20/09/2022
💁🏻♀️ คู่ที่เด็ดบำรุงผิวหน้าที่แอดอยากแนะนำ
นั่นก็คือ… ไฮยาอีฟส์ และ ครีมเจลอีฟส์ ค่าา
จับคู่กันเพื่อผลลัพธ์ที่มากกว่า 👍🏻✨
💧 ไฮยาอีฟส์ จะช่วยบำรุงผิวของคุณอย่างล้ำลึก
💧 ครีมเจลอีฟส์ ที่จะช่วยบำรุงผิวของคุณให้ใส
ฉ่ำวาว ชุ่มชื้น สุขภาพดี สดใสในทุกๆ วัน
ปรึกษาหรือสั่งสินค้ากับครอบครัวอีฟส์น๊า
#ไฮยาอีฟส์ #ครีมเจลอีฟส์
30/12/2019
😢มาดูความจริง 10 ข้อ Fact ไข้เลือดออก
แอดเป็นหมอรักษาโรคไข้เลือดออกมา 15 ปี เครียดเลยเห็นข่าวนี้ เฮ้อ
ความเข้าใจผิดอย่างมาก__ เจาะเลือดใช้คลิปหนีบกระดาษรีดพิษเนี่ยนะ
โอ้ยยยยย น้อไม่งั้นทำไมยังมีคนตาย.
(1) โรคไข้เลือดออกเกิดจากติดเชื้อไวรัสชื่อเดงกีมี 4 สายพันธุ์ นำโรคโดยยุงลาย ไม่เคยมีสายพันธุ์ใหม่ เมื่อเราโดนยุงที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัด
บางรายกำจัดเชื้อได้ไม่มีอาการ ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง บางคนรุนแรง ตายได้
(2)อาการ ไข้ + 4 ปวด ศีรษะ กล้ามเนื้อ กระบอกตาและกระดูก คลื่นไส้ อาเจียน กินไม่ได้ มีผื่น จุดเลือดออกส่วนใหญ่ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก
(3)หมอจะเช็คเลือดว่าเป็นหรือไม่โดยเจาะเลือด
- ส่วนใหญ่ผลเลือด CBC จะเปลี่ยนแปลงเริ่มวันที่ 3 ของไข้
โดยเม็ดเลือดขาว (WBC
29/10/2019
กรมการแพทย์แนะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เตือนประชาชนหมั่นดูแลสุขภาพ
กรมการแพทย์ โดยสถาบันโรคทรวงอก แนะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ประชาชนอาจเจ็บป่วยได้ง่าย จึงควรดูแลตนเองเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้อ ซึ่งหากติดเชื้อรุนแรงอาจทำให้เสียชีวิตได้
นายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า เนื่องจาก สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย ทำให้โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว ซึ่งโรคที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เช่น โรคไข้เลือดออก โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน โรคไข้หวัดใหญ่ รวมถึงไข้หวัดใหญ่สายพันธ์ใหม่ และโรคปอดอักเสบ เป็นต้น ทั้งนี้โรคปอดอักเสบ หรือโรคปอดบวม เกิดจากการอักเสบของเนื้อปอดซึ่งติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และสารเคมีต่างๆ ทำให้ปอดอักเสบเฉียบพลันและรุนแรงโรคปอดบวมส่วนใหญ่มักเกิดภายหลังจากป่วยเป็นไข้หวัด สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย แต่โรคปอดอักเสบที่เกิดจากการติดเชื้ออันตรายต่อเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีภาวะภูมิต้านทานต่ำ เนื่องจากบางครั้งหากติดเชื้อรุนแรงอาจทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้ ซึ่งสามารถสังเกตอาการของโรคปอดบวมได้ ดังนี้ มีไข้ ไอ รู้สึกหนาวสั่น เจ็บหน้าอกหรือหายใจลำบาก ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ เจ็บคอ ปวดท้อง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน รวมอยู่ด้วย
นายแพทย์เอนก กนกศิลป์ ผู้อำนวยการสถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากพบว่ามีอาการบ่งชี้ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา โดยแพทย์จะเริ่มต้นจากการซักประวัติอาการของผู้ป่วย ตรวจร่างกายและอาจส่งตรวจเพิ่มเติมดังนี้ ตรวจเลือด เอกซเรย์หน้าอก วัดออกซิเจนในเลือดและชีพจร ตรวจเสมหะในรายที่มีอาการไอมาก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอายุและอาการของผู้ป่วยร่วมด้วย นอกจากนี้ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ โรคปอด ควรดูแลตนเองเป็นพิเศษ เนื่องจากหากอยู่ในสภาพที่อากาศมีความชื้นสูง หนาวเย็นอาจทำให้ร่างกายมีระดับ ภูมิต้านทานต่ำกว่าปกติ จึงมีโอกาสติดเชื้อโรคทางเดินหายใจได้ง่าย สำหรับการป้องกันโรคปอดบวม สามารถทำได้ โดยออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ สวมเสื้อผ้ารักษาร่างกายให้อบอุ่น หลีกเลี่ยงไม่อยู่ในที่มีคนแออัด ดื่มน้ำสะอาด เช่น น้ำต้มสุก รับประทานอาหารที่มีประโยชน์สะอาด ปรุงสุกใหม่ ล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารทุกครั้ง และที่สำคัญควรสวมหน้ากากอนามัยปิดปากและจมูกเวลาไอหรือจามทุกครั้งเพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคสู่ผู้อื่น ตลอดจนไม่อยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยและไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น
***********************************************
#กรมการแพทย์ #สถาบันโรคทรวงอก #โรคปอดอักเสบ #โรคปอดบวม
-ขอขอบคุณ-
29 ตุลาคม 2562
24/10/2019
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ‼️ เตือนประชาชนระวังป่วยด้วย #โรคไข้หวัดใหญ่ 🤧 เนื่องจากช่วงนี้เป็นช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงปลายฝนต้นหนาว 🌧❄️☃️
หากมีอาการไข้สูง ปวดเมื่อยร่างกาย 👨⚕️👩⚕️ ควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงควรดูแลเป็นพิเศษ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการป่วยและเสียชีวิตได้
พร้อมแนะให้ยึดหลัก “ปิด ล้าง เลี่ยง หยุด” ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ทุกสายพันธุ์ ✅
อ่านต่อที่... https://bit.ly/2NbZmOJ
#กรมควบคุมโรค #ไข้หวัดใหญ่
27/08/2019
แพทย์แนะอาหารผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ลดการเกิดโรคซ้ำได้
สถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ แนะผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่เกิดขึ้นซ้ำได้หากไม่ดูแลตนเอง ซึ่งการรับประทานอาหารที่เหมาะสมจะส่งผลให้เกิดภาวะสุขภาพที่ดี ช่วยควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่นความดันโลหิตสูง ไขมัน
ในเลือดสูง เบาหวาน ที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรค
นายแพทย์ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคหลอดเลือดสมอง หรือ อัมพฤกษ์-อัมพาต เป็นโรคทางระบบประสาทที่มีโอกาสเกิดขึ้นซ้ำได้ หากขาดการป้องกันและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยเฉพาะเรื่องของอาหารเพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน ทั้งนี้ การจัดเตรียมอาหารสำหรับผู้ป่วยที่ถูกต้องและเหมาะสมจะช่วยควบคุมปัจจัยดังกล่าวที่เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง โดยผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารในกลุ่มที่ให้พลังงานสูง เช่น อาหารที่มีแป้งและน้ำตาล อาหารหวานจัด อาหารทอด อาหารไขมันสูง เป็นต้น นอกจากนี้ควรรักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม เนื่องจากโรคอ้วนหรือภาวะน้ำหนักเกินจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
แพทย์หญิงไพรัตน์ แสงดิษฐ ผู้อำนวยการสถาบันประสาทวิทยา กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และเบาหวาน ดังนั้นควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคซ้ำ โดย 1.ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีเกลือโซเดียมสูง เช่น เกลือ น้ำปลา ซีอิ๊ว ซุปก้อน ผงซูรส อาหารหมักดอง อาหารแปรรูป 2.ผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง ควรหลีกเลี่ยงหรือลดอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูง เช่น น้ำมันหมู น้ำมันไก่ น้ำมันมะพร้าว กะทิ หมูสามชั้น และควรจำกัดปริมาณ คลอเลสเตอรอล โดยหลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ทุกชนิด หลีกเลี่ยงอาหารทะเล เช่น ปลาหมึก กุ้ง หอยนางรม รับประทานไข่แดงไม่เกินสัปดาห์ละ 1-2 ฟอง เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น เนื้อปลา เนื้ออกไก่ เต้าหู้ เลือกดื่มนมที่มีไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงไขมันทรานส์ จำพวก เนยเทียม เนยขาว เลือกวิธีการปรุงอาหารที่ไม่ใช้น้ำมันหรือใช้น้ำมันน้อย เช่น ต้ม ย่าง อบแทนการทอด ผัด ควรเลือกใช้น้ำมันพืชแทนน้ำมันสัตว์ เช่น น้ำมัน ดอกทานตะวัน น้ำมันรำข้าว น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง รับประทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ไม่หวาน ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท เนื่องจากใยอาหารจะช่วยลดการดูดซึมไขมันได้ 3.ผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงหรือเบาหวาน ควรจำกัดปริมาณอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาล เลือกรับประทานข้าวไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ บริโภคน้ำตาลไม่เกิน 6 ช้อนชา/วัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ รวมทั้งหลีกเลี่ยงของหวานต่างๆ และ ผลไม้ที่มี
รสหวานจัด เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน น้อยหน่า รวมทั้งน้ำผลไม้ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยที่มีภาวะการกลืนลำบาก มีปัญหาการเคี้ยว การกลืน ควรเป็นอาหารที่มีกากน้อย หรือดัดแปลงอาหารโดยการปั่น เช่น โจ๊กข้นๆ ไข่ตุ๋น เยลลี่ สังขยา ฟักทองบด ซุปข้นปั่น เป็นต้น
*************************************
#กรมการแพทย์ #สถาบันประสาทวิทยา #อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง
-ขอขอบคุณ-
23 สิงหาคม 2562
16/08/2019
ยาพาราเซตามอล...กินมากอันตราย
คนทั่วไป เมื่อมีอาการปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ ปวดฟัน ปวดหลัง ปวดเอว ฯลฯ ก็มักจะหยิบยา “พาราเซตามอล” มากินเพื่อบรรเทาอาการ อย่างไรก็ตาม “ยาไม่ใช่ขนม” หรือ “มีคุณอนันต์ และโทษมหันต์” เพราะยาพาราเซตามอล หากมีการใช้เกินขนาด ก็อาจจะเกิดอันตรายและเป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพร่างกายของผู้ใช้ยานี้ได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก ผู้ใหญ่ หรือผู้สูงอายุ ทั้งสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี
ยาพาราเซตามอล กินเกินขนาด...จะมีพิษต่อตับ
ตัวอย่างเช่น ผู้ใหญ่ที่มีอาการปวดหัวเป็นประจำ ใช้ยาพาราเซตามอล ขนาด 500 มิลลิกรัม ครั้งละ 2 เม็ด รวมเป็น 1,000 มิลลิกรัม หรือ 1 กรัม ติดต่อกันทุก 4 ชั่วโมง เป็นเวลา 1 วัน ซึ่งจะได้รับยาชนิดนี้ทั้งสิ้น 6 กรัมต่อวัน (ขนาดสูงสุดที่แนะนำ คือ 4 กรัมต่อวัน) ยาพาราเซตามอลกินขนาดสูงจะส่งผลให้ตับของผู้ใช้ยารายนี้ทำงานหนักยิ่งขึ้น เพื่อขจัดยานี้ออกจากร่างกาย และทำให้เกิดสารพิษสะสม หากมีจำนวนมากๆ ก็จะส่งผลทำลายตับ ทำให้ตับวาย และถ้าไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ก็อาจจะถึงแก่ชีวิตได้
อันตรายต่อตับจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับยาพาราเซตามอลขนาดสูง ทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง โดยแบบเฉียบพลันนี้จะเกิดขึ้นทันที หลังจากที่ได้รับยาชนิดนี้เกินขนาดสูงๆ เช่น ในผู้ใหญ่ที่ใช้ครั้งละ 6-7 กรัม หรือเด็กที่ได้รับยามากกว่า 200 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัมต่อวัน เป็นต้น ขณะที่การเกิดพิษแบบเรื้อรัง จะเกิดจากการใช้ยาในขนาดสูง และติดต่อกันนานๆ หลายวัน หลายสัปดาห์ หรือเป็นปี จึงจะเกิดพิษต่อตับได้