เลเซอร์และความปลอดภัยในการใช้งานเลเซอร์ by PK Laserman

เลเซอร์และความปลอดภัยในการใช้งานเลเซอร์ by PK Laserman

แชร์

สังคมแห่งการแบ่งปันความรู้และประส?

Photos from เลเซอร์และความปลอดภัยในการใช้งานเลเซอร์ by PK Laserman's post 08/01/2024

สอบถามเรื่องแว่นได้นะครับ

Photos from เลเซอร์และความปลอดภัยในการใช้งานเลเซอร์ by PK Laserman's post 22/12/2023

Safety First!

28/05/2022

Laser Cleaning

cleanLASER product , Germany

19/04/2022

PULSED LASERS❓

ห่างหายไปหลายวันที่ไม่ได้มาแบ่งปันสาระเกี่ยวกับเลเซอร์ ดังนั้นวันนี้ทาง PK Laserman ขออธิบายเกี่ยวกับเรื่องของพัลส์เลเซอร์ (Pulsed Lasers) ซึ่งพัลส์ของเลเซอร์เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการปลดปล่อยแสงออกมาจากระบบ นอกเหนือจากการปล่อยแสงแบบต่อเนื่อง (CW Lasers) พูดง่ายๆ ว่าพัลส์เลเซอร์คือการยิงแสงเลเซอร์ออกมาเป็นจังหวะ

👉การเลือกเลเซอร์แบบพัลส์ เพื่อให้สามารถนำมาใช้งานได้อย่างถูกต้อง จำเป็นที่จะต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับค่าต่างๆ เช่น ความกว้างพัลส์ ( Pulse Width), ความถี่พัลส์ (Pulse Frequency, Repetition Rate), พลังงานต่อพัลส์ (Pulse Energy) เป็นต้น ค่าต่างๆ ดังที่ได้กล่าวไปนั้นมีผลต่อกำลังแสงเลเซอร์ มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และมีผลต่อพื้นผิวชิ้นงานที่เราทำการยิงแสงเลเซอร์ลงไปตกกระทบ

🔴ความกว้างพัลส์ (Pulse Width หรือ Pulse Duration) คือความกว้างของพัลส์แต่ละลูก โดยปกติจะวัดที่กึ่งกลางของพัลส์ (Full Width Half Maximum, FWHM) ปกติระบบเลเซอร์จะสามารถแบ่งระดับความกว้างพัลส์ออกได้เป็น 3 ระดับ คือ
1.1 ช่วงพัลส์ยาว (Long Pulse Laser) เป็นช่วงที่มี Pulse width ในระดับ ไมโครวินาที (us) หรือ มิลลิวินาที (ms)
1.2 ช่วงพัลส์สั้น (Short Pulse Laser) คือช่วง Pulse width ระดับ นาโนวินาที (ns)
1.3 ช่วงพัลส์สั้นสุดขีด (Ultrashort Pulse Laser) คือ ช่วง Pulse width ในระดับ พิโควินาที (ps) หรือ เฟมโตวินาที (fs)

ความกว้างพัลส์แต่ละช่วง มีความสำคัญอย่างไร ❓❓❓ ยกตัวอย่างเปรียบเทียบกันง่ายๆ ระหว่าง ช่วง Pulse width ระดับ ms และ ระดับ fs ซึ่งระดับ fs เป็นช่วง Pulse width ที่แคบและสั้นมากๆ ดังนั้นจะทำให้ระบบเลเซอร์มี Peak Power ที่สูง

(จากภาพด้านล่าง ระยะ Pulse width ในแกน X ยิ่งแคบ ยิ่งทำให้ Power คือแกน Y สูงขึ้น)

ข้อดีของการที่เลเซอร์มี Peak Power ที่สูงทำให้ประสิทธิภาพในการนำไปใช้งาน เช่น ตัด เจาะ มีประสิทธิภาพสูงตามไปด้วย และอีกประการคือ เมื่อช่วง Pulse width ยิ่งแคบและสั้น มีผลทำให้การกระจายตัวของความร้อนและการสะสมความร้อนที่ผิวงานมีค่าน้อย ทำให้ได้ผิวงานที่สวยงาม และลดความเสียหายต่อพื้นผิว....ในทางกลับกัน หากใช้เลเซอร์ที่มี Pulse width กว้างหรือยาว เช่น ระดับ us และ ms จะทำให้เกิดความร้อนสะสมบนผิวงานที่มากกว่า และมี Peak power ที่ค่อนข้างต่ำ ดังนั้นในปัจจุบันช่วงพัลส์ของเลเซอร์ที่ได้รับความนิยม จึงเป็นช่วง Short Pulse (ns) หรือ Ultrashort Pulse (ps, fs)

ปล.1 โดยปกติ Peak Power จะมีค่าสูงเป็นระดับกิโลวัตต์ (kW) ไปจนถึงระดับเมกะวัตต์ (MW) ขึ้นกับช่วง Pulse Width แต่ที่เราเห็นในสเปคเลเซอร์ทั่วๆไป เช่น 20 W/ 30W นั่นคือกำลังแสงเฉลี่ย (Average Power) เท่านั้น

และจากสมการด้านล่างนี้ลองแทนค่าเล่นๆ ดูก็ได้ครับ สมมติให้ Pulse Energy มีค่าเท่ากับ 1 จูล และลองแทนค่า Pulse Width ที่ระดับ ns (10^-9 s) และระดับ ms (10^-3 s) จะพบว่าค่า Peak Power ต่างกันมากมาย

Peak Power = Pulse Energy / Pulse Width (Duration)

ปล. 2 สำหรับการทำให้ระบบเลเซอร์มี Pulse width ที่แคบและสั้น ส่วนมากจะใช้ Q-switched โดย Q-switched มีหลากหลายวิธี เอาไว้มาอธิบายครั้งต่อไปครับ

🔴ความถี่พัลส์ (Pulse Frequency) หรืออาจเรียกว่า Repetition Rate ซึ่งเป็นอัตราของการเกิดพัลส์ในหนึ่งคาบเวลา เช่น เลเซอร์ที่มี Repetition Rate 50 kHz หมายความว่าในหนึ่งคาบเวลา (หน่วยเป็นวินาที) สามารถเกิดพัลส์ได้ 50,000 ครั้ง โดยค่า Repetition Rate ก็เป็นอีกหนึ่งค่าที่มีผลต่อการนำเลเซอร์ไปใช้งาน เนื่องจากค่า Repetition Rate มีผลกับค่าพลังงานต่อพัลส์ของเลเซอร์ (Pulse Energy) ยกตัวอย่าง เช่น เลเซอร์ที่มีกำลังแสงเฉลี่ย (Average Power) ที่ 50 W ยิงไปบนผิวโลหะ ที่ Repetition Rate 50 kHz และ 200 kHz ตามลำดับ ถามว่า ที่ Repetition Rate ค่าไหน มีความแรงและให้ค่าพลังงานต่อพัลส์ (Pulse Energy) สูงกว่ากัน ❓❓❓ คำตอบคือ ที่ 50 kHz

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น❓❓❓ ให้นึกถึงภาพง่ายๆ เช่น บนถนนที่หนึ่งมีหลุม 1 หลุม กับถนนที่สองมีหลุม 10 หลุม ทำการเทน้ำ 1 ลิตร ไปบนถนนที่หนึ่ง และเทน้ำอีก 1 ลิตร ไปบนถนนที่สองเหมือนกัน พบว่าถนนที่สองทำให้น้ำ 1 ลิตร ถูกแบ่งลงหลุมทั้ง 10 ไปอย่างละนิด แต่ถนนที่หนึ่งทำให้น้ำ 1 ลิตร ลงหลุมไปเต็มๆ เช่นเดียวกันกับเลเซอร์ ยิ่งค่า Repetition Rate ยิ่งมาก (แบ่งเยอะ) ค่าพลังงานต่อพัลส์ (Pulse Energy) ยิ่งน้อยและเบากว่า หรือลองแทนค่าในสมการข้างล่าง...

Average power = Pulse Energy/Period(T)

ซึ่ง T = 1/f (Repetition Rate)

ที่ 50 kHz ย่อมให้พลังงานพัลส์ที่สูงกว่า 200 kHz จึงทำให้กินผิวงานได้ลึกกว่า แต่ข้อเสียคือ อาจทำให้วัสดุงานร้อนเร็วและเสียหายเร็ว ขึ้นอยู่กับค่าสภาพนำความร้อนและการดูดกลืนความร้อนของวัสดุนั้นๆด้วย ดังนั้นในการใช้งานเราก็ต้องดูว่าจะทำอะไร และจะปรับค่า Repetition Rate เท่าใดจะเหมาะสม และในปัจจุบันระบบเลเซอร์แบบพัลส์มักออกแบบมาให้มี Repetition Rate ในระดับกิโลเฮิร์ตซ์ (kHz) มากกว่าระดับเฮิร์ตซ์ ( Hz) เพราะถ้าทำได้แค่ระดับ Hz นั้นถือว่าช้ามากๆ ครับ มีผลเสียต่อชิ้นงานได้ เนื่องจากจะทำให้ความร้อนสะสมที่ชิ้นงานเยอะ

🙏เอาเท่านี้ก่อนครับ พอเป็นความรู้ แต่ที่จริงในเรื่องเกี่ยวกับพัลส์เลเซอร์ยังมีอีกมากครับ ไว้ PK Laserman จะมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ

Photos from เลเซอร์และความปลอดภัยในการใช้งานเลเซอร์ by PK Laserman's post 28/03/2022

❗หากจะกล่าวถึงอันตรายที่เกิดจากแสงเลเซอร์ต่อมนุษย์ คงหลีกเลี่ยงอันตรายทั้ง 2 ประเภทดังต่อไปนี้ไม่ได้

👉1. อันตรายต่อดวงตา
👉2. อันตรายต่อผิวหนัง

แต่...อุบัติเหตุที่ก่อให้เกิดความสูญเสียแบบเฉียบพลันและเกิดขึ้นบ่อยกับผู้ใช้งานเลเซอร์นั้นคือ อุบัติเหตุต่อดวงตา

👉ดังนั้นวันนี้ทาง PKLaserman จะมาพูดถึงวิธีการป้องกันอันตรายจากลำแสงต่อดวงตา และอุปกรณ์ป้องกันภัย

👉ตามที่ผมเคยโพสต์ไปก่อนหน้านี้ครับเกี่ยวกับการจัดแบ่งระดับความอันตรายของเลเซอร์ เราจะพบว่า ที่ความอันตรายระดับ 2 (Laser class 2) ลำแสงเลเซอร์ก็สามารถก่ออันตรายต่อดวงตาได้แล้ว แต่อยู่ในระดับต่ำและในส่วนความอันตรายที่ระดับ 4 (Laser class 4) ซึ่งจัดว่าเป็นระดับที่มีความอันตรายมากที่สุด (กำลังแสงเลเซอร์ตั้งแต่ 500 mW ขึ้นไปจัดอยู่ในระดับ 4 ทั้งหมด) สามารถก่อให้เกิดการบาดเจ็บและตาบอดเฉียบพลันได้ทันที

👉ลำแสงเลเซอร์จะเข้าตาได้ทางใดบ้าง❓
โดยปกติลำแสงเลเซอร์สามารถเข้าตาได้หลักๆ 2 สถาการณ์

1. ยิงเข้าตาโดยตรง
2. เกิดจากการสะท้อนกลับ (Reflection)ของแสงหรือการกระเจิง (Scattering) ของแสง เช่น ลำแสงเลเซอร์ตกกระทบผิวโลหะและสะท้อนเข้าตา หรือกระทบกับวัสดุที่สามารถสะท้อนแสงได้ เช่น กระจก และสะท้อนเข้าตา

ในส่วนของสถานการณ์ที่ 2 จะพบบ่อยมากที่สุด เนื่องจากการใช้งานเลเซอร์ส่วนใหญ่ เราจะใช้งานกับวัสดุ เช่น โลหะ ไม่ว่าจะเป็น การแกะสลัก ตัด เจาะ เชื่อม เป็นต้น และหากขาดความระมัดระวังหรือประมาท ไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกัน เช่น แว่นตาหรือระบบเลเซอร์ของเราไม่มีอุปกรณ์ครอบคลุมแสง แสงเลเซอร์สามารถสะท้อนเข้าตาและทำให้ตาบอดได้ทันที❗❗❗

👉ทำไมถึงตาบอดทันที❓
คุณสมบัติของเลเซอร์ที่ต่างจากแสงอื่นๆ คือ ความเข้มแสงสูง (High intensity) และหากยิงไปในอากาศแสงจะเดินทางได้เป็นระยะไกลมาก และอัตราการบานออกของแสงจะน้อยมากๆ (Low beam divergence) เช่น ขนาดลำแสงเลเซอร์ (Spot size) ที่จุดเริ่มต้น 1 mm บางครั้งทำการวัดที่ระยะไกลๆ ก็ยังคงมีค่า 1 mm ด้วยอัตราการบานออกของลำแสงที่น้อยมากๆ จึงทำให้การโฟกัสลำแสงเลเซอร์นั้นทำได้ง่ายและทำให้แสงที่จุดโฟกัสนั้นมีความเข้มสูงมาก

👉ลำแสงเลเซอร์เข้าตา❗ยกตัวอย่างหากลำแสงเลเซอร์ที่มีความเข้มแสงแค่ประมาณ 50% ของเลเซอร์ระดับ 2 (50% ของ 1mW ก็ประมาณ 0.5 mW) ถูกยิงโดยตรงเข้าตาผ่านม่านตา (ปกติรูม่านตาประมาณ 7 mm ซึ่งใหญ่กว่าขนาดลำแสงเลเซอร์ ) ทำให้แสงเลเซอร์เข้าตาโดยตรงและไปกระทบกับเลนส์ตา (ปกติเลนส์ตามนุษย์เปรียบเสมือนเลนส์นูน ซึ่งมีคุณสมบัติในการโฟกัสแสง) ภายหลังจากที่แสงผ่านเลนส์นูนจะทำให้ขนาดลำแสงเล็กลง (ยิ่งเล็กความเข้มแสงยิ่งมาก สมมติเข้า 1 mW แต่ตกที่เรติน่าอาจจะสูงถึง 200 mW) เนื่องจากเกิดการโฟกัส และลำแสงสุดท้ายจะไปตกที่เรติน่า (ดังภาพประกอบ) จะเกิดการบาดเจ็บขึ้นทันที จนถึงขั้นตาบอด

นอกจากนี้ตัวอย่างอุบัติเหตุที่พบบ่อยคือ ผู้ใช้งานไม่สวมใส่แว่นตาป้องกัน และทำการมองลำแสงเลเซอร์โดยตรง หรือ ระดับสายตาอยู่ในระดับเดียวกับการสะท้อนและกระเจิง เช่น การแกะสลักโลหะ โดยเลเซอร์ชนิดไฟเบอร์ (Fiber laser marking) ที่ความยาวคลื่น 1064 nm ซึ่งเป็นช่วงอินฟราเรด (IR) ตามนุษย์เราจะมองไม่เห็นแสงย่านนี้ ดังนั้นเมื่อเกิดการกระเจิงของแสงออกมาหลังจากตกกระทบโลหะ เราไม่สามารถรับรู้ทิศทางได้ การกระเจิงมีระยะค่อนข้างไกลพอสมควร และการกระเจิงจากโลหะจะเกิดแบบแพร่กระจายทุกทิศทาง ( Diffused) เมื่อไม่สวมแว่นตา อาจจะเกิดอันตรายได้ทันที❗❗❗ข้อนี้ต้องระวังพิเศษครับ เพราะเราไม่รู้ว่าจะเกิดกับตัวเราเมื่อใด

👉😎เลือกแว่นตากันแสงเลเซอร์อย่างไร❓

สิ่งที่เรานำมาใช้พิจารณาในการเลือกแว่นตากันแสงเลเซอร์ให้เหมาะสมกับการใช้งาน ได้แก่

1. ช่วงความยาวคลื่นแสงเลเซอร์ (Laser wavelength) ที่ใช้งาน เราควรเลือกให้ครอบคลุม (สังเกตจากหน่วย จะเป็นนาโนเมตร nm) เช่น เราใช้งาน fiber laser ที่ช่วง 1064 nm เราต้องเลือกแว่นที่มีเลขค่าความยาวคลื่นเขียนกำกับในช่วงดังกล่าว หรือแว่นมาตรฐานยุโรปเราจะพบคำว่า DIR นั้นคือค่า Laser Wavelength หรือช่วงความยาวคลื่นแสงเลเซอร์

2. ค่าการลดทอนแสง OD หรือ Optical Density แว่นตากันแสงเลเซอร์แต่ละประเภทจะต้องระบุค่านี้ หรือมาตรฐานบางประเภทจะระบุเป็นตัว L หรือ LB เช่น L5 นั่นคือระดับการลดทอนแสงเช่นเดียวกัน ค่า OD หรือ L มากๆ ยิ่งลดทอนแสงเลเซอร์ได้มาก เช่น OD3+ หมายความว่าลดทอนความเข้มแสงไป 1000 เท่า ค่า OD มีหลายระดับ บางช่วงของความยาวคลื่นแสงอาจระบุที่ OD6+ หรือ OD7+ แต่ข้อเสียของค่า OD สูงๆ คือแว่นจะมืด ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นกับค่า การส่งผ่านแสงด้วย Transmittance จะมีการระบุเป็น % เช่น 55% VLT (ดังรูป) หากค่านี้สูงแว่นจะไม่มืดมาก

3. ค่ากำลังแสงเลเซอร์ ( Laser power ) จะระบุเป็นหน่วยวัตต์ (W) หรือช่วงพลังงานพัลส์แสงเลเซอร์ (Pulse Energy) จะระบุหน่วยเป็น มิลลิจูล (mJ) หรือ จูล (J) ซึ่งค่าเหล่านี้ในแว่นบางประเภท อาจจะระบุหรือไม่ระบุก็ได้

👆รายละเอียดด้านบนคือ 3 สิ่งหลักๆ ในการเลือกแว่นกันแสงเลเซอร์ให้เหมาะสมต่อการใช้งานกับเลเซอร์แต่ละประเภท ดังนั้นเวลาใช้งานเลเซอร์เราควรทราบรายละเอียดของเครื่องพอสังเขป เพื่อเลือกแว่นให้เหมาะสม จะได้ป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อตาได้ครับ กันไว้ดีกว่าแก้❗ เพราะกฎการใช้งานเลเซอร์โดยหลักสากล โดยเฉพาะเลเซอร์ระดับ 4 (Laser class 4) ควรจะต้องสวมแว่นตาทุกครั้ง

❓แต่...บางครั้งผู้ใช้งานอาจจะเห็นว่าเลเซอร์บางประเภทแปะสัญลักษณ์ laser class 1 หรือ class 2 ทั้งที่เครื่องที่ตัวเองใช้งานมีกำลังแสงมากกว่า 500 mW ซึ่งมันควรจะจัดเป็น class 4 ❓ แต่ทำไมแปะ class ที่ต่ำกว่า เหตุผลก็เพราะว่าบริเวณที่แปะสัญลักษณ์ดังกล่าวมีอุปกรณ์ ห่อหุ้มแสงอย่างมิดชิด จึงสามารถแปะจุดนั้นต่ำกว่า class 4 ได้ แต่หากจุดไหนที่แสงเลเซอร์วิ่งผ่านและไม่มีสิ่งครอบคลุม ก็ยังถือว่าเป็น class 4 ดังนั้นในเลเซอร์บางเครื่องเราอาจพบสัญลักษณ์ได้หลากหลายระดับ แต่ให้คิดไว้เสมอนะครับว่า เมื่อไรก็ตามที่กำลังแสงเกิน 500 mW นั่นคือ class4 และหากพลาดเมื่อไร สามารถเกินอันตรายต่อตาได้ทุกเมื่อ❗❗❗

🙏ทาง PKLaserman ขอฝากบทความนี้เพื่อเป็นความรู้และเตือนสติผู้ใช้งานเลเซอร์ทุกๆ ท่านนะครับ ขอให้ใช้งานอย่างมีสติ อย่าประมาท และควรมีอุปกรณ์ป้องกันตามมาตรฐาน ดีที่สุดครับ

👓ปล. ใครจะปรึกษาเรื่องแว่นเพิ่มเติม ยินดีครับ ทักมาได้เลยครับ

Photos from เลเซอร์และความปลอดภัยในการใช้งานเลเซอร์ by PK Laserman's post 27/03/2022

👉ผมเคยโพสต์เกี่ยวกับอันตรายของเลเซอร์ไว้ หลายๆคนที่ใช้งานอาจคิดว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ แต่ถ้าพลาดมาอาจทำให้พิการได้เลย เพราะเมื่อใดก็ตามที่แสงเลเซอร์ตกกระทบวัตถุบางอย่าง สามารถเกิดการสะท้อนกลับได้ ดังนั้นอย่าประมาทครับ!!! ครั้งหน้าผมจะเอา VDO และภาพดวงตาที่เกิดการบาดเจ็บและเสียหายจากเลเซอร์มาโพสต์ไว้เป็นเครื่องเตือนสติ ในการใช้งานเลเซอร์ให้ปลอดภัยนะครับ

👉อุปกรณ์ป้องกันภัย สำคัญมาก!!! แว่นตากันแสงเลเซอร์ควรสวมใส่ และควรใช้ให้ถูกประเภทด้วยครับ

👉วิธีการเลือกเป็นอย่างไร ผมจะมาแนะนำในโพสต์ต่อไปครับ😎😎😎

👉Safety First❗❗❗

22/03/2022

ห่างหายไปหลายวัน วันนี้ทาง PKLaserman ขอแชร์ความรู้เรื่อง

"Fiber Laser"

เชื่อหรือไม่ครับว่ามีหลายท่านที่ชอบเข้าใจผิดว่า Nd : YAG laser นั้นคือ Fiber laser ด้วยเหตุผลที่ว่าความยาวคลื่นแสงใกล้เคียงกันมาก ซึ่ง Nd:YAG laser จะอยู่ที่ช่วง 1064 nm และ Fiber laser จะอยู่ที่ 1065 ถึง 1070 หรือบางครั้งก็ 1064 nm เหมือนกัน หรือบางคนอาจจะไปเห็นระบบ Nd:YAG ต่อสายไฟเบอร์ (Fiber optic) เข้าไปที่หัวสแกน (Optical scanner) ก็อาจเข้าใจว่านั่นคือ Fiber laser

แต่ความเป็นจริงแล้วนั้น Fiber laser และ Nd:YAG laser ต่างกันที่ตัวกลางที่ถูกกระตุ้น (Gain medium) ซึ่งผมเคยอธิบายไว้ในโพสต์ก่อนหน้านี้แล้วสำหรับการเกิด Nd:YAG นั้นเป็นอย่างไร (ลองเลื่อนหาดูนะครับ)

Fiber laser นั้นจัดว่าเป็นเลเซอร์ประเภทใช้แสงกระตุ้น (Optical pumped) ประเภทหนึ่ง คือแหล่งกระตุ้นสารเลเซอร์หรือตัวกลางเลเซอร์เป็นแสง เหมือนกับ Nd:YAG laser แต่ตัวกลางหรือสารเลเซอร์ของ Fiber laser นั้นก็คือเส้นใยแก้วนำแสง (Fiber optic) นั่นเองครับ คือเราใช้แสงจากแหล่งกระตุ้น ทำการกระตุ้นโดยตรงไปยังภายในส่วนที่เรียกว่า Core ของเส้นใยแก้วนำแสงโดยตรง (คือใช้เส้นใยแก้วนำแสงชนิดพิเศษต่อตรงเข้ากับแหล่งกระตุ้น) ซึ่งในส่วนของ Core นั้นจะถูกเจือด้วยสารเคมีที่มีคุณสมบัติทางแสง สามารถทำให้เกิดแสงเลเซอร์ในช่วงความยาวคลื่นในช่วง 1064 nm ถึง 1070 nm ได้นั่นเอง จะต่างจาก Nd:YAG laser ที่จะทำการกระตุ้นแสงให้ผ่านตัวกลางที่เป็นผลึกของแข็งในระบบ และเมื่อได้ความยาวคลื่นที่ต้องการจึงต่อเส้นใยแก้วนำแสงไปที่หัวสแกนอีกที นั้นคือข้อแตกต่างครับ

ระบบ Fiber laser อย่างง่ายดังรูปภาพด้านล่างนั้น จะประกอบไปด้วยแหล่งกระตุ้น (Pump source) ในที่นี้ส่วนมากจะเป็นเลเซอร์ไดโอด (Diode laser) ทำการกระตุ้นผ่านกระจกที่เคลือบด้วยสารไดอิเลกทริก (Dichroic mirror) ซึ่งมีคุณสมบัติบางประการเหมือนกับ Filter คือ แสงบางความยาวคลื่นสามารถผ่านได้ (Transmits) และบางความยาวคลื่นผ่านไม่ได้ (Reflects) และแสงจากแหล่งกระตุ้นที่ผ่านเข้าไปยังส่วนที่เรียกว่า Core ซึ่งอยู่ภายใน Cladding จะเกิดการกระตุ้นเข้ากับสารที่เจือเข้าไปภายในชั้น Core ทำให้ได้ความยาวคลื่นแสงที่ต้องการ ส่วนกระจกอีกอันก็มีหน้าที่สะท้อนแสงภายในระบบให้เกิดการกระตุ้นซ้ำ เพื่อให้แสงเลเซอร์มีความเข้มที่สูง

สำหรับแสงที่เคลื่อนที่หรือเดินทางผ่านเส้นใยแก้วนำแสงจะเกิดปรากฏการณ์การสะท้อนกลับหมด (Total internal reflection, TIR) หรือนึกภาพง่ายๆว่าแสงเดินทางเป็นรูปฟันปลาขึ้น-ลง ภายใน Core

ข้อดีของ Fiber laser คือ สามารถออกแบบลำแสงเลเซอร์ให้มีความเข้มแสงที่สูงมากได้ดี เนื่องจากคุณสมบัติบางประการของเส้นใยแก้วนำแสงในปัจจุบันที่พัฒนาไปมาก และเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นใยแก้วนำแสงนั้นมีขนาดเล็กมาก จึงทำให้แสงเลเซอร์ที่ออกมามีความเข้มแสงที่สูงและมีคุณภาพ เหมาะกับงานที่ต้องการความละเอียดในการแกะสลักโลหะ ตัด เจาะ เป็นต้น

สรุป ทั้ง Fiber laser และ Nd:YAG laser นั้นต่างกันที่ตัวกลางในการเกิดเลเซอร์ แต่สิ่งที่ใกล้เคียงกันคือ ความยาวคลื่นแสงที่ประมาณ 1064 nm ซึ่งเป็นความยาวคลื่นแสงที่สามารถนำพาหรือทำให้เดินทางผ่านเส้นใยแก้วนำแสงได้ดี จึงพบเห็นเลเซอร์ในปัจจุบันที่สามารถยืดความยาวของเส้นใยแก้วนำแสงได้มาก ต่างจาก CO2 laser ที่ความยาวคลื่น 10.6 ไมครอน ที่ไม่สามารถเดินทางผ่านเส้นใยแก้วนำแสงได้

😀เป็นความรู้ในช่วงเย็น ที่นำมาฝากกันครับ กด like กด Share กันได้นะครับ

Photos from เลเซอร์และความปลอดภัยในการใช้งานเลเซอร์ by PK Laserman's post 15/02/2022

ว่าด้วยเรื่อง "ความอันตรายของเลเซอร์" ในปัจจุบันการจัดระดับความอันตรายของเลเซอร์สามารถจัดแบ่งออกเป็น 7 ระดับ คือ Class 1 / Class1M / Class 2 / Class 2M / Class 3R / Class3B / Class 4 โดยเรียงลำดับจากความอันตรายน้อย ไปหา ความอันตรายมาก ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการจัดระดับความอันตรายของเลเซอร์จะมีมาตรฐานของทางยุโรป IEC60825 และมาตรฐานของทางอเมริกา ANSI Z136 เป็นแหล่งอ้างอิง

ความปลอดภัยในการใช้งานเลเซอร์ (Laser safety) นั้นมีความสำคัญมาก และเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ เนื่องจากอันตรายที่เกิดจากการใช้งานเลเซอร์สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือพิการได้ โดยเฉพาะดวงตาหากแสงเลเซอร์เข้าตาสามารถทำให้ตาบอดได้เฉียบพลัน

วันนี้เรามาดูกันครับว่าระดับความอันตรายของเลเซอร์มีอะไรบ้าง

>>>Class 1 (ระดับ 1)
เป็นเลเซอร์ที่มีกำลังแสงเลเซอร์เฉลี่ยอยู่ในระดับไมโครวัตต์ สามารถพบได้ในเครื่องเล่น CD, เครื่องปริ้นเตอร์ เป็นต้น แสงเลเซอร์ในระดับนี้มีกำลังของแสงต่ำจนไม่เป็นอันตรายต่อ ตา และผิวหนัง อย่างไรก็ตามเลเซอร์ในระดับนี้ควรมีคำเตือน Caution - Laser radiation when open

*ทั้งนี้รวมถึงเลเซอร์ที่ทำงานอยู่ในสภาวะปิดมิดชิด

>>>Class 1M (ระดับ 1M)
เลเซอร์ระดับที่ 1M ประกอบด้วยเลเซอร์ที่มีกำลังมากกว่าเลเซอร์ระดับที่ 1 แต่มีลำแสงที่ได้ถูกขยายออกโดยอุปกรณ์ทางแสง เช่น เลนส์ และเลเซอร์ระดับนี้ควรจะมีคำเตือน Caution - Class 1M laser radiation when open do not view directly with optical instruments

>>>Class 2 (ระดับ 2)
เลเซอร์ในระดับนี้เป็นเลเซอร์กำลังต่ำและมีความยาวคลื่นแสงอยู่ในช่วงที่สามารถมองเห็นได้ (400 nm - 700 nm) โดยมีกำลังแสงไม่เกิน 1 มิลลิวัตต์ และต้องเป็นเลเซอร์ชนิดลำแสงแบบต่อเนื่องเท่านั้น (CW laser) มีความอันตรายต่อดวงตาและผิวหนังแต่อยู่ในระดับที่ต่ำมาก เช่น เครื่องสแกนในซุปเปอร์มาร์คเก็ต หรือเลเซอร์ที่ใช้ในการเรียนการสอนในแลบ เช่น He-Ne laser และเลเซอร์ระดับนี้ควรจะมีคำเตือน Caution - Class 2 laser radiation when open do not stare into the beam

>>>Class 2M (ระดับ 2M)
เลเซอร์ในระดับนี้จะมีกำลังมากกว่าระดับ 2 แต่มีลำแสงได้ขยายออกด้วยอุปกรณ์ทางแสง เช่น เลนส์ กระจก และเลเซอร์ระดับนี้จะมีคำเตือน Caution - Class 2M laser radiation when open do not stare into the beam or view directly with optical instruments

>>>Class 3R (ระดับ 3R)
เป็นเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นอยู่ในช่วง 400 - 700 nm (นาโนเมตร) มีกำลังแสงเลเซอร์อยู่ระหว่าง 1 mW (มิลลิวัตต์) ถึง 5 mW หรือเป็นแสงเลเซอร์ในช่วงที่ตามองไม่เห็น เช่น อินฟราเรด (IR) และอัลตราไวโอเลต (UV) มีกำลังมากกว่ากำลังของแสงเลเซอร์ระดับที่ 1 แต่น้อยกว่า 5 เท่า ของกำลังของเลเซอร์ระดับที่ 1 ตัวอย่างที่พบได้ เช่น laser pointer ความอันตรายต่อดวงตาและผิวหนังยังจัดอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ไม่ควรมองลำแสงเลเซอร์โดยตรงหรืออยู่ในทิศทางที่เป็นอันตรายต่อตา และเลเซอร์ระดับนี้จะมีคำเตือน Caution - Class 3R laser radiation when open avoid direct eye exposure

>>>Class 3B (ระดับ 3B)
เป็นเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นแสงในช่วง 400 - 700 nm มีกำลังแสงเลเซอร์อยู่ระหว่าง 5 mW (มิลลิวัตต์) ถึง 500 mW หรือเป็นแสงเลเซอร์ในช่วงความยาวคลื่นที่ตามองไม่เห็น เช่น อินฟราเรด IR และอัลตราไวโอเลต UV มีกำลังแสงเลเซอร์มากกว่า 5 เท่า ของเลเซอร์ระดับที่ 1 แต่น้อยกว่า 500 มิลลิวัตต์ เลเซอร์ระดับนี้มีความอันตรายต่อตาอยู่ในระดับปานกลาง และต่อผิวหนังในระดับที่ต่ำ อันตรายต่อดวงตา เช่น เข้าตาโดยตรง หรือเกิดจากการสะท้อนกลับของเลเซอร์ในระดับนี้ได้ และเลเซอร์ระดับนี้จะมีคำเตือน Caution - Class 3B laser radiation when open avoid exposure to the beam

>>>Class 4 (ระดับ 4)
เป็นเลเซอร์ที่มีความอันตรายต่อดวงตาและผิวหนังในระดับสูงสุด สามารถทำให้ตาบอดเฉียบพลันและผิวหนังเกิดการไหม้ได้ โดยเลเซอร์ที่มีกำลังแสง (Laser power) ตั้งแต่ 500 มิลลิวัตต์ (mW) ขึ้นไปจัดว่าเป็นเลเซอร์ระดับ 4 ทั้งหมด ดังนั้นในงานอุตสาหกรรม หรือที่ใช้งานตามท้องตลาดทั่วไป หากเลเซอร์ที่ใช้มีกำลังแสงมากกว่า 500 มิลลิวัตต์ ควรจะต้องใช้ความระมัดระวัง และสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันภัย เช่น แว่นตา ทุกครั้งขณะปฏิบัติกับเลเซอร์ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้น

***เหตุผลที่เลเซอร์เป็นอันตรายต่อตา และต้องใช้ความระมัดระวังต่อดวงตามากนั้น เนื่องจากเลนส์ตามนุษย์ เปรียบเสมือนเลนส์นูน ซึ่งคุณสมบัติของเลนส์นูน คือ สามารถโฟกัสแสงหรือรวมแสงทำให้แสงมีความเข้มสูงขึ้น ยกตัวอย่างว่าเลเซอร์ ที่กำลังแสงแค่ระดับ 1 mW ยิงเข้าตาโดยตรง แต่กำลังแสงที่ผ่านเลนส์ตาและไปตกที่เรตินา มีระดับที่เพิ่มขึ้นหลายเท่า จึงทำให้ความเข้มแสงที่เข้าไปข้างในตาสูงขึ้นตามไปด้วย และโดยเฉพาะการใช้งานเลเซอร์ระดับ 4 ที่เป็นเลเซอร์ที่มีความยาวคลื่นแสงที่ตามองไม่เห็น เช่น CO2 laser (10.6 ไมโครเมตร) / Nd:YAG laser (1064 นาโนเมตร) / Fiber laser (1064 - 1070 นาโนเมตร) เป็นต้น จำเป็นต้องใช้ความระมัดระวังมาก เนื่องจากเลเซอร์ที่กล่าวมานั้นสามารถเกิดการสะท้อนกลับ (Reflection) และการกระเจิง (Scattering) ของแสงได้เมื่อยิงไปตกกระทบวัสดุชิ้นงาน และแสงที่เกิดจากการสะท้อนหรือกระเจิงก็สามารถทำให้ตาบอดได้เช่นเดียวกันครับ

😁ด้วยความห่วงใยจาก PKLaserman นะครับ ใช้งานเลเซอร์ให้สวมแว่นทุกครั้งนะครับ โดยเฉพาะเลเซอร์ระดับ 4 (Class 4 laser)

❓หากมีข้อสงสัยยินดีให้คำปรึกษาครับ

😎ใครไม่รู้จะเลือกแว่นอย่างไร ก็ยินดีครับ สอบถามมาได้ นอกจากจะเลือกให้ตรงกับช่วงคลื่นแสงที่ใช้งานแล้ว การพิจารณาค่า OD ของแว่นก็สำคัญครับ (ไว้จะมาเล่าเกี่ยวกับค่า OD ให้ฟังครับ)

11/02/2022

Nd:YAG Laser หรือ เลเซอร์ชนิดนีโอดิเมียมแย๊ก คืออะไร?

Nd:YAG Laser จัดว่าเป็นเลเซอร์ของแข็ง (Solid state laser) ประเภทหนึ่งหากทำการจัดชนิดเลเซอร์ตามประเภทของสารเลเซอร์ (Gain medium) เนื่องจากสารเลเซอร์ของ Nd:YAG laser นั้นเป็นโครงผลึก YAG (Yttrium Aluminum Garnet) ที่ถูกเจือด้วย Nd3+ และมีคุณสมบัติทางแสงบางประการที่สามารถเปลี่ยนแปลงความยาวคลื่นของแสงหรือความถี่แสงได้

ความยาวคลื่นแสงของ Nd:YAG laser จะอยู่ในช่วงประมาณ 1064 นาโนเมตร (nm) ซึ่งความยาวคลื่นแสงในช่วงนี้เป็นที่นิยมนำไปใช้งานทางด้านโลหะกันอย่างแพร่หลาย เช่น การตัดโลหะ การเจาะ หรือการทำความสะอาดพื้นผิว ด้วยคุณสมบัติความยาวคลื่นแสงในช่วงนี้นั้นสามารถถูกดูดกลืนได้ดีในวัสดุที่เป็นโลหะ และสามารถลำเลียงแสงเลเซอร์ให้เดินทางผ่านเส้นใยแก้วนำแสง (Fiber optic) ได้ดีมาก เมื่อเปรียบเทียบกับเลเซอร์ชนิด CO2

การกำเนิดแสงสำหรับ Nd:YAG laser แบบดั้งเดิมนั้น แหล่งกระตุ้น (Pump source) นิยมใช้หลอดแฟลชแลมป์ แต่เนื่องจากอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานและทำให้ระบบเลเซอร์มีขนาดใหญ่ ในปัจจุบันจึงนิยมใช้เลเซอร์ไดโอดมาเป็นแหล่งกระตุ้นแทนหลอดแฟลชแลมป์ ทำให้เลเซอร์ชนิดนี้มีขนาดเล็กลงอย่างมาก และประหยัดพลังงานในการใช้งาน ทั้งนี้จะเห็นว่าการใช้หลอดแฟลชแลมป์หรือเลเซอร์ไดโอดเป็นแหล่งกระตุ้นล้วนแล้วเป็นการใช้แสงกระตุ้นเข้ามาในระบบทั้งสิ้น ดังนั้นหากแบ่งตามประเภทแหล่งกระตุ้น เราสามารถนิยาม Nd:YAG laser ว่าเป็นเลเซอร์ประเภทกระตุ้นด้วยแสง (Optical pumped laser) ได้อีกด้วย

สำหรับภาพใต้โพสต์ PKLASERMAN ขอนำความรู้สำหรับการกำเนิดแสงของ Nd:YAG laser อย่างง่ายตามภาพตัวอย่างด้านล่างมาแบ่งปันกัน โดยแหล่งกระตุ้นเป็นเลเซอร์ไดโอด ช่วงความยาวคลื่นแสง 800 นาโนเมตร (ให้แสงสีแดง) กระตุ้นผลึก YAG (แสงเดินทางผ่านผลึก) ซึ่งเป็นสารเลเซอร์ ภายหลังจากการกระตุ้นผลึก YAG จะทำให้เกิดความยาวคลื่นใหม่ในช่วง 1064 นาโนเมตร และโดยส่วนมากเลเซอร์ชนิดนี้นิยมใส่อุปกรณ์ที่เรียกว่า คิวสวิทซ์ (Q-switch) เป็นอุปกรณ์ที่ทำให้แสงเลเซอร์ถูกปลดปล่อยออดมาในรูปแบบของพัลส์ ที่มีความกว้างของพัลส์ (Pulse width) ในช่วงระดับนาโนวินาที (ns) โดยช่วงความกว้างพัลส์ในระดับนาโนวินาทีจัดว่าอยู่ในช่วงพัลส์สั้น (Short pulsed laser) ซึ่งมีกำลังแสงเลเซอร์และความเข้มแสงในระดับสูง และเมื่อลำแสงเลเซอร์ถูกปล่อยออกมาจากระบบโดยผ่านกระจกบานหน้า จะเดินทางต่อไปตกกระทบและสะท้อนกับกระจกปรับเปลี่ยนทิศทางของแสง (BS / Beam switch) เพื่อให้แสงเดินทางเข้าสู่เลนส์โฟกัส (Focal lens) โดยเลนส์โฟกัสมีหน้าที่รวมแสงให้ไปตกกระทบที่ผิวชิ้นงาน โดยขนาดลำแสงเลเซอร์ที่ระยะโฟกัสจะมีขนาดเล็กที่สุดและให้ความเข้มแสงที่สูงมาก

😀เป็นอย่างไรกันบ้างครับ กับเกล็ดความรู้เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับ Nd:YAG laser ยังมีข้อมูลอีกมากมายที่อยากจะนำมาแบ่งปันกันครับ

10/02/2022

Basic laser configurations

หากพูดถึงองค์ประกอบของระบบเลเซอร์ขั้นพื้นฐาน เพื่อให้มองเห็นภาพรวมของระบบเลเซอร์ทั่วๆไป จะประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ดังนี้

1. แหล่งกระตุ้นสารเลเซอร์ (Pump Source) เป็นแหล่งจ่ายพลังงานในการทำให้เกิดแสงเลเซอร์ โดยแหล่งกระตุ้นสามารถมีทั้งแบบใช้แสงในการกระตุ้น (Optical pumped) หรือแบบใช้ไฟฟ้าในการกระตุ้น (Electrical pumped) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดตัวกลางหรือสารเลเซอร์ที่จะทำการกระตุ้น

2. สารเลเซอร์ (Gain medium) เป็นตัวกลางที่ถูกกระตุ้นด้วยแหล่งกระตุ้นดังที่ได้อธิบายในข้อที่ 1 โดยตัวกลางที่ถูกกระตุ้นมีสภาวะต่างๆ เช่น ของแข็ง ของเหลว หรือ ก๊าซ

3. ระบบขยายทางแสง (Optical cavity) เป็นระบบกระจกสำหรับทำหน้าที่สะท้อนแสงที่ถูกปล่อยออกมาจากสารเลเซอร์ เพื่อให้แสงเลเซอร์เกิดการสะท้อนไปมาในระบบ โดยมากจะประกอบไปด้วยกระจก 2 บาน คือ กระจกบานหน้า และกระจกบานหลัง ซึ่งกระจกบานหลังจะเป็นกระจกที่มีคุณสมบัติให้แสงเลเซอร์เกิดการสะท้อนกลับหมด และกระจกบานหน้าจะเป็นกระจกที่ยอมให้แสงผ่านบางส่วน

สรุป : เลเซอร์เกิดจากการกระตุ้นสารเลเซอร์ และสารเลเซอร์เกิดการปลดปล่อยพลังงานออกมาในรูปแบบของแสง และกระจกทำให้เกิดการสะท้อนไปมาของแสงในระบบจนกระทั่งมีความเข้มแสงสูง และแสงที่รั่วออกมาจากระบบคือ "แสงเลเซอร์"

😀สวัสดียามเย็นกับความรู้เรื่ององค์ประกอบของเลเซอร์ขั้นพื้นฐาน

10/02/2022

"What is CO2 laser?"

CO2 laser หรือ เลเซอร์ชนิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซ์ เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย และมีการผลิตออกมาจำหน่ายกันอย่างมากมาย เนื่องจากเลเซอร์ชนิดนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆ ได้หลากหลาย เช่น งานด้านแกะสลัก งานตัดอะคริลิก เป็นต้น

แต่ทราบหรือไม่ว่าการเกิดแสงเลเซอร์ในย่านนี้นั้น แตกต่างจากการเกิดแสงเลเซอร์ประเภทอื่น เนื่องจากการเปลี่ยนชั้นพลังงานที่ทำให้เกิดแสงในย่านนี้ไม่ได้เกิดจากการเปลี่ยนชั้นพลังงานแบบอิเล็กทรอนิค (Electronic Transition) แต่เกิดจากการเปลี่ยนชั้นพลังงานแบบการสั่นของโมเลกุล (Vibrational Transition) ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งประกอบด้วยกัน 3 อะตอม ได้แก่ O (ออกซิเจน) / C (คาร์บอน) / O (ออกซิเจน) โดยการสั่นของโมเลกุลสามารถสั่นได้ 3 แบบ คือ 1. แบบสมมาตร 2. แบบโค้งงอ 3. แบบไม่สมมาตร

ในการกระตุ้นให้เกิดแสงเลเซอร์ชนิดนี้ จะต้องมีก๊าซไนโตรเจน N ในระบบ และการกระตุ้นจะใช้แหล่งกระตุ้นที่เป็นไฟฟ้า (Electrical pumped) เมื่อเราให้กระแสไฟฟ้าเข้าสู่ระบบเลเซอร์เพื่อให้เกิดการกระตุ้นโมเลกุลของก๊าซ ก๊าซไนโตรเจนจะถูกกระตุ้นและทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนพลังงานกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จึงทำให้เกิดการกระตุ้นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และปล่อยแสงเลเซอร์ที่ช่วงความยาวคลื่น 10.6 ไมโครเมตร ออกมา ทั้งนี้เลเซอร์ชนิดนี้ยังสามารถเกิดที่ช่วงความยาวคลื่นแสง 9.6 ไมโครเมตร ได้อีกหนึ่งความยาวคลื่น นอกจากระบบเลเซอร์ชนิด CO2 บางระบบยังมีการเพิ่มก๊าซฮีเลียม (He) ลงไปในระบบด้วยเพื่อคุณสมบัติบางประการในการเกิดเลเซอร์

จากหลักการในการเกิดแสงเลเซอร์ CO2 เราจะเห็นว่าความยาวคลื่นแสงเลเซอร์ชนิดนี้อยู่ในช่วง 10.6 ไมโครเมตร เป็นช่วงแสงที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าเมื่อยิงเลเซอร์ไปในอากาศ ดังนั้นในด้านการใช้งานจึงจำเป็นจะต้องคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้มีทั้งต่อดวงตาและผิวหนัง

อันตรายต่อดวงตา : เป็นอันตรายที่สามารถเกิดขึ้นได้หากผู้ใช้งานไม่สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันขณะใช้งาน เช่น แว่นตา โดยอันตรายที่สามารถเกิดกับดวงตา อาจทำให้ตาบอดเฉียบพลัน หรือเกิดบาดแผลภายในตา

เลเซอร์สามารถเข้าตาในกรณีใดบ้าง
1. เข้าโดยตรง เช่น การจงใจยิงลำแสงเลเซอร์เข้าตา หรือดวงตาอยู่ในตำแหน่งการเดินทางของแสงเลเซอร์ชนิดนั้น
2. เข้าตาจากการกระเจิงหรือการสะท้อนกลับของแสง ในข้อนี้เป็นสาเหตุที่พบมากที่สุดในการใช้งานเลเซอร์ เนื่องจากในทุกอุตสาหกกรมหรือการใช้งานเป็นการนำเลเซอร์ไปประยุกต์ใช้ เช่น ตัด เจาะ แกะสลัก ในบางครั้งแสงเลเซอร์สามารถเกิดการกระเจิงจากวัสดุที่แสงลงไปตกกระทบ เช่น โลหะ หรือกระจก รวมถึงแหวน หรือนาฬิกาข้อมือ ก็อาจจะทำให้เกิดการกระเจิงและการสะท้อนกลับของแสงเลเซอร์จนทำให้เกิดอันตรายต่อตาได้ ดังนั้นการใช้งานเลเซอร์ให้ปลอดภัยควรจะสวมใส่แว่นตาทุกครั้งขณะปฏิบัติงาน และตรวจสอบบริเวณโดยรอบว่ามีอุปกรณ์ใดบ้างที่สามารถสะท้อนแสงเลเซอร์ได้ ก็ควรจะจัดเก็บให้ห่างพื้นที่ปฏิบัติงาน รวมถึงเครื่องประดับบนร่างกายที่อาจทำให้เกิดการสะท้อนหรือการกระเจิงของแสง

ในการเลือกใช้แว่นตา ก็ควรจะเลือกแว่นที่เหมาะสมและสามารถกันแสงเลเซอร์ในช่วงความยาวคลื่นที่ใช้งานอยู่เท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาในคุณสมบัติการลดทอนแสงของแว่น (ค่า OD, Optical Density) เพิ่มเติมอีกด้วย

อันตรายต่อผิวหนัง : ความยาวคลื่น 10.6 ไมโครเมตร ของเลเซอร์ชนิดคาร์บอนไดออกไซด์นั้นเป็นช่วงที่ผิวหนังมนุษย์ดูดกลืนได้ดี เนื่องจากภายใต้ผิวหนังมนุษย์มีน้ำเป็นองค์ประกอบ และน้ำสามารถดูดกลืนความยาวคลื่นที่ช่วง 10.6 ไมโครเมตร ได้ดีเช่นกัน ดังนั้นหากผิวหนังสัมผัสลำแสงเลเซอร์ชนิด CO2 โดยเฉพาะที่ระยะโฟกัสของแสง (ระยะที่แสงมีขนาดลำแสงเล็กที่สุดและความเข้มแสงมากที่สุด) สามารถทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเกิดแผลต่อผิวหนังได้

😀ในช่วงเที่ยงแบบนี้ PKLaserman ขอนำความรู้มาฝากกันเพียงเท่านี้ครับ
🍜 Enjoy eating

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok