Labour Daily

Labour Daily

แชร์

เพจข่าวและบทความแรงงาน เล่าเรื่องสิทธิ ค่าจ้าง สวัสดิการ สหภาพ แรงงานทุกแขนง และชีวิตคนทำงาน ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย เพื่อให้เสียงของแรงงานดังขึ้นในสังคม

26/08/2026

ยินดีกับพี่น้องเรา !!! แม่บ้าน แรงงานเกษตร และลูกจ้างแผงลอย กำลังจะได้สิทธิประกันสังคม ม.33 แล้ว

วันที่ 25 สิงหาคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาที่จะขยายความคุ้มครองประกันสังคมมาตรา 33 ไปยังลูกจ้างอีก 3 กลุ่ม ได้แก่ ลูกจ้างในกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ ลูกจ้างของนายจ้างที่เป็นบุคคลธรรมดาซึ่งไม่ได้จ้างไปทำธุรกิจ เช่น แม่บ้าน คนสวน และคนขับรถ และลูกจ้างของผู้ประกอบการค้าแผงลอย นี่เป็นข่าวที่แรงงานควรยินดี เพราะคนทำงานจำนวนมหาศาลซึ่งอยู่ต่อหน้าเราทุกวัน ทำอาหารให้เรา ดูแลบ้านให้เรา ปลูกอาหารที่เรากิน เลี้ยงสัตว์ที่กลายเป็นวัตถุดิบของสังคม และยืนทำงานอยู่หลังแผงค้าในตลาด กลับถูกทิ้งไว้นอกหลักประกันของลูกจ้างมาตลอด ทั้งที่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงนั้นเรียบง่ายอย่างยิ่ง คือมีคนหนึ่งทำงานให้อีกคนหนึ่ง รับค่าจ้าง และต้องดำรงชีวิตด้วยค่าจ้างนั้น แต่ความเรียบง่ายเช่นนี้กลับต้องใช้เวลายาวนานกว่ากฎหมายจะเดินมาถึงเสียที

เราจึงควรกล่าวคำว่า “ยินดี” ให้เสียงดังเสียหน่อย ไม่ใช่เพราะมันเป็นของขวัญ แต่เพราะกำแพงที่เคยกั้นคนทำงานกลุ่มหนึ่งออกจากหลักประกันของสังคมกำลังถูกทุบลงอีกชั้นหนึ่ง เพราะสิ่งที่เป็นสาระสำคัญไม่ใช่เครื่องแบบของแรงงาน แต่คือการที่คนคนหนึ่งจำเป็นต้องขายกำลังแรงงานเพื่อดำรงชีวิต เมื่อกำลังแรงงานนั้นเจ็บป่วย เมื่อร่างกายเสื่อมโทรม เมื่อมีลูก เมื่อแก่ตัว หรือเมื่อถูกตัดขาดจากงาน รายได้ของเขาก็สั่นคลอนทันที หลักประกันทางสังคมจึงเกิดขึ้นเพื่อไม่ให้ชีวิตของคนทำงานตกลงสู่เหวเพียงเพราะเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นกับร่างกายหรือการจ้างงานของตน

กลุ่มแรกคือแรงงานในกิจการเพาะปลูก ป่าไม้ และเลี้ยงสัตว์ คนเหล่านี้คือแรงงานที่ทำงานอยู่ใกล้ความเสี่ยงมากกว่าที่คนเมืองจำนวนมากจะมองเห็น งานเพาะปลูกหมายถึงการทำงานกลางแดด กลางฝน การสัมผัสสารเคมีทางการเกษตร ฝุ่น ละออง เชื้อรา เครื่องตัด เครื่องสูบน้ำ เครื่องจักร และการใช้กำลังร่างกายซ้ำแล้วซ้ำอีกตั้งแต่เช้าจนค่ำ งานป่าไม้มีความเสี่ยงจากอุปกรณ์ตัดไม้ ภูมิประเทศ สัตว์มีพิษ และอุบัติเหตุจากการทำงาน ส่วนคนเลี้ยงสัตว์ต้องอยู่กับสัตว์ขนาดใหญ่ ของเสีย เชื้อโรค และการทำงานที่แทบไม่มีคำว่าวันหยุด เพราะวัว หมู ไก่ หรือสัตว์อื่นไม่ได้หยุดกินอาหารตามปฏิทินของมนุษย์ คนเหล่านี้ผลิตสิ่งจำเป็นที่สุดของสังคม คืออาหารและวัตถุดิบ แต่ที่ผ่านมาแรงงานบางส่วนกลับถูกกันออกจากมาตรา 33 ด้วยข้อยกเว้นของกฎหมาย ทั้งที่ความเจ็บป่วย ความแก่ และความไม่แน่นอนของการจ้างงานไม่เคยยกเว้นพวกเขาเลย

การเข้าสู่มาตรา 33 จึงมีความหมายมากกว่าการมีชื่อในฐานข้อมูลสำนักงานประกันสังคม เพราะมันเปลี่ยนความเสี่ยงส่วนบุคคลให้กลายเป็นความรับผิดชอบร่วมของสังคม เมื่อเจ็บป่วย คนงานไม่ควรต้องเลือกระหว่างการรักษาตัวกับการมีเงินซื้อข้าว เมื่อเกิดทุพพลภาพ ชีวิตไม่ควรถูกโยนกลับไปให้ครอบครัวรับภาระเพียงลำพัง เมื่อแก่ตัวลง คนที่ใช้กำลังร่างกายสร้างผลผลิตมาตลอดชีวิตควรมีหลักประกันชราภาพ และเมื่อการจ้างงานสิ้นสุดลง คนงานยังมีหลักประกันในช่วงที่ยังหางานใหม่ไม่ได้ ผู้ประกันตนมาตรา 33 อยู่ในระบบประโยชน์ทดแทน 7 กรณี ได้แก่ เจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ตาย สงเคราะห์บุตร ชราภาพ และว่างงาน นั่นหมายความว่าชีวิตของแรงงานไม่ได้ถูกมองเพียงในชั่วโมงที่นายจ้างซื้อแรงงานจากเขา แต่เริ่มถูกยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่งซึ่งมีการเกิด แก่ เจ็บ มีครอบครัว และอาจสูญเสียงานได้

แต่ตรงนี้ต้องพูดให้ชัดด้วยว่า หากเป็นอุบัติเหตุหรือโรคที่เกิดเนื่องจากการทำงานโดยตรง กลไกสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือกองทุนเงินทดแทน ซึ่งเป็นคนละกองทุนกับกองทุนประกันสังคม ดังนั้นการขยายสถานะลูกจ้างเข้าสู่ระบบจึงมีความสำคัญในมิติที่กว้างกว่าเพียงการรักษาพยาบาล เพราะมันทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างถูกมองเห็นชัดขึ้นในระบบแรงงาน คนงานที่ถูกเครื่องจักรบาด คนงานที่ประสบอันตรายจากการทำงาน หรือคนงานที่เจ็บป่วยทั่วไปไม่ควรถูกปล่อยให้คำถามแรกในชีวิตเป็นว่า “เงินอยู่ไหน” แต่ควรเป็นว่า “จะรักษาอย่างไรจึงกลับมาใช้ชีวิตได้” นี่ต่างหากคือความหมายของหลักประกันสังคม ไม่ใช่การแจกเงิน แต่คือการสร้างพื้นให้มนุษย์ยืนได้เมื่อโชคร้ายผลักเขาล้มลง

กลุ่มที่สองคือแม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และลูกจ้างของบุคคลธรรมดาที่ทำงานโดยไม่ได้เกี่ยวข้องกับกิจการทางธุรกิจ กลุ่มนี้ยิ่งสะท้อนความย้อนแย้งของระบบแรงงานอย่างชัดเจน เพราะเราเห็นเขาทำงานอยู่ทุกวัน แต่สังคมกลับคุ้นเคยกับการเรียกงานเหล่านี้ว่า “คนรับใช้” ราวกับแรงงานของพวกเขาไม่ใช่คนงาน ทั้งที่แม่บ้านต้องยกของ ทำความสะอาด ทำอาหาร สัมผัสสารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และบางคนต้องดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุ คนสวนต้องใช้เครื่องมือตัด เครื่องตัดหญ้า ทำงานกลางแดด และสัมผัสสารเคมี ส่วนคนขับรถต้องเผชิญความเสี่ยงบนท้องถนน ความเหนื่อยล้า ชั่วโมงการทำงานที่อาจไม่แน่นอน และอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นได้เพียงเสี้ยววินาที งานเหล่านี้ไม่ได้เบากว่างานในโรงงาน เพียงแต่มันถูกซ่อนไว้หลังประตูบ้านของนายจ้างเท่านั้น

ความเปราะบางของแรงงานในบ้านยังมีอีกชั้นหนึ่ง คือสถานที่ทำงานเป็นพื้นที่ส่วนตัวของนายจ้าง ทำให้การรวมตัว การตรวจสอบสภาพการทำงาน และการเข้าถึงข้อมูลสิทธิต่าง ๆ ยากกว่าสถานประกอบการทั่วไปอย่างมาก แม่บ้านหนึ่งคนอาจทำงานอยู่ในบ้านหนึ่งหลังโดยไม่มีเพื่อนร่วมงานแม้แต่คนเดียว หากถูกเลิกจ้างก็อาจเสียทั้งรายได้และบางกรณีแม้แต่ที่อยู่อาศัยพร้อมกัน หากเจ็บป่วยก็มักต้องต่อรองกับนายจ้างโดยตรง ไม่มีฝ่ายบุคคล ไม่มีสหภาพแรงงานอยู่ข้าง ๆ และไม่มีเพื่อนร่วมงานจำนวนมากคอยยืนยันสิ่งที่เกิดขึ้น การเข้าสู่มาตรา 33 จึงมีความหมายทางอำนาจด้วย เพราะอย่างน้อยความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคนภายในบ้านจะไม่ได้เป็นเพียงเรื่องส่วนตัวของ “เจ้าของบ้านกับคนรับใช้” อีกต่อไป แต่จะถูกดึงเข้าสู่ระบบสาธารณะซึ่งรัฐมีหน้าที่รับรองว่าลูกจ้างคนนั้นมีหลักประกันเช่นเดียวกับคนงานคนอื่น

ลองคิดถึงแม่บ้านคนหนึ่งที่ทำงานมาสิบหรือยี่สิบปี หากวันหนึ่งร่างกายของเธอไม่สามารถทำงานหนักต่อไปได้ เราจะบอกว่าเรื่องนี้เป็นโชคชะตาส่วนตัวของเธอหรือไม่ หรือคนขับรถซึ่งทำงานให้ครอบครัวหนึ่งมาตลอดสิบห้าปี เมื่อแก่ตัวลงแล้วถูกเลิกจ้าง เขาควรกลับบ้านมือเปล่าเพียงเพราะนายจ้างของเขาไม่ใช่บริษัทหรือไม่ ระบบประกันสังคมตอบคำถามนี้ในหลักการว่าไม่ ชีวิตของแรงงานต้องมีหลักประกัน ไม่ว่าผู้ซื้อแรงงานจะเป็นบริษัทจำกัด โรงงาน ร้านค้า หรือบุคคลธรรมดา และนี่คือเหตุผลที่การขยายมาตรา 33 ครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะมันค่อย ๆ ทำลายเส้นแบ่งที่ไม่สมเหตุสมผลระหว่าง “ลูกจ้างในระบบ” กับ “ลูกจ้างที่ทุกคนรู้ว่าเป็นลูกจ้างแต่กฎหมายเคยทำเหมือนไม่เห็น”

กลุ่มที่สามคือลูกจ้างของผู้ประกอบการค้าแผงลอย คนกลุ่มนี้อยู่ตรงหน้าเราอย่างแน่แท้ ตั้งแต่คนช่วยขายของ คนเตรียมวัตถุดิบ คนทอดอาหาร คนยกสินค้า คนล้างจาน ไปจนถึงคนช่วยเก็บร้าน หลายคนทำงานตั้งแต่ก่อนฟ้าสาง บางคนเลิกงานเมื่อเมืองเริ่มหรี่ไฟลง ความเสี่ยงมีตั้งแต่น้ำมันร้อน เตาแก๊ส มีด ของหนัก ไฟฟ้า ควัน ฝุ่น ความร้อน ฝน และอุบัติเหตุจากการขนสินค้า แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือความไม่มั่นคงของรายได้และการจ้างงาน ร้าน หรือแผงหนึ่งอาจหยุดกิจการ ย้ายตลาด หรือเลิกจ้างได้รวดเร็วกว่าสถานประกอบการขนาดใหญ่ แรงงานเหล่านี้จึงอาจมีรายได้อยู่วันนี้และไม่มีรายได้ในวันรุ่งขึ้นโดยแทบไม่มีทุนสำรองให้ตั้งหลัก

ความคุ้มครองกรณีว่างงานจึงมีความหมายมากสำหรับแรงงานประเภทนี้ เพราะในสังคมที่คนทำงานจำนวนมากแทบไม่มีเงินออม การตกงานหนึ่งเดือนอาจหมายถึงค่าเช่าห้องที่จ่ายไม่ได้ ค่าอาหารของลูก ค่าเดินทาง และหนี้ที่เริ่มสะสม การมีประกันสังคมไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงหายไป แต่มันเปลี่ยนผลของความเสี่ยง ไม่ให้การสูญเสียงานครั้งหนึ่งกลายเป็นหายนะของทั้งครอบครัว เช่นเดียวกับสิทธิสงเคราะห์บุตรและสิทธิคลอดบุตรที่สำคัญอย่างมากต่อแรงงานรายได้น้อย เพราะการมีลูกไม่ควรเป็นเหตุให้ครอบครัวคนงานต้องตกลงสู่ความยากจน และการเข้าสู่วัยชราก็ไม่ควรหมายถึงวันที่นายจ้างไม่ต้องการกำลังแรงงานของเราแล้ว ชีวิตเราจึงหมดมูลค่าตามไปด้วย

นี่คือเหตุผลที่เราควรแสดงความยินดีกับข่าวนี้อย่างเต็มที่ คนทำงานอีกจำนวนมหาศาลกำลังถูกพาเข้ามาอยู่ใต้หลังคาเดียวกับแรงงานมาตรา 33 ที่มีอยู่เดิม รัฐบาลประเมินว่าการขยายความคุ้มครองครั้งนี้อาจทำให้มีผู้ประกันตนจากกลุ่มดังกล่าวรวมมากกว่า 1.05 ล้านคนภายในปี 2573 และยังครอบคลุมลูกจ้างต่างชาติที่มีเอกสารและใบอนุญาตทำงานถูกต้อง รวมถึงบางกลุ่มที่ได้รับการผ่อนผันตามกฎหมายด้วย สิทธิของแรงงานจึงไม่ควรถูกแบ่งตามสัญชาติ เพราะโรคภัยไม่ถามหนังสือเดินทาง อุบัติเหตุไม่ตรวจบัตรประชาชน และความแก่ชราก็ไม่สนใจว่าแรงงานคนนั้นเกิดอยู่ฝั่งใดของเส้นพรมแดน

แต่ในขณะที่เรายินดี เราต้องไม่หลงลืมข้อเท็จจริงสำคัญว่า ณ วันที่ 26 สิงหาคม 2569 เรื่องนี้ยังไม่ใช่กฎหมายที่มีผลบังคับใช้ทันที สิ่งที่คณะรัฐมนตรีเห็นชอบเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม คือหลักการของร่างพระราชกฤษฎีกา และตามร่างที่รัฐบาลเปิดเผย กฎหมายจะมีผลเมื่อพ้น 180 วันนับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ช่วงเวลานี้จึงต้องเป็นเวลาของการเตรียมตัว ไม่ใช่การนั่งรอเฉย ๆ นายจ้างต้องเริ่มทำความเข้าใจหน้าที่ของตน สำนักงานประกันสังคมต้องเตรียมระบบให้พร้อม และที่สำคัญที่สุดคือแรงงานทั้งสามกลุ่มต้องรู้เสียตั้งแต่วันนี้ว่า เมื่อกฎหมายมีผลแล้ว การขึ้นทะเบียนไม่ใช่ความเมตตาของนายจ้าง แต่มันคือหน้าที่ตามกฎหมาย

เรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายที่เขียนสิทธิไว้บนกระดาษยังไม่เท่ากับสิทธิที่คนงานถืออยู่ในมือจริง หากนายจ้างหนึ่งล้านคนถูกกำหนดให้ขึ้นทะเบียน แต่ไม่มีใครตรวจสอบว่าขึ้นจริงหรือไม่ เราก็เพียงเปลี่ยนจากแรงงานที่ “ไม่มีสิทธิตามกฎหมาย” ไปเป็นแรงงานที่ “มีสิทธิตามกฎหมายแต่เข้าไม่ถึงสิทธิ” เท่านั้น และนี่คือพื้นที่ที่แรงงานต้องเปลี่ยนจากผู้รอรับความช่วยเหลือมาเป็นผู้ตรวจสอบสิทธิของตนเอง เมื่อถึงวันที่กฎหมายมีผล ลูกจ้างควรตรวจสอบสถานะการเป็นผู้ประกันตนของตัวเอง ไม่ควรเพียงเชื่อคำพูดว่า “นายจ้างทำให้แล้ว” เพราะชื่อของเราต้องอยู่ในระบบจริง เงินสมทบต้องถูกนำส่งจริง และสิทธิของเราต้องตรวจสอบได้จริง

หากกฎหมายมีผลแล้วและนายจ้างไม่ยอมขึ้นทะเบียน ลูกจ้างสามารถติดต่อสำนักงานประกันสังคมโดยตรงได้ ทั้งสำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสาขาที่รับผิดชอบพื้นที่ที่ทำงาน รวมถึงโทรสายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 แล้วกด 1 เพื่อเข้าสำนักงานประกันสังคมโดยตรง นอกจากนี้ยังสามารถแจ้งเรื่องร้องทุกข์ด้านแรงงานผ่านกระทรวงแรงงานที่ 1506 กด 5 หรือหมายเลข 0 2232 1462–63 ได้ด้วย การไม่ขึ้นทะเบียนไม่ควรทำให้ลูกจ้างคิดว่าตนหมดสิทธิ เพราะสำนักงานประกันสังคมเคยยืนยันในกรณีลูกจ้างที่นายจ้างไม่ขึ้นทะเบียนว่า หากมีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์การจ้างงานจริง เช่น หลักฐานการจ่ายค่าจ้าง สลิปเงินเดือน การโอนเงิน หรือหลักฐานอื่นที่แสดงว่ามีการทำงานในฐานะนายจ้างและลูกจ้าง สำนักงานประกันสังคมสามารถตรวจสอบและดำเนินการให้นายจ้างขึ้นทะเบียนและนำส่งเงินสมทบตามกฎหมายได้

ดังนั้นพี่น้องแรงงานต้องเก็บหลักฐานของตัวเองไว้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นข้อความที่นายจ้างสั่งงาน ตารางเวลาทำงาน หลักฐานโอนค่าจ้าง รูปถ่ายในสถานที่ทำงาน เอกสารรับเงิน หรือหลักฐานอื่นใดที่แสดงว่าเราทำงานให้ใคร ที่ไหน ตั้งแต่เมื่อไร และได้รับค่าจ้างเท่าไร เพราะในโลกที่ทุนสามารถปฏิเสธความสัมพันธ์การจ้างงานได้ด้วยประโยคง่าย ๆ ว่า “เขาแค่มาช่วย” หลักฐานเหล่านี้คือสิ่งที่จะทำให้ความจริงของแรงงานไม่ถูกลบออกจากระบบด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ คนที่ทำงานคือคนงาน คนที่รับค่าจ้างเพราะทำงานให้ผู้อื่นคือลูกจ้าง และการเปลี่ยนชื่อเรียกไม่ควรมีอำนาจมากพอที่จะทำให้สิทธิหายไป

เราจึงขอแสดงความยินดีกับแม่บ้าน คนสวน คนขับรถ ลูกจ้างแผงลอย แรงงานเพาะปลูก แรงงานป่าไม้ และแรงงานเลี้ยงสัตว์ทุกคน การขยายมาตรา 33 ครั้งนี้อาจดูเป็นเพียงการแก้ถ้อยคำในกฎหมายไม่กี่บรรทัด แต่เบื้องหลังตัวอักษรเหล่านั้นคือชีวิตของคนมากกว่าหนึ่งล้านคน คือค่ารักษาพยาบาลของครอบครัวหนึ่ง คือเงินสำหรับเลี้ยงลูกของอีกครอบครัวหนึ่ง คือหลักประกันเมื่อคนงานแก่ตัว และคือเงินก้อนเล็ก ๆ ที่อาจช่วยให้ใครสักคนไม่ต้องอดอาหารในเดือนที่ถูกเลิกจ้าง สิทธิทางสังคมจึงไม่เคยเป็นเรื่องนามธรรม เพราะเมื่อสิทธิเข้ามาอยู่ในชีวิตจริง มันแปรรูปเป็นข้าว เป็นยา เป็นค่าเช่าบ้าน เป็นนมของลูก และเป็นความสามารถของมนุษย์ที่จะยืนอยู่ได้โดยไม่ต้องก้มหน้าขอความเมตตาจากใคร

ชัยชนะครั้งนี้ เป็นการประกาศอย่างชัดแจ้งว่า ทุกครั้งที่สังคมขยายความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” ออกไปอีกหนึ่งก้าว เส้นแบ่งระหว่างคนที่ได้รับความคุ้มครองกับคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังก็แคบลงอีกหนึ่งช่วง วันนี้คือแรงงานเกษตร แม่บ้าน คนสวน คนขับรถ และลูกจ้างแผงลอย วันพรุ่งนี้ยังมีแรงงานอีกจำนวนมากที่ความสัมพันธ์ในการทำงานเปลี่ยนรูปไปตามระบบเศรษฐกิจ ทั้งแรงงานแพลตฟอร์ม คนรับงานผ่านแอป และแรงงานรูปแบบใหม่อื่น ๆ ที่ยังต้องต่อสู้กับคำอธิบายเดิม ๆ ว่าเขาไม่ใช่ลูกจ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้จึงไม่ควรเป็นจุดสิ้นสุด แต่ควรเป็นหลักฐานว่าขอบเขตของสิทธิสามารถขยายได้ และสิ่งที่ครั้งหนึ่งถูกอธิบายว่า “ทำไม่ได้” วันหนึ่งก็สามารถกลายเป็นสิทธิตามกฎหมายได้

#ประกันสังคม
#แรงงานในบ้าน
#แรงงานภาคเกษตรกรรม

25/08/2026

แม้คนจบปริญญายังตกงาน จะให้กรรมาชีพ Upskill ไปถึงไหน?

ทุกครั้งที่เศรษฐกิจตกต่ำ คนตกงานเพิ่มขึ้น โรงงานลดคน ค่าจ้างตามค่าครองชีพไม่ทัน หรือแรงงานถูกบีบให้ทำงานหนักขึ้นเพื่อแลกกับรายได้เท่าเดิม เราจะได้ยินถ้อยคำเดิมจากรัฐ นายทุน และบรรดาผู้เชี่ยวชาญของพวกเขาว่า “แรงงานต้อง Upskill และ Reskill” ราวกับว่าความยากจนเป็นผลจากการที่กรรมาชีพเรียนหนังสือน้อยเกินไป ราวกับว่าการว่างงานเกิดขึ้นเพราะคนงานยังใช้ Excel ไม่คล่องพอ พูดภาษาอังกฤษไม่ดีพอ หรือใช้ AI ไม่เป็น และราวกับว่าหากพรุ่งนี้แรงงานทั้งประเทศตื่นขึ้นมาพร้อมประกาศนียบัตรอีกคนละสิบใบ โรงงานจะเปิดขึ้นเอง บริษัทจะประกาศรับสมัครงานเพิ่มขึ้นเอง และค่าจ้างจะสูงขึ้นเอง นี่คือคำโกหกที่พยายามเปลี่ยนความล้มเหลวของระบบเศรษฐกิจให้กลายเป็นความผิดส่วนบุคคลของแรงงาน เพราะแทนที่จะถามว่าทำไมเศรษฐกิจจึงสร้างงานที่ดีและค่าจ้างที่เพียงพอไม่ได้ พวกเขากลับชี้นิ้วมายังคนตกงานแล้วบอกว่า “เพราะคุณยังเก่งไม่พอ”

แต่ข้อมูลตลาดแรงงานกลับตบหน้าคำอธิบายนี้อย่างรุนแรง เพราะกลุ่มที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดกลับเป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับอุดมศึกษา ไม่ใช่กลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ คนเหล่านี้ผ่านโรงเรียน ผ่านมหาวิทยาลัย ผ่านการฝึกฝนเฉพาะทาง และใช้เวลาในการศึกษามากกว่าสิบปี หากทฤษฎีที่ว่าคนตกงานเพราะไม่มีทักษะเป็นจริงอย่างง่ายดาย เราควรเห็นคนที่มีการศึกษาน้อยที่สุดตกงานมากที่สุด แต่สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นอีกแบบหนึ่ง คนที่สังคมเคยบอกให้เรียนสูงเพื่อจะได้มีงานดี ๆ ทำ กลับเป็นกลุ่มที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุด แล้ววันนี้พวกเดียวกันกลับเดินไปบอกแรงงานรายวันซึ่งต้องตื่นตีห้า ทำงานสิบชั่วโมง และใช้ค่าแรงเกือบทั้งหมดไปกับค่าอาหาร ค่าเช่า และค่าเดินทางว่า “คุณต้องหาเวลา Upskill” ถ้าเช่นนั้นเราก็ต้องถามกลับไปอย่างตรงไปตรงมาว่า จะให้ Upskill ไปถึงไหน ในเมื่อคนจบปริญญายังตกงาน จะให้แรงงานรายวันเรียนปริญญาตรีหรือ แล้วถ้าปริญญาตรียังตกงานจะให้เรียนปริญญาโทหรือ และถ้าปริญญาโทยังไม่มีงานทำ จะให้เรียนปริญญาเอกกันทั้งประเทศหรือ

ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงว่ากรรมาชีพมีทักษะอะไร แต่คือระบบเศรษฐกิจมี “งาน” เพียงพอสำหรับคนที่พร้อมทำงานหรือไม่ เพราะการสร้างทักษะกับการสร้างงานเป็นคนละเรื่องกันอย่างสิ้นเชิง การ Upskill เพิ่มคุณสมบัติของแรงงาน แต่ไม่ได้สร้างตำแหน่งงานขึ้นมาจากอากาศ เราสามารถสอนแรงงานหนึ่งล้านคนให้เขียนโปรแกรมได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีตำแหน่งโปรแกรมเมอร์หนึ่งล้านตำแหน่งเกิดขึ้น เราสามารถสอนภาษาอังกฤษให้คนทั้งประเทศ แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะต้องการพนักงานเพิ่มขึ้นอีกหลายสิบล้านคน และเราสามารถแจกประกาศนียบัตรด้าน AI ให้กรรมาชีพทุกคนได้ แต่ถ้าโรงงานไม่ขยาย บริษัทไม่ลงทุน และสินค้าขายไม่ได้ งานใหม่ก็ไม่เกิด การส่งคนไปอบรมในเศรษฐกิจที่มีตำแหน่งงานไม่เพียงพอจึงเหมือนการแจกประกาศนียบัตรให้คนหนึ่งร้อยคนแล้วปล่อยให้พวกเขาแย่งเก้าอี้ห้าสิบตัว จากนั้นเมื่อคนอีกห้าสิบคนต้องยืนอยู่ก็กล่าวหาว่าพวกเขายังนั่งเก้าอี้ไม่เก่งพอ

เราจึงต้องมองลึกลงไปถึงหัวใจของระบบทุนนิยม นั่นคือการสะสมทุน นายทุนไม่ได้ผลิตสินค้าเพราะต้องการตอบสนองความต้องการของมนุษย์ แต่ผลิตเพื่อให้เงินจำนวนหนึ่งกลับมาเป็นเงินจำนวนที่มากกว่าเดิม กำไรจึงเป็นเงื่อนไขของการผลิต และเพื่อให้กำไรมากขึ้น ทุนทุกก้อนพยายามลดต้นทุนของตัวเอง ค่าแรงจึงถูกมองว่าเป็นต้นทุนที่ต้องกดให้ต่ำที่สุด คนงานหนึ่งคนต้องผลิตให้มากขึ้น ต้องทำงานเร็วขึ้น ต้องรับผิดชอบมากขึ้น ต้องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น และหากสามารถใช้คนสิบคนทำงานของคนสิบห้าคนได้ นายทุนก็ไม่มีเหตุผลที่จะจ้างคนอีกห้าคน นี่คือเหตุผลที่เราเห็นคำว่า “เพิ่ม Productivity” ปรากฏอยู่คู่กับการลดจำนวนพนักงานอยู่เสมอ เพราะผลิตภาพของแรงงานภายใต้ทุนไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อให้กรรมาชีพทำงานน้อยลง แต่เพื่อให้ทุนสามารถรีดมูลค่าจากแรงงานแต่ละคนได้มากขึ้น

แต่สิ่งที่นายทุนแต่ละรายมองว่าเป็นเหตุผลอันชาญฉลาดในการบริหารบริษัท กลับสร้างความขัดแย้งขึ้นเมื่อทุนทั้งระบบทำพร้อมกัน เพราะค่าจ้างที่นายทุนคนหนึ่งพยายามลดนั้นไม่ได้เป็นเพียงต้นทุนของบริษัทเขาเท่านั้น มันยังเป็นกำลังซื้อที่จะไปซื้อสินค้าของนายทุนคนอื่นด้วย คนงานได้รับเงินเดือนแล้วไม่ได้เอาเงินไปฝังดิน เขาซื้อข้าว จ่ายค่าเช่า ขึ้นรถ ซื้อเสื้อผ้า ซื้อยา ส่งลูกเรียน ซื้อโทรศัพท์ ซ่อมมอเตอร์ไซค์ และใช้บริการต่าง ๆ เงินค่าจ้างจึงหมุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อนายทุนทุกคนพยายามกดค่าจ้าง ลดคน และเพิ่มงานพร้อมกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือกำลังซื้อของคนจำนวนมหาศาลถูกบีบให้ต่ำลง แล้วทุนก็ต้องเผชิญกับตลาดที่สินค้าเริ่มขายได้ยากขึ้นจากการกระทำของตัวมันเอง

นี่คือความขัดแย้งที่งดงามในความโหดร้ายของมัน นายทุนทุกคนอยากให้ “ลูกจ้างของตัวเอง” ได้ค่าจ้างต่ำที่สุด แต่กลับอยากให้ “ลูกจ้างของนายทุนคนอื่น” มีเงินมากพอที่จะมาซื้อสินค้าของตน เขาต้องการจ่ายค่าแรงคนงานในโรงงานให้น้อยที่สุด แต่หวังว่าคนงานจากโรงงานอื่นจะมีเงินซื้อสินค้าของเขา เขาต้องการลดต้นทุนแรงงาน แต่กลับต้องการตลาดที่มีกำลังซื้อสูง นี่คือสิ่งที่ทุนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยความปรารถนาดี เพราะการแข่งขันบังคับให้ทุนแต่ละก้อนต้องลดต้นทุนและสะสมทุนต่อไป แม้ว่าการกระทำร่วมกันของทุนทั้งหมดจะค่อย ๆ กัดเซาะกำลังซื้อซึ่งเป็นเงื่อนไขของการขายสินค้าเสียเอง

และเมื่อความมั่งคั่งถูกสะสมอยู่ด้านบนมากขึ้น ปัญหาก็ยิ่งชัดเจน เงินหนึ่งล้านบาทที่กระจายให้แรงงานหนึ่งพันคน คนละหนึ่งพันบาท สามารถกลายเป็นอาหาร ค่าเดินทาง เสื้อผ้า ค่าเช่า และสินค้าอุปโภคบริโภคได้อย่างรวดเร็ว แต่เงินหนึ่งล้านบาทที่เพิ่มเข้าไปในทรัพย์สินของเศรษฐีหนึ่งคนไม่ได้ทำให้เขากินข้าวเพิ่มหนึ่งพันจาน ซื้อรองเท้าเพิ่มหนึ่งพันคู่ หรือเช่าห้องเพิ่มหนึ่งพันห้อง ความสามารถในการบริโภคของมนุษย์มีขีดจำกัด แต่ความสามารถในการสะสมทุนไม่มีขีดจำกัด เงินส่วนเกินจึงสามารถไหลไปสะสมเป็นสินทรัพย์ การเงิน ที่ดิน หุ้น หรือการเก็งกำไร แทนที่จะกลายเป็นอุปสงค์ต่อสินค้าและบริการในสัดส่วนเดียวกับรายได้ของแรงงานที่ถูกกดลง

ดังนั้น ปัญหาจึงไม่ใช่ว่าสังคมไม่มีความต้องการ ตรงกันข้าม คนจำนวนมหาศาลต้องการบ้าน ต้องการอาหารดี ๆ ต้องการรักษาพยาบาล ต้องการการศึกษา ต้องการเดินทาง ต้องการพักผ่อน และต้องการชีวิตที่ดีกว่านี้ แต่ภายใต้ระบบตลาด “ความต้องการ” ของมนุษย์ไม่มีความหมายหากไม่มีเงินอยู่ข้างหลัง คนหิวไม่ใช่อุปสงค์ของอาหารหากเขาไม่มีเงินซื้อ คนไม่มีบ้านไม่ใช่อุปสงค์ที่มีประสิทธิผลของบ้านหากเขากู้ไม่ผ่าน และแรงงานที่พร้อมทำงานก็ไม่ได้ทำให้เกิดตำแหน่งงานขึ้นมา หากการจ้างเขาไม่สามารถทำให้ทุนคาดหวังกำไรเพิ่มขึ้นได้ เราจึงสามารถมีบ้านว่างพร้อมกับคนไร้บ้าน มีอาหารเหลือพร้อมกับคนกินไม่อิ่ม มีโรงงานที่สามารถผลิตได้มากขึ้นพร้อมกับแรงงานว่างงาน ทั้งหมดนี้ไม่ได้ขัดแย้งกันภายใต้ทุนนิยมเลย เพราะระบบไม่ได้ถามว่า “มนุษย์ต้องการอะไร” แต่ถามว่า “อะไรขายได้และสร้างกำไร”

เมื่อกำลังซื้ออ่อนแอ สินค้าขายยาก ทุนย่อมไม่ขยายการผลิต เมื่อไม่ขยายการผลิตก็ไม่จำเป็นต้องจ้างแรงงานเพิ่ม เมื่อคนตกงานมากขึ้น การแข่งขันระหว่างแรงงานก็รุนแรงขึ้น และการแข่งขันนั้นกลับกดอำนาจต่อรองของแรงงานลงอีก คนงานที่กลัวตกงานยอมรับค่าจ้างต่ำลง ยอมทำโอทีมากขึ้น ยอมรับสัญญาที่ไม่มั่นคงมากขึ้น และยอมทำงานหลายหน้าที่มากขึ้น วงจรจึงหมุนกลับมาหาจุดเริ่มต้นอีกครั้ง ค่าจ้างต่ำทำให้กำลังซื้อต่ำ กำลังซื้อต่ำทำให้ตลาดไม่ขยาย ตลาดไม่ขยายทำให้การลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตไม่เกิด การจ้างงานจึงไม่เพิ่ม และการว่างงานที่สูงขึ้นก็ย้อนกลับมากดค่าจ้างอีกครั้ง นี่ไม่ใช่ความผิดของกรรมาชีพที่เรียนออนไลน์ไม่ครบสามคอร์ส แต่มันคือความขัดแย้งของการสะสมทุนเอง

ยิ่งเมื่อค่าจ้างที่แท้จริงลดลง ภาพนี้ยิ่งชัด เพราะต่อให้ตัวเลขค่าจ้างบนสลิปเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่หากอาหาร ค่าเดินทาง ค่าเช่า และสิ่งจำเป็นแพงขึ้นเร็วกว่าเดิม สิ่งที่แรงงานซื้อได้จริงย่อมน้อยลง การลดลงของค่าจ้างที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงเรื่องชีวิตส่วนบุคคลของคนงาน แต่มันคือการหดตัวของกำลังซื้อของชนชั้นที่มีจำนวนมหาศาลในระบบเศรษฐกิจ เมื่อคนงานสิบล้านคนต้องลดการซื้อพร้อมกัน ร้านค้า โรงงาน และบริการย่อมได้รับผลตามมา และเมื่อทุนตอบสนองต่อยอดขายที่อ่อนแอด้วยการลดต้นทุน ลดคน และกดค่าจ้างเพิ่มเติม วิกฤตก็ถูกผลิตซ้ำโดยกลไกที่ทุนใช้รักษากำไรของตัวเอง

แล้วหลังจากสร้างเงื่อนไขทั้งหมดนี้ขึ้นมา พวกเขากลับเดินมาหากรรมาชีพและพูดว่า “Upskill สิ” นี่คือส่วนที่น่ารังเกียจที่สุดของวาทกรรมนี้ เพราะมันทำให้ผู้ได้รับผลกระทบกลายเป็นจำเลย คนตกงานถูกกล่าวหาว่าทักษะไม่ตรงตลาด คนค่าจ้างต่ำถูกกล่าวหาว่าผลิตภาพต่ำ คนถูก AI แทนที่ถูกกล่าวหาว่าปรับตัวไม่ทัน ส่วนโครงสร้างการถือครองความมั่งคั่ง การกดค่าจ้าง การกระจายรายได้ และการตัดสินใจลงทุนของทุนกลับหายไปจากสมการอย่างสะดวก เหลือเพียงกรรมาชีพคนหนึ่งยืนถือเรซูเม่อยู่หน้าประตูบริษัท แล้วถูกสั่งให้กลับไปเรียนเพิ่มอีกหนึ่งคอร์ส

เราไม่ได้ต่อต้านการเรียนรู้ของแรงงาน ตรงกันข้าม กรรมาชีพควรเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และการศึกษาที่ดีที่สุด เพราะความรู้เหล่านี้เป็นผลผลิตของมนุษยชาติ ไม่ใช่สมบัติของนายทุน แต่เราต่อต้านการเอา Upskill และ Reskill มาเป็นม่านควันปกปิดความขัดแย้งทางชนชั้น หากนายทุนต้องการแรงงานที่มีผลิตภาพสูงขึ้น นายทุนก็ต้องจ่ายค่าจ้างสูงขึ้น หากต้องการให้แรงงานเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ เวลาฝึกอบรมต้องเป็นเวลางานและนายทุนต้องรับผิดชอบต้นทุน หากผลิตภาพเพิ่มขึ้น ผลประโยชน์จากผลิตภาพนั้นต้องกลับมาหาคนงานในรูปค่าจ้าง ชั่วโมงทำงานที่สั้นลง และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ใช่ผลิตภาพเพิ่ม กำไรเพิ่ม แต่คนงานเท่าเดิมทำงานของคนสองคนแล้วถูกสอนให้ขอบคุณบริษัทที่ส่งลิงก์คอร์สออนไลน์มาให้

และเหนือสิ่งอื่นใด เราต้องหยุดโกหกว่าการว่างงานทั้งหมดคือปัญหาทักษะ เพราะหลักฐานที่อยู่ตรงหน้าเราคือกลุ่มผู้จบระดับอุดมศึกษามีอัตราการว่างงานสูงที่สุด ไม่ใช่แรงงานไร้ฝีมือ นี่ไม่ได้พิสูจน์ว่าทุกหลักสูตรมหาวิทยาลัยตรงกับตลาดแรงงาน และไม่ได้หมายความว่า Skill Gap ไม่มีอยู่เลย แต่มันเพียงพอที่จะทำลายคำอธิบายแบบง่าย ๆ ที่โยนทุกอย่างให้ “แรงงานต้องพัฒนาตัวเอง” เพราะหากคนที่ผ่านการศึกษาระดับสูงยังไม่มีงานทำ ปัญหาย่อมไม่สามารถอธิบายด้วยระดับทักษะของปัจเจกเพียงอย่างเดียวได้อีกต่อไป เราต้องถามถึงจำนวนและคุณภาพของงาน ถามถึงการลงทุน ถามถึงค่าจ้าง ถามถึงกำลังซื้อ และท้ายที่สุดต้องถามถึงการกระจายผลผลิตส่วนเกินที่สังคมร่วมกันสร้างขึ้น

ดังนั้น ครั้งต่อไปที่นายทุนหรือรัฐเดินมาบอกแรงงานรายวันว่า “โลกเปลี่ยนแล้ว คุณต้อง Upskill” เราควรตอบกลับไปว่า เราพร้อมเรียนรู้ แต่พวกคุณก็ต้องตอบคำถามของเราเช่นกัน เมื่อคนจบปริญญายังเป็นกลุ่มที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุด จะให้แรงงาน Upskill ไปถึงไหน เมื่อผลิตภาพเพิ่มขึ้นแต่ค่าจ้างที่แท้จริงลดลง ผลประโยชน์จากผลิตภาพนั้นไปอยู่ที่ใคร เมื่อบริษัทลดคนเพื่อเพิ่มกำไร แล้วคนที่ถูกลดออกจะเอารายได้จากไหนกลับมาซื้อสินค้า และเมื่อทุนสะสมความมั่งคั่งมากขึ้น ขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องรัดเข็มขัดมากขึ้น เศรษฐกิจจะขยายการบริโภคจากที่ไหน เพราะท้ายที่สุดแล้วไม่มีคอร์สออนไลน์ใดแก้ปัญหาที่เกิดจากการกระจายรายได้อย่างไม่เป็นธรรมได้ ไม่มีประกาศนียบัตรใดสร้างอุปสงค์ขึ้นมาจากความว่างเปล่า และไม่มีการ Reskill ใดสามารถแก้ความขัดแย้งของระบบที่ต้องการให้แรงงานได้รับค่าจ้างต่ำที่สุดในฐานะผู้ผลิต แต่กลับต้องการให้แรงงานมีกำลังซื้อสูงที่สุดในฐานะผู้บริโภคได้

ปัญหาจึงไม่ใช่ว่ากรรมาชีพยังเก่งไม่พอ ปัญหาคือระบบที่กรรมาชีพผลิตความมั่งคั่งขึ้นมาทุกวัน กลับทำให้ความมั่งคั่งนั้นไหลออกจากมือของผู้ผลิตไปสะสมอยู่ในมือของคนเพียงหยิบมือ แล้ววันหนึ่งเมื่อสินค้าขายไม่ออก โรงงานไม่ขยาย คนไม่มีงาน และเศรษฐกิจซบเซา คนกลุ่มเดิมก็หันกลับมาชี้หน้ากรรมาชีพและบอกว่า “พวกคุณต้องพัฒนาตัวเอง” ถึงเวลาแล้วที่เราจะปฏิเสธคำโกหกนี้ เราจะเรียนรู้ เราจะพัฒนาทักษะ และเราจะครอบครองความรู้ใหม่ทั้งหมดที่มนุษยชาติสร้างขึ้น แต่เราจะไม่ยอมให้พวกเขาใช้คำว่า Upskill เป็นข้ออ้างเพื่อปกปิดการกดค่าจ้าง การสะสมทุน และความล้มเหลวในการสร้างงานอีกต่อไป เพราะก่อนที่จะถามว่าแรงงานมี Skill เพียงพอหรือยัง เราต้องถามคำถามที่สำคัญกว่าเสียก่อนว่า ในเมื่อคนพร้อมทำงาน ในเมื่อคนต้องการสินค้า ในเมื่อสังคมมีเครื่องจักร มีเทคโนโลยี และมีความสามารถผลิตอย่างมหาศาล แล้วเหตุใดคนจำนวนมากจึงยังไม่มีงานและไม่มีเงินพอจะซื้อสิ่งที่พวกเขาเป็นผู้ผลิตขึ้นมาเอง?

#คนจบปริญญายังตกงาน
#แรงงานไม่ใช่ต้นเหตุของวิกฤต
#หยุดโยนภาระให้กรรมาชีพ

24/08/2026

ทำงานแล้วไม่จ่าย ยังมีหน้ามาเรียกว่า “ขาดสภาพคล่อง”
กรณีเพาเวอร์ไลน์กับการค้างค่าจ้างแรงงาน

มีคำบางคำในระบบทุนนิยมที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นมาเพื่อทำให้เรื่องน่าเกลียดฟังดูสุภาพขึ้น การปลดคนเรียกว่า “ปรับโครงสร้าง” การลดคนเรียกว่า “เพิ่มประสิทธิภาพ” การโยนความเสี่ยงให้แรงงานเรียกว่า “ความยืดหยุ่น” และเมื่อคนงานทำงานไปแล้วแต่นายจ้างยังไม่จ่ายเงิน ก็มักไม่เรียกตรง ๆ ว่าเอาแรงงานของเขาไปใช้โดยไม่ชำระราคา แต่กลับเรียกเสียสวยหรูว่า “ปัญหาสภาพคล่อง” ราวกับว่าคำทางบัญชีเพียงไม่กี่คำจะทำให้ข้าวในหม้อของกรรมกรงอกขึ้นมาเองได้ กรณีบริษัท เพาเวอร์ไลน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ PLE จึงเป็นกรณีตัวอย่างที่ดีอย่างยิ่งว่า เมื่อเราถอดภาษาของนายทุนออกจนหมด สิ่งที่เหลืออยู่ไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย นั่นคือแรงงานได้ทำงานไปแล้ว นายทุนได้รับประโยชน์จากงานนั้นไปแล้ว แต่อีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ได้รับสิ่งตอบแทนที่เป็นของเขา

ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2569 บริษัทเปิดเผยว่ามีค่าจ้างค้างจ่ายรวมประมาณ 26.9 ล้านบาท กระจายอยู่ถึง 45 โครงการ แบ่งเป็นโครงการเก่าหรือโครงการที่เหลืองานเก็บรายละเอียด 24 โครงการ ประมาณ 6.5 ล้านบาท และโครงการขนาดใหญ่ที่กำลังดำเนินการหรืออยู่ระหว่างรอเรียกเก็บเงินอีก 21 โครงการ ประมาณ 20.4 ล้านบาท ตัวเลข 45 โครงการทำให้คำอธิบายประเภท “ปัญหาเฉพาะราย” ฟังไม่ขึ้นอีกต่อไป เพราะหากปัญหาเกิดขึ้นเพียงโครงการเดียว เราอาจยังเผื่อพื้นที่ให้คำว่าอุบัติเหตุ ความผิดพลาดทางเอกสาร หรือความสับสนทางบัญชี แต่เมื่อมันกระจายออกไปเป็นสิบ ๆ โครงการ สิ่งที่ต้องถูกตั้งคำถามไม่ใช่เพียงพนักงานฝ่ายเงินเดือนคนใดคนหนึ่ง แต่คือระบบการบริหารเงิน ระบบควบคุมภายใน และเหนือสิ่งอื่นใดคือวิธีคิดของกิจการที่มีต่อเงินค่าจ้างของแรงงาน

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ก่อนการเปิดเผยตัวเลขดังกล่าวไม่นาน บริษัทเคยชี้แจงกรณีที่ปรากฏเป็นข่าวในลักษณะว่าเป็นปัญหาของแรงงานในโครงการหนึ่งและได้ดำเนินการจ่ายให้ผู้ร้องเรียนแล้ว หากฟังเพียงเท่านั้น เรื่องก็ดูเหมือนข้อผิดพลาดเล็ก ๆ ที่ได้รับการแก้ไขไปเรียบร้อย แต่หลังจากนั้นไม่นานเรากลับเห็นตัวเลข 26.9 ล้านบาทใน 45 โครงการ หากเป็นกรรมกรให้ข้อมูลกับบริษัทคลาดเคลื่อนเช่นนี้ นายจ้างคงซักทันทีว่าตกลงข้อเท็จจริงคืออะไรกันแน่ แต่เมื่อเป็นบริษัทขนาดใหญ่ เรากลับมีคำอธิบายที่สุภาพไว้รองรับเสมอ ตั้งแต่ “ข้อมูล ณ ขณะนั้น” “อยู่ระหว่างรวบรวม” ไปจนถึง “อยู่ระหว่างตรวจสอบ” ระบบทุนนิยมช่างมีพจนานุกรมที่เมตตาต่อนายทุนอย่างเหลือเชื่อ ขณะที่กรรมกรไม่มีอภิสิทธิ์เช่นนั้น เพราะมาสายก็คือมาสาย ขาดงานก็คือขาดงาน ไม่ทำงานก็คือไม่ได้เงิน ดังนั้นเมื่อทำงานแล้วไม่จ่าย ก็ควรเรียกมันตรง ๆ ว่า “ค้างค่าจ้าง” ไม่ต้องเอาคำว่าสภาพคล่องมาแต่งหน้าให้มันดูน่าเห็นใจ

กรณี Block 33 บริเวณสวนหลวง–สามย่านยิ่งทำให้ปัญหานี้เห็นเป็นรูปธรรม เมื่อมีคนงานเกือบร้อยคนออกมาร้องเรียน และแรงงานบางรายระบุว่าถูกค้างค่าจ้างเป็นเวลายาวนานถึง 12 เดือน หนึ่งปีไม่ใช่คำว่า “ล่าช้า” ในความหมายธรรมดาอีกต่อไป เพราะคนงานต้องกินข้าวทุกวัน ต้องจ่ายค่าเช่าห้องทุกเดือน ต้องส่งเงินให้ครอบครัว ต้องมีค่าเดินทาง ค่าเล่าเรียนของลูก ค่ารักษาพยาบาล และหนี้สินที่ไม่เคยหยุดเดินเพียงเพราะบริษัทกำลัง “บริหารสภาพคล่อง” ที่สำคัญ สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของโครงการได้ชี้แจงว่าได้จ่ายเงินตามสัญญาให้ PLE แล้วและไม่มีเงินค้างกับบริษัท ตรงนี้ยิ่งทำให้เราต้องถามอย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่อเจ้าของงานบอกว่าจ่ายแล้ว เหตุใดเงินจึงยังเดินทางไปไม่ถึงคนที่ลงมือสร้างงานจริง และในระหว่างทางนั้นเงินที่ควรเป็นค่าจ้างได้รับการจัดลำดับไว้ตรงไหนของระบบการเงินบริษัท

คำถามดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าเราจะกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐานว่าเงินก้อนใดถูกนำไปใช้อย่างไร แต่บริษัทขนาดใหญ่ย่อมต้องตอบให้ได้ว่าเงินของแต่ละโครงการถูกบริหารแยกกันหรือไม่ มีการหมุนกระแสเงินสดข้ามโครงการเพียงใด เงินค่าจ้างถูกกันออกจากค่าใช้จ่ายอื่นหรือไม่ และเหตุใดเจ้าหนี้ที่เป็นมนุษย์ซึ่งต้องกินต้องอยู่ทุกวันจึงกลายเป็นคนที่ต้องรอ การค้างค่าจ้างไม่ควรถูกมองเป็นเพียงปัญหาของฝ่ายบัญชี เพราะมันสะท้อนคำถามพื้นฐานกว่านั้นว่า ในลำดับความสำคัญของกิจการ ชีวิตของแรงงานอยู่ก่อนหรือหลังเจ้าหนี้ประเภทอื่น หากมีเงินหนึ่งก้อนเข้ามาแล้วบริษัทเลือกเอาไปใช้หมุนธุรกิจต่อ ขณะที่คนงานยังไม่ได้รับค่าจ้าง สิ่งที่เกิดขึ้นก็หมายความว่าค่าแรงของมนุษย์ถูกลดสถานะลงเป็นเพียงแหล่งเงินทุนหมุนเวียนประเภทหนึ่งเท่านั้น

อีกกรณีคือโครงการ IDHM ของมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ซึ่งมีรายงานปัญหาการจ่ายค่าจ้างล่าช้าต่อเนื่อง และมีแรงงานบางส่วนถูกค้างเงินเป็นเวลาหลายเดือน ตัวเลขระดับหลักแสนอาจดูเล็กเมื่อวางอยู่ข้างมูลค่าโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ แต่สำหรับคนงาน เงินสองหมื่น สามหมื่น หรือแม้แต่ไม่กี่พันบาท ไม่ใช่เศษเงิน มันคือข้าว ค่าเช่า ค่างวดรถ ค่าเดินทาง เงินส่งกลับบ้าน และชีวิตประจำวันที่ต้องดำเนินต่อไป สิ่งที่บริษัทเรียกว่า “จ่ายช้า” จึงไม่ได้หมายความเพียงว่าตัวเลขในบัญชีถูกเลื่อนออกไป แต่หมายความว่าภาระทางการเงินถูกโยนจากกิจการลงไปยังครัวเรือนแรงงาน คนงานต้องไปกู้ ไปยืม ค้างค่าเช่า ค้างค่างวด หรือลดคุณภาพชีวิตของตนลงเพื่อรักษาสภาพคล่องให้บริษัทโดยที่ไม่มีใครเคยถามเขาสักคำว่าเต็มใจจะทำเช่นนั้นหรือไม่

นี่คือจุดที่เราต้องพูดให้ชัดที่สุดว่า ปัญหาสภาพคล่องของนายทุนไม่ใช่ปัญหาที่กรรมกรต้องรับผิดชอบ บริษัทเป็นผู้รับงานเอง เสนอราคาเอง คำนวณต้นทุนเอง เลือกแหล่งเงินทุนเอง บริหารโครงการเอง และรับกำไรเอง เมื่อโครงการทำกำไร บริษัทไม่ได้เรียกกรรมกรทุกคนมานั่งแบ่งกำไรตามสัดส่วน แต่เมื่อกระแสเงินสดมีปัญหา กลับดูเหมือนว่ากรรมกรต้องกลายเป็นผู้ร่วมรับผลขาดทุนทันที นี่คือสังคมนิยมสำหรับนายทุนในเวลาขาดทุน แต่เป็นทุนนิยมเต็มรูปแบบในเวลามีกำไร กำไรเป็นของเอกชน แต่ความเสี่ยงกลับถูกผลักให้สังคม และคนกลุ่มแรกที่ถูกเอาไปเป็นกันชนก็คือแรงงานซึ่งมีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด

หากลองกลับสถานการณ์ดูบ้าง ความเหลวไหลของตรรกะนี้จะปรากฏชัดขึ้น สมมติกรรมกรบอกนายจ้างว่าเดือนนี้เขา “ขาดสภาพคล่องด้านกำลังแรงงาน” จึงขอรับเงินเดือนไปก่อน ส่วนงานจะทยอยทำคืนในอีกสามเดือน บริษัทจะยอมรับหรือไม่ หรือหากคนงานบอกว่าวันนี้ยังไม่สามารถมาทำงานได้เพราะกำลังบริหารเวลาชีวิต แต่ขอให้นายจ้างจ่ายเต็มจำนวนไว้ก่อน คำตอบย่อมชัดเจนว่าไม่มีนายจ้างรายใดยอม เพราะเมื่อซื้อแรงงาน นายทุนต้องการแรงงานตรงเวลา เต็มจำนวน และมีประสิทธิภาพ แต่เมื่อถึงเวลาจ่ายราคาของแรงงานกลับต้องการความยืดหยุ่นขึ้นมาทันที กรรมกรผิดหนึ่งวันถูกหักเงิน นายทุนค้างเป็นเดือนมีคำชี้แจง กรรมกรผิดระเบียบมีหนังสือเตือน แต่นายทุนค้างค่าจ้างกลับมีวงประชุมเพื่อหา “แนวทางร่วมกัน” ช่างเป็นระบบที่มีระเบียบเสียจริง ระเบียบเข้มงวดกับคนจน ส่วนคนมีทุนมีข้อยกเว้นให้เจรจาได้เสมอ

และหากมองให้ลึกลงไปกว่านั้น การค้างค่าจ้างไม่ใช่เพียงการค้างเงิน แต่คือการฉกฉวยกำลังแรงงานซึ่งไม่สามารถแยกออกจากตัวมนุษย์ได้ เมื่อคนงานยกเหล็ก เทปูน เชื่อมโครงสร้าง เดินสายไฟ หรือทำงานอยู่กลางแดดสิบชั่วโมง สิ่งที่เขามอบให้นายจ้างไม่ได้เป็นวัตถุภายนอกที่สามารถหยิบกลับบ้านได้หากอีกฝ่ายไม่จ่ายราคา แต่เป็นเวลาในชีวิตของเขาเอง กล้ามเนื้อถูกใช้ไปแล้ว ความเหน็ดเหนื่อยเกิดขึ้นแล้ว ประสบการณ์และความชำนาญถูกนำไปใช้แล้ว และวันหนึ่งในชีวิตถูกใช้ไปโดยไม่มีทางนำกลับคืนมาได้ สิ่งที่ทุนได้รับไปจึงไม่ใช่แค่ “ชั่วโมงแรงงาน” ในความหมายของตัวเลขบนใบบันทึกเวลา แต่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์จริง ๆ ที่ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นอาคาร สินค้า บริการ และท้ายที่สุดกลายเป็นมูลค่าและกำไรของกิจการ

การทำงานของมนุษย์ยิ่งมีความหมายมากกว่านั้น เพราะมนุษย์ไม่ได้ทำงานด้วยกล้ามเนื้อเพียงอย่างเดียว แต่ทำด้วยความคิด ความรู้ ความตั้งใจ ความชำนาญ และเจตจำนงของตนเอง เมื่อช่างประกอบเหล็กสองชิ้นเข้าด้วยกัน เขาได้นำความรู้และเจตจำนงของตนออกมาปรากฏเป็นวัตถุจริงในโลก เมื่อคนงานสร้างอาคารขึ้นมา เขาได้ใส่ส่วนหนึ่งของตัวเองลงไปในอาคารนั้นด้วย การฉกฉวยกำลังแรงงานไปแล้วไม่ยอมจ่ายค่าจ้างจึงมีความหมายลึกกว่าการผิดนัดชำระหนี้ระหว่างบริษัทสองแห่ง เพราะทุนได้เอาผลแห่งเจตจำนงของมนุษย์คนหนึ่งไปครอบครอง ได้เอาเวลาชีวิตของเขาไปเปลี่ยนเป็นทรัพย์สินของตน และได้เอาส่วนหนึ่งของวิญญาณที่มนุษย์ใส่ลงไปในงานนั้นไปแสวงหากำไรแล้ว แต่กลับไม่ยอมคืนแม้แต่ราคาของกำลังแรงงานที่ตกลงกันไว้

นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนเห็นว่า การค้างค่าจ้างโดยเจตนา โดยเฉพาะการค้างอย่างเป็นระบบ เป็นเวลานาน เป็นจำนวนมาก หรือมีลักษณะนำเงินที่ควรเป็นค่าจ้างไปใช้รักษาสภาพคล่องของกิจการ ไม่ควรถูกปฏิบัติเป็นเพียงหนี้ธรรมดาหรือข้อพิพาทแรงงานที่นัดกันมาไกล่เกลี่ยแล้วจบ แต่ควรได้รับโทษที่รุนแรงที่สุดเท่าที่หลักความได้สัดส่วนของกฎหมายจะรองรับได้ เพราะสิ่งที่ถูกฉกฉวยไม่ใช่เงิน แต่คือชีวิตของมนุษย์ที่ถูกใช้ไปแล้ว การปรับบริษัทไม่กี่หมื่นหรือไม่กี่แสนบาทไม่มีความหมายอะไรหากบริษัทสามารถบันทึกค่าปรับนั้นเป็นต้นทุนธุรกิจได้เสียด้วยซ้ำ โทษจึงต้องหนักพอที่จะทำให้เจ้าของทุนและผู้บริหารรู้ตั้งแต่ก่อนวันจ่ายเงินว่าเงินค่าจ้างเป็นเขตต้องห้าม แตะไม่ได้ เอาไปหมุนไม่ได้ และจะอ้างว่า “เดี๋ยวหาเงินมาคืน” ไม่ได้ เพราะชีวิตของแรงงานไม่ใช่วงเงินเบิกเกินบัญชีของบริษัท

การลงโทษที่จริงจังจึงควรมีทั้งความรับผิดทางอาญาที่หนักขึ้นตามจำนวนแรงงาน ระยะเวลาที่ค้าง และมูลค่าความเสียหาย รวมถึงการชดใช้แก่แรงงานในอัตราที่สูงกว่าค่าจ้างเดิมอย่างมีนัยสำคัญ ตลอดจนมาตรการต่อผู้บริหารที่มีส่วนตัดสินใจหรือรับรู้การค้างค่าจ้างแล้วปล่อยให้ดำเนินต่อไป ในกรณีร้ายแรง การห้ามดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารในระยะเวลาหนึ่งก็ควรนำมาพิจารณา เพราะหากผู้บริหารสามารถตัดสินใจใช้แรงงานมนุษย์ต่อไปทั้งที่รู้ว่าบริษัทไม่มีความสามารถหรือไม่มีเจตนาจะจ่ายค่าจ้างตามกำหนด การกระทำนั้นย่อมไม่ใช่เพียง “บริหารผิดพลาด” แต่เป็นการเลือกเอาชีวิตของผู้อื่นมาเป็นเครื่องมือประคองธุรกิจของตนเอง และสังคมไม่ควรยอมรับการเลือกเช่นนั้นเป็นความเสี่ยงทางธุรกิจตามปกติ

เราไม่ควรลังเลที่จะพูดเรื่องโทษอย่างรุนแรงเพียงเพราะผู้กระทำอยู่ในรูปบริษัทและสวมเสื้อสูท เพราะหากคนคนหนึ่งหยิบเงินจากกระเป๋าอีกคนไปใช้ สังคมมองเห็นความผิดได้ทันที แต่เมื่อบริษัทเอากำลังแรงงานของคนจำนวนมากไปใช้ก่อนแล้วไม่จ่ายเงิน ความรุนแรงกลับถูกซ่อนด้วยใบแจ้งหนี้ ตารางบัญชี และศัพท์ทางการเงิน จนสิ่งที่เป็นการฉกฉวยชีวิตกลับดูเหมือนข้อขัดข้องทางธุรการ ยิ่งโครงสร้างองค์กรใหญ่เท่าไร ความรับผิดก็ยิ่งถูกทำให้กระจายจนดูเหมือนไม่มีใครเป็นผู้กระทำ ทั้งที่คนงานยังเป็นคนเดิมที่ไม่ได้รับเงิน ช่างน่าประหลาดที่การเอาเงินไม่กี่พันบาทจากกระเป๋าใครสักคนอาจทำให้คนถูกใส่กุญแจมือ แต่การถือเงินค่าจ้างของคนจำนวนมากไว้เป็นเวลาหลายเดือนกลับเริ่มต้นด้วยการนัดประชุม

กรณี PLE ไม่ควรจบเพียงด้วยคำว่า “จ่ายครบ (เรื่อง) จบแน่” เพราะการจ่ายครบคือการคืนสิ่งที่เป็นของคนงานมาตั้งแต่ต้น ไม่ใช่บุญคุณ ไม่ใช่ความรับผิดชอบพิเศษ และไม่ใช่เหตุผลให้สังคมหยุดถาม หากวันหนึ่งเงิน 26.9 ล้านบาทถูกจ่ายครบทุกบาท คำถามก็ยังคงอยู่เหมือนเดิมว่าเหตุใดมันจึงถูกค้างตั้งแต่แรก เหตุใดปัญหาจึงกระจายไปถึง 45 โครงการ ใครรู้เรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อใด ระบบใดอนุญาตให้เกิดขึ้น และรัฐจะทำอย่างไรไม่ให้บริษัทอื่นสามารถเดินเส้นทางเดียวกัน หากเราเพียงรอให้ค้าง รอให้คนงานร้อง รอให้ข่าวดัง แล้วจึงบังคับให้จ่าย เราก็เพียงกำลังสอนนายทุนว่าการค้างค่าจ้างทำได้ เพียงแต่อย่าทำจนมีคนส่งเสียงดังเกินไป

สิ่งที่ต้องสร้างขึ้นจึงเป็นหลักใหม่ว่าเงินค่าจ้างต้องมาก่อนเจ้าหนี้ทางธุรกิจประเภทอื่น ต้องมาก่อนเงินปันผล มาก่อนโบนัสผู้บริหาร และมาก่อนการนำเงินไปหมุนข้ามโครงการ ในงานก่อสร้างขนาดใหญ่ควรมีการกันเงินค่าจ้างไว้โดยเฉพาะ มีหลักฐานการจ่ายค่าจ้างเป็นเงื่อนไขของการเบิกงวดต่อไป และในกรณีที่ผู้รับเหมาผิดนัดอย่างชัดเจน เจ้าของโครงการโดยเฉพาะรัฐและหน่วยงานสาธารณะควรมีช่องทางจ่ายตรงถึงแรงงานแล้วหักจากเงินผู้รับเหมาได้ ผู้รับเหมาหลักก็ต้องมีหน้าที่ตรวจสอบว่าคนงานปลายสายได้รับเงินจริง ไม่ใช่เพียงโอนเงินให้ผู้รับเหมาช่วงหนึ่งทอดแล้วประกาศว่าหน้าที่ของตนสิ้นสุด เพราะอาคารไม่ได้สร้างด้วยชื่อบริษัทบนสัญญา แต่สร้างด้วยมือของมนุษย์

หากบริษัทไม่มีเงินซื้อเหล็ก บริษัทสามารถหยุดซื้อเหล็กได้ หากไม่มีเงินเริ่มโครงการใหม่ บริษัทสามารถไม่รับงานเพิ่มได้ หากขาดเงินทุนหมุนเวียน บริษัทสามารถไปกู้ธนาคาร ขอเพิ่มทุน หรือต่อรองกับเจ้าหนี้การค้าได้ แต่เมื่อเอากำลังแรงงานของมนุษย์ไปใช้แล้ว ไม่มีสิทธิกล่าวกับมนุษย์คนนั้นว่า “ขอรอก่อน” เพราะสิ่งที่ถูกใช้ไปแล้วไม่สามารถคืนกลับได้ กรรมกรไม่ใช่ธนาคาร ค่าแรงไม่ใช่วงเงินสินเชื่อ และความจนของคนงานไม่ใช่เครื่องมือบริหารสภาพคล่องของบริษัท การเอาค่าจ้างไปหมุนจึงไม่ใช่ความฉลาดทางการเงิน แต่คือการเอาปากท้องของมนุษย์ไปเป็นทุนสำรองให้กิจการ

และนี่คือแก่นแท้ของกรณีเพาเวอร์ไลน์ ตัวเลข 26.9 ล้านบาทและ 45 โครงการไม่ควรถูกจดจำในฐานะเพียง “เจ้าหนี้ค้างจ่าย” ในรายงานทางบัญชี แต่ควรถูกจดจำว่าเป็นคำถามต่อระบบทั้งระบบว่า เราให้คุณค่ากับชีวิตแรงงานต่ำเพียงใด จึงปล่อยให้เวลาของคนงานถูกเอาไปใช้ก่อนแล้วค่อยเจรจาราคากันภายหลังได้ แรงงานที่เทปูนไปแล้วเอาปูนคืนไม่ได้ ช่างที่เชื่อมเหล็กไปแล้วเอาความเหนื่อยคืนไม่ได้ และวันหนึ่งของชีวิตที่ถูกใช้ไปแล้วไม่มีศาล ไม่มีบริษัท และไม่มีนายทุนคนใดสามารถนำกลับมาคืนได้ ดังนั้น เมื่อทุนเอาแรงงาน เอาเวลา เอาเจตจำนง และเอาส่วนหนึ่งของวิญญาณมนุษย์ไปแปรเป็นกำไรแล้ว หน้าที่เดียวที่เหลืออยู่คือจ่ายค่าจ้างให้ครบและตรงเวลา และหากยังกล้าฉกฉวยสิ่งเหล่านั้นไปโดยไม่จ่าย รัฐก็ไม่ควรยื่นความเห็นใจให้ก่อน แต่ต้องยื่นบทลงโทษที่หนักพอให้จำไปทั้งระบบว่า ชีวิตของกรรมกรไม่ใช่ของฟรี

#พาวเวอร์ไลน์
#ค้างค่าจ้าง
#ค่าแรงคนงาน

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


บางบอน
Bangkok
10150