26/04/2026
ไข่ — โปรตีนใกล้มือที่คุณอาจยังเข้าใจไม่ครบ
ไข่เป็นหนึ่งในอาหารที่คนไทยรู้จักดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นไข่ดาว ไข่เจียว หรือข้าวไข่เจียว ล้วนผูกพันกับวิถีชีวิตประจำวันมาช้านาน แต่แม้จะคุ้นเคยกันดี คำถามว่า ‘กินมากไปไหม?’ หรือ ‘คอเลสเตอรอลจะขึ้นหรือเปล่า?’ ก็ยังวนเวียนอยู่ในใจหลายคน บทความนี้รวบรวม insight จากบทสัมภาษณ์ของ ศาสตราจารย์ ดร.สิริชัย อดิศักดิ์วัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อช่วยให้คุณเข้าใจ 'ไข่' ได้ถูกต้องและครบถ้วนยิ่งขึ้น
🥚 ทำไมไข่ถึงเป็น 'โปรตีนมาตรฐาน'?
โปรตีนจากไข่ถือเป็นหนึ่งในแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงที่สุดที่มนุษย์บริโภคได้ เหตุผลหลักคือไข่มีกรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino Acids) ครบทุกชนิด — สารอาหารที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้และต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น ซึ่งต่างจากโปรตีนจากพืชบางชนิด เช่น ถั่วเหลือง ที่อาจมีกรดอะมิโนบางตัวไม่ครบ
เมื่อเทียบกับเนื้อสัตว์ชนิดอื่น ไข่ยังมีข้อได้เปรียบที่ชัดเจน ได้แก่ ปริมาณไขมันที่ต่ำกว่าเนื้อสัตว์หลายประเภท ย่อยง่ายกว่า และราคาเข้าถึงได้ จึงไม่แปลกที่นักโภชนาการใช้ 'โปรตีนจากไข่' เป็นมาตรฐานอ้างอิงในการวัดคุณภาพโปรตีนจากแหล่งอื่น ๆ
👀 กินได้วันละกี่ฟอง? คำตอบที่เปลี่ยนไปจากที่คุณเคยเข้าใจ
คำถามที่ทุกเจเนอเรชันถามมาตลอด ก็คือ กินไข่เยอะไป จะทำให้คอเลสเตอรอลขึ้นไหม? ศ.ดร.สิริชัย ชี้แจงว่า จากข้อมูลในปัจจุบัน คนทั่วไปที่มีสุขภาพดีสามารถบริโภคไข่ได้ถึง 3–5 ฟองต่อวัน โดยไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป เหตุผลคือคอเลสเตอรอลในอาหารส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเพียง 'บางส่วน' เท่านั้น
ปัจจัยหลักที่ทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดผิดปกตินั้นมาจากกระบวนการสังเคราะห์ภายในร่างกายเป็นสำคัญ ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมและพฤติกรรมการใช้ชีวิต
อย่างไรก็ตาม ปริมาณที่เหมาะสมควรพิจารณาร่วมกับปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่
● น้ำหนักตัวและระดับกิจกรรมทางกาย
● ประวัติสุขภาพ โดยเฉพาะโรคไตหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ
● คำแนะนำจากแพทย์ในกรณีที่มีโรคประจำตัว
👀 ไข่กับคนแต่ละช่วงวัย — ใครกินได้เท่าไหร่?
👶วัยเด็กและวัยเจริญเติบโต
โปรตีนมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโต เด็กที่ไม่ค่อยรับประทานอาหารอื่นหรือทานได้น้อย สามารถได้รับไข่เป็นมื้อหลักได้ถึงวันละหลายฟอง โดยไม่จำเป็นต้องจำกัดอย่างเข้มงวด ผู้ปกครองไม่จำเป็นต้องกังวลมากนัก หากบุตรหลานชอบทานไข่และยังได้รับนมควบคู่กันไปด้วย
🧑วัยทำงาน
สำหรับผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพปกติ 3 ฟองต่อวันถือเป็นเกณฑ์ที่เหมาะสม และหลายคนได้รับไข่จากวัตถุดิบในอาหารอื่น ๆ อยู่แล้วโดยไม่รู้ตัว เช่น ในอาหารญี่ปุ่นหรืออาหารที่มีส่วนผสมของไข่ขาว-ไข่แดงรวมกัน
👵ผู้สูงอายุ
ผู้สูงอายุสามารถรับประทานไข่ได้เช่นกัน หากไม่มีโรคประจำตัวที่เกี่ยวข้อง แต่ในกรณีที่แพทย์ระบุว่าการทำงานของไตเริ่มมีปัญหา อาจจำเป็นต้องปรับปริมาณโปรตีนให้เหมาะสม โดยปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการหรือแพทย์ที่ดูแลอยู่
👀 ไข่ขาว vs ไข่แดง — เลือกอะไร เพื่ออะไร?
ทั้งไข่ขาวและไข่แดงต่างมีคุณค่าทางโภชนาการของตัวเอง การเลือกบริโภคควรขึ้นอยู่กับ 'เป้าหมายสุขภาพ' มากกว่าการหลีกเลี่ยงส่วนใดส่วนหนึ่งโดยสิ้นเชิง
ไข่ขาว — เหมาะสำหรับ:
● ผู้ที่ต้องการเพิ่มปริมาณโปรตีนโดยไม่ต้องการไขมันเพิ่ม
● ผู้ที่ออกกำลังกายเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ
● ผู้ป่วยโรคไตที่ผ่านกระบวนการฟอกไต ซึ่งสูญเสียโปรตีนไปในระหว่างการรักษา
ไข่แดง — คุณค่าที่ไม่ควรมองข้าม:
● มีเลซิติน ซึ่งเป็นสารที่ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายด้าน
● มีไขมันที่จำเป็นต่อการดูดซึมวิตามินที่ละลายในไขมัน
● มีคอเลสเตอรอลในระดับที่ร่างกายต้องการสำหรับกระบวนการทางชีวเคมี
โดยสรุป ไข่ทั้งฟองยังคงเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับคนทั่วไป ส่วนการทานเฉพาะไข่ขาวเหมาะสมกับผู้ที่มีเป้าหมายด้านโปรตีนสูง หรือผู้ที่ต้องจำกัดไขมันเป็นพิเศษตามคำแนะนำทางการแพทย์
👀 ไข่กับการสร้างกล้ามเนื้อ — ความจริงที่นักออกกำลังกายควรรู้
เมื่อออกกำลังกายหนัก กล้ามเนื้อจะเกิดการฉีกขาดในระดับเซลล์ และร่างกายต้องการโปรตีนเพื่อซ่อมแซมและสร้างมวลกล้ามเนื้อใหม่ ผู้ที่มีเป้าหมายสร้างกล้ามเนื้ออาจต้องการโปรตีนสูงถึง 1.6–2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งสูงกว่าความต้องการปกติ (ประมาณ 1 กรัมต่อกิโลกรัม) เกือบสองเท่า
ไข่ขาวจึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมในกลุ่มนี้ เพราะโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และสามารถเพิ่มปริมาณได้ง่าย ปัจจุบันยังมีนวัตกรรมผลิตภัณฑ์โปรตีนไข่ขาวในรูปเครื่องดื่มและผง เพื่อความสะดวกในการบริโภค
👀 อ่านฉลากโภชนาการก่อนซื้อ — เคล็ดลับที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำ
สำหรับผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีนจากผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นเวย์โปรตีน โปรตีนจากถั่ว หรือเครื่องดื่มโปรตีนสูง ศ. ดร.สิริชัย แนะนำให้ดูที่ฉลากโภชนาการก่อนเสมอ แทนที่จะตัดสินใจจากราคาหรือรสชาติเพียงอย่างเดียว
สิ่งที่ควรตรวจสอบในฉลากโภชนาการ:
● ปริมาณโปรตีนต่อหน่วยบริโภค — ยิ่งสูงยิ่งดี
● ปริมาณน้ำตาล — ควรต่ำกว่า 5% ของส่วนผสม
● แคลอรีรวม — ระวังผลิตภัณฑ์ที่มีโปรตีนสูงแต่น้ำตาลสูงด้วย
● ฉลากสัญลักษณ์ 'เลือกทานเพื่อสุขภาพ' (ฉลากเขียวกลม) — บ่งบอกว่าผ่านเกณฑ์น้ำตาล โซเดียม และไขมันในระดับต่ำ
เวย์โปรตีนเหมาะกับกลุ่มนักออกกำลังกาย แต่สำหรับผู้สูงอายุ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เน้นโปรตีนจากอาหารจริง เช่น ไข่ขาว นม หรือนมจากพืช ก่อนเป็นลำดับแรก
📌นวัตกรรมจากไข่ขาว — เส้นและข้าวโปรตีนสูงสำหรับคนรักสุขภาพ
อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจจากบทสัมภาษณ์ คือการนำ “ไข่ขาว” มาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อาหารรูปแบบใหม่ เช่น เส้นก๋วยเตี๋ยว และ “ข้าวไข่ขาว” สำเร็จรูป ซึ่งพัฒนาขึ้นจากงานวิจัยของ ศ.ดร.สิริชัย แนวคิดสำคัญคือการใช้เทคโนโลยีแปรรูปโปรตีนจากไข่ขาวในรูปของของเหลว ให้สามารถขึ้นรูปเป็นอาหารที่รับประทานได้สะดวกมากขึ้น
จุดเด่นของผลิตภัณฑ์เหล่านี้:
● โปรตีนสูง — รับประทานเพียง 100–300 กรัม ก็ได้รับโปรตีนเทียบเท่าไข่ขาวหลายฟอง
● พลังงานต่ำ — เหมาะสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก สามารถใช้แทนข้าวปกติได้บางส่วน
● เสริมใยอาหารและแคลเซียม — ช่วยให้อิ่มนานขึ้นและเสริมสารอาหารที่ขาด
● เก็บได้ที่อุณหภูมิห้องนานถึง 18 เดือน — สะดวกในการจัดเก็บและใช้งาน
นวัตกรรมลักษณะนี้ช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ที่ต้องการโปรตีนคุณภาพสูง แต่ไม่สะดวกบริโภคไข่ขาวในปริมาณมาก เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยบางกลุ่ม หรือผู้ที่ดูแลน้ำหนัก
สรุป: 🥚ไข่ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา
จากบทสัมภาษณ์ทั้งหมด สิ่งที่ชัดเจนที่สุดคือ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับไข่มักนำไปสู่การ 'หลีกเลี่ยงเกินจำเป็น' ในขณะที่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนว่าไข่เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพสูงที่เข้าถึงได้ง่าย ราคาประหยัด และเหมาะกับคนทุกวัย เมื่อบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละคน
สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่ 'กินหรือไม่กิน' แต่คือการเข้าใจว่าจะกินอย่างไร กินเท่าไหร่ และเลือกส่วนไหนให้เหมาะกับเป้าหมายสุขภาพของตัวเอง
🎧 ผู้สนใจสามารถติดตามรับฟังบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม ได้ที่
📍 https://curadio.chula.ac.th/Program-Detail.php?id=14291
รายการรอบตัวเรา | ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz | ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.30–10.55 น.
คอลัมน์: ฟังแล้วเล่า รอบตัวเรา สรุปและเรียบเรียงโดย: งานสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข้อมูลอ้างอิง: เนื้อหาถอดความและเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ศาสตราจารย์ ดร.สิริชัย อดิศักดิ์วัฒนา ภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการสัมภาษณ์โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ เพื่อเผยแพร่เป็นสาธารณประโยชน์ ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะบุคคล ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการก่อนปรับพฤติกรรมการบริโภค
#วิทยุจุฬา #ฟังแล้วเล่ารอบตัวเรา
24/04/2026
กินไข่วันละกี่ฟอง…ถึงจะพอดี? 🥚
ไข่แดงควรเลี่ยงจริงไหม?
แล้วคุณล่ะ “กินไข่วันละกี่ฟอง?” 👀
หลายคนอาจยังมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ “ไข่”
ทั้งเรื่องคอเลสเตอรอล ปริมาณที่เหมาะสม และประโยชน์ที่แท้จริง
📌 ชวนเปิดมุมมองใหม่กับ
“เรื่องน่ารู้ของไข่”
โดย ศาสตราจารย์ ดร.สิริชัย อดิศักดิ์วัฒนา
อาจารย์ประจำภาควิชาโภชนาการและการกำหนดอาหาร
คณะสหเวชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มารู้คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการโดยตรง
พร้อมทำความเข้าใจการบริโภคไข่อย่างเหมาะสมในแต่ละช่วงวัย
📻 ติดตามรับฟังได้ทางรายการ “รอบตัวเรา”
สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz
🗓️ วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน 2569
🕙 เวลา 10.30 – 10.55 น.
🎧 ฟังออนไลน์:
https://curadio.chula.ac.th/v2022/
🎙 ดำเนินรายการโดย ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์
🎁 พิเศษ! ร่วมสนุกลุ้นรับของรางวัล จำนวน 3 รางวัล
👉 ติดตามกติกาได้ในช่วงออกอากาศ
#เรื่องน่ารู้ของไข่ #โภชนาการ #สุขภาพ #วิทยุจุฬา
23/04/2026
✨ เปิดบ้านต้อนรับผู้นำรุ่นใหม่
🤝 สู่ความร่วมมือเพื่ออนาคตขององค์กรและสังคม
ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) ให้การต้อนรับ
นายแพทย์รายิน อโรร่า รองอธิการบดีสถาบันพระบรมราชชนก (PBRI) กระทรวงสาธารณสุข
พร้อมคณะผู้บริหารจากสถาบัน PBRI
ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมและศึกษาดูงาน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการบริหารองค์กรและการขับเคลื่อนงานวิชาการสู่สังคม 🌏📚
การศึกษาดูงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของ
💡 PBRI Transformative Leadership Program (PTLP) รุ่นที่ 3
ที่มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้นำให้พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และขับเคลื่อนองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
ภายในกิจกรรม ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้แนวทาง
• การบริหารโครงการวิชาการ
• การเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การใช้งานจริง
• การสร้าง Impact ในระดับองค์กรและสังคม 🚀
🌱 การแลกเปลี่ยนในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการเรียนรู้
แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของ “ความร่วมมือ”
ที่จะต่อยอดไปสู่การพัฒนาหลักสูตร งานวิชาการ
และการสนับสนุนระบบสุขภาพของประเทศในอนาคต
Chula Unisearch มุ่งมั่นเป็น Knowledge Partner
ที่พร้อมขับเคลื่อนองค์ความรู้ สู่การสร้างคุณค่าให้กับสังคมอย่างยั่งยืน 💙
📸 (ภาพบรรยากาศการต้อนรับและแลกเปลี่ยนเรียนรู้)
#สถาบันพระบรมราชชนก
22/04/2026
เปลี่ยนจาก “ผู้ทำเอกสาร” สู่ “Risk Champion” ผู้สร้าง Safe Zone ให้กับองค์กร! 🚀✨
จะดีแค่ไหน... ถ้าความเสี่ยงที่เคยดูยุ่งยาก กลายเป็นเรื่องที่คุณจัดการได้ด้วย “ความมั่นใจ”? 🛡️
เพราะเรารู้ว่าทุกภารกิจของคุณมีค่า เราจึงออกแบบหลักสูตรที่จะช่วยให้คุณทำงาน “สมาร์ทขึ้น แต่เหนื่อยน้อยลง” กับหลักสูตร📌 University Risk Champion Acceleration Program: From Concept to Action 2026 โดยศูนย์บริหารความเสี่ยง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
💡 ทำไมต้องเริ่มเดินทางไปกับเรา?
นี่ไม่ใช่แค่การอบรมที่จบในห้องเรียน แต่คือ “กระบวนการบ่มเพาะ 3 เดือน” ที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็น “ตัวคูณ (Multiplier)” ผู้ขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างก้าวกระโดด
✨ สิ่งที่คุณจะได้รับมากกว่าความรู้:
✅ Work Smarter: เทคนิคจัดการความเสี่ยงแบบมือโปรด้วย Sandwich Model
✅ Action Learning: เปลี่ยนทฤษฎีเป็นแผนงานที่ใช้ได้จริง (Risk Register) ในหน่วยงานคุณ
✅ 3-Month Journey: อบรมพร้อมทีมเชี่ยวชาญคอยซัพพอร์ตหน้างานนานถึง 3 เดือน
✅ Professional Network: สร้างคอนเนกชั่นกับ Risk Champions ทั่วประเทศ
✅ Expert Support: ทีมที่ปรึกษาเคียงข้างเพื่อให้มั่นใจว่าคุณ “ทำได้จริง”
💬 คุณเคยถามตัวเองไหม?
❌ “ทำแผนความเสี่ยงส่งทุกปี... แต่ช่วยงานเราได้จริงหรือเปล่า?”
❌ “นำเสนอผู้บริหารไปแล้ว... ทำไมถึงยังไม่ถูกให้ความสำคัญ?”
❌ “ที่เราทำอยู่... มาถูกทิศทางแล้วใช่ไหม?”
ถ้าคำตอบคือ “ใช่”... เราอยากบอกว่าคุณไม่ได้เดินเพียงลำพัง! นี่คือโอกาสสำคัญที่จะปิดช่องว่างระหว่าง “นโยบาย” กับ “การปฏิบัติงานจริง” เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงรุกไปพร้อมกับเรา 🌱✨
🗓️ ปักหมุดวันนัดหมาย: 2 และ 16 กรกฎาคม 2569 (3 กันยายน 2569 Post-Training)
📍 สถานที่: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย / โรงแรมชั้นนำในกรุงเทพฯ
💰 ค่าลงทะเบียน: 15,000 บาท / ท่าน
🎓 รับวุฒิบัตรจาก ศูนย์บริหารความเสี่ยง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
⏰ เปิดรับสมัครถึงวันที่ 19 มิถุนายน 2569 นี้เท่านั้น!
👉 ลงทะเบียนได้ที่: https://forms.gle/FcBjFaDuqWu1p6AM8
📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: 083-191-6002 (คุณอัสมา)
#หลักสูตรบริหารความเสี่ยง #จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
19/04/2026
🪑 นั่งทั้งวัน ร่างพังไม่รู้ตัว ⚠️
รู้จัก “ออฟฟิศซินโดรม” ก่อนที่ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือน
สรุปจากบทสัมภาษณ์: ผศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.ชนวัฒน์ สรรพสิทธิ์ | ดำเนินรายการ: ศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์
หากวันทำงานของคุณหมายถึงการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นานกว่า 6–8 ชั่วโมงโดยแทบไม่ได้ขยับตัว นั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาสุขภาพที่ค่อย ๆ สะสมโดยที่คุณไม่รู้ตัว รายการ “รอบตัวเรา” สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz ได้รับเกียรติจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ชนวัฒน์ สรรพสิทธิ์ ผู้ช่วยคณบดีคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาร่วมพูดคุยให้ความรู้เกี่ยวกับ "ออฟฟิศซินโดรม" กลุ่มอาการใกล้ตัวที่คุกคามคนทำงานในทุกยุคสมัย
🔍 ออฟฟิศซินโดรม คืออะไร?
ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome) คือ กลุ่มอาการผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูก อันเป็นผลมาจากการนั่งทำงานในท่าเดิมซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน โดยไม่มีการขยับร่างกายหรือเปลี่ยนอิริยาบถ ซึ่ง ผศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.ชนวัฒน์ ชี้ให้เห็นว่า กลุ่มอาการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับผู้ที่ทำงานในออฟฟิศเท่านั้น หากแต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้กับ
• นิสิตนักศึกษาที่ต้องนั่งเรียนหรือนั่งอ่านหนังสือนาน ๆ
• วัยทำงานทุกสาขาอาชีพ
• ผู้สูงอายุหรือผู้เกษียณที่มีกิจกรรมทางกายน้อย
กล่าวโดยสรุปคือ ออฟฟิศซินโดรมเกิดขึ้นได้กับทุกคนที่มีพฤติกรรมนั่งนิ่ง ๆ นาน ๆ โดยไม่ขยับตัว ไม่ว่าจะอยู่ในบริบทใดก็ตาม
💢 ร่างกายส่วนไหนได้รับผลกระทบ?
บริเวณที่มักได้รับผลกระทบมากที่สุดจากออฟฟิศซินโดรม ได้แก่ คอ บ่า ไหล่ หลังส่วนบน และหลังส่วนล่าง เนื่องจากกล้ามเนื้อบริเวณแกนกลางลำตัวเหล่านี้ต้องรับภาระพยุงน้ำหนักร่างกายอยู่ตลอดเวลา เมื่อเรานั่งทำงานในท่าเดิมต่อเนื่องราว 4–8 ชั่วโมง กล้ามเนื้อจะเกิดการเกร็งตัวโดยไม่มีการผ่อนคลาย ความล้าสะสม และการไหลเวียนโลหิตลดลง ทำให้เกิดอาการปวดเมื่อย หรือในบางกรณีอาจรู้สึกชาร้าวลงแขนและขาได้
ต้นเหตุสำคัญของอาการเหล่านี้คือ ความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ กล่าวคือ กล้ามเนื้อบางกลุ่ม เช่น บริเวณคอและบ่า ต้องทำงานหนักเกินไป ขณะที่กล้ามเนื้อส่วนอื่นแทบไม่ได้ถูกใช้งาน ส่งผลให้เกิดความตึงและความเจ็บปวดในระยะยาว
🛡️ ป้องกันอย่างไรให้ได้ผล
ผศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.ชนวัฒน์ ได้ให้แนวทางป้องกันและดูแลตนเองไว้อย่างครอบคลุม ดังนี้
1) เปลี่ยนอิริยาบถทุก 30–60 นาที
แนวทางที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุด คือ ไม่ปล่อยให้ร่างกายนั่งนิ่งนานเกินไป ควรลุกขึ้นเดิน หรือขยับร่างกายสัก 1–2 นาที เป็นอย่างน้อย ทุก ๆ ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง แม้จะเป็นเพียงการเดินกดน้ำ เดินไปห้องน้ำ หรือลุกยืนก็ตาม การเปลี่ยนอิริยาบถเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้มีผลอย่างมากต่อการลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ
2) ยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างถูกวิธี
การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ (Stretching) สามารถทำได้ระหว่างการทำงาน โดยไม่ต้องรอให้มีอาการปวดเมื่อยก่อน หลักการสำคัญ คือ ต้องค้างท่าไว้ประมาณ 10–30 วินาที ต่อกลุ่มกล้ามเนื้อ ไม่ใช่เพียงขยับแล้วปล่อย เพราะการค้างท่าจะช่วยให้กล้ามเนื้อเกิดการผ่อนคลายอย่างแท้จริง และควรยืดเหยียดให้ครบหลายกลุ่มกล้ามเนื้อ ตั้งแต่คอ บ่า ไหล่ ลงมาถึงกล้ามเนื้อขาและน่อง
นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่า การบิดหรือดัดข้อต่อให้เกิดเสียงไม่ใช่วิธีที่แนะนำ เพราะการกระทำดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อข้อต่อได้ในระยะยาว การยืดเหยียดที่ถูกหลักจะไม่ก่อให้เกิดแรงบิดต่อข้อต่อ
3) จัดท่าทางและสภาพแวดล้อมในการทำงาน
การจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะสม (Ergonomics) ถือเป็นการป้องกันที่ต้นเหตุ ซึ่งมีแนวทางปฏิบัติดังนี้
• หน้าจอคอมพิวเตอร์ควรอยู่ในระดับสายตา ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป
• แขนวางบนโต๊ะในมุมประมาณ 90–100 องศา ไม่ห้อยต่ำหรืองอสูงเกินไป
• นั่งหลังตรง และใช้หมอนรองบริเวณหลังส่วนล่างเพื่อลดแรงกดต่อกระดูกสันหลัง
• เท้าวางราบกับพื้นเพื่อให้มีฐานรองรับที่มั่นคง
• ปรับระดับเก้าอี้ให้เหมาะสมกับสรีระของตนเอง
4) ออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ
การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะการเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับ กล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว และการฝึกความยืดหยุ่น จะช่วยให้กล้ามเนื้อสามารถรองรับแรงกดในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดความเสี่ยงต่อการเกิดออฟฟิศซินโดรมในระยะยาว
⚠️ ปล่อยไว้นาน อาจรุนแรงกว่าที่คิด
หากปล่อยให้อาการออฟฟิศซินโดรมสะสมโดยไม่ได้รับการแก้ไข ผลกระทบอาจลุกลามเกินกว่าความปวดเมื่อยธรรมดา ทั้งกล้ามเนื้อที่เกร็งเรื้อรัง ความผิดปกติของข้อต่อ และปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาท ซึ่งในกรณีรุนแรงอาจต้องพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อรับการรักษา ดังนั้น การป้องกันตั้งแต่ต้นจึงดีกว่าการรักษาเสมอ
💬 “สุขภาพที่ดีในการทำงาน ไม่ได้เริ่มจากการรักษา
แต่เริ่มจากการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ในทุกวัน”
— ผศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.ชนวัฒน์ สรรพสิทธิ์
🎧 ผู้สนใจสามารถติดตามรับฟังบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวและมุมมองจากผู้ถ่ายทอด ได้ที่
📍 https://curadio.chula.ac.th/Program-Detail.php?id=14280
รายการรอบตัวเรา | ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz | ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.30–10.55 น.
คอลัมน์: ฟังแล้วเล่า รอบตัวเรา สรุปและเรียบเรียงโดย: งานสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ข้อมูลอ้างอิง: เนื้อหาถอดความและเรียบเรียงจากบทสัมภาษณ์ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ว่าที่ร้อยตรี ดร.ชนวัฒน์ สรรพสิทธิ์ ผู้ช่วยคณบดี คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการสัมภาษณ์โดย ศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ เพื่อเผยแพร่เป็นสาธารณประโยชน์
#ออฟฟิศซินโดรม #สุขภาพคนทำงาน #คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
#รอบตัวเรา #วิทยุจุฬา #ฟังแล้วเล่ารอบตัวเรา
17/04/2026
🪑 นั่งทำงานทุกวัน…แต่รู้ไหมว่าร่างกายคุณอาจกำลัง “พังแบบเงียบ ๆ”
อาการปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง
ชาเมื่อยโดยไม่รู้สาเหตุ
หรือแค่รู้สึกล้า ๆ ทุกวัน…
สิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก
แต่คือสัญญาณของ “ออฟฟิศซินโดรม” ที่หลายคนกำลังเผชิญโดยไม่รู้ตัว
มาทำความเข้าใจปัญหาใกล้ตัวนี้ ผ่านบทสัมภาษณ์
ผศ.ว่าที่ร้อยตรี ดร.ชนวัฒน์ สรรพสิทธิ์
ผู้ช่วยคณบดี คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา
พร้อมคำแนะนำที่ “ทำได้จริง”
✔️ วิธีป้องกันง่าย ๆ ระหว่างวัน
✔️ ท่าทางที่ถูกต้อง ลดเสี่ยงอาการเรื้อรัง
✔️ เทคนิคดูแลตัวเองก่อนสายเกินไป
💬 “สุขภาพที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการรักษา
แต่เริ่มจากการปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ ทุกวัน”
📻 ติดตามรับฟังได้ทางรายการ “รอบตัวเรา”
สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz
🗓 วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน 2569
🕙 เวลา 10.30 – 10.55 น.
🎧 ฟังออนไลน์
https://curadio.chula.ac.th/v2022/
🎙 ดำเนินรายการโดย ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์
📌 แล้วคุณจะรู้ว่า…แค่ “ลุกขยับ” อาจเปลี่ยนสุขภาพคุณไปตลอดชีวิต
#ออฟฟิศซินโดรม #สุขภาพคนทำงาน
#คณะวิทยาศาสตร์การกีฬา
#วิทยุจุฬา
12/04/2026
เมื่อ “พลังงาน” กลายเป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์ของชาติ
การจัดการพลังงานเพื่อความยั่งยืน: ทิศทางประเทศไทยในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน
🎙️สรุปจากบทสัมภาษณ์: รศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ | ดำเนินรายการ: รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี
ในยุคที่อุณหภูมิโลกพุ่งสูงจนเป็นที่รู้สึกได้ในชีวิตประจำวัน “พลังงาน” ไม่ใช่เพียงแค่ “ต้นทุน” ในการผลิตหรือปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตอีกต่อไป หากแต่ได้กลายเป็นกลไกสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีการค้าโลก ความมั่นคงระดับชาติ และคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่ม
รายการ “รอบตัวเรา” ทางสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz ได้เปิดพื้นที่สนทนากับ รองศาสตราจารย์ ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาเทคโนโลยีและการจัดการพลังงาน (Energy Technology and Management) วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อถอดรหัสความหมายที่แท้จริงของ “การจัดการพลังงานเพื่อความยั่งยืน” และทิศทางที่ประเทศไทยควรก้าวเดินต่อไปในยุคเปลี่ยนผ่านพลังงาน
🔵 ความยั่งยืนด้านพลังงาน: มากกว่าแค่ “พลังงานสะอาด”
หลายคนอาจคิดว่าการพูดถึง “พลังงานยั่งยืน” คือการพูดถึงโซลาร์เซลล์หรือพลังงานลมเท่านั้น แต่ รศ.ดร.พิชญ ชี้ให้เห็นว่าแนวคิดนี้มีมิติที่ลึกกว่านั้นมาก ความยั่งยืนด้านพลังงานในบริบทปัจจุบันต้องพิจารณาอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม 4 มิติสำคัญ ได้แก่
● มิติสิ่งแวดล้อม — การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
● มิติเศรษฐกิจ — การรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศภายใต้กติกาการค้าโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดคาร์บอน
● มิติความมั่นคง — การมีแหล่งพลังงานที่เพียงพอและต่อเนื่อง แม้ในภาวะวิกฤต เพื่อให้ประเทศ “ยืนอยู่ได้” ด้วยตัวเอง
● มิติการเข้าถึงอย่างเป็นธรรม — การกระจายโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม รวมถึงผู้ที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล สามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างเท่าเทียม
“มันไม่ได้มีแค่เรื่องสิ่งแวดล้อมนะครับ แต่ยังมีเรื่องการเข้าถึงพลังงาน
และประเทศนั้น ๆ จะยืนอยู่ได้ไหมถ้ามีวิกฤต”
— รศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์
แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการจัดการพลังงานไม่ใช่เพียงประเด็นด้านเทคนิค แต่เกี่ยวข้องโดยตรงกับนโยบาย โครงสร้างเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของประชาชน
🌐 แรงกดดันจากเวทีโลก: เมื่อการค้าโลกบังคับให้ไทยต้องปรับตัว
หนึ่งในประเด็นที่ รศ.ดร.พิชญ เน้นย้ำอย่างชัดเจนคือ ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการส่งออกในระดับสูง ประเทศไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากล โดยเฉพาะแนวโน้มการกำหนดมาตรการด้านคาร์บอนในกระบวนการผลิตสินค้า ภาคเอกชนที่ได้รับแรงกดดันมากที่สุด ได้แก่ ภาคการบิน ภาคการเงินและธนาคาร รวมถึงภาคการผลิต ซึ่งล้วนต้องเผชิญกับกติกาการค้าระหว่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับ Decarbonization มากขึ้นเรื่อย ๆ
“ถ้าเราไม่ทำเรื่อง Decarbonization เราอาจจะโดนต่อต้านทางการค้า”
— รศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์
นั่นหมายความว่า “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ไม่ใช่เพียงวาระสิ่งแวดล้อม แต่เป็นประเด็นทางเศรษฐกิจและการค้าระดับชาติโดยตรง
💡 โอกาสใหม่: Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัลที่ต้องการพลังงานสีเขียว
ท่ามกลางแรงกดดัน ยังมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจรออยู่ โดยเฉพาะการเติบโตของ Data Center ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งขับเคลื่อนด้วยความต้องการประมวลผลของระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากประเทศไทยสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับพลังงานสีเขียวได้อย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมมีโอกาสดึงดูดการลงทุนและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในอุตสาหกรรมดิจิทัลระดับภูมิภาค
⚡ ความท้าทายของระบบไฟฟ้าไทยและบทบาทของเทคโนโลยีกักเก็บพลังงาน
แม้ประเทศไทยจะขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง แต่ความท้าทายสำคัญที่ยังคงอยู่คือเรื่อง“เสถียรภาพ” ของระบบไฟฟ้า เนื่องจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมขึ้นอยู่กับสภาพธรรมชาติ ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา
“ถ้าลมไม่พัดมันก็ไม่มีพลังงาน… ระบบไฟฟ้ามันต้องมีเสถียรภาพ”
— รศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์
จุดนี้เองที่เทคโนโลยี “ระบบกักเก็บพลังงาน” (Energy Storage) เข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยต้นทุนแบตเตอรี่ที่ลดลงอย่างก้าวกระโดดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ทำให้การกักเก็บพลังงานจากแสงอาทิตย์และลมมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น และงานวิจัยทั่วโลกต่างมุ่งเน้นไปยังทิศทางนี้อย่างชัดเจน
พัฒนาการสำคัญที่กำลังเปลี่ยนภูมิทัศน์พลังงานโลก ได้แก่:
● ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ที่ผลิตจากน้ำโดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
● ระบบนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งได้รับความสนใจสูงในประเทศพัฒนาแล้ว
● แผงโซลาร์เซลล์ประสิทธิภาพสูงรุ่นใหม่ ที่พัฒนาจากผลิตไฟได้เพียง 50 วัตต์ต่อแผง มาเป็น 700 วัตต์ต่อแผงในปัจจุบัน รวมถึงเทคโนโลยีการพิมพ์แผงด้วยหมึกนำไฟฟ้า ที่ช่วยลดต้นทุนการผลิตลงอย่างมีนัยสำคัญ
🪨 แร่หายาก (Rare Earth): ทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์แห่งอนาคต
เมื่อเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ต้องพึ่งพาวัสดุขั้นสูงมากขึ้น ประเด็น “แร่หายาก” (Rare Earth) จึงกลายเป็นอีกมิติสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แร่เหล่านี้คือวัตถุดิบสำคัญสำหรับแม่เหล็กพิเศษในกังหันลม ระบบควบคุมแบตเตอรี่ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ประเทศที่สามารถบริหารจัดการทรัพยากรประเภทนี้ได้ดีจะมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญ
“ผมค่อนข้างมั่นใจว่าอีก 20 ปีข้างหน้าเราจะต้องใช้พวก Rare Earth อยู่ครับ”
— รศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์
นอกจากการพัฒนาแหล่งแร่ใหม่แล้ว แนวคิด “Urban Mining” หรือการสกัดโลหะมีค่าจากขยะอิเล็กทรอนิกส์ เช่น สมาร์ทโฟนเก่า ยังเป็นแนวทางที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะโลหะในอุปกรณ์เหล่านั้น สามารถแกะออกมาหลอมและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ทันที ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนและช่วยลดการพึ่งพาการขุดแร่ใหม่
“เขาไม่ได้ไปขุดในเหมืองนะครับ เขามาขุดกันในขยะ… เรียกว่า Urban Mining”
— รศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์
🎓 บทบาทของมหาวิทยาลัยในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน
หนึ่งในประเด็นที่ รศ.ดร.พิชญ เน้นย้ำตลอดการสนทนาคือ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากขาดองค์ความรู้ที่ถูกต้องและทันสมัย มหาวิทยาลัยจึงมีบทบาทสำคัญ 3 ด้านหลัก ได้แก่ การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีพลังงาน การสื่อสารองค์ความรู้สู่สาธารณะ และการเตรียมบุคลากรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความรู้ด้านเทคโนโลยีพลังงาน การจัดการ และมุมมองเชิงระบบ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกำลังขยับขยายบทบาทด้านนี้ ผ่านการออกแบบหลักสูตรและงานวิจัยที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมถึงการสื่อสารความรู้เรื่องพลังงานให้เข้าถึงประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นภาคเกษตร ชุมชน หรือภาคอุตสาหกรรม
📌 บทสรุป: พลังงานคือเรื่องของทุกคน
การสนทนากับ รศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ ครั้งนี้ ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า “การจัดการพลังงานเพื่อความยั่งยืน” ไม่ใช่วาระของนักวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรเพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นเรื่องที่เชื่อมโยงกับทุกภาคส่วน ตั้งแต่นโยบายรัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา ไปจนถึงประชาชนทั่วไปที่ทุกวันนี้ยังเก็บโทรศัพท์เก่าไว้ในลิ้นชัก
“โลกกำลังเปลี่ยนเกมพลังงาน จาก “น้ำมัน” สู่ “ไฟฟ้าและแบตเตอรี่” ใครปรับตัวก่อน ได้เปรียบก่อน ใครช้า…อาจเสียโอกาสทั้งประเทศ”
— รศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์
🎧 ผู้สนใจสามารถติดตามรับฟังบทสัมภาษณ์ฉบับเต็ม เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวและมุมมองจากผู้ถ่ายทอด ได้ที่
📍 https://curadio.chula.ac.th/Program-Detail.php?id=14274
รายการรอบตัวเรา | ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.30–10.55 น.
สรุปและเรียบเรียงโดย: งานสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข้อมูลอ้างอิง: บทสัมภาษณ์ รศ.ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาเทคโนโลยีและการจัดการพลังงาน (Energy Technology and Management) วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการสัมภาษณ์โดย: รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี เพื่อเผยแพร่เป็นสาธารณประโยชน์
#พลังงานเพื่อความยั่งยืน #วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ #วิทยุจุฬา #ฟังแล้วเล่ารอบตัวเรา
10/04/2026
🌍 พลังงานที่ยั่งยืน... ไม่ใช่แค่เรื่อง "รักษ์โลก"
แต่คือ "ทางรอด" ของเศรษฐกิจไทยในเวทีสากล!
ในวันที่กติกาการค้าระดับโลกเปลี่ยนไปสู่ Carbon Neutrality ประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงไหน? และ "พลังงาน" จะกลายเป็นแต้มต่อหรืออุปสรรคในการแข่งขัน?
ร่วมถอดรหัสกลยุทธ์การจัดการพลังงานเพื่ออนาคต กับกูรูตัวจริงด้านพลังงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
👤 รองศาสตราจารย์ ดร.พิชญ รัชฎาวงศ์
ผู้อำนวยการหลักสูตรสหสาขาวิชาเทคโนโลยีและการจัดการพลังงาน (Energy Technology and Management)
วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และรองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ประเด็นไฮไลท์ที่ไม่ควรพลาด:
✅ มิติความยั่งยืน: ทำไมความมั่นคงด้านพลังงานต้องมาคู่กับความเป็นธรรม?
✅ Energy Transition: โอกาสของไทยในยุค AI และ Data Center ที่ต้องการพลังงานสะอาด
✅ Urban Mining: พลิกขยะอิเล็กทรอนิกส์ในมือคุณ ให้เป็นขุมทรัพย์แร่หายาก (Rare Earth) แห่งอนาคต
✅ New Tech: ตั้งแต่แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน ไปจนถึงพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
ร่วมหาคำตอบว่าทำไม "การจัดการพลังงาน" จึงเป็นวาระเชิงยุทธศาสตร์ที่ทุกคนต้องรู้!
▶️ ติดตามรับฟังได้ทางรายการ “รอบตัวเรา”
สถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz
🗓 วันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน 2569
🕥 เวลา 10.30 – 10.55 น.
🎧 ฟังออนไลน์ https://curadio.chula.ac.th/v2022/
🎙 ดำเนินรายการโดย รองศาสตราจารย์ ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี
#พลังงานเพื่อความยั่งยืน #วิทยาลัยสหศาสตร์บูรณาการ #วิทยุจุฬา #รอบตัวเรา
09/04/2026
🌼 สงกรานต์สุขใจ สืบสานประเพณีไทย 🌼
ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch) จัดกิจกรรมเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ประจำปี 2569 💦
คณะผู้บริหาร ที่ปรึกษา และบุคลากรร่วมสรงน้ำพระพุทธรูป 🙏
และรดน้ำดำหัวขอพร เพื่อความเป็นสิริมงคลในโอกาสปีใหม่ไทย
ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและความสามัคคี
📍 กิจกรรมจัดขึ้นเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน 2569
ณ โถงด้านหน้าห้องผู้บริหาร ชั้น 4
✨ สงกรานต์สุขสันต์วันใหม่
ร่วมใจสืบสานงานศรี
สรงน้ำพระพุทธรูปดี
รดน้ำขอพรผู้ใหญ่
เปี่ยมด้วยไมตรีพร้อมหน้า
เคารพศรัทธาสดใส
สายใยผูกพันดวงใจ
ชื่นบานทั่วกันทุกคน 🌺
#สืบสานประเพณีไทย #สงกรานต์2569
08/04/2026
🚀 เปิดมุมมองใหม่สู่ “การบริหารเชิงยุทธศาสตร์” อย่างมืออาชีพ
ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
“การคิดเชิงกลยุทธ์” ไม่ใช่แค่ทักษะ แต่คือ “ความจำเป็น” สำหรับผู้นำยุคใหม่
📌 ขอเชิญผู้บริหาร นักวางแผน และผู้ที่ต้องการยกระดับศักยภาพ
เข้าร่วมหลักสูตร “การบริหารเชิงยุทธศาสตร์” รุ่นที่ 2/2569
โดย ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula Unisearch)
🎯 สิ่งที่ท่านจะได้รับ
✨ พัฒนาทักษะการคิดเชิงกลยุทธ์ มองภาพใหญ่ได้อย่างเป็นระบบ
✨ เข้าใจการวางแผนยุทธศาสตร์อย่างเป็นขั้นตอน และนำไปใช้ได้จริง
✨ ตัดสินใจได้อย่างแม่นยำ ท่ามกลางความไม่แน่นอน
✨ วางแผนและขับเคลื่อนองค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน
👥 เหมาะสำหรับ
🔹 ผู้บริหารภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจ
🔹 นักวิเคราะห์นโยบายและแผน
🔹 บุคลากรในสถาบันการศึกษา และภาคประชาสังคม
🔹 ผู้ที่ต้องการพัฒนาทักษะเชิงกลยุทธ์ในระดับมืออาชีพ
📅 17–24 มิถุนายน 2569
🕘 เวลา 09:00–16:00 น.
🏨 โรงแรม เดอะ สุโกศล กรุงเทพ
📍 ดูรายละเอียดหลักสูตรและสมัครได้ที่
👉 https://unisearch.chula.ac.th/training-course/14220/
📞 สอบถามเพิ่มเติม
คุณภัทรนิษฐ์ (คุณนา)
☎️ 0-2218-2880 ต่อ 132
📱 081-712-5699 | 099-119-6565
💡 เปลี่ยน “วิธีคิด” เพื่อสร้าง “ผลลัพธ์ใหม่” ให้องค์กร
เริ่มต้นก้าวสำคัญได้ที่หลักสูตรนี้
#การบริหารเชิงยุทธศาสตร์
#จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย #ก่อเกิดผล
07/04/2026
เตรียมตัวอย่างไร ในวันที่โลกวิกฤต: มุมมองเศรษฐศาสตร์แรงงาน จากห้องอัดสู่ชีวิตจริง
สรุปจากบทสัมภาษณ์: ผศ.ดร.กติกา ทิพยาลัย | ดำเนินรายการ: ศ.ดร.สุชนา ชวนิชย์
ในวันที่ข่าวราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สินค้าอุปโภคบริโภคต่างปรับราคาตามแทบทุกวัน ประกอบกับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์โลกที่ยังไม่มีทีท่าจะคลี่คลาย คำถามสำคัญที่หลายคนอาจกำลังสงสัยอยู่ในใจคือ “แล้วเราจะรับมือกับสถานการณ์นี้อย่างไรดี?”
รายการ “รอบตัวเรา” ทางสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กติกา ทิพยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในหัวข้อ “เตรียมตัวอย่างไรในวันที่โลกวิกฤต” เพื่อนำเสนอแนวทางการรับมือที่ทุกคนสามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
🔷วิกฤตยุคใหม่: ซับซ้อนกว่าเดิม และยืดเยื้อกว่าที่คิด
ผศ.ดร.กติกา ชี้ให้เห็นว่า วิกฤตในปัจจุบันมีลักษณะ “ซ้อนทับ” กันในหลายมิติ ตั้งแต่ผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาที่ส่งผลต่อภาคการส่งออกของไทย ไปจนถึงความผันผวนของราคาพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางและยุโรป สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อต้นทุนการผลิต ราคาสินค้า และค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง
แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อของประเทศไทยจะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอีกหลายประเทศ แต่เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ “รายได้ที่แท้จริง” ของแรงงาน จะพบว่ายังคงมีแรงกดดันต่อการดำรงชีวิตอย่างมีนัยสำคัญ
“วิกฤตเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
หากเราเข้าใจว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรเศรษฐกิจ
เราจะสามารถรับมือได้โดยไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป”
— ผศ.ดร.กติกา ทิพยาลัย
🔶จะรับมืออย่างไร? 4 แนวทางสำคัญสำหรับประชาชน
ผศ.ดร.กติกา ได้เสนอแนวทางการเตรียมตัวที่เป็นรูปธรรม โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้:
1. บริหารหนี้อย่างมีวินัย: หลีกเลี่ยงการก่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Bad Debt) โดยเฉพาะหนี้เพื่อการบริโภคสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ยังไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยและ OECD ต่างออกมาเตือนถึงปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยที่อยู่ในระดับสูง ซึ่งกำลังบั่นทอนกำลังซื้อในระยะยาว
o “การกู้เงินมาเพื่อบริโภคโดยที่ยังไม่มีเงินออมเลย เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง”
— ผศ.ดร.กติกา ทิพยาลัย
2. สร้างรายได้หลากหลายช่องทาง: ในโลกที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ การพึ่งพารายได้จากแหล่งเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ควรแสวงหาอาชีพเสริมหรือรายได้ทางที่สองจากสิ่งที่ตนถนัดหรือสนใจ เพื่อให้รายได้ส่วนนี้ทำหน้าที่เป็น “กันชน” ในยามที่อุตสาหกรรมหลักได้รับผลกระทบ
3. ปรับพฤติกรรมการใช้จ่าย: หมั่นสำรวจรายจ่ายของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เพราะหลายครั้งเรามักใช้เงินไปกับสิ่งเล็กน้อยโดยไม่รู้ตัว การลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ชะลอการซื้อสินค้าที่ยังรอได้ และหันมาบริโภคอย่างมีสติ คือสิ่งที่สามารถเริ่มทำได้ทันที
4. ออมอย่างมีเป้าหมายและกระจายความเสี่ยง: การออมควรมีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน เช่น เพื่อการเกษียณ เพื่อที่อยู่อาศัย หรือเพื่อการลงทุน โดยสภาองค์กรผู้บริโภคแนะนำว่าแรงงานควรมี เงินสำรองฉุกเฉินอย่างน้อย 3–6 เดือนของค่าใช้จ่าย และควรอยู่ในรูปแบบเงินสดที่มีสภาพคล่องสูง พร้อมใช้ทันทีเมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน
o สำหรับการลงทุนในรูปแบบอื่น เช่น ทองคำ กองทุนรวม ประกันชีวิต หรืออสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นการกระจายความเสี่ยงที่ดี แต่ควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบและเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายของตนเอง
o “มีมากออมมาก มีน้อยออมน้อย แต่ขอให้เริ่มออม เพราะการเห็นตัวเลขในบัญชีที่เพิ่มขึ้น คือรางวัลของความตั้งใจ”
— ผศ.ดร.กติกา ทิพยาลัย
🔷“ทักษะ” คือภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดของแรงงาน
ประเด็นที่ ผศ.ดร.กติกา เน้นย้ำเป็นพิเศษคือ การพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพราะในยามวิกฤต นายจ้างมักจะเลือกพนักงานที่มีทักษะสูงไว้กับองค์กร ในขณะที่แรงงานที่ทำงานซ้ำๆ ซึ่งถูกทดแทนได้ง่าย มักจะเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ
ทักษะที่ควรพัฒนาในยุคปัจจุบัน ได้แก่
▸ ทักษะด้านเทคโนโลยีและดิจิทัล
▸ ความสามารถในการทำงานร่วมกับ AI และการวิเคราะห์ข้อมูล
▸ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ซึ่งเป็นสิ่งที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญและผลักดันอย่างต่อเนื่อง
“ทักษะที่เรามีอยู่จะล้าสมัยเร็วขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว เราจึงต้องไม่หยุดเรียนรู้”
— ผศ.ดร.กติกา ทิพยาลัย
🔶กลุ่มเปราะบาง: ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือมากที่สุด
แรงงานนอกระบบและกลุ่มหาเช้ากินค่ำ มักเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตก่อนใครและหนักที่สุด เนื่องจากไม่มีเงินออมสำรอง ไม่มีสวัสดิการรองรับ และทักษะที่มีมักถูกทดแทนได้ง่าย
ผศ.ดร.กติกา มองว่าภาครัฐจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการขยายระบบสวัสดิการสังคมให้ครอบคลุมกลุ่มนี้ เพื่อไม่ให้ใครต้องล้มลงเพียงเพราะเจ็บป่วย ตกงาน หรือเกษียณอายุ
🔷สำหรับองค์กร: บริหารต้นทุน พร้อมดูแล "คน"
ในมุมของผู้บริหารองค์กร แนวทางสำคัญในการรับมือวิกฤต ประกอบด้วย
▸ บริหารต้นทุนอย่างรอบคอบ ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และชะลอการลงทุนบางส่วนที่รอได้
▸ ปรับรูปแบบการทำงาน เช่น การทำงานจากที่บ้าน เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการเดินทาง
▸ สื่อสารภายในองค์กรอย่างโปร่งใส ให้พนักงานเข้าใจสถานการณ์และรู้สึกว่าทุกคนจะผ่านช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน
▸ ดูแลสุขภาวะของพนักงานทั้ง 3 มิติ ได้แก่ ด้านร่างกาย ด้านจิตใจ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สุขภาวะทางการเงิน (Financial Wellbeing) ซึ่งปัจจุบันมีหลายองค์กรทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น
▸ พัฒนาทักษะของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันกว่า 85% ขององค์กรทั่วโลกลงทุนในการ Upskill และ Reskill พนักงานของตน
“เราจะผ่านไปด้วยกัน การสื่อสารให้คนเข้าใจ คือสิ่งที่ทำให้องค์กรแข็งแกร่งในวันที่ยาก”
— ผศ.ดร.กติกา ทิพยาลัย
🔶วิกฤต คือโอกาสของการเปลี่ยนผ่าน
ผศ.ดร.กติกา ฝากมุมมองทิ้งท้ายว่า แม้วิกฤตจะมาพร้อมความท้าทาย แต่ก็นำมาซึ่งโอกาสใหม่ๆ เสมอ เช่น ในด้านเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) พลังงานทดแทน และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งกำลังเติบโตและรอคอยผู้ที่พร้อมปรับตัว
“ทุกวิกฤตมีวัฏจักรของมัน มาแล้วก็ไป
อย่าตื่นตระหนกจนเกินเหตุ
แต่จงใช้ช่วงเวลานี้เป็นโอกาสในการสังเกตว่าโลกกำลังจะเดินไปในทิศทางใด”
— ผศ.ดร.กติกา ทิพยาลัย
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ว่าโลกจะอยู่ในช่วงวิกฤตหรือไม่ การมีสติ บริหารการเงินอย่างมีวินัย พัฒนาทักษะอยู่เสมอ และสร้างรายได้ที่หลากหลาย คือ "ภูมิคุ้มกัน" ที่ดีที่สุดที่ทุกคนสามารถสร้างขึ้นได้ด้วยตัวเอง
🎧 รับฟังบทสัมภาษณ์ฉบับเต็มได้ที่:
📍 https://curadio.chula.ac.th/Program-Detail.php?id=14266
รายการรอบตัวเรา | ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสถานีวิทยุแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย FM 101.5 MHz ออกอากาศทุกวันอาทิตย์ เวลา 10.30–10.55 น.
สรุปและเรียบเรียงโดย: งานสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ข้อมูลอ้างอิง: บทสัมภาษณ์ ผศ.ดร.กติกา ทิพยาลัย ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาแรงงานและการจัดการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดำเนินการสัมภาษณ์โดย: ศาสตราจารย์ ดร.สุชนา ชวนิชย์ เพื่อเผยแพร่เป็นสาธารณประโยชน์
#วิกฤตเศรษฐกิจ #การเงินส่วนบุคคล #เตรียมตัวรับมือวิกฤติ #วิทยุจุฬา #ฟังแล้วเล่ารอบตัวเรา