03/03/2026
หมอพจนีย์ #ไม่เชื่อว่า พระพุทธเจ้ามีจริง
แต่แล้ววันหนึ่ง....
☺☺☺
แพทย์หญิงพจนีย์ พงษ์ประภาพันธ์....
เรียนจบมัธยมปลายที่เตรียมอุดมฯ
จบแพทย์ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ต่อแพทย์เฉพาะทางด้านสูตินรีเวช
อยู่กับครอบครัวที่อบอุ่น
มีนิสัยร่าเริงสนุกสนาน
มีเพื่อนฝูงรักชอบหมอมากมาย
หมอเล่าว่า เมื่อก่อนเคยใช้ชีวิตฟุ่มเฟือย
เที่ยวทุกคืน อาศัยเข้าไปกินบรรยากาศ
ดื่มพอมึน ๆ ฟังพวกเพื่อนที่กินเหล้าคุยกัน
มันรู้สึกสนุก บ้าๆ บอๆ สะใจ หัวเราะกันได้ทั้งคืน
บ่อยครั้งที่ดื่มจนถึงเช้าแล้วค่อยแยกจากกัน
มันก็แปลกเหมือนกันที่หมอเองเป็น
ผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ในเพื่อนผู้ชายกลุ่มใหญ่
แต่ก็ไม่รู้สึกกลัวอะไร กลับรู้สึกว่า ทำแบบนี้
เก๋มาก ภูมิใจ เป็นการเข้าสังคมกลุ่มพี่น้องหมอด้วยกัน
ก่อนหน้านั้น หมอเป็นคนห่างไกลศาสนา
มองไม่เห็นความจำเป็นว่า ศาสนาจะเข้ามา
ช่วยชีวิตให้สมบูรณ์ได้อย่างไร
เพราะที่เราเป็นอยู่ทุกวันนี้ ก็ดีอยู่แล้ว
ทำบุญวันเกิดปีละครั้งตามประเพณี
ก็น่าจะเพียงพอแล้ว
ยิ่งมาเรียนจบหมอ
ก็ยิ่งเชื่อมั่น
ในความเห็นของตนยิ่ง ขึ้นไปอีก
คือ ไม่เชื่อว่าพระพุทธเจ้ามีจริง
ยิ่งเรียนสูติฯ ด้วยก็ไม่เคยเห็นเด็ก
ที่คลอดออกมาแล้วเดินได้ 7 ก้าวเลย
มันไม่น่าจะเป็นไปได้ที่ว่า พระพุทธเจ้า
พอคลอดออกมาก็เดินได้ 7 ก้าว
ยังนั่งคุยกับเพื่อน ๆ เลยว่า
สมัยก่อนคงมีนักคิดที่เก่ง ๆ ที่คิด
จัดระเบียบทางสังคมให้ดีขึ้น
จึงแต่งเรื่องพระพุทธเจ้าขึ้นมา
แล้วก็ใส่ปาฏิหาริย์ เพื่อเพิ่มความศรัทธาไปเท่านั้น
ตอนนั้นหมอคิดว่า อะไรที่พิสูจน์
ด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ หรือจับต้องไม่ได้
เราก็ไม่ควรเชื่อ
ในที่สุด วันร้ายคืนร้ายก็มาถึง
หมอล้มป่วยลงอย่างกะทันหัน
ด้วยโรคหมอนรองกระดูกแตก
โดยไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง
ซึ่งเจ็บปวดทรมานมาก ถึงขั้นเดินไม่ได้
หมอต้องเข้ารับการผ่าตัดและนอนพักฟื้น
อย่างยาวนานฉีดยาเข้าไขสันหลังเพื่อบรรเทาปวด
ก็ยังไม่หาย แม้แต่อาจารย์หมอที่ว่าเก่ง ๆ
ที่เชี่ยวชาญมาก ๆ ทั่วทั้งโรงพยาบาล
มารุมวินิจฉัยดูอาการ ก็ยังไม่มีใครรักษาเราได้
ได้รักษาทุกวิถีทางแล้ว จนรู้สึกท้อแท้
หมดหวังเหมือนหมดหวังทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต
กินยา ก็กินไม่ได้ ทรมานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
น้ำหนักลดจาก 47 กิโลกรัม เหลือ 42 กิโลกรัม
ภายใน 2-3 วัน จนอาจารย์หมอมาพูดกับเราว่า
ให้ทนอย่างนี้อีก 10 ปี ทนอีก 10 ปีนะ
แล้วเราก็จะชินไปเอง…
ได้ยินประโยคนี้ เรารับไม่ได้
เลยหันมาตั้งสติใหม่ มาคิดว่า
มันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตนี่…
ผ่าตัดก็ไม่หาย ฉีดยาเข้าช่องไขสันหลัง
น้ำไขสันหลังก็รั่ว กินยาก็แพ้
อาจารย์หมอทุกคนและเพื่อนหมอด้วยกัน
ก็มาช่วยดูแลรักษาอาการของเราทั้งหมด
แต่เราก็ยังไม่หาย เราเองก็เป็นหมอด้วย
มันช่างไม่ตรงไปตรงมาเสียเลย
หมอเก่ง ๆ ก็น่าจะรักษาให้หายได้
แต่ทำไมไม่หาย…ทำไมเรื่องแบบนี้
ต้องมาเกิดขึ้นกับเราเล่า…
ทำไมต้องเป็นเราด้วย…
วิชาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่ว่าแน่ๆ
วิชาหมอที่เรียนมาเกือบ 10 ปี
ก็ไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริง
ของการป่วยของเราเองได้
ซ้ำถูกบอกได้แค่ว่าให้ทนรออีก 10 ปี
แล้วจะชินไปเอง……
มันน่าจะมีอะไร ที่อยู่เบื้องหน้าเบื้องหลัง
ที่ยิ่งใหญ่มากกว่านี้ แล้วสิ่งนั้นคืออะไรกันแน่……
ความรู้สึกเชื่อมั่นในทางวิทยาศาสตร์ตอนนั้น
ได้ลดลงไปเลย เพราะเราสู้มาทุกทาง
ใช้เทคโนโลยีที่ว่าทันสมัยทุกอย่าง
รักษามาหมด กลับสู้ไม่ได้…..
โชคดีที่ช่วงนั้น คุณน้าแนะนำให้เรา
ใช้พุทธศาสตร์เข้ามาช่วย
ก็ในเมื่อเราลองมาทุกทางแล้วนี่
แต่ไม่เห็นว่าจะมีอะไรดีขึ้น
ก็เลยหันมาศึกษาธรรมะ
ลองหัดทำสมาธิ
หัดทำใจให้สงบ
ขยันฟังธรรมะทุกวัน…รู้สึกโปร่งโล่ง
เบากายเบาใจขึ้น รู้สึกเริ่มเข้าใจ
ในเบื้องหน้าเบื้องหลังของชีวิตมากขึ้น
จนทำให้รู้ว่า เบื้องหลังของการป่วยของเรา
มันคือวิบากกรรมที่เราเคยทำไว้ในอดีตนั่นเอง
ก่อนหน้านั้น มีแต่คนบอกว่า
คนเราเกิดมาเพื่อใช้กรรม
มาชดใช้วิบากกรรมที่เคยทำไว้
ฟังแล้วก็รู้สึกว่ามันไม่น่าเกิดมาเลยนะ
เหมือนเกิดมาเพื่อโดนลงโทษ
ก็รู้สึกห่อเหี่ยว คิดว่าเราจะไม่สามารถมีโอกาส หรือหา หนทางแก้ไขได้เลยหรือ ?
แต่พอมาศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า
ที่พระองค์ทรงเน้นย้ำว่า เราเกิดมา
เพื่อทำพระนิพพานให้แจ้ง……
พอรู้เป้าหมายอย่างนี้ ก็รู้สึกชุ่มใจ
เกิดมาเหมือนชีวิตมีโอกาสที่จะแก้ไข
และปรับปรุงในสิ่งที่เรายังบกพร่องได้
มีคำถามในใจว่า...
“ การรู้เพียงว่ามันคือวิบากกรรม
มันจะช่วยให้อะไรดีขึ้นได้บ้างล่ะ
หากยังไม่รู้ถึงวิธีการแก้ไข ”
ด้วยคำถามนี้เอง ทำให้หมอประทับใจในคำสอนของพระพุทธเจ้าเพิ่มมากขึ้น
เพราะพระพุทธเจ้าทรงสอนให้รู้ถึงวิธี
แก้ไขวิบากกรรม จากหนักให้เป็นเบา
จากเบาก็จะหาย ถ้าจะตายก็จะไปดี
ด้วยการบำเพ็ญบุญกุศลให้ถึงพร้อม
หมอขอยืนยันเลยว่า วิทยาศาสตร์
และวิชาหมอไม่ได้สอนไว้เลย
ซึ่งหมอได้พิสูจน์จุดนี้อย่างเด่นชัด
ด้วยตัวเองแล้ว
ทั้งนี้เพราะอาการของหมอหมดหนทาง
ที่จะเยียวยาแล้ว แม้กินยา ก็ยังไม่ได้
เพราะแพ้ยา หมอจึงหันมารักษา
ด้วยการศึกษาและปฏิบัติธรรม
ทำบุญทำทาน รักษาศีล ทำสมาธิ
และอธิษฐานจิต...
ในที่สุด หมอก็พบว่าอาการของหมอ
ดีขึ้นตามลำดับอย่างรวดเร็ว
จนกระทั่งสามารถทำงานเป็นหมอได้ดังเดิม
เมื่อก่อน หมอไม่เคยคิดเลยว่า
พุทธศาสตร์จะเป็นศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่
และมหัศจรรย์ถึงขนาดนี้ คิดแต่ว่า
เป็นสิ่งเหลือเชื่อ งมงาย
แต่พอมาได้ศึกษาปฏิบัติแล้ว
ก็พบว่าวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่
ยังล้าหลังพุทธศาสตร์อยู่มาก
อย่างเราเองเรียนหมอ วิชาแพทย์
ก็อธิบายได้แค่การเกิดของคนจนถึงตาย
แต่ก่อนที่จะเกิด และหลังจากความตาย
เป็นอย่างไรนั้น วิทยาศาสตร์ตอบไม่ได้…
การเจ็บป่วย เช่น โรคมะเร็ง ความดัน
เบาหวาน หัวใจ สารพัดโรค
ทางการแพทย์เอง
ก็ไม่สามารถบอกได้แน่ชัด
บอกได้แต่สมมติฐาน และพยาธิสภาพรวมๆ
ว่า มาจากหลายสาเหตุ ยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้
แต่พอมาศึกษาพุทธศาสตร์ มาหยั่งใจใคร่ครวญด้วยสมาธิ
ในเรื่องกฎของกรรม ก็สามารถตอบได้หมด
ถึงสาเหตุและต้นตอของโรคว่าที่เป็นโรคนี้
เพราะกรรมอะไร จากชาติไหน
และต้องแก้ไขอย่างไร ซึ่งตัวเราเอง
ก็อัศจรรย์ใจมาก
ทุกวันนี้ หมอเชื่อมั่นถึงการมีจริง
ของพระพุทธเจ้า เชื่อว่า พระพุทธเจ้า
ประสูติแล้วสามารถเดินได้ 7 ก้าวจริง ๆ
พอมาถึงทุกวันนี้ เมื่อหมอย้อนไปในอดีต
ก็อดนึกขำตัวเองไม่หายว่า ทำไมเราหลงคิดผิด ๆ
ด้วยมานะทิฐิอยู่ได้ตั้งนาน ไม่ยอมเปิดโอกาสให้กับตัวเองได้ลองศึกษาก่อน
จนเกือบจะสายเกินไป
หรือหมดโอกาสไปเสียเลย
แต่พอมาศึกษาจริง ๆ จึงได้เข้าใจ
และเห็นพระคุณของพุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง
จนต่อให้วิชาทางโลก ที่ว่าเจ๋ง ๆ นั้น
แม้จะไม่รู้ก็ยังไม่เป็นไร
แต่หากไม่มาเรียนรู้พุทธศาสตร์แล้ว
ก็จะไม่สามารถเอาตัวรอดอย่างปลอดภัย
ในวัฏสงสารได้เลย
พุทธศาสตร์นั้น จะสอนให้เรารู้จักเลือกและเลี่ยงได้ สอนให้เรารู้ว่าตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่นั้น เราควรดำเนินชีวิตอย่างไร
จึงจะมีชีวิตที่ดีและมีคุณค่า ตลอดจนวิธีการที่ จะกำจัดกิเลสอาสวะให้หมดสิ้นไปได้อย่างไร
การที่จะไม่เกิดอีกนั้น ต้องทำอย่างไร
ซึ่งสิ่งนี้เราสามารถเรียนรู้จากการศึกษาปฏิบัติธรรม ในพระพุทธศาสนา
เมื่อเราได้ศึกษาไป ปฏิบัติไป
เราก็จะเข้าใจชีวิตและโลกเพิ่มมากขึ้นๆ
แล้วจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเห็นความแตกต่างได้ชัด
อย่างที่ตัวของหมอเองได้ประสบมา…
สังคมทุกวันนี้ หมอสังเกตเห็นชัดว่า
เด็กที่ฝากท้องกับหมอ จำนวนของเด็กวัยรุ่น
16 – 17 ปี ที่กำลังเป็นวัยเรียนได้เพิ่มสูงขึ้น กว่าเมื่อก่อนมาก
บางคนมาขอให้หมอทำแท้งให้
ซึ่งเราก็ให้ความรู้เขาไปว่า
มันเป็นบาปนะ
มันจะกลับมาเป็นเวรกรรมให้กับตัวเองด้วย
ปัญหาเด็กและเยาวชนเพิ่มมากขึ้น
เพราะสื่อทุกอย่างเป็นสื่อของกระแสกาม
พ่อแม่เลี้ยงลูกด้วยรายการทีวี
เด็กซึมซับพฤติกรรมอะไร ๆ
โดยได้รับอิทธิลจากทีวีสูงมาก
สังคมที่ยังขาดความรู้ทางพุทธศาสตร์
จะแก้ปัญหาให้เกิดความสันติสุขไม่ได้เลย
แผนพัฒนาประเทศชาติควรต้องคำนึงถึง
เรื่องนี้ให้มาก
หมอคิดว่า แม้ว่าเราจะมีความรู้สูง
ฉลาด ก็อย่าฉลาดอย่างงมงาย
อย่างที่หมอเคยเป็นมาก่อน คือ
ไม่เปิดโอกาสให้ตัวเองได้มาศึกษาก่อน
แถมยังปิดกั้นสิ่งที่ดีนั้นไว้ นั่นจะทำให้เรา
ไม่ได้รับประโยชน์จากสิ่งที่ดีที่สุด
ไปตลอดชีวิตเลย
คนเราอาจผิดพลาดในชีวิต
คิดผิดด้วยความยึดมั่นในความรู้
และความพร้อมของตัวเองได้ก็จริง
แต่สิ่งที่เราไม่ควรผิดพลาดเลยสำหรับชีวิตนี้
ก็คือ การปิดกั้นตัวเองจากสิ่งที่ยังไม่ได้ลองศึกษา
แล้วด่วนสรุปด้วยตัวเองแทนการลงมือพิสูจน์ด้วยตัวเอง
การเปิดโอกาส ให้ตัวเองได้ศึกษาธรรมะ
เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ศึกษา
วิชาที่สำคัญและจำเป็นที่สุดในชีวิต
ที่มิใช่เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นสิ่งที่ต้องรู้
ถ้าไม่รู้ ก็เสียชาติเกิด…
❖❖❖❖❖❖❖❖❖
ขอขอบคุณและอนุโมทนาบุญกับ
✨ แพทย์หญิงพจนีย์ พงษ์ประภาพันธ์ ✨
ที่ให้ประสบการณ์ชีวิตเป็นธรรมทาน
สำหรับผู้ได้อ่านแล้วเห็นว่าเป็นธรรมะที่ดี
ช่วยกันแชร์เป็นธรรมทานนะครับ 😊🙏✨
🙏🙏🙏
❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖
🌸ความดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ยิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง🌸
❖ การให้ธรรมะเป็นทาน เหนือการให้ทานทั้งปวง
ร่วมกันแชร์ธรรมเป็นธรรมทาน เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ❖
27/02/2026
❖ ปิดตา ปิดหู ปิดปาก ❖
ปิด-ปิดตา: อย่าสอดส่าย ให้เกิดเหตุ
บางประเภท แกล้งทำบอด ยอดกุศล
มัวสอดรู้ สอดเห็น จะเป็นคน
เอาไฟลน ตนไป จนไหม้พอง
ปิด-ปิดหู: อย่าให้แส่ ไปฟังเรื่อง
ที่เป็นเครื่อง กวนใจ ให้หม่นหมอง
หรือเร้าใจ ให้ฟุ้งซ่าน พาลลำพอง
ผิดทำนอง คนฉลาด อนาถใจ
ปิด-ปิดปาก: อย่าพูดมาก เกินจำเป็น
จะเป็นคน ปากเหม็น เขาคลื่นไส้
ต้องเกิดเรื่อง เยิ่นเย้อ เสมอไป
ถ้าหุบปาก มากไว้ ได้แท่งทองฯ
❖❖❖❖❖❖❖❖❖
❖ เปิด-เปิดตา ❖
เปิด-เปิดตา : ให้รับแสง แห่งพระธรรม
ยิ่งมืดค่ำ ยิ่งเห็นชัด ถนัดถนี่
สมาธิมาก ยิ่งเห็นชัด ถนัดดี
นี่วิธี เปิดตาใจ ใช้กันมา ฯ
เปิด-เปิดหู: ให้ยินเสียง สำเนียงธรรม
ทั้งเช้าค่ำ มีก้องไป ในโลกหล้า
ล้านล้านปี ฟังให้ชัด เต็มอัตรา
คือเสียงแห่ง สุญญตา ค่าสุดใจ ฯ
เปิด-เปิดปาก: สนทนา พูดจาธรรม
วันยังค่ำ อย่าพูด เรื่องเหลวไหล
พูดแต่เรื่อง ดับทุกข์ได้ โดยสัจจนัย
ไม่เท่าไร เราทั้งโลก พ้นโศกแล ฯ
โดย ท่านพุทธทาสภิกขุ
🙏🙏🙏
❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖
🌸ความดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ยิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง🌸
❖ การให้ธรรมะเป็นทาน เหนือการให้ทานทั้งปวง
ร่วมกันแชร์ธรรมเป็นธรรมทาน เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ❖
28/12/2025
มีผู้เคยกราบถามเจ้าคุณนรฯ ว่า คาถาที่ใช้ในการอาราธนาปลุกเสกพระของท่านนั้น ใช้คาถาอะไร ท่านเจ้าคุณนรฯ สวนตอบกลับไปว่า...
ให้ระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และระลึกท่าน (เจ้าคุณนรฯ) แล้วท่องคาถาว่า “ธมฺมวิตกฺโก”
แล้วให้แผ่เมตตาว่า...
“เราไม่ใช่ศัตรูของผู้อื่น และผู้อื่นก็ไม่ใช่ศัตรูของเรา”
และถ้าอยู่ในระหว่างคับขัน ก็ให้ระลึกถึงท่าน (เจ้าคุณนรฯ) และภาวนาคาถาว่า “ธมฺมวิตกฺโก” (อ่านว่า ธัม มะ วิ ตัก โก )
"ธัม มะ วิ ตัก โก" ท่านให้ท่องเสมอๆ
หลวงปู่มหาอำพัน ท่านเล่าให้ฟังว่า ท่านเจ้าคุณนรฯ ท่านไม่ยอมให้ใครถ่ายรูปท่านได้ง่ายๆ เจ้าคุณนรฯ ท่านบอกว่า
"กายเน่า เอาไปทำไม? เอานามของท่านไปดีกว่า"
คาถานี้มีลูกศิษย์หลายต่อหลายคน ใช้ได้ผลในหลายๆ ทาง
ท่าน ธมฺมวิตกฺโก ภิกขุ" หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า " เจ้าคุณนรฯ" หรือพระยานรรัตนราชมานิต เป็นผู้มีความกตัญญูสูงสุด มีสัจจะมั่นคง มีขันติวิระยะแรงกล้า มีเมตตา และทรงคุณธรรมอันประเสริฐ สามารถปฏิบัติธรรมสำเร็จผลสูงสุด ท่านจึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้นสาธุชนได้เคารพกราบไหว้สักการะบูชา ในฐานะผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และปฏิบัติออกจากทุกข์โดยแท้จริง
เนื่องจากท่านเป็นสมณะที่เคร่งครัด อุดมไปด้วยศีลาจารวัตรที่งดงาม จึงมีผู้คนไปขอพรท่านเป็นจำนวนมาก จนท่านได้เขียนโอวาทไว้ว่า "ทำดี ดีกว่าขอพร" คือให้ทุกคนตั้งใจพยายามทำแต่กรรมดี โดยไม่มี ความเกรงกลัวหวั่นไหวต่ออุปสรรคใดๆ เลื่อมใสในคุณพระรัตนตรัย ก็จะทำให้บุคคลนั้นมีความสุขและมีความเจริญสำเร็จสมประสงค์
🙏🙏🙏
ที่มาเนื้อหาข้อมูล : https://www.tnews.co.th/variety/451190
ความดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ยิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง
❖ การให้ธรรมะเป็นทาน เหนือการให้ทานทั้งปวง
ร่วมกันแชร์ธรรมเป็นธรรมทาน เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ❖
23/11/2025
นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส (๓ จบ)
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ พุทโธ เม สรณํ วรํ
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ ธมฺโม เม สรณํ วรํ
นตฺถิ เม สรณํ อญฺญํ สงฺโฆ เม สรณํ วรํ
เอเตน สจฺจวชฺเชน โสตฺถิ เต โหตุ สพฺพทา
ณ บัดนี้จะได้อธิบายในสรณะอันเป็นที่พึ่งของตน
สรณะอย่างอื่นเป็นของสกปรก
ไม่สะอาดเหมือนกับพุทธสรณะ ธรรมสรณะ สังฆสรณะ
สรณะทั้ง ๓ นี้ เป็นสรณะที่พึ่งของตน
คำว่า “สะอาด” แปลว่า ไปสู่ความสุข
คำว่า “สกปรก” แปลว่า ไปสู่นรก
เราจงคิดนึกคิดอ่านอยู่ทุกวัน จงตั้งใจเจริญอยู่เสมอ
ให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งของตนอยู่ตลอดไป
จึงขึ้นชื่อว่า รักษาใจของเราให้สะอาด
รักษากายของเราให้สะอาด รักษาวาจาของเราให้สะอาด
บุพกรรมความดีของตนก็สะอาดได้ ไม่สกปรก
เราทุกคนจงตั้งใจ
เหตุเพราะเราทุกคนต้องการความสุขในขณะที่เป็นมนุษย์ปุถุชนนี้เอง
เดี๋ยวนี้ความชั่วทั้งหลายมีอยู่ในใจของตนทุกคน
เดี๋ยวนี้ความดีทั้งหลายมีอยู่ในใจของตนทุกคน
จึงคิดอ่านให้ดี ให้ระลึกถึง ถือเอาสรณะที่พึ่งอันประเสริฐอยู่เป็นนิจ
จึงว่าเป็นกิจอันดีต่อไปภายข้างหน้า
บุญกุศล ไม่เป็นตนเป็นตัว แต่เป็นของมีฤทธิ์
บาปอกุศล ไม่เป็นตนเป็นตัว แต่เป็นของมีฤทธิ์
ใจ ไม่เป็นตนเป็นตัว แต่เป็นของมีฤทธิ์
ตัวของเราผู้เพิ่มความชั่ว ความชั่วก็มีกำลังบังคับจิตใจไปสู่ความทุกข์
ตัวของเราผู้เพิ่มความดี ความดีก็มีกำลังบังคับจิตใจไปสู่ความสุข
จึงว่าให้ตั้งใจในการบุญการกุศล ตั้งใจเพิ่มเติมความดีให้แก่จิตของตน
เราเป็นอยู่มาทุกวัน มีแต่เรื่องเจริญความชั่วมัวเมา ทำใจให้เศร้าหมองอยู่ตลอดไป
ให้เราคิดนึก อันว่าจะไปเบื้องหน้าก็มีแต่ใจของเรา
ร่างกายนี้ไม่เอาไป ใจเป็นผู้ไป
ใจนี้เอง หากบุญกุศลตกแต่ง ก็เป็นรูปขึ้นมาทันที
บาปอกุศลตกแต่ง ก็เป็นรูปขึ้นมาทันที
จงคิดในชีวิตของตนทุกคน เราอยู่มาทุกวันนี้ก็พิจารณาตัวเจ้าของให้ดีว่า
เราจะเพิ่มความดีให้มากหรือเราจะเพิ่มความชั่วให้มาก
ให้ความดีรักษาตัวเราอยู่ตลอดไป
จึงจะเป็นนิสัยเป็นปัจจัยเพื่อจะได้พบปะพระพุทธเจ้าต่อมาในภายภาคหน้า
ท่านผู้ได้องค์ฌาน ได้องค์ญาณ
ท่านผู้ทำความเคารพ ได้ทำความอ่อนน้อมยินดีพอใจ
อันนี้แปลว่าบุญกุศลแรงที่สุดที่ได้มาพบมาพบปะศาสนาของพระพุทธเจ้า
จะได้ทำความดีของตน ทางกายกรรม ทางวจีกรรม ทางมโนกรรม ทางวัตถุกรรม
เราต้องฝึกฝนตนของตน ให้มีนิสัยปัจจัยให้อยู่ใกล้ชิดบัณฑิต
ให้ยินดีต่อบัณฑิตอยู่ตลอดเป็นนิจ ต่อไปจึงจะได้พบปะองค์พระพุทธเจ้า
คำว่า “บัณฑิต” แปลว่า ผู้ละเว้นจากความชั่ว
ผู้ตั้งใจทำความดี เจริญความดีให้เจริญต่อไป
บุคคลผู้เพิ่มความชั่วให้แก่จิตของตน ย่อมได้ความทุกข์
ในชีวิตนี้จงตั้งใจในตนของตน ให้ใจเป็นผู้รักษา
หากใจหนีแล้วจากกายนี้กายก็ตาย ตายแล้วจะได้ประโยชน์อะไร
เดี๋ยวนี้จิตเป็นเจ้าของ จิตเป็นผู้รักษา จิตเป็นผู้บังคับบัญชา
นี้ล่ะเรียกว่าเราทุกคนจงคิดอ่านในการรักษาจิตของตนในชีวิตนี้
จึงจะเป็นปัจจัยให้ได้พบปะซึ่งพระพุทธเจ้า
พระอรหันต์ที่จะมาตรัสในโลกนี้อีกต่อไป เพราะเหตุฉะนั้นจึงให้ตั้งใจ
สรณะ คืออะไร
พระพุทธเป็นสรณะ
พระธรรมเป็นสรณะ
พระสงฆ์เป็นสรณะ
เพราะสรณะนี้เองที่จะทำให้จิตได้รับความสะอาดต่อไป
จึงจักได้บรรลุมรรคผลนิพพานเกิดขึ้นแก่ใจต่อไป
จงระลึกถึงสรณะอันดีนี้ของตน
จงยึดเอาพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ
พระธรรมเจ้าเป็นสรณะ พระสงฆ์เจ้าเป็นสรณะ
เป็นสรณะอันดีต่อไปเถิด
อายุวฒฺโกฯ
❖ หลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ
วัดป่าวิเวกวัฒนาราม บ้านห้วยทราย อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
แสดงธรรมเมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๔๖ 🙏🙏🙏
❖ ❖ คัดมาจาก : หนังสือ พระธรรมเทศนาของหลวงปู่จาม มหาปุญฺโญ
จัดพิมพ์โดยคณะศิษย์ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม อ.คำชะอี จ.มุกดาหาร
พิมพ์ครั้งที่ ๑ : กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓
ความดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ยิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง
❖ การให้ธรรมะเป็นทาน เหนือการให้ทานทั้งปวง
ร่วมกันแชร์ธรรมเป็นธรรมทาน เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ❖
❖ เพจ เช่นนั้นเอง ❖ "ธรรมะย่อยง่าย ปฎิบัติได้แม้อยู่บ้าน" คลิกติดตามและเป็นกำลังใจให้เรา
ได้ที่ https://www.facebook.com/pages/เช่นนั้นเอง/1465790820370399?ref=hl ❖
25/10/2025
พระมหาโพธิสัตว์และคู่พระบารมี
ทั้ง ๒ พระองค์เสด็จมาสร้างพระบารมี
ทำหน้าที่พระมหากษัตริย์และพระราชินี
ทรงเป็นพุทธศาสนูปถัมภกค้ำจุนพระศาสนา
เสร็จสมบูรณ์ด้วยดี บริบูรณ์ดีแล้ว
น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระองค์จะทรงสถิตอยู่ในใจปวงชนชาวไทยตราบนิจนิรันดร์
น้อมส่งสู่สวรรคาลัย 🙏🏻🖤
สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สวรรคต
เมื่อเวลา ๒๑.๒๑ น. ของวันที่ ๒๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๘
ณ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร
สิริพระชนมายุ ๙๓ พรรษา
ขอน้อมถวายความอาลัยสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินี ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้" 🙏🏻🖤
๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๙
๒๔ ตุลาคม ๒๕๖๘
19/10/2025
"พระพุทธศาสนาสามารถเปลี่ยนคนชั่วให้เป็นคนดี ฉุดรั้งคนจะตกนรกให้ขึ้นสวรรค์ เปลี่ยนคนยากไร้ให้กลับเป็นมั่งมี สอนคนโง่ให้กลายเป็นคนฉลาด
และสำคัญที่สุดคือ สามารถขัดเกลาชำระล้างคนสกปรกด้วยกิเลส ให้กลับกลายเป็นคนสะอาดบริสุทธิ์หมดจดอย่างสิ้นเชิงด้วยปัญญา กระทั่งหลุดพ้นจากห้วงทุกข์แห่งสังสารวัฏ
นี้คืออานุภาพอันศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของพระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า และพระสงฆเจ้า
อาตมภาพจึงขอให้ทุกท่านได้สำเร็จสมความประสงค์สูงสุดทางพระพุทธศาสนา ด้วยการเจริญพุทธานุสติ เป็นเบื้องต้น และด้วยการศึกษาพระกรรมฐานกองอื่น ๆ ต่อไป"
เนื้อหาบางส่วนจาก พระสัมโมทนียกถาธรรม สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ (อัมพร อัมพโร) สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ ๘ รอบ สมเด็จพระอริยวงศคตณาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังมปริณายก ณ สถานปฏิบัติธรรมสมเด็จพระสังฆราช (อมฺพรมหาเถร) วันเสาร์ที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๖
🙏🙏🙏
ความดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ยิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง
❖ การให้ธรรมะเป็นทาน เหนือการให้ทานทั้งปวง
ร่วมกันแชร์ธรรมเป็นธรรมทาน เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ❖
❖ เพจ เช่นนั้นเอง ❖ "ธรรมะย่อยง่าย ปฎิบัติได้แม้อยู่บ้าน" คลิกติดตามและเป็นกำลังใจให้เรา
ได้ที่ https://www.facebook.com/pages/เช่นนั้นเอง/1465790820370399?ref=hl ❖
11/10/2025
พระวิปัสสนาจารย์ และครูบาอาจารย์สายปฏิบัติในภาคอีสานหลายรูป เช่น หลวงปู่สิม พุทธาจาโร และหลวงปู่ชา สุภัทโท เป็นต้น มักจะนำคำผูกภูมิปัญญาอีสานมาให้อารมณ์กรรมฐาน และสอนธรรมนำปฏิบัติในหลายครั้งหลายคราว เพื่อกระตุ้นให้โยคีได้ใส่ใจไฝ่ปฏิบัติและตระหนักรู้ ดังคำว่า
กบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว
อยู่บนหัวกลิ่นบัวบ่ต้อง
แมลงภู่ง่องบินผ่ายแอ่วมา
เอาเกศาดอกบัวไปจ้อยฯ
หลวงปู่สิมได้ขยายความย้ำเตือนว่า ".. อย่าเป็นกบนั่งเฝ้ากอบัว เพราะมันไม่รู้ว่ากอบัวมีกลิ่นหอมอย่างไร คนเราเกิดมาไม่ภาวนา ไม่บำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา ก็มาเฝ้าตัวไว้เหมือนกบเฝ้ากอบัว
อยู่บนหัวก็ไม่รู้สึก เพราะจิตใจมาเกิดมายึดถืออยู่ในธาตุสี่ ขันธ์ห้านี้หลายสิบปีแล้ว ก็มาเป็นกบเฝ้ากอบัวอยู่ ไม่พินิจพิจารณา ฉะนั้น "ต่อไปให้พากันตั้งใจขึ้นมาใหม่ อยู่ให้ใจเกียจคร้านกลัวตายอยู่ไม่ได้ .. "
ในขณะที่หลวงปู่ชาก็ขยายความในประเด็นนี้ว่า กบอยู่กอบัวไม่รู้จักบัว บัวจะตูม บาน โรย ร่วง ก็ไม่รู้ ดังนััน ธรรมในบทนั่นว่าด้วยบุคคลใด ที่เห็นธรรมะ หรือ อยู่ใกล้ธรรม แต่ไม่เห็นธรรมะ แต่ไม่รู้เรื่อง นั่นคือ กบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว
นักกลอนนิรนามท่านหนึ่ง ได้นำประเด็น "กบเฒ่าเฝ้ากอบัวมาแต่งเป็นกล่อนเอาไว้อย่างน่าสนใจว่า
กบเอ๋ย...กบเฒ่า
มัวนั่งเฝ้า บัวบาน นานแล้วหนา
อยู่ใต้บัว ไม่เห็นบัว โธ้...อนิจจา
ภมรมา บินช้อน เกสรไป
เหมือนคนอยู่ ใกล้เกลือ แต่กินด่าง
คงไม่ต่าง คนใกล้วัด ใกล้ศาสนา
ไม่รู้ซึ้ง คำสอน พระศาสดา
เหมือนหนึ่งว่า กบเฒ่า เฝ้าดอกปทุมฯ
กบเฒ่า เปรียบประดุจผู้สูงวัย กอบัวเปรียบประดุจสติ สมาธิ ปัญญา ทาน ศีล ภาวนาก็ได้ จะเปรียบประดุจวัดวาอาราม คัมภีร์พระไตรปิฎกก็ได้ กลิ่นบัวเปรียบประดุจสภาวธรรมที่เกิดจากการปฏิบัติผ่านการพิจารณ์ขันธ์ หรือรูปนาม เช่น ไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท และอริยสัจจ์ เป็นต้น รวมถึงมรรค ผล นิพพาน
ดูบริบทของโศลกของภูมิปัญญาอีสานชุดนี้ ต้องการจะย้ำเตือนว่า ใช้ชีวิตมาถึงวัยเฒ่า ถ้ามัวแต่เข้าวัดเข้าทำบุญสุนทรทานแต่ไม่ลงสู่การภาวนา หรือศึกษาคัมภีร์ตำราจนแก่เฒ่า แต่ไม่นำลงสู่การปฏิบัติ ก็ไม่ต่างอะไรกับกบเฒ่านั่งเฝ้ากอบัว ไม่เคยได้กลิ่นของดอกบัว จวบจนวันหนึ่งมีแมลงผึ้งบิน หรือใครสักคนโฉบมา แล้วตั้งใจปฏิบัติก็จะได้รับวิมุตติรสในที่สุด
กบเฒ่าเฝ้ากอบัว
บทความประกอบการเรียนฝึกจิต
เจ้าคุณหรรษาฝากมาให้ได้สติ
ธรรมหรรษา
5 ตุลาคม 2568
🙏🙏🙏
❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖
ขอบคุณเนื้อหาข้อมูลและภาพประกอบต้นฉบับ จากเฟสบุ๊ค Banjob Bannaruji - บ้านบรรณรุจิ https://www.facebook.com/photo?fbid=1315738100338026&set=a.521033726475138&locale=th_TH
ความดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ยิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง
❖ การให้ธรรมะเป็นทาน เหนือการให้ทานทั้งปวง
ร่วมกันแชร์ธรรมเป็นธรรมทาน เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ❖
❖ เพจ เช่นนั้นเอง ❖ "ธรรมะย่อยง่าย ปฎิบัติได้แม้อยู่บ้าน" คลิกติดตามและเป็นกำลังใจให้เรา
ได้ที่ https://www.facebook.com/pages/เช่นนั้นเอง/1465790820370399?ref=hl ❖
21/09/2025
เมื่อหลายปีก่อนได้เกิดไฟไหม้ที่วัดสะแกบริเวณกุฏิตรงข้ามกุฏิหลวงปู่ แต่ไฟไม่ไหม้กุฏิท่าน เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจแก่ศิษย์และผู้ที่พบเห็นเป็นอย่างยิ่ง ถึงขนาดมีฆราวาสท่านหนึ่งคิดว่าหลวงปู่ท่านมีพระดี มีของดี ไฟจึงไม่ไหม้กุฏิท่าน ผู้ใหญ่ท่านนั้นได้มาที่วัดสะแกและกราบเรียนหลวงปู่ว่า "หลวงปู่ครับ ผมขอพระดีที่กันไฟได้หน่อยครับ" หลวงปู่ยิ้มก่อนตอบว่า "พุทธัง ธัมมัง สังฆัง ไตรสรณคมน์นี่แหละพระดี" ผู้ใหญ่ท่านนั้นก็รีบบอกว่า "ไม่ใช่ครับ ผมขอพระเป็นองค์ ๆ อย่างพระสมเด็จฯ นะครับ"
หลวงปู่ก็กล่าวยืนยันหนักแน่นอีกว่า "ก็ พุทธัง ธัมมัง สังฆัง นี่แหละ มีแค่นี้แหละ ภาวนาให้ดี" แล้วหลวงปู่ก็ไม่ได้ให้อะไร จนผู้ใหญ่ท่านนั้นกลับไปหลวงปู่จึงได้ปรารภธรรมอบรมศิษย์ที่ยังอยู่ว่า "คนเรานี่ก็แปลก ข้าให้ของจริงกลับไม่เอา จะเอาของปลอม"
หลวงปู่เคยปรารภว่า "จะเป็นชายหรือหญิงก็ดี ถ้าตั้งใจประพฤติปฏิบัติมีศีล รักในการปฏิบัติ จิตมุ่งหวังเอาการพ้นทุกข์เป็นที่สุด ย่อมมีโอกาสเป็นพระกันได้ทุกๆคน มีโอกาสที่จะบรรลุมรรคผลนิพพานได้เท่าเทียมกันทุกคน ไม่เลือกเพศเลือกวัยหรือฐานะแต่อย่างใด ไม่มีอะไรจะมาเป็นอุปสรรคในความสำเร็จได้นอกจากใจของผู้ปฏิบัติเอง" ท่านได้แนะเคล็ดในการบวชจิตว่า ในขณะที่เรานั่งสมาธิเจริญภาวนานั้น คำกล่าวว่า
"พุทธัง สรณัง คัจฉามิ ให้นึกถึงว่าเรามีพระพุทธเจ้า เป็นพระอุปัชฌาย์ของเรา
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ ให้นึกว่าเรามีพระธรรม เป็นพระกรรมวาจาจารย์
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ ให้นึกว่าเรามีพระอริยสงฆ์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์"
แล้วอย่าสนใจขันธ์ ๕ หรือร่างกายเรานี้ ให้สำรวมจิตให้ดีมีความยินดีในการบวช ชายก็เป็นพระภิกษุ หญิงก็เป็นพระภิกษุณีอย่างนี้จะมีอานิสงส์สูงมากจัดเป็นเนกขัมบารมีขั้นอุกฤษฏ์ทีเดียว
คติธรรมคำสอน องค์หลวงปู่ดู่ พฺรหฺมปญฺโญ
วัดสะแก อ.อุทัย จ.พระนครศรีอยุธยา
🙏🙏🙏
ขอบคุณเรื่องราวจากบทความบางส่วนจากหนังสือตามรอยธรรม_ย้ำรอยครู และการประมวลปฏิปทาโดย คุณพรสิทธิ์ อุดมศิลป์จินดา
❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖
ความดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ยิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง
❖ การให้ธรรมะเป็นทาน เหนือการให้ทานทั้งปวง
ร่วมกันแชร์ธรรมเป็นธรรมทาน เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ❖
❖ เพจ เช่นนั้นเอง ❖ "ธรรมะย่อยง่าย ปฎิบัติได้แม้อยู่บ้าน" คลิกติดตามและเป็นกำลังใจให้เรา
ได้ที่ https://www.facebook.com/pages/เช่นนั้นเอง/1465790820370399?ref=hl ❖
11/09/2025
#ทำจิตให้ว่างจากกิเลส ...ขั้นแรกจริงๆ ขอบรรดาท่านพุทธบริษัทตั้งใจแบบนี้ว่า วันหนึ่งมี ๒๔ ชั่วโมง เราขอตั้งจิตเพื่อความบริสุทธิ์ของจิตสักวันละ ๑๐ นาทีก็ใช้ได้ไหวไหม ไหวนะ
..คือวันหนึ่งถ้าหากว่าเราทำจิตให้ว่างจากกิเลส ๑๐ นาทีนี่ใช้ได้ ถ้าหากไม่ถึง ๑๐ นาที สัก ๕ นาทีก็ใช้ได้ ๕ นาทีไม่ถึง ๑ นาทีก็ใช้ได้ ถ้า ๑ นาทีไม่ถึง ๑ วินาทีก็ใช้ได้ ไหวไหม ไหวไม่ไหวก็เอา
..ความจริงที่พูดอย่างนี้ ไม่ใช่พูดเล่นนะ ที่พระพุทธเจ้าตรัสกับพระสารีบุตรว่า"สารีปุตตะ ดูก่อนสารีบุตร บุคคลใดทำจิตว่างจากกิเลสวันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง ตถาคตถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้มีจิตไม่ว่างจากฌาน"
..เพราะการทำจิตว่างจากกิเลสนี่มีอานิสงส์มาก แค่วันหนึ่งชั่วขณะจิตหนึ่ง คำว่าขณะจิตหนึ่งนี่จริงๆ แล้วมันก็อาจไม่ถึงนาที มันเดี๋ยวเดียวใช่ไหม แต่ในช่วงเวลานั้นจิตว่างจากกิเลสจริงๆ จิตไม่พัวพันกับ #ราคะ #ความรัก #โลภะ #ความโลภ #โทสะ #ความโกรธ #โมหะ #ความหลง
..คือกิเลสทั้ง ๓ อย่าง ความจริงมัน ๓ นะ ที่พูดเป็น ๔ เพราะบางแห่งท่านบอก ราคะ โทสะ โมหะ บางแห่งก็เขียนว่า ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ #ความจริงราคะกับโลภะนี่เป็นอันเดียว #เพราะความรักจึงอยากได้ #โลภะเป็นตัวอยากได้ #ราคะความรักใช่ไหม เกิดความรักเกิดความพอใจขึ้นมาจึงอยากได้ จะเป็นสัตว์ก็ดี เป็นคนก็ดี วัตถุก็ตาม
..ฉะนั้นราคะกับโลภะตัวเดียวกัน แล้วมาโทสะกับโมหะ ถ้าเราตัดรากเหง้าของกิเลสทั้งหมด กิเลสทั้งหมดก็สูญไป กิเลสทั้งหมดนี้ตัวเล็กตัวน้อยก็ไม่เหลือ ...
โอวาทธรรม พระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)
ที่มา : นิตยสารธัมมวิโมกข์ ปีที่ ๓๖ ฉบับที่ ๔๐๗ หน้า ๑๖ - ๑๗. โดยพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) วัดจันทาราม (ท่าซุง) จ.อุทัยธานี.
🙏🙏🙏
❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖
ความดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ยิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง
❖ การให้ธรรมะเป็นทาน เหนือการให้ทานทั้งปวง
ร่วมกันแชร์ธรรมเป็นธรรมทาน เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ❖
❖ เพจ เช่นนั้นเอง ❖ "ธรรมะย่อยง่าย ปฎิบัติได้แม้อยู่บ้าน" คลิกติดตามและเป็นกำลังใจให้เรา
ได้ที่ https://www.facebook.com/pages/เช่นนั้นเอง/1465790820370399?ref=hl ❖
05/09/2025
"ไม่รู้จักเหตุก็ดับทุกข์ไม่ได้" (หลวงปู่ชา สุภทฺโท)
" .. พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า "ทุกข์ชาติ ทุกข์ชราปิทุกข์" เกิดขึ้นมาแล้วไม่อยากให้มันทุกข์มันก็ไม่เห็นทุกข์ "ไม่เห็นทุกข์ มันก็ไม่รู้จักทุกข์" ไม่รู้จักทุกข์ มันก็เอาทุกข์ออกไม่ได้ อย่างนี้
แล้วคนเราไม่อยากเห็นทุกข์ ไม่อยากได้ทุกข์ "ทุกข์ตรงนี้ก็หนีไปนั้น นั่นแหละยิ่งเอาทุกข์ไว้" ไม่ได้ฆ่ามัน ไม่ได้คิดไม่ได้พิจารณาดูมัน "ทุกข์ตรงนี้ หนีไปตรงนั้น ทุกข์ตรงนั้นหนีไปตรงนี้ หนีแต่ทางกายเรา"
ครั้นมันหลงอยู่เมื่อใด "จะไปตรงไหนมันก็ทุกข์ จะขึ้นเครื่องบินหนีไปมันก็ขึ้นไปด้วย แม้จะมุดลงไปในน้ำ มันก็มุดไปด้วย เพราะทุกข์มันอยู่กับเรา" แต่เรามันหลง มันอยู่กับเรา จะไปหนี จะไปละมันที่ไหนได้
คนเรานะทุกข์ที่นี้หนีไปที่นั้น ทุกข์ที่นั้นหนีมาทางนี้ว่าเราหนีทุกข์มันก็ไม่ใช่ "ทุกข์มันไปกับเรา เราไปกับทุกข์" ไม่รู้จักทุกข์ ถ้าไม่รู้จักทุกข์ก็ไม่รู้จักเหตุเกิดของทุกข์ "ไม่รู้จักเหตุของทุกข์ก็ไม่รู้จักความดับทุกข์" ที่ไหนมันจะดับได้ มันไม่มีหรอก .. "
"๘๔ พระธรรมเทศนา"
โอวาทธรรม หลวงปู่ชา สุภทฺโท
🙏🙏🙏
❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖
ความดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ยิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง
❖ การให้ธรรมะเป็นทาน เหนือการให้ทานทั้งปวง
ร่วมกันแชร์ธรรมเป็นธรรมทาน เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ❖
❖ เพจ เช่นนั้นเอง ❖ "ธรรมะย่อยง่าย ปฎิบัติได้แม้อยู่บ้าน" คลิกติดตามและเป็นกำลังใจให้เรา
ได้ที่ https://www.facebook.com/pages/เช่นนั้นเอง/1465790820370399?ref=hl ❖
28/08/2025
การที่มีสีกาท่านหนึ่งไปมีเพศสัมพันธ์กับพระ โดยเฉพาะระดับพระเถระใหญ่ๆ โตๆ ...
.. เรื่องพวกนี้จะว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องของ "กรรมใดใครก่อ" ก็คือใครทำกรรมเช่นไร ถึงเวลาก็ได้รับผลเช่นนั้น แต่ว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นในวงสังคมของเรานั้นก็คือ บรรดาผู้ที่เคยศรัทธาในพระพุทธศาสนา ถ้ายังไม่มั่นคงก็เสื่อมศรัทธา ผู้ที่ไม่ศรัทธาก็ยิ่งห่างไกลหนักขึ้นไปอีก..!
วันนี้พรรคพวกกันก็คือพระครูเทพ (พระครูปฐมสาธุวัฒน์) เจ้าอาวาสวัดสี่แยกเจริญพร ส่งรูปมาให้ดู มีญาติโยมครอบครัวหนึ่งไปถวายเทียนพรรษาและหลอดไฟฟ้า แต่ระบุชัดเจนว่า "ไม่ขอถวายกับพระ ให้ช่วยจัดแม่ชีมารับแทนด้วย..!"
พระครูเทพก็ไม่ว่าอะไร เพราะเข้าใจดีว่าอารมณ์ของคนตอนนี้ ก็คงขาดความศรัทธาพระอย่างแรง จึงไปตามแม่ชีมาช่วยรับ ยังดีที่วันนี้วัดเรา ทั้งโรงเรียนและหน่วยราชการในอำเภอทองผาภูมิ ทยอยกันมาถวายเทียนพรรษา ยังไม่ระบุว่าให้แม่ชีรับ..!
เรื่องพวกนี้ ถ้าหากว่าท่านทั้งหลายมีความมั่นคงในพระรัตนตรัย ก็จะไม่หวั่นไหวอะไร เพราะว่าทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่มีอะไรให้เรายึดถือมั่นหมายได้ เพียงแต่ว่าการเปลี่ยนแปลงในระดับนี้ ต้องบอกว่าถึงขนาดพลิกฟ้าคว่ำดิน ทำร้ายความรู้สึกของพุทธศาสนิกชนเป็นอย่างมากทีเดียว แต่ถ้าเป็นบุคคลที่มีปัญญา ก็จะแยกแยะออกว่า อะไรเป็นความประพฤติส่วนตัว อะไรคือหลักธรรมในพระพุทธศาสนา พูดง่าย ๆ ว่า สามารถแยกพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ออกจากตัวบุคคลได้
แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียดายมาก ถ้าหากว่านับประชากรไทยประมาณ ๖๘ ล้านคน มีชื่อในทะเบียนบ้านเป็นชาวพุทธ ๙๖ เปอร์เซ็นต์เศษ แต่ว่าเข้าถึงธรรมในระดับที่มั่นคงมีไม่เท่าไรเอง ส่วนใหญ่แล้วก็ยัง "ถือมงคลตื่นข่าว" ไหลไปตามกระแสสังคม ซึ่งมีแต่จะสร้างทุกข์สร้างโทษให้กับตนเอง
ทุกข์หนักเลยก็คือไปตำหนิด่าว่าพระสงฆ์ โดยใช้คำว่าพระ ซึ่งแปลว่าผู้ประเสริฐ ถ้าตีความก็คือหมายรวมเอาพระทั้งหมด ตั้งแต่สูงสุดจนต่ำสุด เท่ากับว่าเราจาบจ้วงปรามาสพระรัตนตรัยอย่างแรง..!
ประการที่สองก็คือ เมื่อเสื่อมศรัทธาก็พาตัวออกห่าง โอกาสที่จะได้รับประโยชน์จากข้อธรรมคำสอน ที่ช่วยให้ชาติปัจจุบันนี้ตนเองมีความทุกข์น้อยลง และถ้าเป็นไปได้ทำให้คติ ก็คือชาติต่อ ๆ ไปมั่นคง อยู่ในด้านดี และถ้าหากว่าบุญวาสนาถึง การสั่งสมบารมีมาครบถ้วนสมบูรณ์ ก็สามารถหลุดพ้นจากกองทุกข์เข้าสู่พระนิพพานได้
แต่ท่านทั้งหลายเหล่านี้เมื่อไม่มีความมั่นคง ที่เลื่อมใสก็ไม่เลื่อมใส ที่ไม่เลื่อมใสก็ยิ่งหลีกห่างออกไปเรื่อย เท่ากับว่าตัดหนทางการเวียนว่ายตายเกิดที่จะสั้นลงของตนเอง ด้วยอาศัยหลักธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นเรือ เป็นแพ ส่งตนเองขึ้นสู่ฝั่ง กลายเป็นว่ายิ่งทำให้หนทางนั้นยืดยาว จนกระทั่งอาจจะหาต้นหาปลายไม่เจอ..!
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าตำหนิ เพราะว่าปุถุชน คือผู้หนาด้วยกิเลส ก็มีปกติเป็นแบบนั้น ทำอย่างไรที่ทุกคนจะเป็นผู้มีสติมั่นคง ถึงเวลาเกิดอะไรขึ้น สามารถแยกแยะได้ว่า อะไรเป็นส่วนตัว อะไรเป็นส่วนรวม ซึ่งเรื่องพวกนี้ ผู้ที่จะมั่นคงจริง ๆ ต้องปฏิบัติธรรมจนเห็นผลเท่านั้น เพราะว่าสิ่งที่ตนเองทำจะเป็นพยานอย่างดีที่สุดว่า คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น ดีจริงดีแท้ขนาดไหน ?!
โอวาทธรรม พระครูวิลาศกาญจนธรรม, ดร. วัดท่าขนุน
www.watthakhanun.com
❖ คัดลอกเนื้อหาบางส่วนจาก เสียงธรรมจากวัดท่าขนุน วันพุธที่ ๙ กรกฎาคม ๒๕๖๘ อ่านเนื้อหาเต็มทั้งหมดได้ตามลิงค์
https://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=11086&fbclid=IwY2xjawMcg25leHRuA2FlbQIxMABicmlkETFkZUt1cFQ0c1FuWmRDdEgyAR5mPC7nqoBfNXsrz1nV4u8VykHK6AWOdq17gKvgPUNL0bKyPgDjCyB7R5n_Jw_aem_HbihONdcdpwdZi9Z9CmJ0Q
❖ ขอบคุณเนื้อหาข้อมูลและได้รับการอนุญาตเผยแพร่จาก พระครูวิลาศกาญจนธรรม (หลวงพ่อเล็ก สุธมฺมปญฺโญ) วัดท่าขนุน https://www.facebook.com/watthakhanun?locale=th_TH
ขอบคุณครับ 🙏🙏🙏
❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖❖
🌸ความดี แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ยิ่งบอกเล่า ยิ่งมีพลัง🌸
❖ การให้ธรรมะเป็นทาน เหนือการให้ทานทั้งปวง
ร่วมกันแชร์ธรรมเป็นธรรมทาน เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ❖
❖ เพจ เช่นนั้นเอง ❖ "ธรรมะย่อยง่าย ปฎิบัติได้แม้อยู่บ้าน" คลิกติดตามและเป็นกำลังใจให้เรา
ได้ที่ https://www.facebook.com/pages/เช่นนั้นเอง/1465790820370399?ref=hl ❖