Good Read, Good Life อ่านดี ชีวิตดี

Good Read, Good Life อ่านดี ชีวิตดี โดย แอคคอมกรุ๊ป www.aclc-asia.com

หลายโปรแกรมพัฒนาทักษะจบลงด้วยพลังและความหวังผู้เรียนเดินออกจากห้องอบรมด้วยแรงบันดาลใจ มีแผนการนำไปใช้ และรู้สึกพร้อมจะเป...
25/07/2026

หลายโปรแกรมพัฒนาทักษะจบลงด้วยพลังและความหวัง

ผู้เรียนเดินออกจากห้องอบรมด้วยแรงบันดาลใจ มีแผนการนำไปใช้ และรู้สึกพร้อมจะเปลี่ยนแปลง

บางช่วงของโปรแกรม อาจเป็นบนสไลด์หน้า 27 ทักษะใหม่ที่สำคัญถูกนำเสนอ

ผู้เรียนพยักหน้า บางคนถ่ายรูป บางคนจดไว้

ในชั่วขณะนั้น ทักษะนี้ดูมีความหมาย ใช้ได้จริง และน่านำไปปรับใช้กับงาน

********************
แล้วเช้าวันจันทร์ก็มาถึง...
********************
ปฏิทินเริ่มแน่น กล่องอีเมลเต็มไปด้วยงาน ทีมกลับเข้าสู่โหมดแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และระบบการทำงานเดิมก็ค่อย ๆ ดึงทุกคนกลับไปสู่นิสัยเดิมอย่างเงียบ ๆ ทักษะใหม่นั้นจึงไม่เคยได้เดินทางออกจากสไลด์

พูดอีกแบบคือ…มันตายอยู่บนสไลด์หน้า 27

ไม่ใช่เพราะการอบรมไม่ดี
ไม่ใช่เพราะผู้เรียนไม่ใส่ใจ
ไม่ใช่เพราะคนขาดแรงจูงใจ

แต่เพราะสภาพแวดล้อมในการทำงานไม่ได้ถูกออกแบบมาให้การเรียนรู้นั้นอยู่รอด

World Economic Forum ระบุว่า ภายในปี 2030 ทักษะแกนหลักของคนทำงานประมาณ 39% จะเปลี่ยนไป

นี่สะท้อนว่า การพัฒนาทักษะไม่ใช่กิจกรรมเสริมขององค์กรอีกต่อไป แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของการอยู่รอดในยุค AI

แต่ทักษะใหม่จะไม่กลายเป็นพฤติกรรมจริง เพียงเพราะถูกสอนในห้องอบรม

ทักษะจะอยู่รอด เมื่อหัวหน้าโค้ชต่อหลังการอบรม

ทักษะจะอยู่รอด เมื่อทีมมีพื้นที่ให้ทดลองใช้

ทักษะจะอยู่รอด เมื่อมี Feedback, Reflection และ Reinforcement ในหน้างานจริง

ในยุค AI เรื่องนี้ยิ่งสำคัญกว่าเดิม AI ช่วยให้เราทำงานเร็วขึ้น แต่โอกาสที่แท้จริงคือการใช้เวลาที่ AI คืนกลับมา เพื่อพัฒนาศักยภาพมนุษย์

คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า
“ผู้เรียนชอบการอบรมไหม?”

แต่คำถามที่ดีกว่าคือ
“อะไรจะช่วยให้การเรียนรู้นี้อยู่รอดหลังวันจันทร์?”

เพราะบททดสอบที่แท้จริงของการเรียนรู้ ไม่ใช่แบบประเมินหลังการอบรม แต่คือพฤติกรรมที่ยังคงอยู่ เมื่อผู้เรียนกลับไปสู่การทำงานจริง

อย่าปล่อยให้ทักษะใหม่ตายตั้งแต่วันจันทร์

อ่านบทความเต็มได้ที่นี่ค่ะ
https://www.aclc-asia.com/post/dont-let-new-skills-die-on-monday

#การพัฒนาผู้นำ #การพัฒนาทักษะ
#แอคคอมกรุ๊ป

สามเทคนิคการเรียนรู้เร็วขึ้นด้วยวิธีที่สมองชอบ1. อยากเรียนรู้เร็วขึ้น ให้เริ่มจาก “ความสนใจ” ไม่ใช่ความจำสมองไม่ได้จำทุก...
04/07/2026

สามเทคนิคการเรียนรู้เร็วขึ้นด้วยวิธีที่สมองชอบ

1. อยากเรียนรู้เร็วขึ้น ให้เริ่มจาก “ความสนใจ” ไม่ใช่ความจำ
สมองไม่ได้จำทุกอย่างที่เราเห็น แต่สมองจะจำสิ่งที่ “เกี่ยวข้องกับเรา” ได้ดีกว่า

ก่อนเริ่มเรียนรู้อะไรใหม่ ลองถามตัวเองสั้น ๆ ว่า “เรื่องนี้เกี่ยวกับชีวิต งาน หรือเป้าหมายของฉันอย่างไร?”

คำถามนี้ช่วยเปิดระบบความสนใจของสมอง ทำให้ข้อมูลใหม่ไม่ใช่แค่ “ความรู้ลอย ๆ” แต่กลายเป็นสิ่งที่สมองรู้สึกว่า “มีความหมาย”

ก่อนอ่าน ฟัง หรือเรียนรู้อะไรใหม่ ให้ตั้งคำถามหนึ่งข้อว่า “ฉันจะเอาเรื่องนี้ไปใช้กับอะไรได้บ้าง?”

เพราะสมองเรียนรู้เร็วขึ้น เมื่อมันรู้ว่า “สิ่งนี้สำคัญกับฉัน”

2. อยากจำได้นาน อย่าอ่านซ้ำอย่างเดียว ให้ “ดึงออกมาใช้”
หลายคนคิดว่าอ่านซ้ำคือการเรียนรู้ แต่จริง ๆ แล้ว สมองจำได้ดีขึ้นเมื่อเรา “พยายามนึก” และ “อธิบายออกมา”

การอ่านซ้ำทำให้เรารู้สึกคุ้น แต่การดึงความรู้ออกมาใช้ ทำให้สมองสร้างเส้นทางความจำที่แข็งแรงขึ้น

หลังเรียนรู้อะไรใหม่ ลองปิดหนังสือหรือปิดหน้าจอ แล้วถามตัวเองว่า
“ฉันจำประเด็นสำคัญได้กี่ข้อ?”
“ถ้าต้องอธิบายให้เพื่อนฟังในหนึ่งนาที ฉันจะพูดว่าอะไร?”

ตัวอย่างเช่น เรียน 10 นาที หยุด 2 นาที แล้วสรุปด้วยคำพูดของตัวเอง
เพราะความรู้ที่เรา “เรียกกลับมาใช้ได้” คือความรู้ที่เริ่มเป็นของเราจริง ๆ

3. อยากเรียนรู้เร็วขึ้น อย่าเรียนรวดเดียว ให้เว้นจังหวะ
สมองไม่ได้สร้างความเข้าใจลึก ๆ ตอนที่เรายัดเยียดข้อมูลเข้าไปตลอดเวลา
แต่สมองต้องการ “ช่องว่าง” เพื่อจัดระเบียบ เชื่อมโยง และเก็บข้อมูล

การเรียนแบบรวดเดียวอาจทำให้รู้สึกว่าได้เยอะ แต่การเรียนแบบเว้นช่วง มักช่วยให้จำได้นานกว่า

ตัวอย่างเช่น แทนที่จะเรียน 1 ชั่วโมงรวด ลองแบ่งเป็นช่วงสั้น ๆ เช่น 20 นาทีเรียน 5 นาทีพัก แล้วจึงกลับมาทบทวนอีกครั้ง

เพราะสมองไม่ได้เรียนรู้ดีที่สุดตอนเราฝืน แต่เรียนรู้ดีที่สุดเมื่อมีจังหวะให้ข้อมูล “ตกผลึก”

ขอให้มีความสุขกับการเรียนรู้ค่ะ

#เรียนรู้เร็วขึ้น

#พัฒนาตัวเอง


#สมองกับการเรียนรู้

ประตูที่สอง: รู้ทันความคิดลบ และสร้างเส้นทางคิดใหม่ให้สมองการสร้างเส้นทางคิดไปสู่ความสุข ไม่ได้หมายถึงการบังคับตัวเองให้...
29/06/2026

ประตูที่สอง: รู้ทันความคิดลบ และสร้างเส้นทางคิดใหม่ให้สมอง

การสร้างเส้นทางคิดไปสู่ความสุข ไม่ได้หมายถึงการบังคับตัวเองให้คิดบวกตลอดเวลา แต่คือการเข้าใจว่า สมองของเราทำงานอย่างไรกับความคิดเดิม ๆ

สมองเป็นอวัยวะที่พยายามประหยัดพลังงานอยู่เสมอ ดังนั้น สมองจึงชอบใช้ “เส้นทางเดิม” ที่คุ้นเคย มากกว่าสร้างเส้นทางใหม่ที่ต้องใช้แรงมากกว่า
เมื่อเราคิดลบซ้ำ ๆ เช่น
“ฉันยังไม่ดีพอ”
“ฉันคงทำไม่ได้”
“ถ้าพลาด ทุกอย่างจะแย่”

สมองจะเริ่มใช้ความคิดเหล่านี้เป็นทางลัดในการตีความชีวิต

ยิ่งคิดซ้ำ สมองยิ่งคุ้น ยิ่งคุ้น ยิ่งเชื่อ และยิ่งเชื่อ เราอาจเผลอคิดว่านั่นคือ “ความจริง”

แต่ความคิดที่คุ้น ไม่ได้แปลว่าจริงเสมอไป บางครั้งมันเป็นเพียงเส้นทางเก่าที่สมองเลือกใช้ เพราะง่ายและประหยัดพลังงานกว่า

ประตูความสุขที่สอง จึงเริ่มจากการรู้ทันความคิดลบเมื่อมันพยายามจะเข้ามา เช่นลองถามตัวเองว่า
ความคิดนี้จริงทั้งหมดไหม?
ความคิดนี้ช่วยให้ฉันไปต่อไหม?

ถ้าคำตอบคือไม่ เราไม่จำเป็นต้องเชื่อความคิดนั้นทันที แต่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นประโยคใหม่ที่จริงกว่า และช่วยให้เราก้าวต่อได้

จาก “ฉันทำไม่ได้” เป็น “ฉันยังเรียนรู้ได้”

จาก “ฉันยังไม่พร้อม” เป็น “ฉันเริ่มจากก้าวเล็ก ๆ ได้”

จาก “ฉันพลาดไม่ได้” เป็น “ความผิดพลาดคือข้อมูล ไม่ใช่คำตัดสินคุณค่าของฉัน”

เมื่อเราฝึกใช้ประโยคใหม่ซ้ำ ๆ สมองจะค่อย ๆ สร้างเส้นทางใหม่

และเมื่อเส้นทางใหม่นั้นเริ่มคุ้น ความสุขก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องรอให้เกิดจากภายนอกเท่านั้น แต่กลายเป็นสิ่งที่เราค่อย ๆ ฝึกให้สมองเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ความสุขบางครั้งไม่ได้เริ่มจากการเปลี่ยนโลกทั้งใบ แต่เริ่มจากการเปลี่ยนเส้นทางเล็ก ๆ ในสมอง ที่เราใช้พูดกับตัวเองทุกวัน

ขอให้ทุกท่านมีความสุขในแบบฉบับของตัวเองทุกวัน ขอบพระคุณที่ติดตามอ่านค่ะ


#ข้อความดีๆเพื่อเติมความสุข
#เติมความสุขวันละนิด
#แอคคอมกรุ๊ป

สมองกับความสุข: ทำไมความสุขจึงไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นสิ่งที่ฝึกได้หลายคนคิดว่าความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชีวิตดี...
28/06/2026

สมองกับความสุข: ทำไมความสุขจึงไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่เป็นสิ่งที่ฝึกได้

หลายคนคิดว่าความสุขเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชีวิตดีขึ้น ปัญหาน้อยลง หรือมีบางสิ่งบางอย่างสำเร็จตามที่หวัง

แต่ในมุมของประสาทวิทยา (Neuroscience) ความสุขไม่ได้เป็นเพียงผลลัพธ์ของเหตุการณ์ภายนอกเท่านั้น ความสุขยังเกี่ยวข้องกับ “วิธีที่สมองให้ความสนใจ จดจำ และสร้างความหมาย” จากประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน

สมองของมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อมีความสุขเป็นหลัก แต่ถูกออกแบบมาเพื่อความอยู่รอด

นี่คือเหตุผลที่เรามักจำคำวิจารณ์ได้นานกว่าคำชม กังวลกับสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นมากกว่าซึมซับสิ่งดี ๆ ที่มีอยู่ตรงหน้า หรือกลับไปคิดซ้ำกับเรื่องที่ทำให้เจ็บปวด แม้ในวันเดียวกันนั้นจะมีเรื่องดีเกิดขึ้นหลายอย่างก็ตาม

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Negativity Bias หรือแนวโน้มที่สมองให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านลบมากกว่าด้านบวก เพราะในอดีต การมองเห็นภัยคุกคามได้เร็วช่วยให้มนุษย์รอดชีวิต แต่ในโลกปัจจุบัน สมองแบบเดียวกันนี้อาจทำให้เราติดอยู่กับความเครียด ความกลัว และความไม่พอใจได้ง่ายกว่าที่คิด

ข่าวดีคือ สมองไม่ได้หยุดเปลี่ยนแปลง
หลักการเรื่อง Neuroplasticity ชี้ให้เห็นว่า สมองสามารถเปลี่ยนแปลงได้จากประสบการณ์ซ้ำ ๆ สิ่งที่เราฝึกคิด ฝึกรู้สึก และฝึกให้ความสนใจบ่อย ๆ จะค่อย ๆ กลายเป็นเส้นทางที่สมองใช้งานได้ง่ายขึ้น เปรียบเหมือนทางเดินในป่า ยิ่งเดินซ้ำ ทางนั้นยิ่งชัด ยิ่งใช้งานง่าย

ดังนั้น ความสุขจึงไม่ใช่การบังคับตัวเองให้คิดบวกตลอดเวลา แต่คือการฝึกสมองให้ “รับรู้สิ่งดี” ได้ชัดขึ้น และอยู่กับสิ่งดีนั้นได้นานพอ

ในชีวิตประจำวัน สิ่งดี ๆ มักเกิดขึ้นสั้นมาก เช่น คำขอบคุณจากใครบางคน รอยยิ้มของคนในบ้าน กาแฟแก้วอร่อย แสงเช้าที่สวยงาม หรือความรู้สึกโล่งใจหลังจากทำงานชิ้นหนึ่งเสร็จ แต่บ่อยครั้ง เราปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ผ่านไปเร็วเกินไป สมองจึงไม่มีเวลามากพอที่จะบันทึกประสบการณ์เหล่านี้เป็นความรู้สึกมั่นคง อบอุ่น หรือมีคุณค่า

การฝึกความสุขจึงเริ่มจากสิ่งเล็กมาก คือ “หยุดให้นานขึ้นอีกนิด”

เมื่อมีเรื่องดีเกิดขึ้น ลองหยุดรับรู้สัก 10–20 วินาที ไม่ใช่แค่รู้ว่ามันดี แต่ให้ร่างกายและใจได้สัมผัสความรู้สึกนั้นจริง ๆ เช่น ความสบาย ความขอบคุณ ความภูมิใจ ความรัก หรือความสงบ การอยู่กับประสบการณ์เชิงบวกให้นานขึ้น ช่วยให้สมองมีโอกาสเปลี่ยนจาก “เหตุการณ์ดีที่ผ่านไป” เป็น “ความทรงจำดีที่อยู่ในใจ”

นี่คือประตูที่หนึ่งของความสุข ติดตามตอนต่อไปในวันพรุ่งนี้ค่ะ


#ข้อความดีๆเพื่อเติมความสุข
#เติมความสุขวันละนิด
#แอคคอมกรุ๊ป

ที่อยู่

Wacharaphon Road
Bangkok
10220

เว็บไซต์

แจ้งเตือน

รับทราบข่าวสารและโปรโมชั่นของ Good Read, Good Life อ่านดี ชีวิตดีผ่านทางอีเมล์ของคุณ เราจะเก็บข้อมูลของคุณเป็นความลับ คุณสามารถกดยกเลิกการติดตามได้ตลอดเวลา

ทางลัด

แชร์

ประเภท