IAF Thailand

IAF Thailand

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก IAF Thailand, ที่ปรึกษาด้านการศึกษา, Bangkok.

25/08/2026

The Business of Facilitation
Facilitation vs Project Management

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

เมื่อองค์กรไม่ได้ต้องการเพียง "บริหารโครงการให้เสร็จ"
แต่ต้องการ "ให้ทุกคนร่วมกันทำโครงการให้สำเร็จ"

ในโลกธุรกิจปัจจุบัน
โครงการจำนวนมาก
ไม่ได้ล้มเหลวเพราะแผนงานไม่ดี
แต่ล้มเหลวเพราะ
• ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่เห็นด้วย
• ทีมสื่อสารกันไม่เข้าใจ
• หน่วยงานทำงานแยกส่วน
• การตัดสินใจล่าช้า
• ไม่มีความเป็นเจ้าของร่วม
หลายคนจึงตั้งคำถามว่า
Project Manager กับ Facilitator ต่างกันอย่างไร?
ทั้งสองบทบาทมีความสำคัญ
แต่มีหน้าที่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

Project Management คือการบริหาร "โครงการ"
Project Management มีเป้าหมายคือ
ทำให้โครงการสำเร็จตามเป้าหมาย
Project Manager จึงรับผิดชอบเรื่อง
• ขอบเขตงาน (Scope)
• ระยะเวลา (Schedule)
• งบประมาณ (Cost)
• คุณภาพ (Quality)
• ความเสี่ยง (Risk)
• ทรัพยากร (Resources)
• การติดตามความคืบหน้า
คำถามสำคัญคือ
"โครงการจะสำเร็จตามแผนได้อย่างไร?"

Facilitation คือการบริหาร "กระบวนการของผู้คน"
Facilitation มีเป้าหมายคือ
ทำให้คนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Facilitator จึงช่วยให้ทีม
• เข้าใจเป้าหมายร่วมกัน
• รับฟังความคิดเห็นที่หลากหลาย
• จัดการความขัดแย้ง
• สร้างฉันทามติ
• ตัดสินใจร่วมกัน
• เกิดความเป็นเจ้าของร่วม
• เรียนรู้ร่วมกันตลอดโครงการ
คำถามสำคัญคือ
"ทีมจะทำงานร่วมกันอย่างไรให้ดีที่สุด?"

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
Project Management Facilitation
บริหารโครงการ บริหารกระบวนการของกลุ่ม
เน้นการส่งมอบงาน เน้นการสร้างการมีส่วนร่วม
จัดการเวลา งบประมาณ และทรัพยากร จัดการการสื่อสาร ความคิด และการตัดสินใจ
วัดผลจากความสำเร็จของโครงการ วัดผลจากคุณภาพของการร่วมมือ
Project Manager เป็นเจ้าของแผน ทีมเป็นเจ้าของแนวทางร่วม
ความสำเร็จคือส่งมอบงานได้ ความสำเร็จคือทีมพร้อมขับเคลื่อนงาน

ปัญหาที่ Project Management เพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้
หลายโครงการมี
• Gantt Chart ที่สมบูรณ์
• Timeline ชัดเจน
• KPI ครบถ้วน
• Dashboard สวยงาม
แต่โครงการกลับเดินช้า
เพราะ
• แต่ละฝ่ายไม่เข้าใจเป้าหมายเดียวกัน
• ไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูล
• เกิดการโยนความรับผิดชอบ
• ประชุมแล้วไม่ได้ข้อสรุป
• ทุกคนรอให้ Project Manager ตัดสินใจ
ปัญหาเหล่านี้
ไม่ใช่เรื่องของการวางแผน
แต่เป็นเรื่องของ
"การทำงานร่วมกันของคน"
ซึ่งเป็นพื้นที่ของ Facilitation

แล้วองค์กรควรเลือกอะไร?
คำตอบคือ
ขึ้นอยู่กับสิ่งที่องค์กรกำลังเผชิญ
หากต้องการ
• ควบคุมโครงการ
• บริหารเวลา
• บริหารงบประมาณ
• บริหารความเสี่ยง
• ติดตามความคืบหน้า
Project Management คือคำตอบ
แต่หากต้องการ
• สร้าง Alignment
• สร้างการมีส่วนร่วม
• จัดการ Stakeholder
• แก้ความขัดแย้ง
• สร้าง Commitment
• ทำให้การประชุมเกิดผลลัพธ์
Facilitation คือคำตอบ

โครงการที่ประสบความสำเร็จ ใช้ทั้งสองศาสตร์ร่วมกัน
ลองนึกถึงโครงการ Transformation
Project Manager จะช่วย
✓ วางแผนโครงการ
✓ กำหนด Milestone
✓ ติดตามงาน
✓ บริหารงบประมาณ
ขณะที่ Facilitator จะช่วย
✓ Kick-off ให้ทุกฝ่ายเข้าใจเป้าหมายร่วม
✓ จัด Workshop เพื่อออกแบบแนวทาง
✓ สร้างการมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง
✓ จัดการความขัดแย้งระหว่างฝ่ายงาน
✓ ช่วยให้ทีมตัดสินใจร่วมกัน
✓ สรุปบทเรียนและปรับปรุงการทำงาน
ผลลัพธ์ที่ได้
ไม่ใช่เพียง
Project Success
แต่คือ
People Success
ซึ่งเป็นรากฐานของความสำเร็จระยะยาว

ในยุค AI
AI สามารถช่วย Project Manager
• วางแผนโครงการ
• วิเคราะห์ความเสี่ยง
• ติดตามความคืบหน้า
• สร้างรายงาน
• คาดการณ์ Timeline
• วิเคราะห์ข้อมูลโครงการ
แต่ AI ยังไม่สามารถแทนที่
• การสร้างความไว้วางใจในทีม
• การรับฟังความกังวลของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
• การจัดการความขัดแย้งแบบเรียลไทม์
• การสร้างฉันทามติ
• การทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของโครงการ
เมื่อโครงการมีความซับซ้อนมากขึ้น
บทบาทของ Facilitation จะยิ่งมีความสำคัญ
เพราะความสำเร็จของโครงการ
ไม่ได้ขึ้นอยู่กับแผนเพียงอย่างเดียว
แต่ขึ้นอยู่กับ
"ผู้คนที่ร่วมกันทำให้แผนนั้นเกิดขึ้นจริง"

บทสรุป
Project Management ช่วยให้องค์กร
บริหารโครงการ
Facilitation ช่วยให้องค์กร
บริหารการทำงานร่วมกันของผู้คน
Project Management สร้าง
Project Delivery
Facilitation สร้าง
Team Alignment & Collective Commitment
องค์กรที่ประสบความสำเร็จ
ไม่ได้มีเพียง Project Manager ที่เก่ง
แต่มีทีมที่สามารถ
คิดร่วมกัน
ตัดสินใจร่วมกัน
รับผิดชอบร่วมกัน
และเรียนรู้ร่วมกัน
เพราะในท้ายที่สุด
โครงการไม่ได้สำเร็จเพราะแผนที่ดีเพียงอย่างเดียว
แต่สำเร็จเพราะ
ผู้คนร่วมกันผลักดันแผนนั้นจนเกิดผลลัพธ์จริง
นั่นคือคุณค่าที่ Facilitation มอบให้กับการบริหารโครงการ

"Project Management delivers the project. Facilitation empowers the people who deliver it."
International Association of Facilitators (IAF) Thailand

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

23/08/2026

IAF Thailand X Transform-in-Progresss
Onsite Meeting

What / Why / How Facilitation
Facilitation คืออะไร
สำคัญอย่างไร
ทำอย่างไร บ้าง
เทคนิค ฟา มีอะไรบ้าง

Workshop
Learning Facilitation
by Na Praweena
FACILZ Facilitation Workshop
by Nipat Chai

ขอความเห็นทีค่ะ
Onsite Meeting ครั้งหน้า
อยากจัดฟา แบบไหน
ใครมีสถานที่ แนะนำ
ป้ายยา มาที

20/08/2026

The Business of Facilitation
Facilitation vs Consulting

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

เมื่อองค์กรไม่ได้ต้องการ "คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญ" เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องการ "คำตอบที่ทีมพร้อมลงมือทำ"

เมื่อองค์กรเผชิญปัญหาที่ซับซ้อน
หลายครั้งคำถามแรกที่เกิดขึ้นคือ
"เราควรจ้าง Consultant หรือ Facilitator?"
หลายคนคิดว่าทั้งสองบทบาททำงานคล้ายกัน
เพราะต่างก็เข้ามาช่วยองค์กรแก้ปัญหา
แต่แท้จริงแล้ว
Consulting และ Facilitation มีจุดมุ่งหมาย วิธีการ และคุณค่าที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

Consulting คือการนำ "ความเชี่ยวชาญ" มาแก้ปัญหา
Consulting เชื่อว่า
ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์
สามารถช่วยองค์กรวิเคราะห์ปัญหา
และเสนอแนวทางที่ดีที่สุดได้
Consultant จึงทำหน้าที่
• วิเคราะห์สถานการณ์
• วินิจฉัยปัญหา
• เปรียบเทียบกับ Best Practice
• เสนอคำแนะนำ
• ออกแบบแนวทางแก้ไข
• บางครั้งช่วยกำกับการดำเนินงาน
คำถามสำคัญคือ
"ทางออกที่ดีที่สุดคืออะไร?"

Facilitation คือการช่วยให้องค์กร "ค้นพบคำตอบของตนเอง"
Facilitation เชื่อว่า
แม้ผู้เชี่ยวชาญจะมีความรู้มากเพียงใด
แต่คนที่เข้าใจบริบทขององค์กรดีที่สุด
คือคนที่ทำงานอยู่ในองค์กรนั้น
Facilitator จึงไม่รีบเสนอคำตอบ
แต่จะออกแบบกระบวนการ
เพื่อให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่าย
• แลกเปลี่ยนมุมมอง
• เข้าใจปัญหาร่วมกัน
• ใช้ความรู้และประสบการณ์ของตนเอง
• สร้างแนวทางที่เหมาะกับบริบทขององค์กร
• ตัดสินใจร่วมกัน
• และเกิดความเป็นเจ้าของร่วม
คำถามสำคัญคือ
"องค์กรของเราจะสร้างคำตอบร่วมกันอย่างไร?"

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
Consulting Facilitation
เน้นการให้คำแนะนำ เน้นการสร้างกระบวนการ
Consultant คือผู้เชี่ยวชาญ Facilitator คือผู้ออกแบบกระบวนการ
ใช้ความรู้ของผู้เชี่ยวชาญ ใช้ปัญญาร่วมของกลุ่ม
วิเคราะห์และเสนอทางออก ช่วยให้ทีมสร้างทางออก
เจ้าของความรู้คือ Consultant เจ้าของคำตอบคือทีม
ความสำเร็จคือคุณภาพของข้อเสนอ ความสำเร็จคือการยอมรับและการลงมือทำ

ปัญหาที่ Consulting เพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้
หลายองค์กรเคยมีประสบการณ์เช่นนี้
• ได้รายงานวิเคราะห์หนาหลายร้อยหน้า
• ได้กลยุทธ์ที่ยอดเยี่ยม
• ได้ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญระดับโลก
แต่เมื่อกลับมาที่องค์กร
กลับไม่มีใครนำไปใช้จริง
ไม่ใช่เพราะคำแนะนำไม่ดี
แต่เพราะ
• คนไม่ได้มีส่วนร่วมในการคิด
• ทีมไม่เข้าใจเหตุผลของการตัดสินใจ
• ผู้ปฏิบัติไม่ได้รู้สึกเป็นเจ้าของแนวทาง
• เกิดแรงต้านต่อการเปลี่ยนแปลง
นี่คือช่องว่างที่ Facilitation เข้ามาเติมเต็ม

แล้วองค์กรควรเลือกอะไร?
คำตอบคือ
ขึ้นอยู่กับโจทย์ขององค์กร
หากองค์กรต้องการ
• ความรู้เฉพาะทาง
• มุมมองจากภายนอก
• Best Practice
• การวิเคราะห์เชิงลึก
• ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
Consulting คือคำตอบ
แต่หากองค์กรต้องการ
• การสร้างฉันทามติ
• การวางกลยุทธ์ร่วม
• การแก้ปัญหาข้ามสายงาน
• การบริหารการเปลี่ยนแปลง
• การสร้างความเป็นเจ้าของร่วม
• การเปลี่ยนความคิดให้เป็นการลงมือทำ
Facilitation คือคำตอบ

องค์กรที่ดีที่สุด ใช้ทั้งสองศาสตร์ร่วมกัน
ในหลายโครงการระดับโลก
Consultant และ Facilitator
ไม่ได้แข่งขันกัน
แต่ทำงานร่วมกัน
ตัวอย่างเช่น
ระยะที่ 1 : Consulting
• วิเคราะห์ข้อมูล
• ศึกษาตลาด
• เก็บข้อมูลลูกค้า
• เปรียบเทียบคู่แข่ง
• นำเสนอทางเลือก
ระยะที่ 2 : Facilitation
• ให้ผู้บริหารร่วมตีความข้อมูล
• แลกเปลี่ยนมุมมอง
• กำหนดวิสัยทัศน์ร่วม
• เลือกกลยุทธ์ร่วมกัน
• จัดทำ Action Plan
• สร้าง Commitment ของทุกฝ่าย
ผลลัพธ์ที่ได้
ไม่ใช่เพียง "แผนที่ดี"
แต่คือ
แผนที่คนทั้งองค์กรพร้อมขับเคลื่อน

ในยุค AI
AI สามารถช่วย Consultant
• วิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมหาศาล
• ค้นหา Best Practice
• สร้างรายงาน
• จำลองสถานการณ์
• สรุปข้อมูลเชิงกลยุทธ์
แต่ AI ยังไม่สามารถสร้าง
• ความไว้วางใจระหว่างผู้คน
• การรับฟังอย่างลึกซึ้ง
• การบริหารความขัดแย้ง
• การสร้างฉันทามติ
• ความรู้สึกเป็นเจ้าของของทีม
นี่คือเหตุผลที่ Facilitation จะยิ่งมีบทบาทสำคัญ
เมื่อองค์กรต้องเปลี่ยน "ข้อมูล"
ให้กลายเป็น
"การตัดสินใจร่วม"
และเปลี่ยน
"กลยุทธ์"
ให้กลายเป็น
"การลงมือทำจริง"

บทสรุป
Consulting ช่วยให้องค์กร
รู้ว่าควรทำอะไร
Facilitation ช่วยให้องค์กร
ทำให้ทุกคนอยากลงมือทำ
Consulting สร้าง
Expert Knowledge
Facilitation สร้าง
Collective Ownership
ในโลกธุรกิจที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน
องค์กรไม่ได้ต้องการเพียง
"คำตอบที่ดีที่สุด"
แต่ต้องการ
"คำตอบที่ทุกคนเชื่อมั่น พร้อมลงมือทำ และร่วมกันผลักดันให้เกิดผลลัพธ์"
นั่นคือคุณค่าที่ Facilitation มอบให้กับธุรกิจ

"Consulting brings expert knowledge. Facilitation turns shared knowledge into shared action."
International Association of Facilitators (IAF) Thailand

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

18/08/2026

The Business of Facilitation
Facilitation vs Coaching

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

เมื่อองค์กรไม่ได้ต้องการ "คนที่เก่งขึ้นเพียงคนเดียว"
แต่ต้องการ "ทั้งทีมเติบโตไปด้วยกัน"

ปัจจุบัน...
คำว่า Coaching และ Facilitation ถูกพูดถึงมากขึ้นในโลกธุรกิจ
หลายองค์กรลงทุนพัฒนาผู้บริหารด้วย Executive Coaching
หลายทีมใช้ Team Coaching
ขณะเดียวกัน Facilitation ก็เริ่มถูกนำมาใช้ในการประชุม การวางกลยุทธ์ และการสร้างนวัตกรรม
หลายคนจึงตั้งคำถามว่า
"Facilitation กับ Coaching ต่างกันอย่างไร?"
คำตอบคือ
ทั้งสองศาสตร์มีจุดร่วมหลายอย่าง
แต่ถูกออกแบบมาเพื่อวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

Coaching คือการปลดล็อกศักยภาพของ "บุคคล"
Coaching เชื่อว่า
คำตอบที่ดีที่สุดอยู่ภายในตัวผู้รับการโค้ช
หน้าที่ของ Coach จึงไม่ใช่การสอน
แต่คือการใช้คำถาม
เพื่อให้ผู้รับการโค้ช
• คิดด้วยตนเอง
• ตระหนักรู้ (Awareness)
• ค้นพบศักยภาพ
• เลือกแนวทางของตนเอง
• ลงมือเปลี่ยนแปลง
คำถามสำคัญคือ
"คุณต้องการอะไร?" และ
"อะไรคือสิ่งที่คุณพร้อมจะลงมือทำ?"

Facilitation คือการปลดล็อกศักยภาพของ "กลุ่ม"
Facilitation เชื่อว่า
คำตอบที่ดีที่สุดอาจไม่ได้อยู่ในคนคนเดียว
แต่เกิดจากการรวมพลังของหลายคน
Facilitator จึงออกแบบกระบวนการ
เพื่อให้ทุกคน
• คิดร่วมกัน
• รับฟังกัน
• เข้าใจมุมมองที่แตกต่าง
• สร้างคำตอบร่วมกัน
• ตัดสินใจร่วมกัน
• ลงมือทำร่วมกัน
คำถามสำคัญคือ
"ทีมของเราจะก้าวไปข้างหน้าร่วมกันอย่างไร?"

เปรียบเทียบให้เห็นภาพ
Coaching Facilitation
เน้นบุคคล เน้นกลุ่ม
ปลดล็อกศักยภาพรายบุคคล ปลดล็อกศักยภาพของทีม
ใช้คำถามเพื่อสร้างการตระหนักรู้ ใช้กระบวนการเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม
ผู้รับการโค้ชเป็นเจ้าของคำตอบ กลุ่มเป็นเจ้าของคำตอบ
เป้าหมายคือการเติบโตของบุคคล เป้าหมายคือผลลัพธ์ร่วมของกลุ่ม
ความสำเร็จคือการเปลี่ยนแปลงของคน ความสำเร็จคือการเปลี่ยนแปลงของทีม

แล้วองค์กรควรใช้เมื่อไร?
องค์กรควรใช้ Coaching
เมื่อ
• ผู้บริหารต้องการพัฒนาตนเอง
• พนักงานต้องการค้นหาเป้าหมาย
• ต้องการพัฒนาศักยภาพรายบุคคล
• ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมของคน
แต่ควรใช้ Facilitation
เมื่อ
• ทีมต้องร่วมกันแก้ปัญหา
• หลายฝ่ายต้องตัดสินใจร่วมกัน
• ต้องสร้างกลยุทธ์
• ต้องการนวัตกรรม
• ต้องบริหารความขัดแย้ง
• ต้องสร้างความเป็นเจ้าของร่วม

ปัญหาที่ Coaching เพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้
ลองนึกภาพ
ผู้บริหารทุกคนได้รับการ Coaching อย่างดี
ทุกคนมี Growth Mindset
ทุกคนมี Leadership
ทุกคนมีเป้าหมายชัดเจน
แต่เมื่อเข้าประชุม
ต่างคนต่างมีความคิดเห็น
ต่างคนต่างมีเหตุผล
ไม่มีใครเชื่อมโยงความคิดเห็นเข้าด้วยกัน
สุดท้าย
ทีมก็ยังตัดสินใจไม่ได้
เพราะปัญหา
ไม่ได้อยู่ที่ "แต่ละคน"
แต่อยู่ที่
"กระบวนการของทั้งกลุ่ม"
ซึ่งเป็นบทบาทของ Facilitation

Coaching และ Facilitation ไม่ใช่คู่แข่ง
ทั้งสองศาสตร์
ไม่ควรถูกนำมาเปรียบเทียบว่า
อะไรดีกว่ากัน
แต่ควรถามว่า
"โจทย์ขององค์กรคืออะไร?"
ตัวอย่างเช่น
• Coaching ก่อน เพื่อให้ผู้นำเข้าใจตนเอง
• Facilitation ระหว่างประชุม เพื่อให้ทีมสร้างแนวทางร่วมกัน
• Coaching หลังการประชุม เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของแต่ละคน
เมื่อทั้งสองศาสตร์ทำงานร่วมกัน
องค์กรจะได้ทั้ง
People Development
และ
Team Development

ในยุค AI
AI สามารถช่วย
• ตั้งคำถาม
• สรุปบทสนทนา
• วิเคราะห์ข้อมูล
• แนะนำแนวทางการพัฒนา
แต่ AI ยังไม่สามารถแทนที่
• ความไว้วางใจระหว่างคน
• การรับรู้อารมณ์ของกลุ่ม
• การจัดการความขัดแย้งแบบเรียลไทม์
• การสร้างบรรยากาศให้ทุกคนกล้าพูด
• การเชื่อมโยงมุมมองที่หลากหลายให้กลายเป็นการตัดสินใจร่วม
สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นคุณค่าของทั้ง Coach และ Facilitator
แต่เมื่อทำงานกับ "กลุ่มคน"
Facilitation จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นเรื่อย ๆ

บทสรุป
Coaching ช่วยให้
"คนหนึ่งคน เติบโต"
Facilitation ช่วยให้
"ทั้งทีม เติบโตไปด้วยกัน"
Coaching สร้าง
Self Awareness
Facilitation สร้าง
Collective Intelligence
องค์กรที่แข็งแกร่ง
ไม่ได้มีเพียงผู้นำที่เก่ง
แต่มีทีมที่สามารถ
คิดร่วมกัน
ตัดสินใจร่วมกัน
และลงมือทำร่วมกัน
อย่างมีประสิทธิภาพ
นั่นคือคุณค่าที่ Facilitation มอบให้กับธุรกิจ

"Coaching unlocks the potential of individuals. Facilitation unlocks the collective potential of teams."
International Association of Facilitators (IAF) Thailand

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

13/08/2026

The Business of Facilitation
Facilitation vs Training

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

เมื่อองค์กรไม่ได้ต้องการ "คนที่รู้มากขึ้น"
แต่ต้องการ "ทีมที่ทำได้จริง"

หลายองค์กรลงทุนกับการฝึกอบรมทุกปี
ส่งพนักงานเข้าเรียน เชิญวิทยากรมาบรรยาย
เรียนออนไลน์ Workshop

แต่เมื่อกลับไปทำงาน...
หลายอย่างก็ยังเหมือนเดิม
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะหลายครั้ง สิ่งที่องค์กรต้องการ ไม่ใช่เพียง Training
แต่อาจต้องการ Facilitation

Training คือการถ่ายทอดความรู้
Training มีเป้าหมายหลักคือ
"ทำให้ผู้เรียนรู้สิ่งใหม่"
วิทยากรจึงเป็นผู้เชี่ยวชาญ (Subject Matter Expert)
หน้าที่คือ
• ถ่ายทอดความรู้
• อธิบายแนวคิด
• สอนเครื่องมือ
• ยกตัวอย่าง
• ฝึกปฏิบัติ
• ประเมินผลการเรียนรู้
คำถามสำคัญคือ
"ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไร?"
Training จึงเหมาะเมื่อองค์กรต้องการ
• ความรู้ใหม่
• ทักษะใหม่
• มาตรฐานเดียวกัน
• วิธีการทำงานที่ชัดเจน
• การพัฒนาความสามารถรายบุคคล
Training คือคำตอบที่ดี หากปัญหาหลักคือ "คนยังไม่รู้"

Facilitation คือการดึงศักยภาพของกลุ่ม
Facilitation มีเป้าหมายต่างออกไป
ไม่ใช่การให้คำตอบ
แต่คือการช่วยให้กลุ่ม
• คิดร่วมกัน
• เข้าใจปัญหาร่วมกัน
• สร้างทางเลือกร่วมกัน
• ตัดสินใจร่วมกัน
• ลงมือทำร่วมกัน
Facilitator ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในเนื้อหาเสมอไป
แต่ต้องเชี่ยวชาญในการออกแบบ "กระบวนการ"
เพื่อให้กลุ่มสามารถสร้างคำตอบของตนเองได้
คำถามสำคัญคือ
"กลุ่มค้นพบคำตอบร่วมกันได้หรือไม่?"

เปรียบเทียบง่าย ๆ
Training Facilitation
ถ่ายทอดความรู้ สร้างกระบวนการคิดร่วม
Trainer คือผู้เชี่ยวชาญ Facilitator คือผู้ออกแบบกระบวนการ
เน้นเนื้อหา (Content) เน้นกระบวนการ (Process)
มีคำตอบเตรียมไว้ เปิดพื้นที่ให้ค้นหาคำตอบ
ความสำเร็จคือ "เรียนรู้" ความสำเร็จคือ "เกิดการลงมือทำร่วมกัน"
ผู้เรียนเป็นผู้รับความรู้ ผู้เข้าร่วมเป็นผู้ร่วมสร้างความรู้

ปัญหาที่ Training เพียงอย่างเดียวแก้ไม่ได้
ลองนึกถึงสถานการณ์เหล่านี้
• ทุกคนรู้ Strategy แล้ว แต่ยังทำงานไม่สอดคล้องกัน
• ทุกคนเรียน Design Thinking แล้ว แต่ไม่เกิดนวัตกรรม
• ทุกคนเข้าอบรม Leadership แล้ว แต่ทีมยังไม่กล้าพูด
• ทุกคนเข้าใจการเปลี่ยนแปลง แต่ยังต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
ปัญหาเหล่านี้
ไม่ใช่เรื่องของ "ความรู้"
แต่เป็นเรื่องของ
• ความเข้าใจร่วม
• ความเชื่อมั่น
• การมีส่วนร่วม
• ความเป็นเจ้าของ
• ความไว้วางใจ
• การตัดสินใจร่วมกัน
ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ Facilitation สร้างคุณค่าได้อย่างมาก

แล้วองค์กรควรเลือกอะไร?
คำตอบคือ
ไม่ใช่เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
แต่ต้องเลือกให้เหมาะกับเป้าหมาย
หากองค์กรต้องการ
Know
ใช้ Training
หากองค์กรต้องการ
Think Together
ใช้ Facilitation
และหากองค์กรต้องการ
Know + Think + Commit + Act
การผสมผสาน Training และ Facilitation มักให้ผลลัพธ์ที่ทรงพลังกว่า
ตัวอย่างเช่น
• เริ่มด้วยการอธิบายหลักการและเครื่องมือ (Training)
• จากนั้นให้ทีมวิเคราะห์บริบทของตนเอง (Facilitation)
• ร่วมกันออกแบบแนวทางปฏิบัติ (Facilitation)
• สรุปบทเรียนและแผนการนำไปใช้ (Facilitation)
แนวทางนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมไม่ได้เพียง "เข้าใจ" แต่ยังมีส่วนร่วมในการกำหนดวิธีนำความรู้ไปใช้จริง

ในยุค AI
AI สามารถอธิบายทฤษฎี
สร้างสไลด์
สรุปหนังสือ
ออกแบบหลักสูตร
หรือแม้แต่สร้างแบบฝึกหัดได้ภายในไม่กี่วินาที
นั่นทำให้ "การเข้าถึงความรู้" ง่ายกว่าที่เคย
แต่สิ่งที่ AI ยังทดแทนได้ยาก คือ
• การสร้างความไว้วางใจในกลุ่ม
• การรับฟังมุมมองที่แตกต่าง
• การจัดการความขัดแย้ง
• การสร้างความเป็นเจ้าของร่วม
• การช่วยให้ทีมตัดสินใจร่วมกัน
ด้วยเหตุนี้ บทบาทของ Facilitation จึงยิ่งมีความสำคัญในโลกการทำงานยุคใหม่

บทสรุป
Training ทำให้คน รู้มากขึ้น
Facilitation ทำให้ทีม คิดร่วมกันได้ดีขึ้น
Training สร้าง Knowledge
Facilitation สร้าง Collective Intelligence
องค์กรที่ประสบความสำเร็จในอนาคต
อาจไม่ใช่องค์กรที่มีหลักสูตรอบรมมากที่สุด
แต่คือองค์กรที่สามารถเปลี่ยน
"ความรู้ของแต่ละคน"
ให้กลายเป็น
"ปัญญาร่วมของทั้งทีม"
และเปลี่ยน
"การเรียนรู้"
ให้กลายเป็น
"การลงมือทำร่วมกัน"
นั่นคือคุณค่าที่ Facilitation มอบให้กับธุรกิจ
________________________________________
"Training helps people learn. Facilitation helps people learn, align, decide, and act together."
International Association of Facilitators (IAF) Thailand

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

11/08/2026

The Business of Facilitation
Why Every Leader Needs Facilitation?

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

ทำไม...ผู้นำทุกคนจึงควรมีทักษะ Facilitation

ในอดีต...
เราเชื่อว่าผู้นำที่ดี คือคนที่ "มีคำตอบ"
เป็นคนที่ตัดสินใจเร็ว สั่งการเก่ง แก้ปัญหาได้ และรู้มากกว่าทีม

แต่โลกในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว
วันนี้ ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้มีคำตอบเดียว
ความรู้กระจายอยู่ในคนหลายฝ่าย
ธุรกิจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
และ AI ก็สามารถให้ข้อมูลได้ภายในไม่กี่วินาที
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ "ใครรู้มากที่สุด?" แต่คือ
"ใครสามารถดึงศักยภาพของคนทั้งทีมออกมาได้ดีที่สุด?"
นั่นคือเหตุผลที่ผู้นำยุคใหม่ต้องมีทักษะ Facilitation

Leadership ไม่ใช่การมีคำตอบทั้งหมด
ผู้นำหลายคนรู้สึกกดดันว่าต้องตอบได้ทุกเรื่อง
แต่ในโลกของความซับซ้อน (Complexity)
ไม่มีใครรู้ทุกอย่าง
สิ่งที่ทีมต้องการจากผู้นำ จึงไม่ใช่ "คำตอบทั้งหมด"
แต่คือคนที่สามารถ
• สร้างพื้นที่ให้ทุกคนกล้าคิด
• เปิดโอกาสให้ทุกเสียงมีคุณค่า
• ช่วยให้ทีมเข้าใจปัญหาร่วมกัน
• พาทีมค้นหาคำตอบที่ดีที่สุดร่วมกัน
• เปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลาย
ให้กลายเป็นการตัดสินใจร่วม

นี่คือหัวใจของ Facilitation

ผู้นำที่เก่ง ไม่ได้คิดคนเดียว
องค์กรจำนวนมากมีคนเก่งเต็มไปหมด
แต่กลับประชุมแล้วไม่ได้คำตอบ ไม่ใช่เพราะคนไม่เก่ง
แต่เพราะ "กระบวนการ" ยังไม่ช่วยให้ทุกคนคิดร่วมกัน
เมื่อไม่มีการ Facilitate
คนเสียงดังมักมีอิทธิพลมากกว่าคนที่มีไอเดียดี
คนที่เงียบมักไม่กล้าเสนอความคิดเห็น
การประชุมจึงกลายเป็นการรับฟัง มากกว่าการร่วมสร้าง
ในทางกลับกัน
เมื่อมี Facilitation ที่ดี
ทุกคนมีโอกาสคิด
ทุกคนมีโอกาสพูด
ทุกคนมีโอกาสสร้างคำตอบร่วมกัน
ผลลัพธ์ที่ได้จึงมักมีคุณภาพมากกว่า และได้รับการยอมรับมากกว่า

Facilitation ไม่ใช่การควบคุมคน
หลายคนเข้าใจผิดว่า Facilitation คือการควบคุมการประชุม
แท้จริงแล้ว Facilitation คือการออกแบบ "กระบวนการ"
เพื่อให้กลุ่มสามารถคิด เรียนรู้ ตัดสินใจ และลงมือทำร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Facilitator ไม่ได้เป็นเจ้าของคำตอบ
แต่เป็นผู้ช่วยให้กลุ่มค้นพบคำตอบของตนเอง
เมื่อผู้นำมีทักษะนี้
เขาจะเปลี่ยนบทบาทจาก
คนที่พูดมากที่สุด เป็น
คนที่ทำให้คนอื่นคิดได้มากที่สุด

แล้วองค์กรจะได้อะไร?
เมื่อผู้นำใช้ Facilitation อย่างเหมาะสม
องค์กรมักเห็นการเปลี่ยนแปลงในหลายด้าน
• การประชุมมีคุณภาพมากขึ้น
• คนกล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น
• เกิดความร่วมมือระหว่างฝ่ายงาน
• การตัดสินใจมีข้อมูลรอบด้าน
• ทีมมีความเป็นเจ้าของผลลัพธ์มากขึ้น
• การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นง่ายขึ้น เพราะทุกคนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น
Facilitation จึงไม่ใช่เพียง "ทักษะการประชุม"
แต่เป็นความสามารถสำคัญขององค์กรยุคใหม่

ผู้นำในยุค AI
AI สามารถสรุปรายงาน
วิเคราะห์ข้อมูล
เขียนแผนธุรกิจ
และตอบคำถามได้รวดเร็ว
แต่ AI ยังไม่สามารถสร้าง
ความไว้วางใจ
ความรู้สึกเป็นเจ้าของ
การรับฟังอย่างลึกซึ้ง
และการมีส่วนร่วมของมนุษย์ได้อย่างแท้จริง
นั่นคือพื้นที่ที่ Facilitation จะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น
อนาคตของผู้นำ จึงอาจไม่ใช่
"คนที่รู้มากที่สุด"
แต่คือ
"คนที่ทำให้คนรอบตัวเก่งขึ้น"

บทสรุป
Leadership คือการสร้างผลลัพธ์ผ่านผู้คน
Facilitation คือการปลดล็อกศักยภาพของผู้คน
เมื่อทั้งสองสิ่งทำงานร่วมกัน
ทีมจะไม่ได้เพียงทำงานได้ดีขึ้น
แต่จะเรียนรู้ เติบโต และสร้างนวัตกรรมร่วมกันได้อย่างต่อเนื่อง
ในโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ผู้นำอาจไม่จำเป็นต้องมีทุกคำตอบ
แต่ควรรู้วิธีตั้งคำถาม
รับฟังอย่างแท้จริง
และสร้างพื้นที่ที่ทำให้ "คำตอบที่ดีที่สุดของทีม" ได้เกิดขึ้น
เพราะนั่นคือหัวใจของ Facilitation

"The role of the leader is shifting from providing answers to enabling collective intelligence."
International Association of Facilitators (IAF) Thailand

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

06/08/2026

ขอบคุณคณาจารย์และนักศึกษา
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (KMUTT)
และ บุคคลทั่วไป ที่สนใจ
ที่ให้โอกาส IAF Thailand ได้ร่วมแบ่งปัน
พลังของ Facilitation ในกิจกรรม
Pro Bono Facilitation เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569

ครั้งนี้ผมและพี่นา ได้ร่วมกัน
จัด Mini Workshop เพื่อเปิดมุมมองใหม่
เกี่ยวกับการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมในห้องเรียน

ผมได้แบ่งปันหัวข้อ
✅ What is Facilitation?
✅ Why Facilitation?
✅ How to Facilitate?
✅ Facilitator แตกต่างจาก
Trainer, Teacher, Coach และ Consultant อย่างไร
✅ Learning Facilitation
เพียงเพิ่ม Facilitation แค่ 5–10 นาที ในคาบเรียน
ก็สามารถเปลี่ยนบรรยากาศการเรียนรู้ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมมากขึ้น

ส่วนพี่นา ได้แบ่งปัน
✨ 10 เทคนิคการสร้างการเรียนรู้
จากแนวคิด Training from the Back of the Room
ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ทันที

สิ่งที่น่าประทับใจที่สุด
ไม่ใช่เพียงการได้บรรยาย แต่คือการได้เห็นผู้เข้าร่วม

* กล้าคิด
* กล้าพูด
* กล้าตั้งคำถาม
* แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างเปิดใจ

บรรยากาศในห้องเต็มไปด้วยพลังการเรียนรู้
และยิ่งตอกย้ำความเชื่อของพวกเราว่า

> ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องเรียนมากขึ้น
แต่ควรได้ "มีส่วนร่วม" มากขึ้น

Facilitation ไม่ได้เป็นเรื่องของการใช้เครื่องมือที่ซับซ้อนเสมอไป
หลายครั้ง...เพียงเพิ่มช่วงเวลาแห่งการตั้งคำถาม การให้ผู้เรียนได้คิด ได้คุย และได้สะท้อนความคิด เพียง 5–10 นาที ก็สามารถสร้างความแตกต่างให้กับทั้งคาบเรียนได้

ขอบคุณคณาจารย์ นักศึกษา และ
ทีมงานทุกท่านที่ร่วมเปิดพื้นที่แห่งการเรียนรู้ในครั้งนี้

หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมล็ดพันธุ์เล็ก ๆ ของ Learning Facilitation
จะเติบโตและช่วยสร้างห้องเรียนที่ผู้เรียน
ได้คิด ได้ลงมือทำ และได้เรียนรู้ร่วมกันมากยิ่งขึ้น

IAF Thailand
Changing Meetings, Changing Learning, Changing Organizations.

06/08/2026

🤖 อนาคตของ Facilitation ในยุค AI

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

เมื่อ AI ตอบได้เร็วขึ้น... มนุษย์จึงต้อง "คิดร่วมกัน" ให้เก่งขึ้น
ไม่กี่ปีที่ผ่านมา
หลายคนเริ่มถามว่า

"เมื่อ AI ตอบคำถามได้ทุกเรื่อง"
Facilitator จะยังจำเป็นอยู่หรือไม่?

บางคนถึงกับเชื่อว่า อีกไม่นาน
AI จะออกแบบ Workshop
สรุปการประชุม
สร้างไอเดีย
วิเคราะห์ข้อมูล
และอาจทำหน้าที่แทน Facilitator ได้ทั้งหมด

คำถามคือ... จริงหรือ?

AI กำลังเปลี่ยน "คุณค่าของความรู้"
ในอดีต คนที่มีความรู้มากที่สุด
มักเป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุด

แต่วันนี้... AI สามารถ
ค้นหา
สรุป
เปรียบเทียบ
และสร้างคำตอบ
ได้ภายในไม่กี่วินาที
สิ่งที่เคยเป็น "ข้อได้เปรียบ"
กำลังกลายเป็น "สิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้"

แต่ AI ยังทำแทนไม่ได้...
AI ตอบคำถามได้ แต่ยังไม่สามารถ
สร้างความไว้วางใจระหว่างผู้คน
AI วิเคราะห์ข้อมูลได้ แต่ยังไม่สามารถ
ทำให้คนที่เห็นต่าง ร่วมกันสร้างคำตอบได้
AI สร้างไอเดียได้ แต่ยังไม่สามารถ
ทำให้ผู้คนรู้สึกว่า "นี่คือไอเดียของพวกเรา"

เพราะการเปลี่ยนแปลงในองค์กร
ไม่ได้เกิดจาก คำตอบที่ดีที่สุด เพียงอย่างเดียว

แต่เกิดจาก การที่ผู้คนยอมรับ เข้าใจ และลงมือทำร่วมกัน

โลกยุค AI
ทำให้ Facilitation สำคัญกว่าเดิม
เมื่อข้อมูลหาได้ง่าย
ความท้าทายขององค์กร
จึงไม่ใช่ "ขาดคำตอบ"
แต่คือ
* มีข้อมูลมากเกินไป
* มีมุมมองที่แตกต่างมากขึ้น
* การตัดสินใจซับซ้อนขึ้น
* การเปลี่ยนแปลงเกิดเร็วขึ้น
* ทีมทำงานข้ามสายงาน ข้ามประเทศ และข้ามวัฒนธรรมมากขึ้น

ทั้งหมดนี้
ไม่สามารถแก้ได้ด้วย AI เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องอาศัย Collective Intelligence
หรือ
ปัญญาร่วมของมนุษย์

บทบาทของ Facilitator กำลังเปลี่ยนไป
อดีต
Facilitator
อาจเป็นคนที่
ออกแบบกิจกรรม
ตั้งคำถาม
และสรุปบทเรียน
อนาคต
Facilitator
จะต้องสามารถ

🤖 ใช้ AI ช่วยวิเคราะห์ข้อมูล
🤖 ใช้ AI สร้างทางเลือกที่หลากหลาย
🤖 ใช้ AI เตรียม Workshop ได้เร็วขึ้น
แต่ในขณะเดียวกัน ก็ต้องช่วยให้มนุษย์
คิดอย่างมีวิจารณญาณ
ตั้งคำถามกับคำตอบของ AI
สร้างความเข้าใจร่วม
และตัดสินใจร่วมกัน

AI
จึงไม่ใช่คู่แข่งของ Facilitator
แต่เป็น ผู้ช่วย (Co-Facilitator)
ที่ทำให้ Facilitator มีเวลามากขึ้น
ในการทำสิ่งที่ AI ยังทำไม่ได้

สิ่งที่ AI ทำได้
✅ ค้นหาข้อมูล
✅ สรุปข้อมูล
✅ วิเคราะห์ข้อมูล
✅ สร้างตัวเลือก
✅ ร่าง Workshop

สิ่งที่มนุษย์ยังต้องทำ
❤️ สร้างความไว้วางใจ
👂 รับฟังอย่างลึกซึ้ง
🤝 จัดการความขัดแย้ง
🌱 สร้าง Psychological Safety
🎯 สร้างความเป็นเจ้าของร่วม
🚀 เปลี่ยนการสนทนา
ให้กลายเป็นการลงมือทำ

เพราะอนาคต
ไม่ได้แข่งขันกันว่า
"ใครใช้ AI เก่งกว่า"
แต่แข่งขันกันว่า
"ใครสามารถทำให้มนุษย์และ AI ทำงานร่วมกันได้ดีกว่า"
และนี่คือบทบาทใหม่ของ Facilitation
จากเดิมที่ช่วยให้ "คนคุยกับคน"
กำลังขยายไปสู่ "คนคุยกับ AI และคนคุยกันเอง"
เพื่อสร้างการตัดสินใจที่มีคุณภาพมากขึ้น

Facilitation
จึงไม่ใช่ทักษะที่ AI จะมาแทน
แต่เป็นหนึ่งในทักษะที่ ยิ่งสำคัญขึ้น

เมื่อ AI ฉลาดขึ้น
เพราะยิ่ง AI ให้คำตอบได้เร็วเท่าไร
มนุษย์ก็ยิ่งต้องเก่งขึ้นในการ
ตั้งคำถาม
รับฟัง
คิดร่วมกัน
ตัดสินใจร่วมกัน
และสร้างความเปลี่ยนแปลงร่วมกัน

คำถามชวนคิด
อีก 5 ปีข้างหน้า...
องค์กรของคุณ
จะได้เปรียบจากการมี
AI ที่ฉลาดที่สุด หรือ
ทีมที่สามารถใช้ AI เพื่อคิดและตัดสินใจร่วมกันได้ดีที่สุด?

📚 อ้างอิง

* World Economic Forum, The Future of Jobs Report 2025 — ทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ การทำงานร่วมกัน และภาวะผู้นำ ยังคงเป็นทักษะสำคัญในยุค AI
* Microsoft, 2025 Work Trend Index — แนวคิด **Frontier Firm** และการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์กับ AI
* Google DeepMind, The AI Opportunity Agenda — AI ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงาน แต่การนำไปใช้ให้เกิดผลลัพธ์ยังต้องอาศัยมนุษย์และองค์กร
* McKinsey & Company, The State of AI — องค์กรที่สร้างคุณค่าจาก AI ได้สูง ไม่ได้เปลี่ยนแค่เทคโนโลยี แต่เปลี่ยนวิธีทำงานและการตัดสินใจของผู้คน

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

04/08/2026

ศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลง

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

ทำไมคนส่วนใหญ่จึงไม่ได้ต่อต้าน "การเปลี่ยนแปลง"
แต่ต่อต้าน "วิธีที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น"

คุณเคยได้ยินประโยคแบบนี้ไหม...
"คนในองค์กรไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง"
หรือ
"พนักงานต่อต้านทุกเรื่อง"

แต่ลองสังเกตดูดี ๆ
คนกลุ่มเดียวกัน
ยอมเปลี่ยนโทรศัพท์รุ่นใหม่
เรียนรู้ AI
เปลี่ยนแอปพลิเคชัน
หรือแม้แต่เปลี่ยนวิธีใช้ชีวิต
ได้อย่างรวดเร็ว

คำถามคือ...
ถ้าคน "ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง"
แล้วเหตุใดพวกเขาจึงเปลี่ยนเรื่องอื่นได้?

สิ่งที่คนกลัว
อาจไม่ใช่ "การเปลี่ยนแปลง"
แต่คือ

ความไม่แน่นอน

สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมา
เพื่อรักษาความอยู่รอด
เมื่อเจอสิ่งใหม่
สมองจะตั้งคำถามทันที

* ปลอดภัยไหม?
* ฉันจะทำได้หรือเปล่า?
* จะเสียอะไรไหม?
* ถ้าล้มเหลวจะเกิดอะไรขึ้น?

หากคำตอบยังไม่ชัดเจน
สมองมักเลือก

"อยู่แบบเดิม"

ไม่ใช่เพราะวิธีเดิมดีที่สุด
แต่เพราะ

วิธีเดิม "คาดเดาได้"

# # พฤติกรรม
ไม่ได้เปลี่ยนเพราะ "รู้"
หลายองค์กร
ลงทุนกับการอบรมจำนวนมาก

ทุกคนรู้ว่า...
การสื่อสารสำคัญ
การทำงานเป็นทีมสำคัญ
การรับฟังสำคัญ
แต่หลังจากกลับไปทำงาน
หลายอย่างก็กลับเป็นเหมือนเดิม
เพราะ...

ความรู้ ไม่ได้เปลี่ยนพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ

งานวิจัยด้านพฤติกรรมศาสตร์พบว่า
การเปลี่ยนพฤติกรรม
เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน
ทั้งแรงจูงใจ
ความสามารถ
สภาพแวดล้อม
นิสัยเดิม
และแรงสนับสนุนจากคนรอบข้าง

การบอกให้เปลี่ยน
ไม่เท่ากับ
การทำให้คน "อยากเปลี่ยน"

เมื่อคนรู้สึกว่า
การเปลี่ยนแปลงถูก "ยัดเยียด"
สมองจะเริ่มปกป้องตัวเอง
แต่เมื่อคนรู้สึกว่า
ตนเองมีส่วนร่วม
มีสิทธิ์เลือก
และเข้าใจเหตุผล
แรงต้านมักลดลงอย่างมาก

แล้ว Facilitation ช่วยอะไร?

Facilitator ไม่ได้มีหน้าที่
โน้มน้าวให้ทุกคนเห็นด้วย
แต่ช่วยออกแบบกระบวนการ
ที่ทำให้ผู้คน
ค้นพบเหตุผลของการเปลี่ยนแปลงด้วยตนเอง

ด้วยการ
✅ เปิดพื้นที่ให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น
✅ รับฟังความกังวลอย่างจริงจัง
✅ สร้างความเข้าใจร่วม
✅ ให้ผู้คนร่วมออกแบบทางออก
✅ เปลี่ยน "ผู้ถูกเปลี่ยน"

ให้กลายเป็น
"ผู้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง"
เมื่อผู้คนมีส่วนร่วม
การเปลี่ยนแปลง
ก็ไม่ใช่คำสั่งจากข้างบนอีกต่อไป
แต่กลายเป็น
สิ่งที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน

เพราะการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน
ไม่ได้เริ่มจาก

การเปลี่ยนระบบ
แต่เริ่มจาก การเปลี่ยนวิธีคิด
และการเปลี่ยนวิธีที่ผู้คนมีส่วนร่วมกับการเปลี่ยนแปลงนั้น

Facilitation
จึงไม่ใช่ศาสตร์ของการ "บริหารการเปลี่ยนแปลง"

แต่เป็นศาสตร์ของ
"การออกแบบบทสนทนาและประสบการณ์
ที่ช่วยให้ผู้คนกล้าก้าวไปสู่การเปลี่ยนแปลงร่วมกัน"

เพราะสุดท้ายแล้ว...
คนส่วนใหญ่
ไม่ได้ต่อต้านอนาคต
แต่กำลังรอ

เหตุผลที่ดีพอ
และ
กระบวนการที่ทำให้พวกเขารู้สึกว่า ตนเองเป็นส่วนหนึ่งของอนาคตนั้น

คำถามชวนคิด
ในองค์กรของคุณ...
เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง
ผู้คนรู้สึกว่า
"ถูกสั่งให้เปลี่ยน"
หรือ
"ได้รับเชิญให้ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง"

📚 อ้างอิง

* Kurt Lewin, Lewin's Change Model (Unfreeze–Change–Refreeze)
* John P. Kotter, Leading Change (1996)
* James Clear, Atomic Habits (2018)
* Susan T. Fiske และ Shelley E. Taylor, งานวิจัยด้าน Social Cognition และการตอบสนองของมนุษย์ต่อความไม่แน่นอน
* Richard H. Thaler และ Cass R. Sunstein, Nudge (2008)

สนใจ การฟา ในแบบของ IAF
FB: fb.com/IAFThailand

LINE OC: บุคคลที่สนใจ
https://bit.ly/IAFTHLOC
Passcode: iaf2023

03/08/2026

🤝 ชวนมาเข้าร่วม กระบวนการ Facilitation ไปด้วยกัน
ลงทะเบียน ได้ ทาง https://forms.gle/scgyMynS5dJ5JFYq5

หลายคนรู้จักคำว่า "Facilitator" แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่า...
💭 Facilitation คืออะไร?
💭 ต่างจากการสอน การอบรม หรือการโค้ชอย่างไร?
💭 แล้วจะนำไปใช้กับงานของเราได้จริงหรือ?

IAF Thailand ขอเชิญทุกท่านเข้าร่วม
☕ ONSITE Mini Workshop
พัฒนาทักษะการฟา
เรียนรู้ • ทดลอง • แลกเปลี่ยน • นำไปใช้ได้ทันที

📅 วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม 2569
🕘 เวลา 09.00 – 16.00 น.
📍 Secret Service Cafe สุขุมวิท 42 (ใกล้ BTS เอกมัย)
พิกัด https://maps.app.goo.gl/WE6KMZ6sLdJvWUuJ8

ลงทะเบียน ได้ ทาง https://forms.gle/scgyMynS5dJ5JFYq5

Agenda
09.00 – 10.00 BAR : Before Action ReTHINK
10.00 – 12.00 CATalyst : Learning Facilitation in Action
🍽 12.00 – 13.00 Lunch Time # # ไม่รวมในค่าเข้าร่วม # #
13.00 – 15.00 FACILZ for IAF Thailand
15.00 – 16.00 AAR : After Action ReMAKE

ค่าร่วมกิจกรรม
🟠 สมาชิก IAF Global 400 บาท / ท่าน
🟠 บุคคลทั่วไป (ยังไม่เป็นสมาชิก IAF Global) 800 บาท / ท่าน
สมัครสมาชิก ได้ทาง https://members.iaf-world.org/join เลือก Thailand
🟠 รับเพียง 20 ท่าน เท่านั้น (งดรับสมัคร หน้างาน)
☕ ผู้เข้าร่วมทุกท่านจะได้รับเครื่องดื่ม 1 แก้วในช่วงเช้า

หมายเหตุ *
ค่าเข้าร่วม ไม่รวม ค่าอาหารกลางวัน ของว่าง และ เครื่องดื่มช่วงบ่าย
รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายทั้งหมด จะนำเข้าบัญชี IAF Thailand
เพื่อสนับสนุนการจัดกิจกรรมและการขับเคลื่อนชุมชน Facilitation ในประเทศไทย
Workshop นี้ไม่ใช่การบรรยายทั้งวัน

แต่เป็นพื้นที่เล็ก ๆ ที่ทุกคนจะได้
✨ เรียนรู้จากการลงมือทำ
✨ แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนร่วมวิชาชีพ
✨ ทดลองใช้เทคนิค Facilitation จริง
✨ และกลับบ้านพร้อมไอเดียที่นำไปใช้ได้ทันที

ดำเนินกิจกรรมโดย
🎙 ดร.นิพัฒน์ (ALMON) Chairperson of IAF Thailand
🎙 ประวีณา (NA) Vice Chair of IAF Thailand

หากคุณเชื่อว่า...
"การทำงานร่วมกัน ที่ดีที่สุด ไม่ได้เกิดจากการฟังมากขึ้น
แต่เกิดจากการคิด การลงมือทำ และการเรียนรู้ร่วมกัน"

เรารอพบคุณใน Workshop นี้ครับ
ลงทะเบียน ได้ ทาง https://forms.gle/scgyMynS5dJ5JFYq5


ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok