะฟื้นได้ไวขึ้น เหมือนขับรถลงเนิน
อีกด้านหนึ่งของ Concept นี้ บริษัทที่เป็นสถาบันก็ได้ประโยชน์เช่นกัน เพราะมันแปลว่าเงินเราจะอยู่ในกองเขาเงียบ ๆ ไม่ไหวติง มันทำให้เวลาวิกฤติการจัดการทำได้ง่ายกว่ามาก ถ้าสภาพคล่องไม่มีปัญหา
ทำไมเขาถึงไม่ค่อยหยิบเส้นแดงมาเล่ากัน ?
อธิบายยากกว่า, ทำจริงยากกว่า และไม่ใช่ทุกคนทำได้ มันเลยยากถ้าจะบอกให้คุณเดินทางตามเส้นแดง
เส้นสีแดงในรูป มันคือพอร์ตที่ "พลาด/หลบ" 10 วันที่แย่ที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี
เริ่มที่ 100 เท่ากันหมด ถือยาวเฉย ๆ (น้ำเงิน) จบราว 1,000 / พลาดวันที่ดีที่สุด (เขียว) เหลือราว 460 / แต่พลาดวันที่แย่ที่สุด (แดง) พุ่งไปราว 2,400
หลบขาลงแค่ไม่กี่วัน ชนะการถือยาวแบบไม่ขยับเลยกว่าเท่าตัว
ผมไม่ได้ Anti การBuy & Hold แต่ปัญหาคือคนเข้าใจว่าผลตอบแทนที่ดีมีทางเดียว คือถือให้นานที่สุด อย่าพลาดวันเด้งแรง จริง ๆ มันมีสองด้านเสมอ
ถ้าอยากได้ผลตอบแทนแบบเส้นแดงก็ต้องฝึกทำได้ผ่าน hedge, การจัด allocation, และการดูจังหวะ
วันแย่ ๆ พวกนั้นไม่ได้กระจายมั่ว แบบที่เราเดาไม่ได้เลย มันกระจุกอยู่ในช่วงตลาด panic ตอนที่ทุกคนกลัวพร้อมกัน
ยกตัวอย่างเช่นปี 2008 หรือมีนา 2020 ที่ SET ติดเซอร์กิตเบรกเกอร์ครั้งแรกนับจากวิกฤตปี 08 ลงแรงหลายวันติด
และ "หลบวันแย่" ไม่ได้แปลว่าต้องเทขายทั้งพอร์ตแล้วมานั่งเดาจังหวะเข้าใหม่ อันนั้นยากและพลาดง่าย เราใช้เครื่องมืออย่าง option, futures หรือ inverse ETF มา hedge ขาลงได้โดยไม่ต้องออกจากตลาดจริง ๆ
ถ้าถามผม ผมว่าการปกป้องขาลงสำคัญไม่แพ้การทำผลตอบแทนชนะตลาด เพราะพอร์ตที่ -50% ต้องเด้งกลับ +100% ถึงเท่าทุน
คณิตศาสตร์มันไม่เคยเข้าข้างคนที่เจ็บหนัก
ผมไม่เถียงว่า hedge มีต้นทุน และจับจังหวะหลบให้ตรงเป๊ะมันแทบเป็นไปไม่ได้ ผมเองก็ยังทำพลาดอยู่เรื่อย ๆ ประเด็นไม่ใช่หลบให้ครบทุกวัน แค่ไม่ตุย เวลาตลาดลงแรง ทุกครั้งก็พอแล้ว
ระหว่าง "พอร์ตที่ไม่เคยพลาดวันเด้งแรงเลย" กับ "พอร์ตที่หลบวันร่วงแรงได้บ้าง" ส่วนตัวยังเชื่อว่าการหลบวันร่วงแรงได้บ้างสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ไม่แพ้ Stay Invest แต่ได้ของแถมเป็นสุขภาพจิตที่ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม...คนเข้าสู่ Buy & Hedge ในช่วงแรกจะเหมือนคุณได้เข้าสู่ด้านมืดอะ เอะอะ คุณจะ Hedge อย่างเดียว ยิ่ง Hedge บ่อยก็เหมือนเหยียบเบรกบ่อย ผลตอบแทนจะแย่ลง แถมต้นทุนสูงขึ้น
ซึ่งการ Hedge ตลอดเวลามีต้นทุนสูงเกินไป
เน้น Hedge ในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูง อย่าเดา อย่าดักตบว่าตลาดจะลงแน่ๆ มี Kill Switch ช่วบเช่นใช้ Technical, MA มาช่วยง่าย ๆ จะทำให้ลด Bias ได้เยอะครับ ช่วงน้ำไหลแรง (เช่นช่วงนี้) ก็อย่าไปขวางทางน้ำ
09/06/2026
Solar + Energy Storage เป็นพื้นฐานสำคัญของ AI Data Center
1. AI Data Center ใช้ไฟมหาศาล และระบบส่งไฟฟ้ากลายเป็นข้อจำกัด
AI workload ใช้ไฟมากกว่าเดิม เพราะ GPU ต้องทำงานหนักต่อเนื่อง ทั้ง training และ inference
ปัญหาของหลายพื้นที่จึงกลายเป็นว่าหาไฟได้เร็วพอหรือไม่ เพื่อรองรับ AI data center
ในตอนนี้ระยะเวลารอ gas turbine ใหม่ยาวถึงราว 5 ปี ทำให้ผู้พัฒนา Data Center ต้องมองหาโซลูชันที่สร้างได้เร็วกว่า เช่น Solar + Battery Storage
�.
2. Solar เป็นหนึ่งในแหล่งไฟฟ้าใหม่ที่ถูกและสร้างเร็วที่สุด
Solar มีข้อดีสำคัญคือ สร้างได้เร็วกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์หรืออื่นๆ
สำหรับ AI Data Center เวลาสำคัญมาก เพราะ GPU cycle มีมูลค่าทันทีในวันนี้ ถ้าต้องรอไฟฟ้าอีกหลายปี เท่ากับเสียโอกาสสร้างรายได้ไปหลายปี
อีกจุดที่น่าสนใจคือ Solar มี operating cost ต่ำหลังติดตั้งแล้ว ทำให้ช่วยล็อกต้นทุนไฟฟ้าระยะยาวได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับ Data Center ที่กินไฟต่อเนื่อง 24/7
3. Battery Storage ช่วยแก้จุดอ่อนหลักของ Solar
Solar อย่างเดียวไม่พอ เพราะ Data Center ต้องการไฟตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ใช่เฉพาะตอนแดดออก
Battery Storage จึงเข้ามาช่วยเก็บไฟช่วงกลางวันไปใช้ช่วงเย็นหรือกลางคืน ลดความผันผวนระยะสั้นของไฟฟ้า และช่วยลด peak-demand charge ได้
IEA ระบุว่า Battery Storage เป็นเทคโนโลยีไฟฟ้าที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยปี 2025 มีกำลังติดตั้งใหม่ 108 GW เพิ่มขึ้น 40% จากปี 2024 และแบตเตอรี่ LFP กลายเป็นตัวหลักของตลาด เพราะต้นทุนถูกกว่าและเหมาะกับการชาร์จ-คายประจุบ่อย ๆ
ผมกำลังสนใจหุ้นกลุ่มแบตเตอรี่ LFP จีนเพราะทำต้นทุนได้ราคาดีที่สุดในโลก หลังจากฟองสบู่แตกเมื่อ 3 ปีที่แล้ว ตอนนี้ได้แรง AI มาหนุน โดยเฉพาะถ้าเสี่ยทรัมป์ลดภาษีแบตจีนให้นำเข้ามาได้
08/06/2026
อาทิตย์นี้ประกาศเงินเฟ้อ อาทิตย์หน้าประชุม FED หัวคนใหม่ครั้งแรก ⚠
วันนี้ตัวเลขเงินเฟ้อซ่อนมาในตัวเลขเศรษฐกิจของ S&P
ดูผ่านๆเหมือนไม่มีอะไรธุรกิจกำลังขยายได้ดี PMI บอกแบบนั้น แต่ไส้ในดูเฉพาะราคาสินค้าและบริการเป็นไปตามรูป
ตอนนี้ราคาสินค้าวัดจาก manufacturing PMI price พุ่งเป็นบั้งไฟแล้ว ตัวเลขราคาส่วนใหญ่มาจากต้นทุนของโรงงานไม่ใช่ราคาที่คนทั่วไปซื้อ (เงินเฟ้อ) ส่วนนึงจะยังไม่ส่งผ่าน โรงงานแบกต้นทุนไว้แล้วทยอยปรับขึ้นถ้าราคาน้ำมันยังแพงแบบนี้
เหมือนปี 2021 ที่ FED QE ฉีดมากเกินไปแล้วมาซ้ำด้วย สงครามที่ยูเครน ตามมาด้วย FED ขึ้นดอกเบี้ยแรง ตลาดหุ้นร่วงไปจุกๆ
อาทิตย์หน้ามีตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐประกาศ คงได้เห็นเต็มๆว่าจะฝั่งคนซื้อโดนผลกระทบแค่ไหน
08/06/2026
ตลาดหุ้นไม่เคยง่าย ถ้ากำไรง่ายแสดงว่ามันฟองสบู่
03/06/2026
คูเวต บาห์เรน ประเทศเล็กๆ กลายเป็นเหยื่ออารมณ์ของอิหร่าน
ส่วนซาอุ กาตาร์ ลอยตัว บอกว่าเราไม่สนับสนุน ไม่ยุ่งเกี่ยว ห้ามใช้บ้านเราเป็นฐาน เลยรอดปลอดภัยมาถึงตอนนี้
ผมคิดว่าอำนาจของอิหร่านในภูมิภาคเพิ่มสูงขึ้นมากในรอบหลายปี 😬
03/06/2026
Stay Invested!!!
ผมชอบภาพนี้มาก เพราะภาพเดียว + คำอธิบายสั้น ๆ มันบอกอะไรในโลกลงทุนได้หลายอย่างมาก
ปกติ เขาจะชอบเอาเส้นน้ำเงินมา vs เส้นเขียว และไม่มีเส้นแดง
Concept คือหากเราพลาด "10 วันที่ดีที่สุด" ของตลาดไป ผลตอบแทนจะแพ้คนที่ถือเฉย ๆ ขาดลอย หรือก็คือ "อย่าขยับเยอะ อยู่ในตลาดไปยาว ๆ ก็พอ"
ซึ่งมันก็ไม่ผิด และมีเหตุผลที่จับต้องได้
ผมว่า Concept นี้เป็นอีก 1 หัวใจสำคัญเลยหละที่ทำให้ตลาดสหรัฐฯ มันไปได้เรื่อยๆ เพราะไม่ว่าจะเกิดวิกฤติแค่ไหน ถ้าความเชื่อมั่นมันยังดี มันจะกลับมาได้ ซึ่งถ้าอ่านหนังสือของ Ray Dalio บ่อย ๆ ผมว่าหลายคนจะเข้าใจว่าความยากของการควบคุมวิกฤติคือ ควบคุมความเชื่อของผู้คน
ถ้าทุกคนคิดว่ามันจะเกิดวิกฤติ วิกฤติจะหนักขึ้น การฟื้นตัวจะยากขึ้นเหมือนวิ่งผ่าลมพายุ แต่ถ้าทุกคนคิดว่าเศรษฐกิจเราจะดี จะกลับมาได้ มันจะฟื้นได้ไวขึ้น เหมือนขับรถลงเนิน
อีกด้านหนึ่งของ Concept นี้ บริษัทที่เป็นสถาบันก็ได้ประโยชน์เช่นกัน เพราะมันแปลว่าเงินเราจะอยู่ในกองเขาเงียบ ๆ ไม่ไหวติง มันทำให้เวลาวิกฤติการจัดการทำได้ง่ายกว่ามาก ถ้าสภาพคล่องไม่มีปัญหา
ทำไมเขาถึงไม่ค่อยหยิบเส้นแดงมาเล่ากัน ?
อธิบายยากกว่า, ทำจริงยากกว่า และไม่ใช่ทุกคนทำได้ มันเลยยากถ้าจะบอกให้คุณเดินทางตามเส้นแดง
เส้นสีแดงในรูป มันคือพอร์ตที่ "พลาด/หลบ" 10 วันที่แย่ที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี
เริ่มที่ 100 เท่ากันหมด ถือยาวเฉย ๆ (น้ำเงิน) จบราว 1,000 / พลาดวันที่ดีที่สุด (เขียว) เหลือราว 460 / แต่พลาดวันที่แย่ที่สุด (แดง) พุ่งไปราว 2,400
หลบขาลงแค่ไม่กี่วัน ชนะการถือยาวแบบไม่ขยับเลยกว่าเท่าตัว
ผมไม่ได้ Anti การBuy & Hold แต่ปัญหาคือคนเข้าใจว่าผลตอบแทนที่ดีมีทางเดียว คือถือให้นานที่สุด อย่าพลาดวันเด้งแรง จริง ๆ มันมีสองด้านเสมอ
ถ้าอยากได้ผลตอบแทนแบบเส้นแดงก็ต้องฝึกทำได้ผ่าน hedge, การจัด allocation, และการดูจังหวะ
วันแย่ ๆ พวกนั้นไม่ได้กระจายมั่ว แบบที่เราเดาไม่ได้เลย มันกระจุกอยู่ในช่วงตลาด panic ตอนที่ทุกคนกลัวพร้อมกัน
ยกตัวอย่างเช่นปี 2008 หรือมีนา 2020 ที่ SET ติดเซอร์กิตเบรกเกอร์ครั้งแรกนับจากวิกฤตปี 08 ลงแรงหลายวันติด
และ "หลบวันแย่" ไม่ได้แปลว่าต้องเทขายทั้งพอร์ตแล้วมานั่งเดาจังหวะเข้าใหม่ อันนั้นยากและพลาดง่าย เราใช้เครื่องมืออย่าง option, futures หรือ inverse ETF มา hedge ขาลงได้โดยไม่ต้องออกจากตลาดจริง ๆ
ถ้าถามผม ผมว่าการปกป้องขาลงสำคัญไม่แพ้การทำผลตอบแทนชนะตลาด เพราะพอร์ตที่ -50% ต้องเด้งกลับ +100% ถึงเท่าทุน
คณิตศาสตร์มันไม่เคยเข้าข้างคนที่เจ็บหนัก
ผมไม่เถียงว่า hedge มีต้นทุน และจับจังหวะหลบให้ตรงเป๊ะมันแทบเป็นไปไม่ได้ ผมเองก็ยังทำพลาดอยู่เรื่อย ๆ ประเด็นไม่ใช่หลบให้ครบทุกวัน แค่ไม่ตุย เวลาตลาดลงแรง ทุกครั้งก็พอแล้ว
ระหว่าง "พอร์ตที่ไม่เคยพลาดวันเด้งแรงเลย" กับ "พอร์ตที่หลบวันร่วงแรงได้บ้าง" ส่วนตัวยังเชื่อว่าการหลบวันร่วงแรงได้บ้างสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ไม่แพ้ Stay Invest แต่ได้ของแถมเป็นสุขภาพจิตที่ดีกว่า
อย่างไรก็ตาม...คนเข้าสู่ Buy & Hedge ในช่วงแรกจะเหมือนคุณได้เข้าสู่ด้านมืดอะ เอะอะ คุณจะ Hedge อย่างเดียว ยิ่ง Hedge บ่อยก็เหมือนเหยียบเบรกบ่อย ผลตอบแทนจะแย่ลง แถมต้นทุนสูงขึ้น
ซึ่งการ Hedge ตลอดเวลามีต้นทุนสูงเกินไป
เน้น Hedge ในช่วงที่ความไม่แน่นอนสูง อย่าเดา อย่าดักตบว่าตลาดจะลงแน่ๆ มี Kill Switch ช่วบเช่นใช้ Technical, MA มาช่วยง่าย ๆ จะทำให้ลด Bias ได้เยอะครับ ช่วงน้ำไหลแรง (เช่นช่วงนี้) ก็อย่าไปขวางทางน้ำ
30/05/2026
ทีม IR ของหุ้น First Solar ใช้ Claude ทำพรีเซ้นให้ ผมจำแนวได้ เพราะผมก็ใช้ 😁
ผมเอา claude มาใช้หรือเปล่าหุ้นเลยขึ้น ทุกวันนี้ใครพูดถึง AI หน่อยเดียว วิ่งยาวๆ
28/05/2026
หุ้น 100 เด้ง!!! (อดีต)
มีหุ้นบางตัวที่เวลาคนพูดถึง ทุกคนในวงจะยิ้มมุมปากพร้อมกับ
เห็นภาพวันวานที่เราเคยออกศึกด้วยกัน
Enphase Energy (ENPH) คือตัวหนึ่งในนั้นครับ
ผมอยู่กับหุ้นตัวนี้มาตั้งแต่วันที่มันยังเป็น Super Stock
หุ้นที่นักลงทุนไทยพูดถึงกันในทุก community การลงทุน
เป็นหุ้นสหรัฐฯ ที่ซื้อแล้วทุกคนรู้สึกว่ากำลังถือ Super Stock
เพราะมันไม่ได้เป็นแค่หุ้น Tech เท่ๆ Story วาดฝันเวอร์ๆ
แต่เป็นบริษัทที่แก้ปัญหาจริงๆ รายได้และมีความแข็งแกร่งอย่างมากในอุตสาหกรรมพลังงานที่กำลังเปลี่ยน
แล้วก็อยู่กับมันมาจนถึงวันที่ Thesis พังแบบงง ๆ
หุ้นลงชนิดคนที่เคยบอกว่าลงมาผมจะช้อนให้ยับ ลงมาดิผมรับหมด
ต้องกลับมาถามว่า ผมควรเอายังไงกับหุ้นตัวนี้ดี...
ผมยังจำวันที่ไปเตือนนักลงทุนในวันนั้นได้ เพราะสิ่งที่ได้รับกลับมาคือการกร่นด่าว่าเราไปขัดลาภเขา มีเพียงน้อยคนเท่านั้นที่ฟังและหนีออกมา
ผมอยากเขียนบทความนี้ขึ้นมาสองเหตุผล คือ
1. สำหรับคนที่อยู่ในตลาดมานานและอาจลืมรายละเอียดไปบ้างแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ผมอยากให้เรามานึกถึงวันที่เราได้นั่ง Roller Coster ร่วมกัน 5555+
2. สำหรับคนที่เพิ่งเข้าตลาดและไม่ทัน Case นี้ นี่เป็น Case Study ที่ดีมากเพราะถ้าเข้าใจ ENPH ดีๆ จะเข้าใจอะไรหลายอย่างเกี่ยวกับ Structural Demand, Regulatory Risk และความเปราะบางของ Narrative ที่ดูเหมือน "ปลอดภัย" ได้ลึกกว่าเดิมมาก
ผมอยากให้ทุกคนได้เข้าใจการล่มสลายของหุ้นไร้พ่ายที่เคยเป็นหุ้นที่สร้างผลตอบแทนได้มากที่สุดของสหรัฐฯใน Timeframe 10 ปี เผื่อจะเป็นประโยชน์ในมุมไหนมุมหนึ่ง
แต่ขอแบ่งเป็น 2 ตอนฮะ (ยาวแน่ๆ)
ตอนนี้คือตอนที่ 1 เกิดอะไรขึ้น และทำไมหุ้นที่เคยพุ่งขึ้นมากกว่า 100 เท่าจึงร่วงลงมากกว่า 90%
ก่อนจะเข้าใจว่ามันพังได้ยังไง
ต้องเข้าใจก่อนว่ามันดียังไง
เพราะหุ้นตัวนี้เคยเป็นของจริงมาก่อน
ระบบ Solar บนหลังคาบ้านทั่วไปใน US มีปัญหาเดิมซ้ำๆ ที่แก้ไม่หาย เกิดจาก String Inverter แบบดั้งเดิม (ตัวแปลงไฟจากแผ่น Solar เข้าระบบจ่ายไฟ) ซึ่งต่อแผง Solar ทุกแผ่นเป็นอนุกรมแล้วรวมเข้ากล่องเดียวครับ...
ฟังดูปกติ แต่จริงๆ มีจุดอ่อนที่ร้ายแรงแฝงอยู่ครับ
ถ้าแผ่นใดแผ่นหนึ่งโดนเงาบัง ไม่ว่าจะจากใบไม้ เมฆ หรืออะไรก็ตาม
แผ่นที่เหลือทั้งระบบถูกดึงให้ผลิตไฟได้น้อยลงตาม ทั้งแถว ทั้งระบบ
Enphase แก้ด้วยวิธีที่เรียบง่ายแต่เปลี่ยนทุกอย่าง โดยสิ่งนั้นมีชื่อว่า "Microinverter"
อุปกรณ์ขนาดเล็กที่ติดไว้หลังแผง Solar แต่ละแผ่นแยกกัน แต่ละแผ่นแปลงไฟของตัวเองเป็น AC แยกกัน ทำงานแยกกัน เสียหายแยกกัน แผ่นไหนโดนเงาบังก็กระทบแค่แผ่นนั้น ไม่ลาม
อีกด้านสิ่งที่ทำให้ Demand ระเบิดตัวจริงๆ ไม่ใช่เทคโนโลยีอย่างเดียว
มันคือ NEM 2.0 ครับ
NEM หรือ Net Energy Metering คือระบบที่ให้คนติด Solar ใน California สามารถขายไฟที่ผลิตได้เกินความต้องการส่งคืนให้การไฟฟ้าได้ แล้วนำมาหักลบกับค่าไฟที่ใช้ในแต่ละเดือน
ภายใต้ NEM 2.0 ราคาที่ได้จากการขายไฟคืนใกล้เคียงกับราคาที่จ่ายเพื่อซื้อไฟ แปลว่าคนติด Solar บนหลังคาบ้าน มองมันเหมือนการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนชัดเจน ลงทุนวันนี้ อีก 3–4 ปีคืนทุน
นึกภาพเหมือนคุณซื้อหุ้น P/E 3-4 เท่าอะ แล้วหลังจากนั้นไฟฟรีตลอดชีพ
น่าสนใจปะ ??
เมื่อมองแบบนี้ Enphase จึงไม่ได้ขาย Microinverter แต่เป็นตัวแปรสำคัญในการมอบการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนชัดเจนแก่เจ้าของบ้านชาวอเมริกัน
และทำให้ Residential Solar ใน US บูมขึ้นมา
เพราะเหตุนี้ Enphase ครองตลาดนั้นแทบจะ Monopoly เพราะกำแพงภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนกั้นคู่แข่งระดับล่างไว้ได้
ขณะที่ตัว Microinverter ของ Enphase เองก็มี Quality และ Ecosystem ที่คู่แข่งในประเทศสร้างยาก
บริษัทเติบโตต่อเนื่อง Gross Margin ดีระดับ 44–48% ในขณะที่คู่แข่งจากจีนอยู่แถว 10% และ Bottom Line ติดลบ
รายได้ Enphase พุ่งจาก $774 mn ในปี 2021
ไปแตะ $2.3 bn ในปี 2022!!!
หุ้นวิ่งขึ้นกว่า 100 เท่าจากจุดต่ำสุดในช่วง 5 ปีก่อนหน้า
ตลาดเชื่อว่า Story นี้ยังไม่จบ เพราะยังมี Chapter 2 รออยู่ นั่นคือยุโรป ครับ...
ในช่วงปลายปี 2022 ต่อต้น 2023
Narrative ใหม่ที่ผลักดันราคาหุ้น Enphase ขึ้นไปอีกระดับคือการบุกยุโรป ตอนนั้นยุโรปกำลังตื่นตัวเรื่องพลังงานทางเลือก
หลังวิกฤต Energy จากสงคราม Russia-Ukraine ค่าไฟที่พุ่งขึ้นหลายเท่าทำให้ Residential Solar น่าสนใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
รายได้จาก Europe ของ Enphase โตถึง 180% YoY ในไตรมาสเดียว นักลงทุนจำนวนมาก ต่างประเมินโอกาสยุโรปด้วย Logic เดิม คือ Copy + Paste ไปสู่ตลาดยุโรป
ซึ่ง Enphase เปิดไตรมาสแรก เข้าตลาด EU ครองส่วนแบ่ง Margin ดี และวิ่งต่อ
ตรงนั้นแหละที่ Thesis เริ่มมีรอยรั่ว
ในตลาดการลงทุน
มีความเสี่ยง 2 ประเภทที่น่ากลัวที่สุด
ประเภทแรกคือความเสี่ยงที่เห็นได้ชัดแต่ตีราคาผิด
ประเภทที่สองคือความเสี่ยงที่มาจากหลายทิศทางพร้อมกันโดยที่ตลาดยังมองอยู่ทิศเดียว
Enphase เจอเรื่องร้ายแรง 2 อย่างพร้อมกัน
ธันวาคม 2022 California ประกาศ NEM 3.0 ซึ่งจะลดมูลค่าที่ได้จากการขายไฟคืนลงกว่า 70–75% จาก NEM 2.0 ทันที
ตัวเลขนี้ฟังดูน่ากังวลแต่ถ้าฟังแค่ผิวเผินก็ยังพอเถียงได้ว่า "ยังขายไฟคืนได้อยู่" ปัญหาคือเมื่อนำตัวเลขนี้ไปใส่ใน Financial Model จริงๆ
ผลออกมาชัดเจน ระยะเวลาคืนทุนของการติด Solar ใน California พุ่งจาก 3–4 ปีไปเป็น 8–10 ปีขึ้นไป และถ้าต้องติด Battery เพิ่ม ซึ่งจำเป็นมากขึ้นหลัง NEM 3.0 จะทำให้เงินลงทุนตั้งต้นเพิ่มขึ้นอีก 50–100% เทียบกับการติด Solar อย่างเดียวไม่เอาแบต
มองแบบเจ้าของบ้านทั่วไป การตัดสินใจลงทุนที่คืนทุนใน 3–4 ปีนั้นง่าย การตัดสินใจที่คืนทุนใน 10 ปีนั้นต้องคิดหนักมาก
และคนส่วนใหญ่ก็แค่ตัดสินใจไม่ทำ
ขณะที่ฝั่ง US กำลังสั่น ฝั่งยุโรปซึ่งควรเป็น New S-Curve ก็เริ่มส่งสัญญาณผิดปกติ เหตุผลคือสิ่งที่ทำให้ Enphase ครองตลาด US ได้ขาดหายไปในยุโรป
นั่นคือ "การไม่มีกำแพงภาษีกั้น Microinverter จากจีน"
แบรนด์อย่าง Hoymiles, Deye และผู้ผลิตจีนรายอื่นเข้าตลาดยุโรปได้เต็มที่ด้วยราคาที่ต่ำกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ยอดขายใน Germany, France และ Netherlands ของ Enphase หดตัว 30–40% QoQ ในไตรมาสเดียว
สองขาของ Thesis หักพร้อมกัน
ส่วนที่เจ็บปวดที่สุดใน Case นี้ไม่ใช่ตัวเลขที่แย่ แต่คือสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างที่ตัวเลขกำลังแย่
หลัง NEM 3.0 ประกาศ ผู้บริหาร Enphase ออกมา Position ว่านี่ไม่ใช่ Risk แต่เป็น Opportunity เพราะเมื่อขายไฟคืนไม่คุ้ม คนจะหันมาซื้อ Battery เพิ่ม และ Battery คือสินค้าอีกตัวที่ Enphase ขาย
บริษัทอ้างโมเดลเยอรมนีที่ไม่มี NEM แต่ Battery Attach Rate สูงถึง 80% ฟังดูดีเลย และ Guidance ไตรมาสถัดมายังคงบวกกว่าที่นักวิเคราะห์กังวล แต่ตลาด Residential Solar ใน California ไม่ได้ Transition ไปสู่ Battery Model ตามที่คาด
มันแค่หยุด คนที่เคยอยากติด Solar เพราะมองว่า 3–4 ปีคืนทุน ไม่ได้กลายเป็นคนอยากติด Solar พร้อม Battery ที่ 8–10 ปีคืนทุน
พวกเขาก็เลยทำสิ่งที่ง่ายกว่าคือ ช่างแม่มไม่ติดเลยละกัน
สองไตรมาสผ่านไป ตัวเลขรายได้เริ่มแสดงสิ่งที่ CEO ยืนยันว่าไม่เกิด จาก Revenue $726 mn ใน Q1 2023 ร่วงลงมาเหลือ $263 mn ใน Q1 2024 ในเวลาเพียงปีเดียว รายได้หดตัว -64% YoY
ยอดส่งมอบ Microinverter ลดลง -71% YoY ในไตรมาสเดียวกัน
เมื่อ CEO ยอมรับในที่สุดว่า NEM 3.0 ส่งผลมากกว่าที่ประเมินไว้
หุ้นร่วงต่อทันที รวมแล้วจากจุดสูงสุดถึงจุดต่ำสุด ENPH ร่วงลงมากกว่า -90%
ทุกวันนี้คนไทยก็ยังกลัวหุ้น Solar อยู่ครับ แม้หุ้นหลาย ๆ ตัวจะกลับมาแล้ว อย่าง NXT, FSLR ยังคงลอยสูงและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้นักลงทุนได้
สิ่งที่ Case นี้สอนผมไม่ใช่ว่า "อย่าถือหุ้น Solar" หรือ "อย่าเชื่อ CEO" มันคือบทเรียนเรื่อง Structural Demand กับ Regulatory-Induced Demand
เพราะ Enphase ไม่ได้มี Moat ด้วยตัวของมันเอง
มันมี Moat เพราะ "กฎหมายสร้างให้"
NEM 2.0 ทำให้ Residential Solar น่าลงทุน
Enphase แค่เก่งพอที่จะครองตลาดนั้น
แต่เมื่อเงื่อนไขที่ทำให้ตลาดนั้นมีอยู่เปลี่ยน ทุกอย่างที่อยู่บนนั้นก็เปลี่ยนตาม
ถ้าย้อนกลับไปได้อีกครั้ง ผมก็ไม่แน่ใจว่าจะ Catch สิ่งเหล่านี้ได้เร็วกว่านี้ไหม แต่สิ่งหนึ่งที่รู้แน่คือ ยิ่ง CEO ยืนยันแรงว่าสิ่งที่ตลาดกังวลไม่ใช่ปัญหา วันนั้นคือวันที่ผมมั่นใจมากขึ้นว่ามันจะพัง
แต่รู้หรือไม่?? จาก Bottom นั้น 1 ปีที่ผ่านมา Enphase เด้งขึ้นมาแล้วกว่า +100%
ตอนที่ 2 ผมจะมาพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น และเหตุผลที่ทำให้ Enphase มีโอกาสอยู่ไกล ๆ ที่อาจทำให้ Turnaround ได้ครับ
28/05/2026
2 ทุ่มครึ่งเงินเฟ้อสหรัฐประกาศ เป็นตัวเลขเต็มเดือนตั้งแต่เกิดเรื่องตะวันออกกลาง
ถัดไปอีก 15 วัน FED ทีมใหม่ตัดสินใจดอกเบี้ย