27/08/2026
ในดราม่า **ต้า เฟ็ดเฟ่ – ยัต ชัยโสโร**
คนส่วนใหญ่อาจกำลังสนใจว่า
ใครพูดจริง?
ใครผิด?
ใครเอาอะไรของใครไป?
หรือคดี 20 ล้านจะจบอย่างไร
แต่มีตัวเลขหนึ่งที่ผมเห็นแล้วหยุดมองไม่ได้
**49% / 49% / 2%**
ตามข้อมูลที่ถูกเปิดเผยผ่านสื่อ
โครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทชัยโสโรในช่วงหนึ่งคือ
ต้า 49%
ยัต 49%
และภรรยาของยัต 2%
2%
ตัวเลขเล็กมาก
แต่ในธุรกิจ
**เรื่องเล็ก ไม่ได้แปลว่าจะให้ผลเล็กเสมอไป**
เพราะถ้าหุ้น 2% นั้นโหวตไปในทิศเดียวกับหุ้น 49%
49 + 2 = **51**
จากสิ่งที่ดูเหมือนว่า
**49 = 49**
อาจกลายเป็น
**49 < 51**
แน่นอนว่า ในบริษัทจริง
51% ไม่ได้แปลว่าจะมีอำนาจทำได้ทุกอย่าง
ยังต้องดูเรื่องกรรมการ
ข้อบังคับบริษัท
ประเภทของมติ
สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น
และรายละเอียดทางกฎหมายอีกมาก
แต่สิ่งที่ผมว่าน่าสนใจกว่าตัวเลข 2%
คือคำถามนี้
**ตอนวันที่ทุกคนยังรักกัน
เราได้ตกลงกันหรือยังว่า
ถ้าวันหนึ่งเราเห็นไม่ตรงกัน จะทำอย่างไร?**
ตอนเริ่มธุรกิจกับเพื่อน
เรื่องที่เราชอบคุยกันมักเป็นเรื่องอนาคต
เราจะทำอะไร
จะโตแค่ไหน
ใครรับผิดชอบอะไร
หาเงินได้แล้วแบ่งกันอย่างไร
แต่มีอีกชุดคำถามหนึ่ง
ที่ไม่ค่อยมีใครอยากคุย
เพราะมันฟังดูเหมือน “ไม่ไว้ใจกัน”
ถ้าวันหนึ่งคนหนึ่งอยากออกล่ะ?
หุ้นจะขายให้ใคร?
คิดราคาหุ้นอย่างไร?
ถ้าเห็นไม่ตรงกัน 50/50 ใครตัดสิน?
ชื่อแบรนด์เป็นของใคร?
ช่อง YouTube / Facebook / TikTok เป็นของใคร?
คลิปเก่าที่สร้างรายได้ต่อไป
รายได้นั้นเป็นของใคร?
Password อยู่กับใคร?
Customer Data อยู่ที่ไหน?
ทรัพย์สินที่สร้างร่วมกัน
ถ้าวันหนึ่งแยกกัน จะแบ่งอย่างไร?
เรื่องพวกนี้ตอนเริ่มบริษัท
ดูเป็น **“เรื่องเล็ก”** มาก
บางทีใช้เวลานั่งคุยกันไม่กี่ชั่วโมง
บางข้ออาจจบด้วยกระดาษไม่กี่หน้า
แต่วันที่ธุรกิจโต
มีชื่อเสียง
มีรายได้
มีทรัพย์สิน
มีคนติดตาม
และผลประโยชน์เริ่มใหญ่ขึ้น
คำถามเล็ก ๆ ที่เราเคยข้ามไป
อาจกลับมาเป็นคำถามราคา
**หลายล้านบาท**
เรื่องของต้าและยัตยังมีข้อเท็จจริงอีกหลายส่วนที่ต้องพิสูจน์
โดยเฉพาะประเด็นการโอนหุ้นและเอกสารต่าง ๆ
ผมจึงไม่คิดว่าเราควรรีบตัดสินว่าใครถูกใครผิดจากข้อมูลที่มีวันนี้
แต่สิ่งหนึ่งที่คนทำธุรกิจเอากลับมาดูบริษัทตัวเองได้เลยคือ
**“ความไว้ใจ” กับ “ระบบ” ไม่ได้เป็นศัตรูกัน**
หลายคนคิดว่า
ถ้าสนิทกันมาก
ก็ไม่ต้องเขียนละเอียด
ถ้าเป็นเพื่อนกันมานาน
ก็ไม่ต้องทำสัญญาเยอะ
ถ้าไว้ใจกัน
ก็พูดกันรู้เรื่อง
แต่ผมกลับคิดอีกแบบ
**ยิ่งเราไว้ใจกัน
ยิ่งควรตกลงเรื่องยาก ๆ กันตอนที่ยังคุยกันดี**
เพราะวันที่ยังรักกัน
เรายังอยากหาทางที่แฟร์กับทุกฝ่าย
แต่วันที่ความสัมพันธ์พังแล้ว
เรื่องเดียวกันอาจไม่ได้มีแค่
“อะไรแฟร์?”
แต่อาจมี
ความโกรธ
ความผิดหวัง
ความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเอาเปรียบ
ชื่อเสียง
เงิน
และ Ego
เข้ามาอยู่ในสมการด้วย
ดังนั้น Shareholders' Agreement ที่ดี
อาจไม่ได้มีไว้เพราะเรา **“ไม่ไว้ใจหุ้นส่วน”**
แต่มันมีไว้ปกป้องความสัมพันธ์
จากวันที่ความไว้ใจอย่างเดียวไม่พอ
ถ้าคุณมีหุ้นส่วนอยู่ตอนนี้
คืนนี้ยังไม่ต้องร่างสัญญา 50 หน้า
ลองเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ก่อน
นั่งตอบกันให้ได้ 5 ข้อ
1. ถ้าคนหนึ่งอยากออก หุ้นจะจัดการอย่างไร?
2. ถ้าความเห็นเท่ากัน ใครหรืออะไรเป็นตัวตัดสิน?
3. Brand / IP / Page / Channel / Data เป็นของใคร?
4. ถ้าเลิกทำงานด้วยกัน ทรัพย์สินและรายได้เดิมแบ่งอย่างไร?
5. ถ้าคนหนึ่งเสียชีวิต ป่วย หรือทำงานต่อไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้น?
บริษัทคุณอาจยังไม่มีปัญหาอะไรเลยวันนี้
และบางที...
**นั่นแหละคือเวลาที่ดีที่สุด
ที่จะคุยเรื่องพวกนี้**
เพราะเรื่องใหญ่ของหุ้นส่วน
หลายครั้งไม่ได้เริ่มในวันที่ทะเลาะกัน
มันเริ่มจาก
**เรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครคิดว่าจำเป็นต้องคุย
ตอนที่ทุกอย่างยังดีอยู่**
#100ล้านเรื่องเล็ก
#หุ้นส่วนธุรกิจ
#เจ้าของกิจการ
#ต้ายัตชัยโสโร
#ธุรกิจ