06/12/2024
Innovation Spotlight EP24 [Recap]: Digital Transformation in 5 Industries
จากที่ Spotter ได้พาทุกคนไปเรียนรู้เรื่องราวของ Digital Transformation ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่าหลายอุตสาหกรรมได้ประสบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยบางอุตสาหกรรมสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาส ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพของบริการ ตลอดจนสร้างโอกาสใหม่ ๆ ในอนาคต
ใน EP นี้ Spotter จะขอสรุปใจความสำคัญเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงดิจิทัลใน 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ อุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมอาหาร อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมพลังงาน และอุตสาหกรรมสุขภาพ ไปชมกันเลย!
1. Agricultural Industry อุตสาหกรรมการเกษตร
อุตสาหกรรมการเกษตรมีบทบาทสำคัญในการผลิตอาหารและวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Internet of Things (IoT), Artificial Intelligence (AI) และ Big Data เทคโนโลยีเหล่านี้กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเกษตรแบบดั้งเดิม โดย IoT ใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจสอบสภาพดินและสภาพอากาศ ขณะที่ AI วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้เกษตรกรสามารถตัดสินใจอย่างมีข้อมูล เช่น บริษัทชั้นนำอย่าง John Deere และ Trimble กำลังนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยให้เกษตรกรสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลดีต่อความมั่นคงทางอาหารและและการรักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในอนาคต
2. Food Industry อุตสาหกรรมอาหาร
AI และ Blockchain กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตและจำหน่ายอาหาร ด้วยการใช้ AI ในการวิเคราะห์แนวโน้มการบริโภคและการปรับปรุงคุณภาพอาหาร ขณะที่ Blockchain ช่วยเพิ่มความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน บริษัทชั้นนำอย่าง Nestlé และ Tyson Foods ก็ได้นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาปรับปรุงกระบวนการผลิต เทคโนโลยีดิจิทัลจะมีบทบาทสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมอาหารให้มีความยั่งยืน ปลอดภัย และสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ดีขึ้นในอนาคต
3. Automotive Industry อุตสาหกรรมยานยนต์
อุตสาหกรรมยานยนต์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจากการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาใช้ เทคโนโลยีเช่น Autonomous Vehicles (รถยนต์ไร้คนขับ) AI และ IoT ช่วยในการพัฒนาและออกแบบรถยนต์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยรถยนต์ไร้คนขับจะใช้เซ็นเซอร์และข้อมูลจาก AI เพื่อวิเคราะห์สภาพแวดล้อมและตัดสินใจในการขับขี่ เช่น Tesla หรือ Waymo (ของ Google) ได้สร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ในอุตสาหกรรมนี้ เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และส่งเสริมความยั่งยืนในอุตสาหกรรมยานยนต์ รวมถึงทำให้ยานพาหนะในอนาคตมีความปลอดภัย สะดวกสบาย และตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น
4. Energy Industry อุตสาหกรรมพลังงาน
อุตสาหกรรมพลังงานมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการรักษาสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy), สมาร์ทกริด (Smart Grids) และ IoT กำลังเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตและบริโภคพลังงาน พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม กำลังได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ขณะที่ Smart Grids ช่วยให้การจัดการพลังงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น
บริษัทชั้นนำอย่าง Siemens และ General Electric กำลังนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ในการพัฒนาระบบพลังงานที่ยั่งยืน โดยมีการคาดการณ์ว่าอุตสาหกรรมพลังงานจะมีการลงทุนอย่างมหาศาลในเทคโนโลยีสีเขียว (Green Energy) ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
5. Healthcare Industry อุตสาหกรรมสุขภาพ
อุตสาหกรรมสุขภาพมีบทบาทสำคัญในการดูแลคุณภาพชีวิตของผู้คน เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI, Big Data, Telemedicine, Virtual Reality (VR), Augmented Reality (AR) และ Bioprinting กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงการรักษาและการดูแลผู้ป่วย AI ช่วยในการวินิจฉัยโรคและคาดการณ์การใช้ยา ขณะที่ Big Data ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลการแพร่ระบาด Telemedicine ทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์จากระยะไกลได้อย่างสะดวกสบาย VR และ AR ช่วยในการฝึกอบรมแพทย์ ในขณะที่ Bioprinting เปิดโอกาสในการพัฒนาเนื้อเยื่อและอวัยวะ ด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรม Healthcare จะช่วยให้การดูแลสุขภาพมีประสิทธิภาพมากขึ้น สร้างความสะดวกในการเข้าถึงการรักษา และช่วยลดต้นทุนในการดูแลสุขภาพในระยะยาว
การเปลี่ยนแปลงดิจิทัลในทั้ง 5 อุตสาหกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและคุณภาพบริการ แต่ยังสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต
ในปีหน้า Spotter เตรียมนำเรื่องราวใหม่ ๆ มาให้ผู้อ่านได้เรียนรู้และท่องโลกแห่งนวัตกรรมและเทคโนโลยีไปพร้อมกัน รับรองได้ว่าน่าตื่นเต้นและสนุกยิ่งกว่าที่เคยแน่นอน อย่าพลาดติดตามกันนะ!
29/11/2024
Innovation Spotligth EP23: Digital Transformation in Healthcare Business Implication
สัปดาห์ก่อนคุณได้รู้จักทั้งรายละเอียดรวมถึงการใช้งานของ Digital Transformation ในวงการการแพทย์และสุขภาพ สัปดาห์นี้ Spotter จะพาทุกคนไปดูความเป็นไปได้ในการปรับใช้เทคโนโลยี Healthcare เหล่านี้ในเชิงธุรกิจในปี 2025
จากบทความที่ผ่านมาจะเห็นว่า การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในวงการแพทย์ได้ปฏิวัติวิธีการดูแลสุขภาพอย่างก้าวกระโดด ไม่ใช่เพียงแค่อุปกรณ์และเทคโนโลยีที่ช่วยให้การดูแลสุขภาพของแต่ละบุคคลที่มีความแม่นยำและตอบสนองได้ตรงตามความต้องการมากขึ้น แต่ยังมีเทคโนโลยีล้ำสมัยอีกหลายอย่างที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในอนาคตอันใกล้ได้เห็นเทคโนโลยีที่คุณอาจคิดว่ามีแค่ภาพยนตร์ Sci-Fi มาใช้ในการการรักษาผู้ป่วยในชีวิตจริงก็เป็นได้ เช่น
การเชื่อมต่อระหว่างสมองมนุษย์กับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์โดยตรงด้วยเทคโนโลยี Brain-Computer Interface (BCIs) เทคโนโลยีนี้มีประโยชน์ต่อวงการแพทย์อย่างยิ่งโดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่สูญเสียการทำงานของร่างกายบางส่วน เช่น ผู้ที่ต้องใช้อวัยวะเทียม (Prosthetics) หรือวีลแชร์ เพราะเทคโนโลยี BCIs ทำให้ผู้ป่วยสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของอุปกรณ์ ได้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านการใช้คลื่นสมองเพียงอย่างเดียว โดยไม่ต้องพึ่งพาระบบกลไกหรือการใช้มือ นอกจากนี้ BCIs ยังสามารถช่วยฟื้นฟูผู้ป่วยหลังได้รับบาดเจ็บที่สมองหรือไขสันหลัง โดยการกระตุ้นให้ระบบประสาทฟื้นตัวอีกด้วย ทำให้มีภาคธุรกิจให้ความสนใจที่จะลงทุนใน BCIs อย่างเช่น บริษัท Neuralink ที่ก่อตั้งโดย Elon Musk ซึ่งกำลังพัฒนา BCIs เพื่อฟื้นฟูการเคลื่อนไหวให้กับผู้ป่วยอัมพาต โดยได้รับการอนุมัติให้ทำการทดลองกับมนุษย์เมื่อปี 2023 และยังคงทำการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้มีการระดมทุนมากกว่า 363 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2023 เพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีนี้ แสดงให้เห็นว่า BCIs เป็นเทคโนโลยีแห่งโลกอนาคตที่นักลงทุนให้ความสนใจอย่างมาก
การใช้ Virtual Reality (VR) และ Augmented Reality (AR) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมเสมือนจริง สามารถนำมาใช้สำหรับฝึกอบรมและจำลองสถานการณ์ต่าง ๆ สำหรับแพทย์ เช่น การผ่าตัดที่ซับซ้อน ช่วยให้แพทย์ฝึกทักษะได้โดยไม่ต้องใช้ผู้ป่วยจริง ในวงการแพทย์ VR และ AR ได้เปลี่ยนแปลงการเรียนรู้และการปฏิบัติงานของแพทย์อย่างมหาศาล VR ขณะที่ AR ช่วยในการทำงานแบบ Real-Time เช่น การนำทางระหว่างการผ่าตัด โดยการสร้างภาพแผนที่ของร่างกายและอวัยวะภายในผ่านเลนส์หรือหน้าจอที่ผู้ปฏิบัติงานเห็นโดยตรง สิ่งนี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำและความปลอดภัยในการผ่าตัดอย่างมาก VR และ AR ยังช่วยให้แพทย์สามารถทำการผ่าตัดระยะไกล (Remote Surgery) ได้ ทำให้ผู้ป่วยในพื้นที่ห่างไกลสามารถเข้าถึงการรักษาโดยผู้เชี่ยวชาญระดับสูงจากทั่วโลก ถึงแม้ว่าเราจะคุ้นเคยกับคำว่า VR หรือ AR แต่เทคโนโลยีนี้ก็ยังถูกพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้เรื่อย ๆ อย่างเช่น บริษัท Microsoft ที่พัฒนา HoloLens ซึ่งเป็นอุปกรณ์ AR ที่ใช้สำหรับการแพทย์โดยเฉพาะในด้านการผ่าตัดและการฝึกอบรมแพทย์ โดยรายได้จาก HoloLens อยู่ที่ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ต่อปี และมีการใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
สุดท้ายคือการใช้เครื่องพิมพ์สามมิติในการสร้างเนื้อเยื่อหรืออวัยวะโดยใช้วัสดุชีวภาพ เช่น เซลล์ที่มีชีวิต หรือชีวโมเลกุล เรียกว่าเทคโนโลยี Bioprinting ซึ่งสามารถสร้างโครงสร้างทางชีวภาพที่ซับซ้อนได้ เช่น หลอดเลือด เนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ หรือแม้แต่อวัยวะขนาดเล็กก็ตาม การพัฒนานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวงการแพทย์ เนื่องจากสามารถนำไปใช้ในการวิจัย การทดลองยารักษาโรค และในอนาคตอาจสามารถใช้เพื่อการปลูกถ่ายอวัยวะให้กับผู้ป่วยได้ เทคโนโลยีนี้จะช่วยลดปัญหาการขาดแคลนอวัยวะสำหรับการปลูกถ่าย และยังสามารถพัฒนาไปสู่การสร้างอวัยวะที่ปรับแต่งให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละรายได้ ทำให้การรักษามีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสอันดีสำหรับธุรกิจสุขภาพที่จะลงทุนวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อสร้างประโยชน์และเม็ดเงินตัวอย่างเช่น บริษัท CELLINK บริษัทเทคโนโลยีชีวภาพจากสวีเดนที่เน้นการพัฒนาเครื่องพิมพ์สามมิติสำหรับการสร้างเนื้อเยื่อและอวัยวะ ที่มีรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2023 มีรายได้ประมาณ 90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกันบริษัทได้ขยายการวิจัยและพัฒนาในด้านการพิมพ์เนื้อเยื่ออวัยวะเพื่อการทดลองยาและการปลูกถ่ายในอนาคตด้วย
วิทยาศาสตร์การแพทย์ยังมีพื้นที่อีกมากสำหรับการเติบโตของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มุ่งเน้นการยืดอายุขัยและพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ เทคโนโลยีเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาและดูแลสุขภาพ แต่ยังเปิดโอกาสใหม่ทางธุรกิจและการวิจัยที่สำคัญ อย่างไรก็ตาม การติดตามการเติบโตและการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากนวัตกรรมเหล่านี้ได้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านการแพทย์และการยกระดับชีวิตของผู้คน
25/11/2024
Innovation Spotligth EP22
Digital Transformation in Healthcare Use Cases
หลังจากที่รู้ Insight ของเทคโนโลยีดิจิทัลว่ามีประโยชน์อย่างไรต่อวงการแพทย์ EP นี้ Spotter จะพาทุกคนไปดูบริษัทชั้นนำที่นำเทคโนโลยีมาใช้งาน มาดูกันว่าเทคโนโลยีจะสามารถเปลี่ยนแปลงและสร้างประโยชน์ให้กับวงการแพทย์ได้อย่างไรบ้าง
1.Telemedicine & Virtual Visits (การพบแพทย์ทางไกล)
บริษัท Teladoc Health จากสหรัฐอเมริกา ได้สร้างแพลตฟอร์มที่เน้นการดูแลสุขภาพครบวงจรที่สามารถดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน การจัดการโรคเรื้อรัง ให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต รวมถึงให้บริการด้านโภชนาการ ซึ่งในปี 2022 ชาวอเมริกันเฉลี่ย 1 ใน 4 คน สามารถเข้าถึงบริการของ Teladoc โดยมีผู้ใช้บริการ Virtual Visits มากกว่า 50 ล้านครั้ง มีผู้รับการปรึกษาด้านโภชนาการผ่านแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้น 30% และยังมีแนวโน้มการรักษาโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีกด้วย
ความสำเร็จของ Teladoc มาจากบริการบนแพลตฟอร์มที่ทำให้การเข้ารับการรักษานั้นสะดวกสบาย ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง อีกทั้งช่วยให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลสุขภาพแบบเรียลไทม์ได้อีกด้วย
2. AI ในการวินิจฉัยโรค
บริษัท Google Health จากสหรัฐอเมริกา เน้นจัดการข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล เก็บประวัติการรักษา และให้ผู้ใช้งานเข้าถึงข้อมูลทางการแพทย์ของตนเองได้จากแพลตฟอร์ม เช่น Google Care Studio, Fitbit และ Verily เพื่อให้แพทย์นำข้อมูลดังกล่าวมาวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อรักษา โดย Google Health ได้จับมือกับโรงพยาบาลชั้นนำทั่วโลก เช่น Mayo Clinic และ Ascension ในการนำ Ai มาใช้วินิจฉัยโรค ทำให้แพทย์ตัดสินใจได้เร็วและแม่นยำขึ้น
DeepMind จากประเทศอังกฤษ มุ่งเน้นไปที่พัฒนาระบบ AI ให้สามารถเรียนรู้และแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้ หนึ่งในโครงการที่สร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมที่สุดของ DeepMind คือ AlphaFold ที่ช่วยให้ค้นพบโครงสร้างโปรตีนในระดับโมเลกุล ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการวิจัยทางชีววิทยาและการพัฒนายารักษาโรค ทำให้นักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์โครงสร้างโปรตีนในร่างกายได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ นำไปสู่การแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ในวงการวิทยาศาสตร์ได้ โดยในปี 2024 DeepMind มีรายได้โดยประมาณ 421.5 ล้านดอลลาร์ และยังคงขยายการพัฒนาและการประยุกต์ใช้ AI ในหลาย ๆ อุตสาหกรรมทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
3. AI ในการพัฒนายา
บริษัท Insilico Medicine ในสหรัฐอเมริกา ใช้ AI ในการเร่งกระบวนการค้นพบและพัฒนายาใหม่ โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากเพื่อหาตัวยาที่มีศักยภาพในการรักษาโรคต่าง ๆ วิธีนี้สามารถลดเวลาและค่าใช้จ่ายในการพัฒนายาลงได้อย่างมาก โดยใช้ข้อมูลหลายประเภทในการฝึก AI ได้แก่ ข้อมูลจากฐานข้อมูลทางชีววิทยา เช่น ข้อมูลพันธุกรรม โปรตีน และข้อมูลทางเคมีที่เกี่ยวข้องกับโรคต่าง ๆ ข้อมูลจากการทดลองทางคลินิก เช่น ผลการทดลองยา การตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษา และข้อมูลด้านสุขภาพอื่น ๆ
ข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของยา เช่น กลไกการออกฤทธิ์ ความเป็นพิษ และผลข้างเคียง
นอกจากนี้ Insilico Medicine ยังมีส่วนร่วมในการพัฒนายาหลายตัวที่สำคัญ อาทิ INS018_055 ยาที่พัฒนาขึ้นเพื่อต่อสู้กับโรค Fibrosis ซึ่งได้เข้าสู่การทดลองทางคลินิกในระยะที่ 1 แล้ว DIL-1 ยาที่พัฒนาสำหรับการรักษาโรคมะเร็ง ซึ่งมีการวิจัยเพื่อศึกษาประสิทธิภาพและความปลอดภัยต่อคนไข้ GPR35 ยาที่มุ่งไปที่โมเลกุลเป้าหมาย เพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งในแต่ละบุคคล
4. Virtual Reality (VR) ในการฝึกอบรมทางการแพทย์
Osso VR ผู้สร้างแพลตฟอร์มจำลองที่ช่วยด้านการผ่าตัดจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งผู้ใช้สามารถฝึกฝนทักษะและเทคนิคการผ่าตัดในสภาพแวดล้อมที่เหมือนจริง สามารถจำลองการใช้งานอุปกรณ์ทางการแพทย์และส่วนประกอบต่าง ๆ ในห้องผ่าตัดจำลองได้โดยการใช้กราฟิก 3D ในการจำลองอวัยวะ เนื้อเยื่อ และเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อฝึกทักษะที่ต้องใช้ความแม่นยำในการผ่าตัด อาทิ การจับ การหมุนเครื่องมือผ่าตัด หรือการตัดเนื้อเยื่อ
ขณะเดียวกัน Osso VR สามารถจำลองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในชีวิตจริง ทำให้แพทย์เตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์จริงและสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น เทคโนโลยีนี้จึงเข้ามาช่วยทำให้การฝึกอบรมด้านการแพทย์มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีมหาวิทยาลัยการแพทย์ด้านศัลยกรรมและการผ่าตัดระดับโลกหลายแห่งที่ใช้ Osso VR ในการฝึกนักเรียนแพทย์ เช่น Stanford University, University of California, San Francisco, New York University, Harvard Medical School และ University of Toronto เป็นต้น
5. Personalized Medicine
23andMe ดำเนินธุรกิจด้านไบโอเมดิซีนในสหรัฐฯ ให้บริการตรวจวิเคราะห์รหัสพันธุกรรมโดยใช้ชุดตรวจดีเอ็นเอจากน้ำลาย โดยเริ่มจากใส่น้ำลายในชุดตรวจแล้วปฏิบัติตามขั้นตอน จากนั้นส่งทางไปรษณีย์กลับมาเข้าแล็บในสหรัฐฯ จากนั้นภายใน 1 เดือนก็จะได้รับชุดข้อมูลพันธุกรรมของตัวคุณเองผ่านทางระบบออนไลน์
การตรวจดีเอ็นเอของบุคคลเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงต่อโรค รวมถึงการป้องกันและการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งสามารถปรับแต่งให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลตามลักษณะพันธุกรรมของแต่ละบุคคลได้โซลูชันดิจิทัลนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของเทคโนโลยีที่สามารถนำข้อมูลทางพันธุศาสตร์มาใช้ประโยชน์ในการพัฒนาสูตรยาที่ออกฤทธิ์มุ่งเป้าไปที่ดีเอ็นเอหรือเฉพาะเซลล์ร้าย จะทำให้การรักษาได้ผลสำเร็จมากขึ้น
ขอบคุณข้อมูลจาก provenconsult, igspectrum, prnewswire, genomeweb, ossovr
01/11/2024
Innovation Spotlight EP21: Digital Transformation in Healthcare Insight Part 2
ในตอนที่แล้วเราได้เรียนรู้ว่าในวงการแพทย์มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลอะไรมาช่วยบ้าง ส่วน ep นี้ Spotter จะพาผู้อ่านไปดูการทำงานของเทคโนโลยีแต่ละชนิดว่าทำงานอย่างไร ไปอ่านกันเลย!
Telehealth / Telemedicine คือ การให้บริการทางการแพทย์ผ่านทางระยะไกล เช่น การแพทย์ที่ให้คำปรึกษาผ่านวิดีโอคอล ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการได้ง่ายขึ้น โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาลโดยเทคโนโลยีที่สำคัญในการทำงานของ Telehealth มีดังนี้
1. การสื่อสารผ่านวิดีโอคอลหรือแอปพลิเคชันสุขภาพ
ในปัจจุบัน การดูแลสุขภาพผ่านระบบเทเลเฮลท์ (Telehealth) ได้รวมเอาเทคโนโลยีที่สำคัญอย่าง การสื่อสารผ่านวิดีโอ (Video Conferencing) และ แอปพลิเคชันสุขภาพ (Telehealth Applications) เข้าด้วยกัน เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยแพทย์สามารถใช้แพลตฟอร์มในการพูดคุยกับผู้ป่วยผ่านวิดีโอคอลแบบเรียลไทม์ โดยเทคโนโลยี AI จะช่วยตรวจสอบอาการเบื้องต้นจากภาพในจอที่ได้ เช่น สีผิว การหายใจหรือขนาดของม่านตา ในขณะเดียวกัน ผู้ป่วยสามารถใช้แอปพลิเคชันเพื่อติดตามการรักษา บันทึกอาการ รับคำปรึกษา รวมถึงการนัดหมายและการแจ้งเตือนเรื่องยา โดยเทคโนโลยีสื่อสาร 5G เป็นตัวช่วยให้การสื่อสารให้มีความคมชัด รวดเร็ว และปลอดภัย ข้อมูลผู้ป่วยจะถูกเก็บและปกป้องจากการแฮก เช่น แพลตฟอร์ม Zoom, Doxy.me, Teladoc และแอปเฉพาะของโรงพยาบาล
2. อุปกรณ์ตรวจวัดทางไกล (Remote Monitoring Devices)
และ คลาวด์คอมพิวติ้ง (Cloud Computing)
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพระยะไกล ผู้ป่วยสามารถใช้อุปกรณ์ตรวจวัดที่บ้าน เช่น เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดน้ำตาลในเลือด Pulse Oximeter หรืออุปกรณ์สวมใส่ เพื่อเก็บข้อมูลสุขภาพของตนเอง ข้อมูลที่ได้จะถูกส่งไปยังแพทย์หรือแอปพลิเคชันผ่านการเชื่อมต่อไร้สายได้ตามการตั้งค่า เช่น Bluetooth หรือ Wi-Fi เพื่อให้แพทย์สามารถติดตามอาการแบบเรียลไทม์ ทำให้แพทย์สามารถเข้าถึงและประมวลผลข้อมูลได้จากหลายอุปกรณ์และสถานที่ โดยที่ข้อมูลจะถูกเก็บไว้อย่างปลอดภัยด้วยการเข้ารหัสและการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง ตัวอย่างเทคโนโลยีที่ใช้ ได้แก่ AWS, Microsoft Azure, และ Google Cloud
Electronic Health Records (EHR) and Health Information Exchange (HIE)
ระบบการเก็บข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วยแบบดิจิทัล ทำให้แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลของผู้ป่วยได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ซึ่งทำให้สามารถวางแผนการรักษาได้ดียิ่งขึ้นผ่านการใช้เทคโนโลยีที่หลากหลายในการจัดการและแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพอย่างมีประสิทธิภาพ
สำหรับ EHR เทคโนโลยีหลักประกอบด้วย ฐานข้อมูลด้านสุขภาพ ระบบการจัดการข้อมูลที่บันทึกและจัดระเบียบข้อมูล และแพลตฟอร์มคลาวด์สำหรับการเข้าถึงข้อมูลจากระยะไกล อีกทั้งยังมีแพลทฟอร์มที่ช่วยในการบันทึกข้อมูลอย่างสะดวกและมีมาตรการการรักษาความปลอดภัยเพื่อปกป้องข้อมูล
ในขณะที่ HIE นั้น ใช้โปรโตคอลการแลกเปลี่ยนข้อมูล เช่น Health Level Seven (HL7) และ Fast Healthcare Interoperability Resources (FHIR)** เพื่อเชื่อมต่อระบบ EHR ระหว่างองค์กรต่าง ๆ โดยเทคโนโลยีเครือข่ายสำหรับการเชื่อมต่อระหว่างระบบ อาทิ การจัดการข้อมูลสุขภาพเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล การรักษาความปลอดภัยเพื่อป้องกันการเข้าถึงข้อมูลที่ไม่ได้รับอนุญาตและแพลตฟอร์มการรวมข้อมูล เพื่อให้ข้อมูลจากหลายแหล่งสามารถใช้งานร่วมกันได้อย่างราบรื่น การรวมกันของเทคโนโลยีเหล่านี้ทำให้การจัดการและแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพมีความสะดวกและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
AI and Machine Learning (ML) Applications:
ในวงการ Healthcare การทำงานของ AI นั้นทำให้การดูแลสุขภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การวินิจฉัย ติดตามผู้ป่วยไปจนถึงการพัฒนายาตัวใหม่ โดยข้อมูลจะถูกเก็บและเชื่อมต่อกันเพื่อให้แพทย์ นักวิจัย และผู้ป่วยได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครอบคลุมที่สุด ดังนี้
1. การวินิจฉัยและการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ (Diagnostics and Health Data Analysis)
Computer Vision สามารถเข้าใจและตอบสนองต่อข้อมูลภาพได้อย่างชาญฉลาดรวมถึงทำแบบจำลอง Deep Learning เพื่อวินิจฉัยโรคจากสถิติ วิเคราะห์ภาพถ่ายทางการแพทย์ จากนั้นข้อมูลจะถูกส่งต่อโดยใช้ Machine Learning ช่วยวิเคราะห์แนวโน้มของโรคและทำนายผลลัพธ์ของการรักษา โดยข้อมูลเหล่านั้นจะถูกบันทึกไว้ในระบบ EHR และจะเชื่อมโยงกับ Natural Language Processing (NLP) เพื่อสกัดข้อมูลที่สำคัญจากบันทึกการรักษาเพื่อให้แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลที่แม่นยำและครอบคลุมมากขึ้น
2. การติดตามสุขภาพและการแจ้งเตือน (Remote Monitoring and Alerts)
ในผู้ป่วยที่ใช้อุปกรณ์ติดตาม เช่น เครื่องวัดอัตราการเต้นของหัวใจ เครื่องวัดระดับน้ำตาลในเลือด จะมีการใช้ AI เพื่อติดตามและตรวจวัดสุขภาพแบบเรียลไทม์ หาก AI ตรวจพบความผิดปกติหรือเหตุการฉุกเฉิน ระบบจะส่งข้อมูลไปยัง แพลตฟอร์มการจัดการข้อมูลสุขภาพ ที่เชื่อมต่อกับระบบการดูแลของแพทย์ ทำให้สามารถให้คำแนะนำและปรับแผนการรักษาได้ทันทีโดยอัตโนมัติ
3. การค้นคว้าและพัฒนายา (Drug Discovery and Development)
ข้อมูลผู้ป่วยที่ถูกเก็บในระบบ EHR สามารถนำมาใช้ในการพัฒนายาตัวใหม่ได้โดยใช้ AI วิเคราะห์โครงสร้างทางเคมีและโมเลกุลของสารต่าง ๆ ที่อาจจะเป็นยาตัวใหม่ในการรักษาโรค จากนั้นตัวยาใหม่จะถูกส่งไปทดสอบโดยจำลองความผิดปกติภายในร่างกายจากข้อมูลผู้ป่วยที่มีในระบบ ทั้งนี้ผลการทดสอบจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนาเพื่อปรับวิธีการรักษาที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายได้
IoT in Healthcare
การเก็บรวบรวมข้อมูลผู้ป่วยผ่านการทำงานของเซ็นเซอร์ในอุปกรณ์สวมใส่ เช่น สมาร์ทวอทช์ ซึ่งทำหน้าที่เก็บข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย จากนั้นใช้การเชื่อมต่อแบบไร้สาย เช่น Wi-Fi Bluetooth 4G/5G ในการส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ IoT ไปยังระบบคลาวด์หรือเซิร์ฟเวอร์อย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง เพื่อให้ AI วิเคราะห์ข้อมูลลงบนแพลทฟอร์มสุขภาพที่ช่วยในการตรวจจับความผิดปกติ คาดการณ์ความเสี่ยงและให้คำแนะนำด้านสุขภาพที่เหมาะสม ทั้งนี้จะมีแค่ผู้ป่วยและแพทย์ที่สามารถตรวจสอบข้อมูลสุขภาพ ตั้งค่าการแจ้งเตือน และติดตามผลการรักษาผ่านแอปพลิเคชันเพื่อความปลอดภัยของข้อมูลผู้ป่วยอีกด้วย
จะเห็นว่าการทำ Digital Transformation ในอุตสาหกรรมการแพทย์นั้นล้ำหน้าไปมากโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานการทำงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาได้อย่างน่าอัศจรรย์ ใน EP หน้าเรามาดูกันว่าบริษัทด้านสุขภาพชั้นนำต่าง ๆ มีการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอะไรบ้างในการพัฒนาวงการการแพทย์
ขอขอบคุณข้อมูลจาก intellectsoft, marketsandmarkets.com, ssg-llc.com, alvarezandmarsal, peerbits.com
31/10/2024
Innovation Spotlight EP20: Digital Transformation in Healthcare Insight Part I
ใน EP ก่อนหน้า เราได้ทำความรู้จักภาพรวมของอุตสาหกรรมการแพทย์ไปแล้ว สัปดาห์นี้ Spotter จะพาทุกคนไปท่องโลกดิจิทัลในอุตสาหกรรมการแพทย์ มาดูกันว่ามีเทคโนโลยีดิจิทัลอะไรบ้างที่เข้ามามีบทบาทในการในวงการแพทย์ในปัจจุบัน เรามาดูภาพรวมที่ชัดเจนยิ่งขึ้นของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลในวงการสุขภาพในปี 2024 กัน
บริการสุขภาพแบบออนดีมานด์: ตอบสนองความต้องการผู้บริโภคยุคดิจิทัล
เนื่องจากไลฟ์สไตล์ที่ยุ่งวุ่นวายทุกวันนี้ผู้คนจึงต้องการความสะดวกสบายในการเข้าถึงบริการสุขภาพโดยสามารถทำนัดเพื่อพบแพทย์เมื่อไหร่และอยู่ที่ไหนก็ได้ผ่านสมาร์ทโฟน อีกทั้งอัตราการใช้สมาร์ทโฟนเติบโตอย่างรวดเร็วโดยมีผู้ใช้งานกว่า 5 พันล้านคนทั่วโลกและเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ผ่านมือถือ ปัจจุบันผู้คนค้นหาข้อมูลทางการแพทย์ผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อ ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับแพทย์ถึง 47% หาข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาล 38% และจองคิวพบแพทย์มากถึง 77%
ขณะเดียวกันเทรนด์ Gig Economy หรือระบบเศรษฐกิจเกิดจากตลาดแรงงานเสรีหรือรับจ้างทำงานแบบครั้งคราวในวงการแพทย์ก็กำลังได้รับความนิยม อาทิ Nomad Health แพลทฟอร์มออนไลน์ที่เชื่อมโยงแพทย์ พยาบาล และสถานพยาบาล เพื่องานด้านการดูแลสุขภาพโดยตรง ทำให้เจ้าหน้าที่สามารถทำงานแบบออนดีมานด์ได้ตามความถนัดและเวลาว่าง ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลดีของการเปลี่ยนแปลงสู่ระบบดิจิทัลในวงการสุขภาพ
การใช้ Big Data ในวงการสุขภาพ
Big Data คือการรวบรวมข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง เช่น โซเชียลมีเดีย อีคอมเมิร์ซ ธุรกรรมออนไลน์ และธุรกรรมทางการเงิน เพื่อวิเคราะห์หารูปแบบและแนวโน้มสำหรับการใช้งานในอนาคตในวงการสุขภาพ Big Data มีประโยชน์หลายด้าน เช่น
- ลดอัตราการผิดพลาดของยา: ให้ซอฟต์แวร์ตรวจสอบความไม่สอดคล้องกันระหว่างสุขภาพของผู้ป่วยกับยาที่สั่ง จึงลดความเสี่ยงในการเกิดข้อผิดพลาด
- ส่งเสริมการป้องกันโรค: การวิเคราะห์ข้อมูลผู้ป่วยฉุกเฉินซ้ำ ๆ ช่วยระบุกลุ่มเสี่ยงและวางแผนป้องกันการกลับมาใช้บริการฉุกเฉินซ้ำ
- บริหารจัดการบุคลากรได้แม่นยำขึ้น: การวิเคราะห์ข้อมูลช่วยคาดการณ์จำนวนผู้ป่วยที่จะเข้ารับการรักษา ทำให้จัดสรรบุคลากรได้เหมาะสม ลดค่าใช้จ่าย และลดเวลารอคิว
จากประโยชน์เหล่านี้สถานพยาบาลและบริษัทเภสัชกรรมควรลงทุนในการจัดการข้อมูลและจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อค้นหาจุดอ่อนและทำความเข้าใจตลาด เช่น ในวงการเภสัชกรรม การวิเคราะห์ Big Data ช่วยให้เข้าใจตลาดได้ดีขึ้น สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์และวางแผนงบประมาณได้อย่างเหมาะสม
การดูแลสุขภาพด้วยภาพเสมือนจริง
Virtual Reality หรือ VR กำลังกลายเป็นเทคโนโลยีสำคัญในวงการแพทย์ ด้วยความสามารถในการช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างหลากหลาย เช่น
- บรรเทาอาการปวดผ่านการใช้ภาพเสมือนจริง ช่วยผ่อนคลาย ลดอาการปวดเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยไม่ต้องพึ่งพายาแก้ปวดมากเกินไป
- รักษาโรคจิตเวช โดย VR ถูกนำมาใช้ในการช่วยบำบัดระหว่างรักษาโรคความวิตกกังวล ภาวะเครียดหลังบาดเจ็บ และยังช่วยกระตุ้นการทำงานของสมองเพื่อรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ
- ฝึกทักษะทางการแพทย์: แพทย์และนักศึกษาแพทย์สามารถใช้ VR เพื่อฝึกฝนทักษะทางการแพทย์และวางแผนการผ่าตัดที่ซับซ้อน
- ส่งเสริมสุขภาพ VR สามารถช่วยให้ผู้ป่วยออกกำลังกายได้มากขึ้นและช่วยให้เด็กที่มีออทิซึมเรียนรู้การปรับตัวเข้ากับสังคม
สำหรับตลาดการดูแลสุขภาพด้วยเทคโนโลยี VR ทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตถึง 5.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2025 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสำคัญของเทคโนโลยีนี้ในอนาคต
การเติบโตของ Wearable Devices
ปัจจุบันเทคโนโลยีทำให้ผู้ป่วยสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้นผ่านอุปกรณ์พกพาซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของตนเองมากขึ้นโดยแพทย์สามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์พื่อให้การดูแลที่เหมาะสม และอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพ (Wearable Health Devices) มีบทบาทสำคัญในการช่วยวงการแพทย์และดูแลสุขภาพของผู้ป่วยในหลายด้าน อาทิ
- ติดตามสุขภาพแบบเรียลไทม์ ติดตามการเต้นของหัวใจ อัตราการหายใจ ระดับออกซิเจนในเลือด
- ตรวจจับความผิดปกติของร่างกายเบื้องต้น เช่น หัวใจผิดจังหวะ การไหลเวียนเลือดติดขัด เพื่อช่วยในการป้องกันโรคร้ายแรงและลดความเสี่ยงของภาวะฉุกเฉิน
- จัดการโรคเรื้อรัง อุปกรณ์ที่สวมใส่สามารถรตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด หรือความดันโลหิตอย่างต่อเนื่อง
- ส่งเสริมการออกกำลังกายช่วยให้ผู้คนมีสุขภาพดีขึ้น ด้วยการบันทึกจำนวนก้าว การเผาผลาญแคลอรี่ และการตั้งเป้าหมายด้านสุขภาพได้
- ช่วยเหลือด้านการนอนหลับ วิเคราะห์การนอน ตรวจจับปัญหาการนอน เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (sleep apnea)
- ส่งสัญญาณฉุกเฉินไปยังผู้ติดต่อฉุกเฉินโดยอัตโนมัติ เมื่อผู้ป่วยต้องการขอความช่วยเหลือ เช่น ล้ม หัวใจวาย หรืออุบัติเหตุ
เพราะอุปกรณ์สวมใส่เพื่อสุขภาพเป็นหนึ่งในเทรนด์สำคัญของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล บริษัทด้านสุขภาพจึงเริ่มลงทุนใน Wearable Medical Devices โดยคาดว่าจะเติบโตถึงกว่า 27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในอนาคตอันใกล้นี้
วงการสุขภาพกำลังเปลี่ยนแปลงด้วย AI
ปัจจุบัน AI เข้ามามีบทบาทในธุรกิจการแพทย์หลายรูปแบบ เช่น การใช้หุ่นยนต์ที่ช่วยงานทั่วไปในโรงพยาบาล การใช้ Chatbot ที่เป็นเหมือนตัวแทนฝ่ายบริการลูกค้า โดยสามารถให้คำปรึกษาและวินิจฉัยโรคเบื้องต้นได้ด้วย หรือล่าสุด AI ได้เข้ามามีส่วนช่วยด้าน Precision Medicine (การแพทย์แม่นยำ) โดยมีทำการวิเคราะห์ภาพพยาธิวิทยาของมะเร็งชนิดต่าง ๆ หลายพันภาพ จากนั้นทำการวินิจฉัยโรคและคาดการณ์การใช้ยาต้านมะเร็งที่เหมาะสมที่สุด เพราะ AI ช่วยให้แพทย์รังสีวิทยาสามารถระบุรายละเอียดที่มองไม่เห็นด้วยตาของมนุษย์นำมาซึ่งค้นพบยาใหม่และจีโนมิกส์
ผลการศึกษาในสหรัฐอเมริกากล่าวว่า AI สามารถลดระยะเวลาการค้นพบยาในระยะเริ่มต้นลงได้ 4 ปีเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม อีกทั้งช่วยประหยัดต้นทุนได้ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ โดยรวมแล้ว คาดการณ์ว่า AI จะช่วยให้เศรษฐกิจด้านการแพทย์ ของสหรัฐฯ ประหยัดเงินได้หลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี ทำให้สตาร์ทอัพด้าน AI มีเพิ่มขึ้นถึง 14 เท่าตั้งแต่ปี 2000 ด้วยเหตุนี้ทำให้การลงทุนใน AI จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดยคาดว่าตลาด AI ด้านสุขภาพในสหรัฐฯ จะมีมูลค่ามากกว่า 34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2025
การใช้ 5G ช่วยสนับสนุนวงการแพทย์
5G ช่วยให้การสตรีมมิ่ง ดาวน์โหลด และอัพโหลดข้อมูลได้เร็วขึ้น จึงทำให้การรักษาทางไกลมีคุณภาพดีขึ้น และแพทย์สามารถเข้าถึงภาพทางการแพทย์ได้แบบเรียลไทม์ ลดความเสี่ยงในการวินิจฉัยผิดพลาด จากเดิมการส่งภาพทางการแพทย์ขนาดใหญ่ใช้เวลานานหลายชั่วโมง แต่ 5G ช่วยลดเวลาเหลือเพียงไม่กี่นาที นอกจากนี้เรายังนำเทคโนโลยี 5G มาใช้กับเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น AI และ XR เพื่อพัฒนาบริการและประสบการณ์ผู้ใช้ เช่น แพทย์ใช้ 5G ในการผ่าตัดแบบเสมือนจริง โดยการใช้แว่นตา AR ช่วยให้แพทย์ระยะไกลเห็นภาพเดียวกับแพทย์ที่อยู่หน้างาน อีกทั้งยังช่วยฝึกอบรมแพทย์ด้วยเทคโนโลยี VR ได้อีกด้วย
ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงการบอกเล่าภาพรวมของเทรนด์การใช้เทคโนดลยีดิจิทัลในอุตสาหกรรมการแพทย์ ใน EP ต่อไป Spotter จะพาทุกคนเจาะลึกลงไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้ในวงการแพทย์รับรองสนุกแน่นอน รอติดตามได้เลย
ชมวีดีโอไฮไลท์ได้ที่ https://youtu.be/t4e32HlVacU?feature=shared
ข้อมูลจาก Digital Authority Partners, Transcend Digital
04/10/2024
Innovation Spotlight EP19: Digital Transformation in Healthcare Industry
วงการแพทย์จะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรเมื่อนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงการดำเนินงาน รวมถึงการให้บริการทางการแพทย์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น อุตสาหกรรมการแพทย์คืออะไร ครอบคลุมธุรกิจอะไร สำคัญอย่างไรและจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต มาหาคำตอบพร้อมกันเลย
Healthcare คือระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่จัดหาผลิตภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ให้กับผู้ป่วย ซึ่งอาจรวมถึงการบริการในการรักษาโรครักษาโรค การบริการฟื้นฟู โรงพยาบาล อุปกรณ์ทางการแพทย์ การทดลองทางคลินิก การแพทย์ทางไกล การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ประกันสุขภาพ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเช่นกัน
ธุรกิจ Healthcare เป็นภาคธุรกิจที่มีศักยภาพในการเติบโตและการลงทุนอย่างมีนัยยะสำคัญ จากแนวโน้มที่ทั่วโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ วิถีชีวิตผู้คนในเมืองใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงโรคระบาดรุนแรงอย่างไวรัสโควิด-19 และโรคฝีดาษลิง หรือ Monkeypox นั้น ทำให้ผู้คนมองเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมการแพทย์และนำมาสู่การทำ Digital Transformation โดยอุตสาหกรรมการแพทย์จะแบ่งเป็นธุรกิจย่อยเป็น 4 กลุ่มหลัก กับ 1 ภาคบริการที่แต่ละบริษัทล้วนแข่งขันผ่านการทำ Digital Transformation ดังนี้
1) กลุ่มธุรกิจ Pharmaceutical ได้แก่บริษัทยา ซึ่งผลิตและจำหน่ายยา
แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ยา Original และยา Generic
ยา Original คือ ยาที่จดสิทธิบัตร คือ คิดค้นยาแต่ละชนิดสำเร็จบริษัทยาจะจดสิทธิบัตรให้ได้สิทธิ์คุ้มครองในการผลิตและจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวประมาณ 20 ปี
ยา Generic คือ ยาสามัญ: คือยาที่สิทธิบัตรหมดอายุแล้ว โดยบริษัทยาสามารถผลิตได้อย่างรวดเร็วและต้นทุนต่ำ
ในวงการยา มีการใช้ AI และ ML ในการวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมาก ค้นหายาใหม่ ๆ คาดการณ์ผลผลการรักษาจากยาที่คิดค้นและปรับปรุงการออกแบบการทดลองทางคลินิก ทำให้กระบวนการค้นคว้ายาเร็วขึ้นและลดต้นทุน
2) กลุ่มธุรกิจ Biotechnology
ใน 10 ปีที่ผ่านมา หุ้นกลุ่ม Biotechnology หนึ่งในอุตสาหกรรม Healthcare นั้น มีแนวโน้มการเติบโตที่สูงและสามารถสร้างผลตอบแทนในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สูงถึง 10% โดยเฉลี่ยต่อปี เช่น การผลิตวัคซีนและยารักษาโรค การผลิต Antibody เพื่อตรวจวินิจฉัยและเยียวยารักษาโรค และการพัฒนาเทคโนโลยีด้าน DNA เพื่อตรวจสอบความผิดปกติของโรคทางพันธุกรรม รวมถึงการคิดค้นวัคซีนและยารักษาโรคอุบัติใหม่ที่มีความรุนแรง ซับซ้อน และหายาก
ซึ่งในปัจจุบันมีการใช้ Big Data ช่วยรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการแพร่กระจายของโรคระบาดจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ข้อมูลจากโรงพยาบาล โซเชียลมีเดีย และข้อมูลภูมิศาสตร์ ทำให้สามารถทำนายแนวโน้มการแพร่ระบาดและวางแผนการป้องกันได้ล่วงหน้า
3) กลุ่มธุรกิจ Healthcare Equipment & Supplies ที่ผลิตเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์
แบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่
- อุปกรณ์ใช้แล้วทิ้ง (Single-Use Devices) เช่น เข็มฉีดยา หลอดฉีดยา ถุงมือยาง ฯลฯ
- อุปกรณ์ใช้คงทน (Durable Medical Devices) เช่น เตียงคนไข้ เครื่องมือแพทย์ เครื่องวินิจฉัยโรคต่างๆ
- น้ำยาวินิจฉัยโรค (Reagents and Test Kits) สำหรับใช้ในห้องปฏิบัติการ
ในธุรกิจนี้ก็ได้ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเรื่องการจำลองและทดสอบแบบเสมือนจริง โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการจำลองและทดสอบการทำงานของอุปกรณ์ทางการแพทย์ก่อนการผลิตจริง ช่วยลดความเสี่ยงและปรับปรุงการออกแบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบางกรณีสามารถสร้างแบบจำลองเพื่อผู้ใช้งานแต่ละคนได้ด้วย
4) กลุ่มธุรกิจ Healthcare Provider คือโรงพยาบาลเอกชน
ในโรงพยาบาลเอกชนนอกจากจะมีรายได้จากค่าบริการของบุคลากรการแพทย์ การตรวจแล็บ/เอ็กซ์เรย์ และห้องพักผู้ป่วยแล้ว ยังเปรียบเสมือนตลาดขนาดใหญ่ที่ธุรกิจอื่นที่กล่าวมาข้างต้นจะสามารถทำเงินได้อีกด้วย ซึ่งโรงพยาบาลขนาดใหญ่จะได้เปรียบเรื่อง Economy of Scale ในการจัดซื้อเครื่องมือเวชภัณฑ์จำนวนมากมาใช้ในเครือทั้งหมด รวมถึงศักยภาพในการจับฐานลูกค้าระดับสูง-กลาง ทั้งในและต่างประเทศ
ในปัจจุบันมีการใช้เทคโนโลยี Telemedicine ในการติดตามอาการระยะไกลโดยแพทย์สามารถติดตามอาการของผู้ป่วยผ่านอุปกรณ์ดิจิทัล เช่น สมาร์ทวอทช์ หรือเซ็นเซอร์สุขภาพ ที่เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ช่วยในการตรวจสอบสุขภาพผู้ป่วยแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้การรักษาผู้ป่วยมีประสิทธิภาพสูง และรวดเร็วแม่นยำ
5) บริการ Healthcare Insurance
เป็นบริการที่อยู่ในอุตสาหกรรม Healthcare และสำคัญมากในหลาย ๆ ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกาที่ค่ารักษาพยาบาลสูง แต่สวัสดิการรัฐน้อยเมื่อเทียบกับประเทศพัฒนาแล้ว โดยสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของรัฐมีเพียงเมดิแคร์ (Medicare) ที่ดูแลผู้สูงอายุ และเมดิเคท (Medicaid) ดูแลผู้มีรายได้น้อย ประชากรส่วนใหญ่ที่เหลือต้องทำประกันสุขภาพเอง
ในส่วนของธุจกิจประกันในอุตสาหกรรมการแพทย์ก็ได้มีการนำ Big Data และ AI มาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพและพฤติกรรมของผู้ถือกรมธรรม์ ซึ่งจะช่วยให้บริษัทประกันสามารถประเมินความเสี่ยงและกำหนดเบี้ยประกันที่เหมาะสมเป็นรายบุคคลได้ดียิ่งขึ้น
การที่อุตสากรรมการแพทย์นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้ ไม่ว่าจะเป็น ปัญญาประดิษฐ์ (AI), การประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data), อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT), และการดูแลสุขภาพทางไกล (Telemedicine) จะช่วยลดขั้นตอนที่ซับซ้อน เพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย และทำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมและรวดเร็ว นอกจากนี้ยังช่วยให้แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ลดความผิดพลาด และเพิ่มความสะดวกสบายในการติดต่อสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม การทำ Digital Transformation ในอุตสาหกรรมการแพทย์ยังคงมีความท้าทายที่ต้องเผชิญไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวของบุคลากรทางการแพทย์ การจัดการกับข้อมูลขนาดใหญ่ รวมถึงความจำเป็นในการสร้างกฎระเบียบและมาตรฐานที่รองรับการใช้เทคโนโลยีในวงการการแพทย์ Digital Transformation จึงไม่เพียงแค่เป็นเรื่องของการใช้เทคโนโลยี แต่ยังเป็นการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พูดง่าย ๆ ว่า การเปลี่ยนแปลงสู่ยุคดิจิทัลในอุตสาหกรรมการแพทย์ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่จะนำพาคุณภาพชีวิตของผู้คนไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น
ใน Episode หน้าเราจะพาทุกท่านไปรู้จักเทรนด์ของเทคโนโลยีที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมการแพทย์ทั่วโลกว่ามีแนวโน้มเป็นอย่างไรและสามารถนำมาช่วยพัฒนาการผลิตหรือการให้บริการได้อย่างไร รอติดตามได้เลย
ที่มา: Spark IT, SCB, Indeed Career Guide