22/08/2026
ประเทศไทยเคยช่วยเหลือ ผู้ลี้ภัยสงคราม ชาวกัมพูชา
เราไม่ได้พูดถึงความรู้สึก หรือ เอาอารมณ์โกรธมาแสดง แต่เรากำลังพูดถึงความจริงและความถูกต้องที่คนไทยต้องแสดงให้ชัดเจนต่อชาวโลกว่าเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ เพราะโลกกำลังก้าวไปสู่ยุคใหม่ ที่การทำสงครามโดยไม่ต้องใช้กระสุน แต่เป็นสงครามด้านการสื่อ ที่ร้ายแรงยิ่งกว่า
ประเทศไทยมีดียิ่งกว่าเพราะยังมีสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันนักปราชญ์กล่าวว่า นี้คือเชือกสามเกลียว
ถ้าเรามัวแต่นอนหลับ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าโจรกำลังขึ้นบ้าน
ถ้าเรามัวแต่ ขัดกันเอง สัตรูของเรา จะเข้ามายุยงให้เราแตกแยกกัน
สามัคคีกันไว้เถิด พี่น้องไทย
22/08/2026
ภาพรวม ค่ายผู้ลี้ภัย เขาอีด่าง (Khao-I-Dang)
เป็นค่ายผู้ลี้ภัยที่เก่าแก่ที่สุดและดำรงอยู่ยาวนานที่สุดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดรับผู้ลี้ภัยเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2522 (ค.ศ. 1979)
และปิดตัวลงในปี พ.ศ.2535 (ค.ศ. 1992)
ระหว่างปฏิบัติการส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศภายใต้การดูแลขององค์การบริหารชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในกัมพูชา (UNTAC) โดยผู้พักอาศัยทั้งหมดถูกย้ายไปยัง ค่ายไซต์ 2 (Site II) เพื่อรอการเดินทางกลับกัมพูชาเป็นรายบุคคล ในช่วงที่มีผู้อาศัยมากที่สุดระหว่างปี 2522–2528 ค่ายเขาอีด่างมีจำนวนประชากรใกล้เคียงกับค่ายไซต์ 2 อย่างไรก็ตาม จำนวนผู้อยู่อาศัยมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เนื่องจากบางส่วนได้รับการตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเพียงต้องการหลบภัยชั่วคราวเพื่อรอดูสถานการณ์ในกัมพูชา
ค่ายเขาอีด่างมีความพิเศษแตกต่างจากค่ายอื่นตามแนวชายแดน เพราะเป็น ค่ายแห่งเดียวที่ไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มต่อต้านฝ่ายใด แต่ดำเนินการร่วมกันโดย สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และ กระทรวงมหาดไทยของประเทศไทย ผู้พักอาศัยได้รับการรับรองสถานะเป็น "ผู้ลี้ภัย" อย่างเป็นทางการ จึงได้รับการคุ้มครอง การดูแลด้านสาธารณสุข และโภชนาการในระดับที่สูงกว่าผู้ที่อยู่ในค่ายซึ่งบริหารโดย UNBRO ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการวิจารณ์ UNBRO เพราะท้ายที่สุดรัฐบาลไทยเป็นผู้กำหนดขอบเขตการดำเนินงานขององค์กรดังกล่าว นอกจากนี้ ค่ายเขาอีด่างยังเป็น ค่ายแห่งเดียวที่ผู้อยู่อาศัยมีสิทธิได้รับการพิจารณาตั้งถิ่นฐานใหม่ในประเทศที่สาม
คณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศ (ICRC) ได้เลือกค่ายเขาอีด่างเป็นสถานที่ตั้งของ โรงพยาบาลศัลยกรรมชายแดนแห่งแรก เพื่อรักษาผู้บาดเจ็บฉุกเฉิน โดยในระยะแรกผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้บาดเจ็บจากสงคราม ก่อนที่ภายหลังผู้ป่วยส่วนใหญ่จะกลายเป็นผู้ประสบเหตุจาก ทุ่นระเบิด
ผู้เขียนซึ่งเริ่มทำงานในค่ายเขาอีด่างเมื่อปี 2533 (ค.ศ. 1990) ระบุว่า ขณะนั้นจำนวนประชากรลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับอดีต แม้ว่าค่ายแห่งนี้จะยังเป็นค่ายเดียวที่ผู้พักอาศัยมีสิทธิสมัครไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่สาม แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่ยังเหลืออยู่ในปี 2533 ล้วนเคยถูกปฏิเสธการรับตั้งถิ่นฐานแล้ว และแทบไม่มีความหวังว่าจะมีประเทศใดยอมรับอีก หลายคนถูกปฏิเสธเนื่องจากมีประวัติหรือความเกี่ยวข้องกับ เขมรแดง (Khmer Rouge) ทำให้พวกเขาไม่สามารถกลับประเทศได้ และก็ไม่สามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ในต่างประเทศ ส่งผลให้บรรยากาศในค่ายเต็มไปด้วยความสิ้นหวังและความเฉื่อยชา ในช่วงการส่งผู้ลี้ภัยกลับประเทศ
ชาวค่ายเขาอีด่างถือเป็นกลุ่มที่ออกมา คัดค้านอย่างชัดเจนที่สุด เพราะมองว่าการส่งกลับครั้งนี้เป็นการบังคับ พวกเขาจัดการชุมนุมประท้วงหลายครั้ง ทั้งในนามกลุ่มและในบางกรณีเป็นการประท้วงของบุคคล
โครงการต่าง ๆ ภายในค่าย ค่ายเขาอีด่างเป็นค่ายที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ครอบคลุมมากที่สุด ทั้งด้านการแพทย์ สาธารณสุข สุขาภิบาล การศึกษา งานสังคม และการฝึกอาชีพ ผู้พักอาศัยจำนวนมากผ่านการอบรมหลายหลักสูตร จนสามารถทำงานเป็นบุคลากรสาธารณสุข ครู หรือช่างฝีมือ เช่น ช่างเครื่องยนต์ ด้านการแพทย์ IRC (International Rescue Committee) รับผิดชอบการประสานงานด้านการแพทย์ แผนกผู้ป่วยนอก (OPD) งานสาธารณสุข การฝึกอบรม และการดูแลสาธารณูปโภคภายในค่าย HI (Handicap International) ดูแลโรงพยาบาล COR (Christian Outreach) ดูแลคลินิกแม่และเด็ก (MCH) และคลินิกทันตกรรม ICRC (International Committee of the Red Cross) ดูแลโรงพยาบาลศัลยกรรม และโครงการตามหาญาติหรือการรวมครอบครัว มีการให้บริการ การแพทย์แผนโบราณของชาวเขมร SAWS (Seventh-day Adventist World Service) ดูแลหอผู้ป่วยโรงพยาบาลทั่วไป ด้านการศึกษา IRC จัดการศึกษาระดับประถมและมัธยม สอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง (ESL) และอบรมครู YWAM (Youth With A Mission) สนับสนุนการศึกษาระดับมัธยม COR จัดหลักสูตรฝึกอาชีพ
จำนวนประชากรในค่าย ธันวาคม 2524 – พฤศจิกายน 2525 มีประชากรเฉลี่ยประมาณ 42,700 คน (อ้างอิงรายงาน CDC) ธันวาคม 2525 มีประชากร 40,134 คน (CDC) กลางเดือนมิถุนายน 2526 มีประชากรเพิ่มเป็น 57,500 คน (CDC) ปี 2534 เหลือประชากร 14,734 คน
Khao E-Dang (Khao E-Daeng) Refugee Camp
This refugee camp, and its longest existence for Thai fans, opened on November 21, 1979,
and closed in 1992.
The repatriation of refugees was under the supervision of the United Nations Interim Highway Control Administration (UNTAC), with all control personnel moved to Site 2 (Site II) to await repatriation. This was a strong point for individuals with the most control personnel during the years 1979–1985. Many Khao E-Dang camps checked out Site II for a long time for consideration of resettlement in the third phase, further only needing temporary refuge to wait and see the situation on the disk.
Khao I Dang camp stands out particularly among other border camps because it is the only camp that is not visible to any party controlling access, but is jointly operated by the High Commissioner for Refugees Communication Network (UNHCR) and the Ministry of Interior of Thailand. Those with official "refugee" status receive nutritional and dietary supervision at the same level as those in camps administered by UNBRO, revealing criticism of UNBRO as the Thai government dictates such practices in Khao I Dang camp, the only camp offering opportunities for resettlement in the third zone.
The International Council of Red Cross (ICRC) has chosen Khao I Dang camp as the center of a border hospital that serves as a hub for emergency medical personnel, where first responders can be monitored for wartime conditions. Sometimes, patients can be examined for landmine-related causes.
Generally, experience at Khao I Dang camp for the year 1990, at that time, the number of former passages through the channel would reach the only camp where eligible persons were resettled in the third zone, but it still indicates that those remaining in 1990 had all been screened for resettlement and often would be accepted by another country. Many people are criticized for their history or unofficial Khmer Rouge reports of those who returned to their country and started new lives, while the atmosphere in the camp is one of faith and lethargy, relaying the repatriation of refugees.
The management of Khao I Le camp is a group that consistently speaks out under the name of a group and reflects individual feelings about their activities.
Various projects within the camp: Khao I Dang camp is run by NGOs in the areas of medical care, sanitation, social work, and vocational training. Many people who have completed various training courses can work as health centers, teachers, or skilled craftsmen, such as engine mechanics. In the medical field, IRC (International Rescue Committee) is responsible for coordinating the outpatient (OPD) medical department, inspections, and overseeing internal camp affairs. HI (Handicap International) manages the hospital. COR (Christian Outreach) operates the maternal and child health (MCH) clinic and dental clinic. ICRC (International Red Cross Committee) manages the surgical hospital and the family locating program. Traditional Khmer medicine services are available. SAWS (Seventh-day Adventist World Service) manages the general hospital wards. For education, IRC provides secondary education. The COR provided second English as a Second Language (ESL) instruction and teacher training for Youth With A Mission (YWAM) students at the secondary level. The COR also offered vocational training programs.
The number of observations at the camp from December 1981 to November 1982 averaged approximately 42,700 (according to a CDC report). In December 1982, there were 40,134 observations (CDC). By mid-1983, the number of observations had increased to 57,500 (CDC). By 1991, the number of park participants had decreased to 14,734.
22/08/2026
บ้านเมืองเราผ่านเรื่องร้ายกาจมาก็เยอะ
แล้วก็รอดมา ทำไมเพื่อนบ้านรอบเราไม่รอด
หรือกลายพันธุ์ ทำไมคนไทยเราไม่กลายพันธุ์
หรือถ้าบอกคนไทยเราจะกลายพันธุ์ คำว่ากลายพันธุ์คงเข้าใจ ถ้าเราจะกลายพันธุ์
คนไทยนี่เป็นเผ่าพิเศษเรามีความเป็นไทย เรารอดมาเพราะเรามีความเป็นไทย
ไปศึกษาคุณภาพของความเป็นไทยว่ามันคืออะไร
ความมีน้ำใจของคนไทย ประเพณีวัฒนธรรมของคนไทยมีอะไร และถ้าเราไม่กลายพันธุ์ เราก็จะไปได้ดี..."
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่เยาวชนจิตอาสา
💛 🙇♂️ 💛 🙇♂️ 💛 🙇♂️ 💛 🙇♂️ 💛 🙇♂️ 💛 🙇♂️
เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
๒๘ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๖๘
(กลายพันธุ์ หมายถึง ไม่รักษาความเป็นไทย ไม่สนใจที่จะศึกษารากเง้าของความเป็นไทยที่บรรพบุรุษสร้างสมมา ไม่มีน้ำใจต่อคนไทยด้วยกัน ไม่รักษาประเพณีไทย วัฒนธรรมของไทย )
ป ล......จากแอดมิน
ให้ศึกษาองค์ความรู้จากพระราชดำรัส และพระราชดำริ รวมทั้งปรัชญาต่างๆ ของพ่อหลวงรัชกาลที่๙ เพราะองค์ความรู้ทุกอย่างที่เกิดจากพระราชดำริ นั่นคือ พื้นฐานการดำรงชีพที่เหมาะกับสังคมไทย
ความจริงแล้ว ระยะเวลา10ปี หรือ100ปี ของการมีชีวิตอยู่นี้มันไม่พอหรอกที่จะศึกษา เรียนรู้ ปรัชญาการของชีวิต เพราะโลกก้าวล้ำไปทุกๆขณะ แต่ที่พระองค์ท่านวางแนวทางไว้ให้คนไทยจนถึงทุกวันนี้ คือการทุ่มเททั้งชีวิตของพระองค์ท่าน ที่ทรงมีพระเมตตาต่อพสกนิกรชาวไทยของท่าน
ก่อนจะมองว่า บุคคลนั้นขายชาติ ให้เรามองตัวเองว่า เราได้ทำอะไรเพือชาติ
Send a message to learn more