โรงเรียนจรเข้ขบศึกษา สมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

โรงเรียนจรเข้ขบศึกษา สมาคมคุรุสัมพันธ์อิสลามแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์

แชร์

✅Follow Us Now : jorrakaykopsuksa_38 ➡️ Facebook ➡️ Instagram ➡️ Tiktok ➡️ Youtube

26/06/2026
24/06/2026

#คำถาม: การคืนดี (รอญะอะฮ์) กับภรรยาที่ถูกหย่าแบบตอลากรอจอีย์ (ตอลากที่ยังสามารถคืนดีได้) ในช่วงอิดดะฮ์นั้น จำเป็นต้องกล่าวต่อหน้าภรรยา หรือจำเป็นต้องมีพยานรับรู้หรือไม่?
#ตอบ...“ตามทัศนะใหม่ (القول الجديد) ของอิมามชาฟิอีย์ การมีพยาน (الإشهاد) ไม่ใช่เงื่อนไขสำหรับความถูกต้องของการรอจอะฮ์ (การคืนดีกลับไปเป็นสามีภรรยาในช่วงอิดดะฮ์ของตอลากรอญอีย์)
โดยอาศัยทัศนะที่ถูกต้องที่สุดว่า การรอจอะฮ์นั้นมีสถานะเสมือน ‘การคงสภาพของนิกาห์เดิมไว้’(استدامة) ไม่ใช่การทำสัญญาใหม่
#ด้วยเหตุนี้ จึงไม่ต้องมีวะลีย์ (ผู้ปกครองฝ่ายหญิง) และไม่ต้องได้รับความยินยอมจากภรรยา
#อย่างไรก็ตาม การมีพยานถือเป็นสิ่งที่ส่งเสริม(มุสตะหับ/สุนัต) โดยอาศัยพระดำรัสของอัลลอฮ์ ตะอาลาที่ว่า
فَإِذَا بَلَغْنَ أَجَلَهُنَّ فَأَمْسِكُوهُنَّ بِمَعْرُوفٍ أَوْ فَارِقُوهُنَّ بِمَعْرُوفٍ وَأَشْهِدُوا ذَوَيْ عَدْلٍ مِّنكُم الخ
#ความว่า
“เมื่อพวกนางใกล้ครบกำหนดอิดดะฮ์แล้ว ก็จงรั้งพวกนางไว้ด้วยดี หรือแยกจากพวกนางด้วยดี และจงให้มีพยานที่มีความยุติธรรมสองคนจากพวกเจ้าเป็นพยาน” (อัฏ-เฏาะลาก : 2)
#คำว่า ‘ใกล้ครบกำหนด’ หมายถึง ใกล้จะสิ้นสุดอิดดะฮ์
#และคำสั่งให้มีพยานในอายะฮ์นี้ ถูกตีความว่าเป็น คำสั่งในเชิงส่งเสริม(สุนัต) ไม่ใช่ภาคบังคับ
เพราะมีมติเอกฉันท์ (อิจญ์มาอ์)ว่า การมีพยานไม่ใช่ข้อบังคับในการหย่า (ตอลาก) ดังนั้น การรั้งนางไว้ (รอจอะฮ์) ก็เช่นเดียวกัน
#และตามทัศนะที่หนักแน่นกว่า (الأوجه) ยังเป็นสุนัตให้มีพยานต่อการยอมรับหรือประกาศการรอจอะฮ์ในช่วงอิดดะฮ์ด้วย ทั้งนี้เพื่อป้องกันการปฏิเสธหรือโต้แย้งในภายหลัง”
#สรุป : การรอจอะฮ์(คืนดี)ไม่จำเป็นต้องมีพยานจึงจะใช้ได้ ไม่ต้องมีวะลีย์ และไม่ต้องขอความยินยอมจากภรรยา #หากแต่การมีพยาน เป็นสุนัต ส่งเสริมเท่านั้น มิใช่เงื่อนไข โดยเหตุผลที่แนะนำให้มีพยานนั้น ก็เพื่อป้องกันข้อพิพาทและการปฏิเสธภายหลังนั่นเอง
#ดังนั้น หากสามีได้ทำการคืนดีด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนภายในอิดดะฮ์ของการตอลากรอญอีย์ แน่นอนที่สุด การรอจอะฮ์นั้น ย่อมมีผลใช้ได้ แม้จะไม่ได้กระทำต่อหน้าภรรยาหรือไม่มีพยานก็ตาม ซึ่งดังกล่าว ล้วนมีระบุไว้อย่างชัดเจนในตำราฟิกฮ์ชาฟีอียะห์ทั่วไป เช่น تحفة/ نهاية และอื่นๆ
#สำนวนในตุหฟะฮ์ของเชค อิบนุฮะญัร
(وَالْجَدِيدُ أَنَّهُ لَا يُشْتَرَطُ) لِصِحَّةِ الرَّجْعَةِ (الْإِشْهَادُ) عَلَيْهَا بِنَاءً عَلَى الْأَصَحِّ أَنَّهَا فِي حُكْمِ الِاسْتِدَامَةِ، وَمِنْ ثَمَّ لَمْ تَحْتَجْ لِوَلِيٍّ، وَلَا لِرِضَاهَا بَلْ يُنْدَبُ لِقَوْلِهِ تَعَالَى {فَإِذَا بَلَغْنَ أَجَلَهُنَّ} [الطلاق: ٢] أَيْ قَارَبْنَ بُلُوغَهُ {فَأَمْسِكُوهُنَّ بِمَعْرُوفٍ أَوْ فَارِقُوهُنَّ بِمَعْرُوفٍ وَأَشْهِدُوا ذَوَيْ عَدْلٍ مِنْكُمْ} [الطلاق: ٢] وَصَرَفَهُ عَنْ الْوُجُوبِ إجْمَاعُهُمْ عَلَى عَدَمِهِ عِنْدَ الطَّلَاقِ فَكَذَا الْإِمْسَاكُ وَيُسَنُّ الْإِشْهَادُ أَيْضًا عَلَى الْإِقْرَارِ بِهَا فِي الْعِدَّةِ عَلَى الْأَوْجَهِ خَوْفَ الْإِنْكَارِ وَإِذَا لَمْ يَجِبْ الْإِشْهَادُ عَلَيْهَا (تحفة)
#สำนวนในนิฮายะห์ของเชค รอมลี
(وَالْجَدِيدُ أَنَّهُ لَا يُشْتَرَطُ) لِصِحَّةِ الرَّجْعَةِ (الْإِشْهَادُ) عَلَيْهَا بِنَاءً عَلَى الْأَصَحِّ أَنَّهَا فِي حُكْمِ الِاسْتِدَامَةِ، وَمِنْ ثَمَّ لَمْ يَحْتَجْ لِوَلِيٍّ وَلَا لِرِضَاهَا بَلْ يُنْدَبُ (نهاية)

#เพจ:ฟิกฮ์ชาฟีอี

21/06/2026

#ถาม...อยากทราบหุก่มการมีมัสยิด 2 หลังในหมู่บ้านเดียวกัน ตามทัศนะของมัซฮับชาฟิอี ว่าอนุญาตหรือไม่ และมีเงื่อนไขอย่างไร?”
#ตอบ.....ตามหลักของมัซฮับชาฟิอี ประเด็น การมีมัสยิด 2 หลังในหมู่บ้านเดียวกัน ต้องแยกพิจารณาระหว่าง "มัสยิดทั่วไป" กับ "มัสยิดญามิอ์ (มัสยิดที่จัดละหมาดวันศุกร์)"
1. หากเป็นมัสยิดทั่วไป
การสร้างมัสยิดมากกว่าหนึ่งแห่งในหมู่บ้านเดียวกัน เป็นสิ่งที่อนุญาต ไม่มีข้อห้ามในตัวเอง ตราบใดที่มีวัตถุประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการประกอบศาสนกิจ และไม่ก่อให้เกิดความแตกแยกหรือการแข่งขันกันในทางที่ไม่ถูกต้อง
2. หากเป็นมัสยิดที่จัดละหมาดวันศุกร์
ในมัซฮับชาฟิอี มีหลักว่า เดิมทีควรมีญุมุอะฮ์เพียงแห่งเดียวในหนึ่งเมืองหรือชุมชน หากสามารถรวบรวมผู้คนมาละหมาดร่วมกันได้ แต่หากมี ความจำเป็น (حاجة) เช่น ประชากรมีจำนวนมากโดยมัสยิดเดียวรองรับไม่พอ หรือระยะทางไกลหรือเดินทางลำบาก หรือมีอุปสรรคด้านความปลอดภัยหรือความแออัด กรณีเหล่านี้ อุละมาอ์ชาฟิอีย์อนุญาตให้มีญุมุอะฮ์หลายแห่งได้
#อย่างไรก็ตาม การจัดญุมุอะฮ์ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าจะต้องจัดในมัสยิด หากในเมืองนั้นมีสถานที่ใดก็ตามที่สามารถรองรับประชาชนทั้งหมดได้ แม้สถานที่นั้นจะไม่ใช่มัสยิดก็ตาม ก็จำเป็นต้องจัดละหมาดญุมุอะฮ์ ณ สถานที่นั้น และเมื่อมีการจัดญุมอะฮ์หลายแห่งโดยไม่มีความจำเป็นรองรับ การละหมาดญุมุอะฮ์ที่ถือว่าถูกต้องคือ แห่งที่เริ่มก่อน
และเกณฑ์ในการพิจารณาว่าแห่งใด ‘เริ่มก่อน’ นั้น ให้พิจารณาจาก ตักบีเราะตุลอิห์รอม (การเข้าละหมาดด้วยคำว่า อัลลอฮุอักบัร) ไม่ใช่จากสิ่งอื่นก่อนหน้านั้น
3. หากสร้างมัสยิดแห่งที่สองเพราะความขัดแย้ง
เช่น เกิดจากการแบ่งพรรคแบ่งพวก ความขัดแย้งส่วนตัว การแข่งขันชิงอำนาจ การไม่ยอมรับกันโดยไม่มีเหตุผลทางศาสนา แม้ตัวมัสยิดจะมีสถานะเป็นมัสยิด แต่การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายสิ่งที่น่าตำหนิ (مكروه) หรือเป็นบาปตามระดับของความเสียหายที่เกิดขึ้น เพราะขัดต่อเจตนารมณ์แห่งความสามัคคีของมุสลิม ซึ่งอัลกุรอานได้ตำหนิกรณี มัสญิดฎิร็อร อันเป็นมัสยิดที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อก่อความแตกแยก มิใช่เพื่อการอิบาดะฮ์อย่างบริสุทธิ์
#สรุป :ตามมัซฮับชาฟิอี ห้ามมีญุมุอะฮ์หลายแห่งในเมืองเดียว หากไม่มีความจำเป็น
ความจำเป็นที่อนุญาตให้มีหลายแห่ง คือ ไม่มีสถานที่ใดรองรับคนทั้งหมดได้
ไม่จำเป็นต้องเป็นมัสยิดเสมอไป หากมีลานกว้างหรือสถานที่อื่นที่รองรับคนได้ทั้งหมด ก็ต้องรวมกันที่นั่น หากมีหลายญุมุอะฮ์โดยไม่มีเหตุจำเป็น
ญุมุอะฮ์ที่ถูกต้องมีเพียงแห่งเดียว คือแห่งที่ ตักบีเราะตุลอิห์รอมก่อน ส่วนแห่งที่ตามหลัง ญุมุอะฮ์ใช้ไม่ได้ ต้องละหมาดซุฮร์แทน
#อ้างอิงฟาตาวาฟิกฮกุบรอ
(وَسُئِلَ) - رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ - عَنْ بَلَدٍ بِهَا جَامِعَانِ قَدِيمَانِ وَأَحَدُهُمَا أَقْدَمُ وَأَصْغَرُ لَكِنَّهُ لَا يَسَعُ أَهْلَهَا إذَا اجْتَمَعُوا فِيهِ لِلْجُمُعَةِ فَأَمَرَ السُّلْطَانُ أَوْ نَائِبُهُ أَهْلَهَا بِعَدَمِ تَعَدُّدِ الْجُمُعَةِ فَخَالَفُوا فَهَلْ تَصِحُّ صَلَاتُهُمْ الخ (فَأَجَابَ) - رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ - بِقَوْلِهِ مِنْ الْمَعْلُوم الْمُقَرَّر أَنَّ الْجُمُعَةَ لَا يَجُوزُ تَعَدُّدُهَا عِنْدَ الشَّافِعِيِّ - رَضِيَ اللَّهُ عَنْهُ - وَعِنْدَ كَثِيرِينَ مِنْ الْعُلَمَاء إلَّا إنْ اُحْتِيجَ بِأَنْ لَمْ يَكُنْ فِي الْبَلَدِ مَحَلٌّ يَسَعُ أَهْلَهَا فَحِينَئِذٍ يَجُوزُ التَّعَدُّدُ بِقَدْرِ الْحَاجَةِ فَقَطْ وَأَنَّهُ لَا يُشْتَرَطُ لِإِقَامَتِهَا الْمَسْجِدُ بَلْ مَتَى كَانَ فِي الْبَلَدِ مَحَلٌّ يَسَعُ أَهْلَهَا وَلَوْ غَيْرَ مَسْجِدٍ وَجَبَتْ إقَامَةُ الْجُمُعَةِ فِيهِ وَأَنَّهُ إذَا وَقَعَ تَعَدُّدٌ غَيْرُ مُحْتَاجٍ إلَيْهِ كَانَتْ الْجُمُعَةُ الصَّحِيحَةُ هِيَ السَّابِقَةُ وَالْعِبْرَةُ فِي السَّبْقِ بِالتَّحَرُّمِ لَا بِغَيْرِهِ الخ.
......................والله اعلم بالصواب. ................
#เพจ:ฟิกฮฺ์ชาฟีอีย์

18/06/2026

#ถาม....การที่สตรีออกนอกบ้านไปมัสยิด ร้านอาหาร หรือสถานที่สาธารณะ หากไม่ได้สวมนิกอบปิดใบหน้า (เปิดเผยใบหน้าและฝ่ามือ) ถือว่ามีบาปหรือไม่? และหุก่มการปิดใบหน้าสตรีต่อหน้าบุรุษที่ไม่ใช่มะห์ร็อมตามทัศนะที่ได้รับการยอมรับในมัซฮับชาฟิอีย์เป็นอย่างไรครับ?
#ตอบ...ตามมัซฮับชาฟิอีย์ ประเด็นเรื่องการเปิดเผยใบหน้าและฝ่ามือของสตรีเมื่อออกนอกบ้าน หรือต่อหน้าบุรุษที่ไม่ใช่มะห์ร็อม (บุรุษต่างสายเลือดที่แต่งงานกันได้) มีประเด็นรายละเอียดและการจำแนกทัศนะที่ค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก ซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
​1). หุก่มการเปิดใบหน้าและฝ่ามือออกนอกบ้าน / ต่อหน้าบุรุษที่ไม่ใช่มะห์ร็อม
​ในตำราหลักของมัซฮับชาฟิอีย์ (เช่น มินฮาญ์ อัต-ตอลิบีน ของอิหม่ามอัน-นาวาวี และคำอธิบายของนักวิชาการรุ่นหลัง) ทัศนะที่ได้รับการยอมรับและเป็นทัศนะที่ถูกต้องที่สุด (อัล-อัศฮัร) แยกพิจารณาตามเจตนาและสถานการณ์ ดังต่อไปนี้
​หากมีฟิตนะฮ์ (ความเสี่ยงต่อความเย้ายวนใจหรืออันตราย) หรือมีเจตนาเพื่อโอ้อวดความงาม: นักวิชาการมัซฮับชาฟิอีย์เห็นพ้องต้องกัน (อิจญ์มาอ์)ว่า"ฮะรอม"(ต้องห้าม) สตรีจำเป็นต้องปิดใบหน้าและฝ่ามือ และไม่สามารถเปิดเผยได้หากรู้ว่าจะก่อให้เกิดฟิตนะฮ์
​หากมั่นใจว่าปลอดภัยจากฟิตนะฮ์ (ไม่มีความเย้ายวนใจเกิดขึ้น) กรณีนี้จะเห็นต่างอยู่ 2 ทัศนะ
#ทัศนะที่มัวะตะมัด (ได้รับการยอมรับที่สุดในมัซฮับ) ยังคงถือว่า"ฮะรอม"(ต้องห้าม) ที่สตรีจะเปิดเผยใบหน้าและฝ่ามือนอกร่มผ้าต่อหน้าบุรุษที่ไม่ใช่มะห์ร็อมโดยไม่มีความจำเป็น (เช่น การซื้อขาย การรักษาพยาบาล หรือการขึ้นศาล) ดังนั้น ตามทัศนะนี้ การไม่สวมนิกอบ(ผ้าปิดหน้า) ออกไปในที่สาธารณะ เช่น ร้านอาหาร มัสยิด หรือตลาด จึงถือว่ามีบาป

#​ทัศนะรอง (มุกอบิล อัล-อัศฮัร): ถือว่า "มักรูฮ์"
(ไม่ควรทำ) แต่ไม่ถึงขั้นบาป โดยมีข้อแม้ว่าหากมั่นใจว่าปลอดภัยจากฟิตนะฮ์อย่างแท้จริง ซึ่งนักวิชาการบางท่านในมัซฮับ (เช่น อิหม่าม อัร-รอฟิอีย์) ได้กล่าวถึงทัศนะนี้ไว้เช่นกัน

#​สรุปคือ:: ทัศนะที่เป็นทางการและมีน้ำหนักที่สุดในมัซฮับชาฟิอีย์ (ฟัตวามัวะตะมัด) คือ สตรีจำเป็นต้องปิดใบหน้าและฝ่ามือเมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษที่ไม่ใช่มะห์ร็อม การเปิดเผยโดยไม่มีเหตุจำเป็น ตามหลักการศาสนาจึงถือว่ามีบาปตามทัศนะนี้
​2).การแยกแยะระหว่าง "เอาเราะฮ์ในละหมาด" กับ "เอาเราะฮ์นอกละหมาด"
#​จุดนี้เป็นเรื่องที่หลายคนมักสับสนในมัซฮับชาฟิอีย์ ซึ่งตำราเรียนมักจะระบุไว้สองบริบท:
#​- เอาเราะฮ์ภายในละหมาด (และต่อหน้ามะห์ร็อม): คือ "ทั่วร่างกายยกเว้นใบหน้าและฝ่ามือ" ดังนั้น สตรีสามารถเปิดใบหน้าและฝ่ามือขณะละหมาดได้ (ตราบใดที่ไม่มีผู้ชายอื่นมองอยู่)
#​- เอาเราะฮ์นอกละหมาด (เมื่ออยู่ต่อหน้าบุรุษอื่น): ทัศนะที่มัวะตะมัดระบุว่า คือ "ทั่วร่างกาย" (รวมถึงใบหน้าและฝ่ามือด้วย)
​3).ข้อยกเว้นที่อนุญาตให้เปิดเผยได้ (ตามความจำเป็น) ​แม้ทัศนะหลักจะเคร่งครัดเรื่องการปิดใบหน้า แต่หลักการฟิกฮ์ของชาฟิอีย์ก็มีข้อยกเว้นให้สตรีสามารถเปิดใบหน้าและฝ่ามือต่อหน้าบุรุษอื่นได้ในกรณีที่มี ความจำเป็น (ฮาญะฮ์) เช่น:
​การทำธุรกรรมและการค้า: เพื่อให้จำแนกได้ว่าคู่สัญญาเป็นใครในการซื้อขายหรือลงนาม
​การรักษาพยาบาล: อนุญาตให้แพทย์ตรวจใบหน้า (หรือส่วนอื่นเท่าที่จำเป็น) ได้หากไม่มีแพทย์หญิง
​การเป็นพยานหรือขึ้นศาล: เพื่อความถูกต้องในการดำเนินคดีทางกฎหมาย ​การสู่ขอ (คุฏบะฮ์): อนุญาตให้ชายที่จะมาสู่ขอ มองเห็นใบหน้าและฝ่ามือของสตรีได้ เพื่อประกอบการตัดสินใจ
#ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า หากยึดตาม ทัศนะมัวะตะมัด (หลักการขั้นสูงสุด) ของมัซฮับชาฟิอีย์ การที่สตรีออกนอกบ้านไปร้านอาหาร มัสยิด หรือที่สาธารณะโดยไม่ปิดใบหน้า ถือว่ามีบาป
#​อย่างไรก็ตาม ในสังคมปัจจุบัน นักวิชาการร่วมสมัยหลายท่านระบุว่า หากสตรีมีความลำบากในการปฏิบัติตามทัศนะที่เคร่งครัดนี้ (เนื่องจากสภาพสังคมหรืออาชีพการงาน) สามารถอนุโลมให้ปฏิบัติตาม ทัศนะรองในมัซฮับชาฟิอีย์เอง หรือตาม มัซฮับฮานาฟีและมัซฮับมาลิกี ที่ระบุว่า ใบหน้าและฝ่ามือไม่ใช่เอาเราะฮ์นอกละหมาด (ตราบใดที่แต่งกายปกปิดส่วนอื่นมิดชิด ไม่รัดรูป ไม่ฉูดฉาด และไม่มีเจตนาอวดโฉมให้เกิดฟิตนะฮ์) ซึ่งการเปิดเผยในกรณีนี้จะไม่ถือว่ามีบาป..////......والله اعلم بالصواب.... /////
#ตำราฟิกฮชาฟีอียะห์ที่อ้างอิงส่วนหนึ่ง
​1. จากตำรา "มินฮาญ์ อัต-ตอลิบีน" (منهاج الطالبين)
«وَعَوْرَةُ النَّائِبَةِ كَحُرَّةٍ، وَعَوْرَتُهَا فِي الْخَلْوَةِ وَعِنْدَ مَحَارِمِهَا مَا بَيْنَ السُّرَّةِ وَالرُّكْبَةِ، وَعِنْدَ الْأَجَانِبِ جَمِيعُ بَدَنِهَا، وَفِي الصَّلَاةِ مَا سِوَى الْوَجْهِ وَالْكَفَّيْنِ»
​2. จากตำรา (تحفة المحتاج):
«(وَعِنْدَ الْأَجَانِبِ) أَيْ النِّسَاءِ عِنْدَ الرِّجَالِ الْأَجَانِبِ (جَمِيعُ بَدَنِهَا) حَتَّى الْوَجْهِ وَالْكَفَّيْنِ عَلَى الْأَصَحِّ مَعَ أَنَّهُمَا لَيْسَا بِعَوْرَةٍ فِي الصَّلَاةِ»
​3. จากตำรา "นิฮายะฮ์ อัล-มุฮ์ตาญ์" (نهاية المحتاج):
«(وَعِنْدَ الْأَجَانِبِ جَمِيعُ بَدَنِهَا) حَتَّى الْوَجْهِ وَالْكَفَّيْنِ عَلَى الْأَصَحِّ الْمَعْمُولِ بِهِ»
​4. จากตำรา "หาชิยะฮ์ อัล-บัยญูรี" (حاشية الباجوري):
«أَمَّا عَوْرَتُهَا عِنْدَ الرِّجَالِ الْأَجَانِبِ فَهِيَ جَمِيعُ بَدَنِهَا، وَمُقَابِلُ الْأَصَحِّ أَنَّهُ لَيْسَ بِعَوْرَةٍ، وَإِنَّمَا يَحْرُمُ النَّظَرُ إِلَيْهَا عِنْدَ خَوْفِ الْفِتْنَةِ أَوْ قَصْدِ التَّلَذُّذِ»
#ส่วนหลักฐานจากอายะห์และฮะดิษต่างๆที่บ่งถึงเรื่องนี้อันเป็นหลักฐานที่มาของทัศนะต่างๆดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น สามารถดูได้ ภายใต้คอมเมนต์........
#เพจ:ฟิกฮ์ชาฟีอี

18/06/2026

#ถาม...อยากทราบหุก่มศาสนาเกี่ยวกับกรณีที่โต๊ะอีหม่ามเรียกเก็บค่านิกาห์ 2,000 บาท ว่าสามารถกระทำได้หรือไม่ และมีหลักเกณฑ์อย่างไรตามทัศนะของบรรดาอุละมาอ์?
#ตอบ.....ตามหลักฟิกฮ์มัซฮับชาฟิอีย์ การที่โต๊ะอีหม่ามหรือผู้ทำหน้าที่ดำเนินการนิกาห์เรียกเก็บเงินจำนวน 2,000 บาทนั้น ไม่สามารถตัดสินได้โดยทันทีว่าเป็นสิ่งที่อนุญาต (หะลาล) หรือไม่อนุญาต (หะรอม) จนกว่าจะพิจารณาถึงลักษณะและเหตุผลของการเรียกเก็บเงินดังกล่าว โดยสามารถแบ่งพิจารณาได้เป็นกรณี ดังนี้
1. กรณีเป็นค่าจ้างสำหรับงานหรือบริการที่มีภาระและความรับผิดชอบ
หากเงินดังกล่าวเป็นค่าตอบแทนสำหรับการดำเนินงานด้านเอกสาร การรับรองการสมรส การติดต่อประสานงานกับหน่วยงานราชการ หรือเป็นค่าจ้างในการสอนเจ้าบ่าวเกี่ยวกับขั้นตอนการนิกาห์ การกล่าวคำตอบรับ (กอบูล) หรือบทบัญญัติที่จำเป็น ซึ่งถือเป็นงานที่ต้องใช้เวลา ความรู้ และความพยายามตามสมควร กรณีเช่นนี้ย่อมอนุญาตให้มีการว่าจ้างได้ และผู้ปฏิบัติงานย่อมมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนตามความเหมาะสม(ไม่มากจนเกินเหตุ)
2. กรณีเรียกเก็บเป็น “ค่าทำนิกาห์” โดยตรง
หากเป็นการเรียกเก็บเงินเพียงเพราะการกล่าวถ้อยคำอีญาบ หรือการดำเนินพิธีนิกาห์ในตัวของมันเอง โดยมิได้มี ภาระงานอื่นที่สมควรได้รับค่าจ้าง อุลามาอ์จำนวนหนึ่งในมัซฮับชาฟิอีย์ไม่อนุญาตให้เรียกเก็บค่าจ้างหรือค่าตอบแทนดังกล่าว
#อิบนุฮะญัร อัลฮัยตามีย์ ได้กล่าวไว้ในฟัตวาฟิกฮ์กุบรอของท่านว่า
لأنه غير متعب فلا يقابل بالأجرة
“เนื่องจากมันนั้น เป็นการกระทำที่มิได้มีความเหน็ดเหนื่อยหรือภาระงานที่สมควรได้รับค่าจ้าง จึงไม่ควรนำมาแลกเปลี่ยนด้วยค่าตอบแทน”

3. กรณีเป็นฮะดียะฮ์ (ของกำนัล)
หากไม่มีการกำหนดจำนวนเงินไว้ล่วงหน้า ไม่มีการร้องขอหรือเรียกรับ และเป็นเพียงของกำนัลที่ผู้มอบมอบให้ภายหลังเสร็จพิธีด้วยความสมัครใจ ตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันในบางพื้นที่ กรณีนี้โดยหลักแล้วอนุญาตให้ผู้ดำเนินการนิกาห์ซึ่งมิใช่กอฎี รับได้

#อย่างไรก็ตาม มีเงื่อนไขสำคัญคือ ผู้รับจะต้องมั่นใจว่าผู้ให้นั้นมอบให้ด้วยความเต็มใจและความเสน่หา มิใช่มอบให้เพราะความอาย ความเกรงใจ หรือเกรงว่าจะถูกตำหนิหากไม่ให้
#หากผู้รับ ทราบหรือมีความเชื่ออย่างมากว่าผู้ให้นั้นมอบให้ เพราะความอายหรือความกลัวต่อคำตำหนิ การรับของกำนัลดังกล่าว ย่อมไม่อนุญาต ดังที่อิมามอัลฆอซาลีและบรรดาอุละมาอ์ได้กล่าวไว้ในประเด็นที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน
#ข้อควรระวังเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินในการนิกาห์
ประเด็นเรื่องการรับเงินหรือเรียกเก็บเงินอันเกี่ยวข้องกับสัญญานิกาห์นั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง จนกระทั่ง อัรรอดดาด ได้กล่าวว่า เงินที่วะลีได้รับเป็นค่าตอบแทนจากการทำสัญญานิกาห์โดยอาศัยสิทธิความเป็นวะลีของตน มีลักษณะคล้ายสินบน (الرشوة) ผู้รับจึงไม่มีสิทธิครอบครองเงินดังกล่าว เช่นเดียวกับผู้พิพากษาที่ได้รับของขวัญเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ของตน
ด้วยเหตุนี้ หากวะลีกล่าวว่า
“ฉันจะไม่ยกลูกสาวให้แต่งงานจนกว่าจะได้รับเงินจำนวนหนึ่ง” เพียงแค่กล่าวเช่นนี้ ก็ถือว่าเขาเป็นวะลีที่ขัดขวางการแต่งงาน (عاضل) แล้ว แม้ว่าฝ่ายชายจะยังมิได้มอบเงินก็ตาม
#และหากฝ่ายชายมอบเงินให้แก่เขาตามเงื่อนไขดังกล่าว เขาย่อมตกอยู่ในสภาพของผู้ฟาสิก ดังที่มีการกล่าวไว้ในหนังสือ غاية تلخيص المراد
#อนึ่ง หากเป็นกรณีของกอฎีหรือผู้มีอำนาจโดยตรงในการดำเนินการนิกาห์สำหรับสตรีที่ไม่มีวะลีเฉพาะ แล้วมีการเรียกเก็บเงินหรือกำหนดค่าตอบแทนในจำนวนที่เกินกว่าความเหมาะสม จนเข้าข่ายเป็นการสร้างภาระแก่ผู้ประสงค์จะสมรส บรรดาอุลามาอ์ในมัซฮับชาฟิอีย์ได้กล่าวว่า ในกรณีเช่นนี้สามารถแต่งตั้งบุคคลที่มีคุณสมบัติเป็นผู้มีความเที่ยงธรรม (عَدْل) เพื่อทำหน้าที่ดำเนินสัญญานิกาห์แทนได้ และการนิกาห์ดังกล่าวถือว่าใช้ได้ตามหลักศาสนา ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวมีการกล่าวถึงในฟัตวาของอิมามชัมซุดดีน อัรรอมลี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าศาสนามุ่งขจัดความเดือดร้อนและป้องกันมิให้สิทธิในการสมรสของประชาชนถูกจำกัดหรือถูกนำมาเป็นช่องทางในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบนั่นเอง
#สรุป
การเรียกเก็บเงิน 2,000 บาทจากผู้มานิกาห์ จะมีหุก่มแตกต่างกันไปตามลักษณะของเงินนั้น หากเป็นค่าจ้างสำหรับงานที่มีภาระรับผิดชอบจริง ก็สามารถอนุญาตได้ แต่หากเป็นการเรียกเก็บในฐานะ “ค่าทำนิกาห์” โดยตรง ย่อมมีข้อขัดแย้งและข้อทักท้วงจากอุลามาอ์จำนวนหนึ่งในมัซฮับชาฟิอีย์
#ส่วนกรณีที่เป็นของกำนัลซึ่งมอบด้วยความสมัครใจโดยไม่มีการกำหนดหรือร้องขอไว้ก่อน ก็สามารถรับได้ภายใต้เงื่อนไขที่กล่าวมาแล้ว

#เพจ:ฟิกฮ์ชาฟีอี

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


ถ. กาญจนาภิเษก ซอย 28
Bangkok
10250