22/10/2023
เนื่องในช่วงงานหนังสือ ขอแนะนำหนังสือเล่มต่อไปเลย! เล่มที่ 7 คือหนังสือที่มีชื่อว่า "ความเข้าใจผิดในครอบครัวที่ส่งต่อกันมา" เขียนโดย เมริษา ยอดมณฑป เจ้าของเพจตามใจนักจิตวิทยา Keywords หลักๆ ของเล่มนี้คือ Birth Order & Parenting Styles จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการแก้ไขความเชื่อที่ผิดๆเกี่ยวกับการเลี้ยงดูเด็กๆที่ส่งต่อกันมาในครอบครัว(บางครอบครัว...แต่ก็จำนวนพอสมควรล่ะ!)จากรุ่นสู่รุ่น โดยอ้างอิงอยู่บนทฤษฎีและงานวิจัยทางจิตวิทยาว่าความเชื่อเช่นนั้นส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อสภาพจิตใจของเด็กๆจริงๆ แต่สิ่งที่ผมมองว่าเป็นไฮไลท์ที่สุดสำหรับหนังสือเล่มนี้คือกำลังพาคุณพ่อคุณแม่ "เป็นคนธรรมดา" การรักลูกตัวเองไม่เท่ากัน ไม่ใช่ตราบาป ไม่ใช่ความผิดที่ต้องได้รับการลงโทษ แต่ต้องรู้จักแก้ปัญหา ป้องกันปัญหา ซึ่งการจะทำเช่นนั้นได้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ "ยอมรับก่อนว่ารักลูกไม่เท่ากัน" แล้วเราจึงจะเติมเต็มให้ลูกๆทุกคน "เท่ากัน" ได้
21/10/2023
เนื่องในเทศกาลงานหนังสือที่กำลังจัดขึ้น ประกอบกับเป็นช่วงปิดภาคเรียนที่ทำให้กลับมามีเวลา วันนี้จึงอยากจะมาแนะนำหนังสือเล่มที่ 6 (จริงๆคือจะรีบแนะนำหนังสือที่อ่านจบไปแล้ว เนื่องจากเดี๋ยวไปงานหนังสือรอบนี้ก็คงจะมีหนังสือติดไม้ติดมือมาอีก ยังไม่นับกองดองของงานหนังสือครั้งที่แล้ว) สำหรับหนังสือเล่มที่ 6 มีชื่อว่า “ปั้นให้รุ่ง: สร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้เพื่อเด็กทุกคน” (Helping Children Succeed: What Works and Why) เขียนโดย Paul Tough โดยมี พชร สูงเด่น เป็นผู้แปล เล่มนี้ได้อ่านฉบับพิมพ์ครั้งแรกในเดือน กันยายน 2563 เป็นหนังสือที่เอา "งานวิจัยทางจิตวิทยา" มาประยุกต์ใช้ในการ "จัดการศึกษา" มันเป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากๆ และมันตอกย้ำความเชื่อผมที่ว่า การศึกษาที่ดี ต้องใช้จิตวิทยาเป็นฐานในการขับเคลื่อน หนังสือเล่มนี้เปิดอีกมุมหนึ่งของการนำแนวคิดเชิงพฤติกรรมนิยมมาใช้ในการจัดการชั้นเรียนว่า แม้ว่าพฤติกรรมนิยมจะวัดและประเมินได้ง่าย เพราะมันสนใจแต่พฤติกรรมที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนเท่านั้น และเราสามารถจัดกระทำกับพฤติกรรมของเด็กๆได้ แต่งานวิจัยกลับพบว่า การสร้างแรงจูงใจด้วยเงินนั้น ผลของมันที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนมีสถิติอยู่ที่ 0 เมื่อเราใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดลงโทษรุนแรง สมองของเด็กจะเข้าสู่โหมดเอาตัวรอด จะสู้หรือจะหนี ถ้าเสริมแรงด้วยรางวัล นักเรียนจะอยากทำเพราะรางวัล ไม่ใช่ประโยชน์ของสิ่งนั้นจริงๆ หนังสือเล่มนี้พบว่า ความเป็นตัวเอง ความรู้สึกมีความสามารถ และความสัมพันธ์ คือแรงกระตุ้นภายใน ที่จะทำให้เด็กอยากทำสิ่งต่างๆเพราะมันมีประโยชน์จริงๆ และนั่นเป็นเหตุผลที่ผมไม่เคยอยากให้เด็กเข้าเรียนเพียงเพราะจะมาดูว่าวันนี้ครูจะแต่งตัวเป็นตัวอะไร หรือทำตัวเป็นดีเจจูงใจให้เด็กเข้าเรียน หรือมาตลกขายขำเพื่อให้เด็กเข้าเรียน แต่ผมพยายามสอนให้เด็กเห็นว่าบทเรียนนี้มีประโยชน์กับเขาอย่างไร และพยายามสร้างความสัมพันธ์อันดีกับนักเรียน ให้กำลังใจว่านักเรียนสามารถทำกิจกรรมที่ผมออกแบบมาได้ และเคารพในคำตอบของนักเรียนทุกคน
25/01/2023
จริงๆเราควรจะโพสท์แนะนำหนังสือเล่มนี้ในวันครู 16 มกราคม ที่ผ่านมา แต่ช่วงนั้นงานยุ่งมาก ตอนนี้ค่อยพอมีเวลาหายใจหายคอ ไม่ได้อัพเดทรีวิวหนังสือมานาน วันนี่้มีโอกาสอยากแนะนำหนังสือเล่มนี้ครับ "ทุกการสอนเป็นไปได้" อ่านแล้วทำให้ได้ไอเดียที่จะนำไปใช้ทั้งการจัดการเรียนการสอน การประจำชั้น และการดูแลบริหารจัดการชั้นเรียนให้เป็น Safe Zone ของเด็กๆ นอกจากนี้ หนังสือเล่มนี้ยังช่วยจุดประกายไฟในตัวคุณครูอีกด้วยว่า อย่าคิดว่าไอเดียใหม่ๆแปลกๆแหวกกรอบแหวกแนวจะไม่สามารถทำได้ อ่านหนังสือเล่มนี้แล้วจะรู้เลยว่า ห้องเรียนของเราจะเป็นไปทิศทางไหนนั้น อยู่ในการดูแลของคุณครูเลยครับว่าจะนำพานักเรียนไปในทิศทางไหน ขอให้ทุกการสอนเป็นไปได้ ครับ
23/03/2022
ในปัจจุบัน หลายๆโรงเรียนก็ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้เท่าทันกับยุคสมัยมากยิ่งขึ้น จึงมีหลายๆโรงเรียนผลิตหลักสูตรห้องเรียนพิเศษ Artificial Intelligence (AI) ขึ้นมา เพิ่มเติมจากหลักสูตร IEP MEP EP GIFTED เดิมๆที่เคยมี แต่ถึงกระนั้น ก็ยังขาดวิชาที่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์จนนำไปสู่การออกแบบทางวิศวกรรมต่างๆที่สอดคล้องเหมาะสมกับพฤติกรรมมนุษย์ได้ ด้วยความที่อยากให้เยาวชนไทยที่จะเติบโตไปทำงานสายนี้ในอนาคตได้ออกแบบสิ่งใดๆได้สอดคล้องกับพฤติกรรมของมนุษย์ ผมจึงอยากลองสอนวิชาจิตวิทยาวิศวกรรมขั้นนำให้กับนักเรียนหลักสูตร AI โดยเคยนำร่องทดลองสอนหัวข้อนี้กับนักเรียน ม.ปลาย สายวิทย์ - คณิต (วิศวกรรมศาสตร์) และ สายวิทย์ - คณิต (เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม) มาแล้ว หวังว่าจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยครับ ติดตามกันได้ทุกวันพุธ เวลา 20.00 - 21.00 น. ครับ
14/03/2022
เนื่องในวัน White Day ซึ่งต่อเนื่องมาจาก Valentine's Day ที่ปกติแล้ว ผู้หญิงจะเป็นฝ่ายให้ช็อคโกแลตกับผู้ชายที่ตนแอบชอบ แล้วถ้าผู้ชายคนนั้นรักตอบ ก็จะมอบช็อคโกแลตสีขาวคืนให้ในเดือนถัดมา คือวัน White Day นั่นเอง จะเห็นได้ว่าก็ยังเกี่ยวข้องกับเรื่องของความรัก ซึ่งเป็นสัญชาตญาณในการที่จะสืบทอดเผ่าพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต วันนี้ก็เลยจะมาแนะนำหนังสือเล่มที่ 4 ซึ่งต่อเนื่องมาจากเล่มที่แล้วที่แนะนำไปในเรื่องของการทำความเข้าใจเรื่องเพศในบริบทของสังคมไทย หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “เซ็กซ์ดึกดำบรรพ์ ของบรรพชนไทย” เขียนโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ เล่มนี้ได้อ่านฉบับพิมพ์ครั้งแรกในเดือนมิถุนายน 2560 ข้อมูลจากการศึกษาของผู้เขียน ช่วยยืนยังสิ่งที่ผมกล่าวถึงไปในการแนะนำหนังสือเล่มก่อนว่า การห้ามวัยรุ่นทำกิจกรรมทางเพศนั้นมันเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเด็กเดี๋ยวนี้โตเร็วขึ้น ไปโทษไก่ที่มีสารเร่งโต (ซึ่งงานวิจัยปัจจุบันก็บอกว่าไม่จริง) ไปโทษเกม โทษสื่อ พอย้อนกลับไปดูก็พบว่า “นางเอกในวรรณคดีไทย มีเพศสัมพันธ์เฉลี่ยระหว่างอายุ 14 – 16 ปี วัยรุ่นทุกวันนี้มีเพศสัมพันธ์ช่วงอายุ 15 – 19 ปี จึงอยู่ในเกณฑ์ปกติของคนไทยสมัยก่อน” นอกจากนี้ เรื่องอยู่ก่อนแต่งก็เป็นเรื่องที่มีมานานแล้วเช่นกันดั่งที่เรียกกันว่า “เทพอุ้มสม” หนังสือเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของสังคมไทย มากยิ่งขึ้น ว่าจริงๆแล้วสังคมเรามันก็เป็นแบบนี้มาตลอด ไม่ใช่ “เด็กสมัยนี้...” ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงเหมาะกับผู้ที่ทำงานกับเด็กและวัยรุ่น และควรหันมาสอนเรื่องการให้ความยินยอม ตามที่เนื้อหาในหนังสือเล่มที่แล้วบอกกันเถอะครับ...
28/02/2022
สำหรับวันสุดท้ายของเดือนแห่งความรัก ผมมีหนังสือเล่มที่ 3 ที่อยากแนะนำ มีชื่อว่า “เพศศึกษากติกาใหม่: ไกด์บุ๊คว่าด้วยความยินยอม เซ็กซ์ และความสัมพันธ์ที่ดีสำหรับวัยรุ่น” (Consent: The New Rules of S*x Education) เขียนโดย Jennifer Lang แปลโดย ธิดารัตน์ เจริญชัยชนะ เล่มนี้ได้อ่านฉบับพิมพ์ครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2563 มันทำให้เราได้เห็นว่า แนวโน้มในการสอนเรื่องเพศศึกษาของต่างประเทศเขาไปในทิศทางไหน การห้ามวัยรุ่นไม่ให้สนใจกิจกรรมทางเพศนับเป็นเรื่องที่ฝืนธรรมชาติมนุษย์อยู่มากในเมื่อพัฒนาการทางด้านร่างกาย สติปัญญา และสังคม ของวัยรุ่นมันไปถึงจุดที่พร้อมสำหรับเรื่องนี้แล้ว เรื่องเพศศึกษาที่ปรากฏในเล่มนี้ไม่ได้พูดแต่เฉพาะเรื่องบนเตียงเท่านั้น แต่ยังกล่าวถึง “ความสัมพันธ์” ระหว่างบุคคล ซึ่งผมว่าประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะ S*x is more than just or**sm เรื่องเซ็กซ์มันไม่ได้จบแค่การถึงจุดสุดยอด แต่มันคือการเรียนรู้ รู้จักร่างกายของเรา รู้จักร่างกายของคนอื่น และรักษาสัมพันธภาพ แม้รักษาไว้ไม่ได้ การปฏิเสธหรือเลิกรากันไปก็เป็นเรื่อง “ปกติ” ที่มันไม่ควรไปลดคุณค่าในตัวของใครเลย หนังสือเล่มนี้เหมาะสำหรับวัยรุ่นและผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ใกล้ชิดกับวัยรุ่นทุกคนตั้งแต่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู ฯลฯ เป็นต้น อ้อ! แล้วก็อย่าลืมว่า วัยรุ่นไม่ได้เริ่มที่การหลั่งน้ำอสุจิกับการมีประจำเดือนนะครับ สิ่งนี้มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเด็กๆเข้าสู่วัยรุ่นมาแล้วประมาณ 2 ปีต่างหาก ดังนั้น คำว่าวัยรุ่นของผมกับของผู้อ่าน อาจจะต้องจูนกันนิดนึงนะครับ ประถมศึกษาตอนปลายก็เตรียมพร้อมเรื่องพวกนี้ได้แล้วนะครับ ก่อนที่มันจะสายเกินไป...
22/02/2022
เนื่องในวันที่ 22022022 นะครับ ผมจึงอยากจะแนะนำหนังสือเล่มที่ 2 ซึ่งมีชื่อว่า “จิตวิทยาเด็ก: ความรู้ฉบับพกพา” (Child Psychology: A Very Short Introduction) เขียนโดย Usha Goswami แปลโดย สุภลัคน์ ลวดลาย และ วรัญญู กองชัยมงคล (อาจารย์กับรุ่นพี่ผมเอง) เล่มนี้ได้อ่านฉบับพิมพ์ครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2562 เลย ก็ได้ทบทวนความรู้ด้านจิตวิทยาเด็ก และได้เนื้อหาความรู้จากงานวิจัยใหม่ๆในเชิงประสาทชีววิทยา (Neurobiology) เพิ่มขึ้นมาด้วย ซึ่งงานวิจัยเหล่านี้เป็นตัวอธิบายว่า ทำไมเด็กที่เลี้ยงมาเหมือนกันถึงได้โตมาแล้วแตกต่างกัน มีงานวิจัยหนึ่งที่บอกว่า เด็กที่มียีน DRD4 แบบ 7-repeat allele จะมีพฤติกรรมต่อต้านสังคมสูงกว่าเด็กทั่วๆไปที่ไม่มียีนนี้ในกรณีที่ได้รับการเลี้ยงดูในทางลบ (เช่น ดุด่าว่ากล่าวใช้ความรุนแรง) ดังนั้น หมดยุคแล้วนะครับ ที่ผู้ใหญ่จะเลี้ยงเด็กด้วยความรุนแรงแล้วบอกว่า คนอื่นๆหรือรุ่นตัวเองในวัยเด็กโดนเลี้ยงมาแบบนี้ก็ยังไม่เห็นเป็นไรเลย ก็เพราะ “ยีน” ที่แตกต่างกัน ปฏิสัมพันธ์ระหว่างยีนกับสภาพแวดล้อมก็เลยต่างกันไปด้วย นี่เลยอธิบายว่าทำไมบางคนโตมามีพฤติกรรมต่อต้านสังคม และบางคนโตมาไม่เป็น ทั้งๆที่ถูกเลี้ยงดูมาเหมือนกัน เปิดโลกทัศน์สุดๆเลยใช่ไหมครับ ถ้ารู้สึกว่าน่าสนใจแล้วก็ไปหาอ่านกันได้เลยครับ คนที่ไม่มีความรู้พื้นฐานด้านจิตวิทยาอาจต้องใช้เวลาทำความเข้าใจนิดนึง สำหรับคนที่มีพื้นฐานด้านจิตวิทยา เล่มนี้ทบทวนความรู้ด้านจิตวิทยาเด็กได้ดี และยังต่อยอดเนื้อหาใหม่ๆให้คุณได้อีกด้วย
17/02/2022
สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ วันนี้เพจ Talk To Kru P คิดช่วงใหม่ของเพจขึ้นมาได้ นั่นคือ ช่วงรีวิวหนังสือ!!!!!!!!! โดยเล่มแรกที่อยากจะมาแนะนำทุกท่านคือ หนังสือชื่อ "จิตวิทยา: ความรู้ฉบับพกพา" (Psychology: A Very Short Introduction) เขียนโดย Gillian Butler & Freda McManus แปลโดย ณัฐสุดา เต้พันธ์ (อาจารย์ผมเอง ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง คณบดี คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย) ฉบับที่ผมอ่านเป็นฉบับที่ 3 (ปรับปรุงใหม่) ของสำนักพิมพ์ Bookscape ในเดือนกุมภาพันธ์ 2564 อ่านแล้วเหมือนได้ทบทวนวิชา General Psychology ใหม่ แต่นำมาร้อยเรียงเนื้อหากันในรูปแบบที่ต่างจากตอนเรียน ทำให้เห็นความต่อเนื่องกันในมุมมองที่ต่างจากเดิม แม้เนื้อหาหลักๆจะเหมือนกับที่เคยเรียนมาแล้ว แต่มีการสอดแทรกงานวิจัยต่างๆทั้งงานวิจัย Classic และงานวิจัยใหม่ๆ มีการอ้างอิงถึงงานวิจัยทาง Neuroscience และแนวคิดการอธิบายพฤติกรรมมนุษย์จากจิตวิทยาวิวัฒนาการเพิ่มเติมเข้ามาด้วย จึงเป็นหนังสือที่เนื้อหาทันยุคทันสมัยจริงๆตาม Trend ในปัจจุบัน เนื้อหากระชับ (ถ้าท่านใดสนใจรายละเอียดยางช่วงบางตอน อาจต้องหาอ่านเพิ่ม) ถึงจะเป็นหนังสือความรู้ฉบับพกพา แต่ด้วยความที่จิตวิทยามีศัพท์เฉพาะหลายอย่าง ประกอบกับการยกตัวอย่างงานวิจัยเยอะ ทำให้เป็นหนังสือที่ไม่ได้อ่านเพลินๆง่ายๆเท่าไหร่นัก แม้คนมีความรู้พื้นฐานจิตวิทยาก็ต้องใช้สมาธิอ่านพอสมควร ถ้าผู้อ่านท่านใดไม่มีความรู้พื้นฐานด้านจิตวิทยาก็อ่านได้นะครับ ค่อยๆอ่านทำความเข้าใจไป ก็ได้ Concept สำคัญหลายประการอยู่ แนะนำครับ
23/01/2022
Talk To Kru P ตอนที่ C-2 เราวัดสติปัญญา (หรือเชาวน์ปัญญา) ไปทำไม?
....................
สวัสดีผู้อ่านอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานด้วยภาระงานต่างๆมากมาย ช่วงนี้กำลังมีกระแสแบน TCAS เนื่องจากการตอบของทางแอดมินเพจนั้นที่ตอบในแนวที่ว่า ถ้านักเรียนติดโควิดก็ต้องไปสอบใหม่ปีหน้าเลย นับเป็นการสูญเสียโอกาสอย่างมาก กับทรัพยากรเวลาที่สำคัญถึง 1 ปี ต้องยอมรับว่าไม่ใช่ทุกมหาวิทยาลัยจะเปิดหลักสูตรที่นักเรียนแต่ละคนอยากเรียน บางมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยเปิดหรือไม่ต้องผ่านระบบ TCAS แต่บางมหาลัยก็ต้อง วันนี้ผมจึงมาชวนคุยกันว่าเราจะ "สอบ" ไปทำไม? แน่นอนว่าเมื่อที่นั่งในมหาลัยมีจำกัด แต่นักเรียนมีจำนวนมากเกินกว่าจะรับได้ทั้งหมด "การคัดเลือก" จึงเกิดขึ้น คำถามคือ เราคิดว่านักเรียนแบบไหนที่เหมาะสมที่จะถูกคัดเลือกให้เข้าไปเรียนต่อ? เมื่อเป็นเรื่องการเรียนก็หนีไม่พ้นเรื่องสติปัญญาหรือเชาวน์ปัญญา แต่อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า จริงๆต้นกำเนิดของการวัดสติปัญญาเพื่อคัดกรองหานักเรียนที่มีความต้องการพิเศษและช่วยเหลือ การวัดสติปัญญาจึงไม่ควรทำกันไปเรื่อยเปื่อยเลอะเทอะ เพราะการวัดสติปัญญาเองก็เป็นดาบ 2 คม ลองจินตนาการดูว่าถ้าเราวัด IQ ออกมาแล้วน้อย เราจะรู้สึกอย่างไร? เราคงจะหมดหวัง คิดว่าตัวเองโง่ แล้วก็ไม่ทะเยอทะยานทำอะไร สุดท้ายก็จะโง่จริงๆ แล้วถ้าออกมา IQ สูง เราจะรู้สึกอย่างไร? เราจะทำอะไรมั่นใจเกินไปใครเตือนไม่ฟังเพราะฉันฉลาดหรือเปล่า? ดังนั้น การวัดสติปัญญาควรปล่อยให้เป็นเรื่องของการคัดกรองผู้ที่มีความเสี่ยงหรือสงสัยว่าจะมีความต้องการพิเศษจะดีกว่าวัดกันไปเรื่อยเปื่อยในคาบแนะแนว แล้วถ้าอย่างนั้นเราจะคัดเด็กไปเรียนมหาลัยอย่างไรดีนะ? คำตอบก็เลยมุ่งมาที่ "ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน" เพราะการเรียนมหาลัยหรือในระดับอุดมศึกษานั้นมันจะเป็นวิชาการที่ซับซ้อนมากขึ้น จึงหันมาวัดผลสัมฤทธิ์กันผ่านข้อสอบต่างๆ ทั้ง O-NET G*T PAT วิชาสามัญ อะไรกันเยอะแยะไปหมด ก็น่าสนใจเหมือนกันว่าข้อสอบระดับชาติเหล่านี้ ทำไมไม่มีการเปิดค่าคุณภาพข้อสอบให้ประชาชนได้เข้าไปดูบ้าง ที่บอกว่าข้อสอบปีนั้นปีนี้ยากง่ายต่างกัน มันจริงหรือเปล่า เปิดค่าความยากข้อสอบ (Item Difficulty) ได้ไหม? หรือค่าพื้นฐานอย่าง Validity กับ Reliability ก็น่าจะเปิดได้นะหลังการสอบเสร็จสิ้นแล้ว เพราะว่ายังไงปีถัดไปก็ต้องออกข้อสอบฉบับใหม่อยู่แล้ว แต่ก็ไม่เคยมีการเปิดเผย ช่างเป็นเรื่องลึกลับจริงๆ