13/05/2026
พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น ในปัจจุบันวงการพระเครื่องเล่นหากันเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม แม้บางองค์มีเนื้อจัดเข้าขั้นว่าเป็นพระสมเด็จวัดระฆังฯ แต่ก็มักจะยึดถือกันว่าเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมอยู่ดี โดยที่ค่านิยมในปัจจุบันนั้นยึดถือพิมพ์ทรงเป็นหลัก โดยเมื่อเห็นว่าเป็นพิมพ์ทรงนี้แล้วก็มักที่จะต้องเชื่อกันโดยไม่มีข้อสงสัย ว่าต้องเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมอย่างแน่แท้ น่าสนใจว่าแท้ที่จริงแล้วพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้นั้นเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมแต่เพียงอย่างเดียวใช่หรือไม่…
ตรียัมปวาย บอกว่า พิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น มีปรากฏทั้งของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม (หรือที่เรียกว่าพิมพ์ทรงไกเซอร์) โดยมีพิมพ์ทรงย่อยดังนี้ แบบพิมพ์โปร่ง มี 2 พิมพ์ทรงย่อย มีเฉพาะของวัดบางขุนพรหม, แบบพิมพ์เขื่อง มี 4 พิมพ์ทรงย่อย มีทั้งของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม, แบบพิมพ์สันทัด มี 2 พิมพ์ทรงย่อย มีทั้งของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม, แบบพิมพ์ย่อม มี 1 พิมพ์ทรงย่อย เป็นของวัดบางขุนพรหม…
นิรนาม แห่งนิตยสารพรีเชียส ได้แบ่งพระพิมพ์ทรงนี้ออกเป็น 4 พิมพ์ย่อย คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์กลาง พิมพ์เล็ก (มีน้อยมาก) และพิมพ์แขนหักศอกหรือพิมพ์ว่าวจุฬา โดยที่พุทธลักษณะแม่พิมพ์ของพิมพ์ใหญ่และพิมพ์กลางนั้นมีความคล้ายกันมากด้วยเช่นกัน…
เมื่อนำข้อมูลจากตำราที่น่าเชื่อถือในอดีตและร่องรอยพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกันต่างๆมาพิจารณา “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่า พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเศียรบาตรอกครุฑ นั้นมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงและมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับที่มีปรากฏในพระสมเด็จวัดระฆังฯเช่นกัน เช่นเรื่องของ “การไม่มีขอบปลิ้น”, “การพบรอยปูไต่ (รอยปริตามขอบหรือขนานกับขอบด้านหลัง)”, และ “การพบจงอยปากนกที่มุมฐานด้านล่าง“…
…เรื่องราวต่างๆมีความสอดคล้องกับที่ ตรียัมปวาย บอกว่า แท้จริงแล้ว พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาตรนั้น มีทั้งที่เป็นพิมพ์ทรงของวัดระฆังฯ (ใช้แม่พิมพ์วัดระฆังฯกดพระวัดระฆังฯ) และวัดบางขุนพรหม (นำแม่พิมพ์ของวัดระฆังฯมากดพระวัดบางขุนพรหม หรือสร้างแม่พิมพ์ใหม่เพื่อใช้กดพระวัดบางขุนพรหม) เช่นกัน และแรกเริ่มเดิมทีนั้นพระสมเด็จพิมพ์ทรงนี้ในรุ่นแรกๆ ออกแบบโดยท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต ก่อนที่จะมีการพัฒนาพิมพ์ทรงโดยช่างสิบหมู่ และช่างทองหลวง ในเวลาต่อมา…
ติดตามอ่านเพิ่มเติม ได้ใน “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ไทยรัฐออนไลน์ ดูใน Link คอมเม้นต์ด้านล่าง
06/05/2026
การแยกแยะพิมพ์ทรงพระสมเด็จฯให้ออกนั้นถือว่าเป็นหลักการสำคัญ เป็นพื้นฐานในการศึกษาพระสมเด็จฯแบบพิมพ์ทรงมาตรฐานของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ทั้งนี้ผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้น้ำหนักว่า ในการพิจารณาพระสมเด็จฯนั้น ให้พิจารณาพิมพ์ทรงก่อน ถ้าพิมพ์ทรงไม่ถูกต้องก็ไม่ต้องพิจารณาเรื่องอื่นต่อ อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯบางท่านให้คำแนะนำว่าให้พิจารณาพิมพ์ทรงควบคู่ไปกับการพิจารณาเนื้อหามวลสารและความเก่า โดยบอกว่าการพิจารณาพิมพ์ทรงนั้นต้องใช้เวลาในการศึกษาพอสมควรกว่าจะเข้าใจ ดังนั้นเมื่อเริ่มพิจารณาพระสมเด็จฯจึงอาจเริ่มจากเนื้อพระก่อน ถ้ามีความใกล้เคียงก็ให้ค่อยๆพิจารณาพิมพ์ทรงเป็นลำดับต่อไป…
ในการพิจารณาพิมพ์ทรงพระสมเด็จฯนั้นมักจะพบปัญหาหลักๆอยู่ 2 แบบ คือการแยกไม่ออกว่าเป็นพระสมเด็จฯของวัดระฆังโฆสิตารามหรือวัดบางขุนพรหม และการแยกพิมพ์ทรงไม่ออกว่าเป็นพิมพ์ทรงไหนกันแน่…
…วิธีง่ายที่สุดก็คือดูจากคราบกรุ คือถ้ามีคราบกรุก็ต้องถือว่าเป็นพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (รวมพระสมเด็จวัดระฆังฯฝากกรุวัดบางขุนพรหมหรือที่เรียกว่า “พระสองคลอง” ด้วย) วิธีต่อมาก็คือดูเนื้อพระ เนื้อพระวัดบางขุนพรหมนั้นมักจะแก่ปูน ส่วนของวัดระฆังฯนั้นจะแก่มวลสารและเนื้อมักจะหยาบกว่า อย่างไรก็ตามพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมบางองค์นั้นเนื้อจะคล้ายวัดระฆังฯมากโดยเฉพาะพระกรุเก่า (นำออกจากกรุก่อนเปิดกรุครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2500) และแทบจะไม่เห็นคราบกรุ ทำให้ยากต่อการพิจารณา จึงต้องมาตัดสินกันที่พิมพ์ทรง ที่แต่ละวัดจะมีพิมพ์ทรงของตัวเองโดยเฉพาะ…
พิมพ์ทรงเส้นด้าย พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พิมพ์ทรงฐานคู่ พิมพ์ทรงอกครุฑเศียรบาท อาจจะพบปัญหาในการแยกพิมพ์ทรง ตัวอย่างที่มักพบเจอเช่น…
…พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ตื้น (นิรนามบอกมี 3 พิมพ์ทรงย่อย โดยอีก 2 พิมพ์ จะคล้ายกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์อกวี ส่วนพิมพ์ตื้นนี้ เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวัดบางขุนพรหม) ที่คล้ายกับ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้าย พิมพ์ใหญ่ (มีทั้งหมด 7 พิมพ์ทรงย่อย)
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เกศบัวตูม พิมพ์เล็ก (มี 3 พิมพ์ทรงย่อย อีก 2 พิมพ์ทรงย่อยได้แก่ พิมพ์ฐานสิงห์แคบ พิมพ์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท) ที่จะคล้ายกับ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิ พิมพ์แขนกลม หรือฏิ-ตูม (มี 4 พิมพ์ทรงย่อย อีก 3 พิมพ์คือ พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ไหล่ตรง พิมพ์หูช้าง)
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ฐานคู่ (มี 1 พิมพ์ทรงย่อย) ที่มีความคล้ายกับ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซม พิมพ์ที่ 3 (มี 3 พิมพ์ทรงย่อย) โดยที่ในบรรดาพระสมเด็จฯที่มีพิมพ์ทรงคล้ายกัน คู่นี้จะมีความคล้ายกันมากที่สุด แยกแยะความแตกต่างได้ยากที่สุดโดยเฉพาะผู้ที่ยังไม่ชำนาญ…
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขอส่งท้ายตอนนี้ด้วยองค์ความรู้ของ นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ที่ใช้ในการพิจารณาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานคู่ รวมถึงจุดสังเกตความแตกต่างของพระพิมพ์นี้กับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงฐานแซม (พิมพ์ที่ 3) ที่มีความคล้ายกันมาก เพื่อประโยชน์ทางศึกษา ดังต่อไปนี้…
ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ใน “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ไทยรัฐออนไลน์ กดลิ้งค์ในคอมเม้นต์
29/04/2026
เรียนรู้ตำหนิพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พระสมเด็จฯ ที่ถูกสร้างมากที่สุด
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม (วัดใหม่อมตรส) นั้นวงการพระเครื่องบอกว่ามีอยู่ 2 กรุ คือ กรุเก่า และกรุใหม่ ในความเป็นจริงแล้ว เป็นพระที่มาจากแหล่งหรือกรุเดียวกัน คือกรุพระเจดีย์ใหญ่ วัดใหม่อมตรส เพียงแต่ได้มาในช่วงเวลาที่แตกต่างกันเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าได้มาจากต่างสถานที่กันแต่อย่างใด…
พิมพ์ทรงที่พบเจอมากที่สุดทั้งในพระกรุเก่าและกรุใหม่นั้นมีอยู่ 2 พิมพ์ทรง คือพิมพ์ทรงสังฆาฏิและพิมพ์ทรงเส้นด้าย ซึ่งเมื่อสังเกตจากเส้นสายลายพิมพ์แล้ว ทั้งสองพิมพ์ทรงนี้ เป็นลักษณะของการที่ช่างผู้แกะได้ปาดตวัดแทงปลายเหล็กแกะแม่พิมพ์แบบที่ไม่ค่อยพิถีพิถันนัก การออกแบบลายเส้นก็ไม่ซับซ้อน (แต่ก็ยังปรากฏเชิงช่างให้เห็นอยู่ในบางองค์ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าเป็นช่างชุดเดียวกับผู้แกะพระสมเด็จวัดระฆังฯ ส่วนองค์ที่พิสูจน์ทราบไม่ได้โดยเฉพาะพิมพ์ทรงสังฆาฏินั้น มีโอกาสที่จะเป็นแม่พิมพ์โบราณของวัดระฆังฯที่แกะไว้นานแล้ว ดังที่ตรียัมปวายกล่าวไว้ในหนังสือ “พระเครื่องประยุกต์” ได้หรือไม่…
อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ให้ความรู้ว่า พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงเส้นด้ายนั้นมีที่มาจากพระสมเด็จฯพิมพ์ใหญ่ (อาจเริ่มต้นจากพิมพ์ทรงใหญ่วัดระฆังฯ ถ่ายทอดมาเป็นพิมพ์ทรงใหญ่วัดบางขุนพรหม จนมาเป็นพิมพ์ทรงเส้นด้ายวัดบางขุนพรหม ตามลำดับ) สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงสังฆาฏินั้น อาจารย์ประกิต อธิบายว่า มีที่มาจากพิมพ์ทรงเจดีย์ (มีบางพิมพ์ทรงย่อยของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงสังฆาฏิ ที่มีส่วนคล้ายพระสมเด็จฯพิมพ์เกศบัวตูม หรือที่เรียกกันว่า พิมพ์ฏิ-ตูม โดยเฉพาะพระสมเด็จฯพิมพ์เกศบัวตูมที่พิมพ์ไม่ลึกนักจะคล้ายคลึงกันมาก และโดยองค์รวมนั้น “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่าพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ ยังได้รับอิทธิพลในการออกแบบมาจากพระสมเด็จฯแบบทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาด้วยเช่นกัน…
นิรนาม ยังได้พูดถึงเอกลักษณ์เฉพาะของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงนี้ด้วยว่า “พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์อื่นๆ หากเป็นพระที่ผ่านการใช้หรือผ่านการเสียดสี ผิวขององค์พระสมเด็จจะออกเป็นสีเหลืองอมน้ำตาลและขึ้นเป็นเงามันเป็นประกาย แต่สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิ ที่ผ่านการใช้หรือผ่านการเสียดสี ผิวและสีสันขององค์พระสมเด็จจะมีกระสายออกไปทางสีเขียวอ่อนๆเหมือนก้านดอกมะลิ เอกลักษณ์นี้จะเป็นเฉพาะพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์สังฆาฏิเท่านั้น…
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียงแนวทางของนิรนาม ที่ใช้ในการพิจารณาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงสังฆาฏิ พิมพ์ทรงย่อย “ไหล่ตรง” (ถือว่าเป็นพิมพ์ทรงย่อยแบบ “ไม่มีหู” ตามที่นิยมเรียกหากันในปัจจุบันได้เช่นกัน) ซึ่งเป็นพิมพ์ทรงย่อยที่พบเจอได้มากที่สุดในบรรดา 4 พิมพ์ทรงย่อยของพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้ มานำเสนอเพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไปนี้…
ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ใน “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ไทยรัฐออนไลน์ กด Link ใน คอมเม้นต์
22/04/2026
ธรรมเนียมการเล่นหาพระสมเด็จฯแต่โบราณ มักมีการกล่าวถึงพระสมเด็จฯสามพิมพ์นิยม ที่มีการนำมาบูชาร่วมกันเพื่อความเป็นศิริมงคล หรือที่เรียกกันว่า “ใหญ่ ได้ ดี” โดยมีที่มาจากชื่อพิมพ์ทรงพระที่สื่อถึงความหมายที่ดีงาม โดยที่ “ใหญ่” นั้นหมายถึง พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงใหญ่ (มีทั้งของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม) คำว่า “ได้” หมายถึง พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเส้นด้าย (มีเฉพาะของวัดบางขุนพรหม) ส่วนคำว่า “ดี” นั้นหมายถึงพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงเจดีย์ (มีทั้งของวัดระฆังฯและวัดบางขุนพรหม)
น่าสนใจว่าเหตุใดพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงเส้นด้าย จึงเป็นพิมพ์ทรงที่พบเจอเป็นจำนวนมากที่สุดพอๆกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหมพิมพ์ทรงสังฆาฏิ ทั้งกรุเก่า (ถูกนำออกจากกรุพระเจดีย์ใหญ่ วัดใหม่อมตรส ก่อนปี พ.ศ. 2500) และกรุใหม่ (พบเมื่อคราวเปิดกรุพระเจดีย์ใหญ่ พ.ศ.2500)…
นิรนาม เน้นด้วยว่า “ถ้าสังเกตให้ดี เนื่องจากเข่าด้านซ้ายขององค์พระประธานสูงขึ้น และสูงกว่าหัวฐานชั้นที่สามด้านซ้าย อีกทั้งเข่าด้านขวาขององค์พระประธานจะยุบต่ำกว่าหัวฐานชั้นที่สามด้านขวามือ จึงเห็นศิลปะของพุทธลักษณะขององค์พระประธานประทับเอียงด้านซ้าย (ด้านขวาองค์พระ) ตะแคงออกมาเล็กน้อย” จากข้อเท็จจริงอันนี้ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” เห็นว่าเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า พระสมเด็จวัดบางขุนพหรม พิมพ์ทรงเส้นด้ายตามแบบพิมพ์ทรงมาตรฐานเหล่านี้นั้น เป็นแม่พิมพ์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ในช่วงปี พ.ศ. 2411 - พ.ศ. 2413…
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตเสนอว่า ถ้าไล่เลียงลักษณะของพิมพ์ทรงที่มีการแกะล้อพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่ (แม่แบบ) ที่มีการผ่อนคลายทางพิมพ์ทรงน้อย (ใกล้เคียงแม่แบบมาก) ไปสู่การผ่อนคลายทางพิมพ์ทรงมาก (ใกล้เคียงแม่แบบน้อย) จะสามารถไล่เลียงได้ดังนี้…
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ด้วยการเรียบเรียงแนวทางพิจารณา พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเส้นด้าย พิมพ์ใหญ่ หรือ พิมพ์ทรงเส้นด้ายใหญ่ ที่มีผู้กล่าวว่ามีลักษณะใกล้เคียงกับ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ตื้น ค่อนข้างมาก มานำเสนอ…
ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ใน “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ไทยรัฐออนไลน์
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเส้นด้าย จัดอยู่ในพระสมเด็จฯชุด “ใหญ่ ได้ ดี” ที่หายาก
ศึกษาพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเส้นด้าย พิมพ์ยอดนิยมในชุด "ใหญ่-ได้-ดี" ทำไมถึงมีจำนวนมาก? และเรียนรู.....
17/04/2026
๒๓๘ ปีชาตกาล สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ๑๗ เมษายน ๒๕๖๙
16/04/2026
นิรนาม แห่งนิตยสาร พรีเชียส ของผู้ช่วยศาสตราจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ ได้แยกพิมพ์ย่อยพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงใหญ่ ออกเป็น 3 พิมพ์ทรงย่อยประกอบด้วย 1. พิมพ์ลึก 2. พิมพ์ตื้น 3. พิมพ์ลึกมีเส้นแซมใต้ตัก โดยที่พิมพ์ทรงย่อยที่ 1 และ 3 นั้นมีพุทธศิลปะที่คล้ายกับพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงที่ 2 (นิรนาม ได้กำหนดพิมพ์ทรงย่อยของพระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ทรงใหญ่ ออกเป็น 4 พิมพ์ทรงย่อย โดย พิมพ์ทรงย่อยที่ 1 คือพิมพ์ทรงพระประธาน มีเส้นแซมใต้ตัก พิมพ์ทรงย่อยที่ 2 คือพิมพ์ทรงอกวี นิรนาม บอกว่า พิมพ์ทรงนี้ที่จริงแล้วมีเส้นแซมใต้ตักเช่นกัน แต่อยู่ชิดกับหน้าตักมากกว่า…
จุดสังเกตแบบเร็วๆ อย่างหนึ่งก็คือ ในขณะที่พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงใหญ่ทุกพิมพ์ทรงย่อยนั้น เส้นขอบแม่พิมพ์ทางด้านซ้ายมือองค์พระจะยาวลงมาจรดเส้นซุ้มครอบแก้ว ที่บริเวณข้อศอกองค์พระ แต่สำหรับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ พิมพ์ทรงย่อยที่ 1 และพิมพ์ทรงย่อยที่ 3 นั้น เส้นขอบแม่พิมพ์ทางด้านซ้ายมือขององค์พระ จะลงมาจรดซุ้มครอบแก้ว บริเวณประมาณหัวไหล่ขององค์พระ…
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงใหญ่ พิมพ์ทรงที่ 2 (พิมพ์ตื้น) นั้น ผู้เชี่ยวชาญพระสมเด็จฯมักกล่าวกันว่า เป็นพิมพ์ที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ โดยเฉพาะ เนื่องจากพุทธลักษณะมีความแตกต่างกับพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่อย่างชัดเจน…
มีข้อสังเกตที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งก็คือ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ “พิมพ์ตื้น” นี้ มีผู้กล่าวว่ามีความคล้ายกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้ายใหญ่ เช่นกัน เพียงแต่พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์เส้นด้ายใหญ่ หัวฐานชั้นที่สองทั้งด้านซ้ายและขวา จะไม่มีหัวฐานสิงห์ ต่างกับพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ ที่หัวฐานชั้นที่สองทั้งสองข้างจะเป็นฐานหัวสิงห์ ในทุกพิมพ์ย่อย (มีผู้ชำนาญการพระสมเด็จฯ บางท่าน ให้ความเห็นว่า พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเส้นด้ายใหญ่นั้น เป็นพิมพ์ทรงที่มีหัวฐานชั้นที่สองเป็นแบบหัวฐานสิงห์ด้วยเช่นกัน…
ติดตามอ่านเพิ่มเติมได้ใน “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ไทยรัฐออนไลน์
ตำหนิสำคัญ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ตื้น เอกลักษณ์เฉพาะโอกาสพบเจอมากที่สุด
ตำหนิสำคัญ พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ใหญ่ตื้น โอกาสพบเจอมากที่สุด เอกลักษณ์เฉพาะของวัดบางขุนพรหม
08/04/2026
มีผู้กล่าวไว้ว่า พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้น ท่านมีพุทธลักษณะครบอาการ 32 ประการ เป็นการกล่าวเชิงเปรียบเทียบ ซึ่งหมายถึงพระสมเด็จฯนั้นมักจะแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดที่มีความครบถ้วนสมบูรณ์เหมือนลักษณะของมนุษย์…
พระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตโดยทั่วไปแล้วนั้น มักจะแสดงให้เห็นถึงลักษณะโดยรวมดังกล่าวเป็นแบบเชิงสังเขป โดยมักจะไม่ลงรายละเอียดที่คล้ายร่างกายของมนุษย์จริงมากนัก ต่างจากพระเครื่องที่มีการสร้างในยุคโบราณก่อนหน้า เช่นพระรอดลำพูน พระกำแพงซุ้มกอ พระผงสุพรรณ ฯลฯ ที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก และมักจะแสดงให้เห็นถึงรูปลักษณะของหน้าตา คือ พระเนตร (ตา) พระนาสิก (จมูก) พระโอษฐ์ (ปาก)และพระบาท (เท้า) อย่างชัดเจนในองค์ที่ติดชัด…
ถ้าสังเกตดีๆจะเห็นว่ามีพระสมเด็จฯที่มีร่องรอยของรูปลักษณะทั้ง 4 ประการ (พระเนตร พระนาสิก พระโอษฐ์ พระบาท) ครบถ้วนอยู่ในองค์เดียวกัน ปรากฏให้เห็นอยู่ด้วยเช่นกัน โดยพระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนั้นก็คือ…
“ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตส่งท้ายตอนนี้ ด้วยวิธีการดูตำหนิพิมพ์ทรงพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม พิมพ์ทรงเกศบัวตูม “พิมพ์ใหญ่ประทับนั่งห้อยพระบาท” ของนิรนาม เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา ดังต่อไปนี้…
ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ใน “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ไทยรัฐออนไลน์
ความลับในพระสมเด็จฯ พิมพ์เกศบัวตูม 14 จุดสังเกตฉบับมาตรฐาน ที่วงการพระเครื่องยอมรับ
แม้พระสมเด็จฯ ที่มีหน้าตาชัดเจนจะหาชมได้ยากยิ่ง จนเกิดคำถามในหมู่นักสะสมว่ามีจริงหรือไม่ แต่หลักฐานพยา...
01/04/2026
การเล่นหาพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระสมเด็จวัดระฆังฯนั้น มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่เรื่องหนึ่งที่ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ขออนุญาตมานำเสนอ คือเรื่องของการขยายพิมพ์ทรงหรือ การยอมรับพิมพ์ทรงใหม่ๆ ว่าเป็นพระสมเด็จฯที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโต เป็นผู้สร้าง…
มีกรณีศึกษาอยู่ 2 เรื่องที่เป็นตัวอย่างที่ดีที่สามารถนำมาอธิบายถึงประเด็นนี้ได้ กรณีแรกก็คือเรื่องราวของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงปรกโพธิ์ ที่จากเดิมส่วนมากไม่ยอมรับกันว่าเป็นพระที่ท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตเป็นผู้สร้าง…
กรณีศึกษาที่สอง ถือว่าเป็นกรณีศึกษาที่มีความคลาสสิกมากด้วยเช่นกัน คือกรณีของพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม โดยแต่เดิมนั้น วงการนักสะสมพระสมเด็จฯเชื่อกันว่า พระสมเด็จฯพิมพ์ทรงนี้มีพิมพ์ทรงย่อยเพียงพิมพ์ทรงเดียว ก็คือ พิมพ์ฐานสิงห์แคบ (องค์ที่โด่งดังมากก็คือองค์คุณมนตรีฯ)…
ในเวลาต่อมา ได้มีผู้นำ พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ฐานสิงห์กว้าง เข้าสู่ตลาดพระ โดยจัดว่าเป็นพิมพ์ทรงย่อยพิมพ์ทรงที่สองของพิมพ์ทรงนี้ อาจารย์ประกิต หลิมสกุล หรือพลายชุมพล แห่งหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ บอกว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงเกศบัวตูม พิมพ์ฐานสิงห์กว้างนั้น เพิ่งได้รับการจัดเป็นพิมพ์ทรงย่อยมาตรฐานในวงการพระเครื่อง เมื่อประมาณยี่สิบกว่าปีมานี้เอง…
การศึกษาพระสมเด็จฯตามหลักวิชาการพิสูจน์หลักฐานนั้น ถือว่าเป็นการศึกษาแนวใหม่ที่อ้างอิงหลักการต่างๆที่น่าเชื่อถือ มีความเป็นไปได้ว่าการศึกษาตามแนวทางนี้ อาจจะนำไปสู่การพบเจอพระสมเด็จพิมพ์ทรงใหม่ๆ…
ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ใน “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ไทยรัฐออนไลน์
พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์เกศบัวตูม 2 พิมพ์ย่อย
การเล่นหาพระสมเด็จฯของท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระสมเด็จวัดระฆั...
25/03/2026
พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม 5 พิมพ์ทรงแรกนั้น เมื่อพิจารณาจากพุทธศิลป์พิมพ์ทรงและเอกสารตำราที่น่าเชื่อถือแล้วนั้น ส่วนใหญ่น่าจะเป็นการแกะแม่พิมพ์ที่ล้อมาจากพิมพ์ทรงของพระสมเด็จวัดระฆังฯ โดยมักจะมีขนาดโดยรวมที่เล็กและตื้นกว่า โดยเฉพาะซุ้มผ่าหวายที่มักมีขนาดเล็กกว่า ประณีตน้อยกว่าและค่อนข้างหย่อนความงดงามทางด้านศิลปกรรม (อาจเนื่องด้วยว่าต้องรีบเร่งแกะแม่พิมพ์จำนวนมากในเวลาที่จำกัด) ในขณะที่ 4 พิมพ์ทรงหลัง นั้นน่าจะเป็นการแกะพิมพ์ขึ้นมาใหม่เป็นส่วนใหญ่…
ช่างผู้แกะแม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ใหญ่สมมติว่า ในขณะแกะแม่พิมพ์ได้นั่งมององค์พระประธานในพระอุโบสถวัดระฆังฯ จากด้านหน้าเยื้องมาทางซ้ายมือองค์พระ พระทุกบล็อกของแม่พิมพ์พิมพ์ทรงใหญ่จะยึดหลักนี้… มีบางท่านกล่าวไว้อย่างน่าสนใจว่า “เมื่อศึกษาถึงเรื่องความแตกต่างของบล็อกแม่พิมพ์ “พิมพ์ใหญ่” (ที่มีหลายบล็อก) จะแตกต่างกันที่รายละเอียดปลีกย่อยเท่านั้น แต่ในส่วนของ พิมพ์ทรง เอกลักษณ์เฉพาะ จุดสังเกตต่างๆ จะเหมือนกันและอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ในการศึกษาโครงพิมพ์ สามารถศึกษาเป็นแนวทางเดียวกันได้สำหรับแม่พิมพ์บล็อกต่างๆ…
พระสมเด็จวัดระฆังฯนั้นถือว่าเป็นงานศิลปกรรมชั้นครู ที่มีความประณีตตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบแม่พิมพ์จนกระทั่งถึงขั้นตอนการแกะแม่พิมพ์ และมี “รูปแบบพิมพ์ทรง” ที่ค่อนข้างเคร่งครัดชัดเจน แม้จะมีหลายบล็อกแม่พิมพ์ในพิมพ์ทรงเดียวกัน แต่ช่างที่แกะแม่พิมพ์ก็มักจะทำตาม “รูปแบบพิมพ์ทรง” ที่กำหนดเอาไว้ทุกบล็อกแม่พิมพ์ (ถ้าพูดเป็นภาษาช่างปัจจุบัน เรียกว่าแกะตามดรอว์อิ้ง) ในขณะที่พระสมเด็จวัดบางขุนพรหมนั้น แม่พิมพ์บางส่วนที่แกะขึ้นมาใหม่ได้มีการใช้แม่พิมพ์พระสมเด็จวัดระฆังฯเป็นแม่แบบ แต่ในขั้นตอนการแกะแม่พิมพ์แต่ละบล็อก ช่างผู้แกะมักไม่ยึดตาม “รูปแบบพิมพ์ทรง” ของแม่แบบอย่างเคร่งครัด…
ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ใน “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ไทยรัฐออนไลน์
พระสมเด็จวัดระฆังฯ แม่แบบพระสมเด็จวัดบางขุนพรหม
เปิดคัมภีร์ตรียัมปวายย้อนรอย "พระสมเด็จวัดบางขุนพรหม" กับความลี้ลับของ 9 พิมพ์ทรงมาตรฐาน เมื่อพุทธศิลป์จา....
18/03/2026
พระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงฐานแซม หรือที่ในยุคก่อนเรียกกันว่า “อกร่อง หูยาน ฐานแซม” นั้นเป็นพิมพ์ทรงที่มีการพบเจอมากที่สุด ในบรรดาพระสมเด็จฯวัดระฆังพิมพ์ทรงมาตรฐานทั้งหมด …
ที่มาของคำว่า “อกร่อง” ที่พบเห็นบริเวณพระอุระของพระพิมพ์ทรงนี้นั้น เกิดจากการที่ช่างต้องการแกะพิมพ์ให้เป็นลักษณะของเส้นสังฆาฏิ อาจมีบางพิมพ์ทรงย่อยที่อกค่อนข้างตันมองไม่เห็นเส้นสังฆาฏิ…
สมเด็จฯพิมพ์นี้มักจะมีลักษณะ “หูยาน” ทั้ง 2 ด้าน โดยมักจะเป็นเส้นตรง (อาจมีบางองค์ที่คล้ายหูบายศรี) ทอดดตัวลงมาจากด้านข้างพระเศียรมาเกือบถึงพระอังสา (บ่า) เป็นการเลียนแบบลักษณะพระกรรณของพระพุทธรูปโบราณ ซึ่งในพระองค์พระพุทธรูปนั้นนอกจากพระกรรณยื่นยาวแล้วยังมักจะเห็นเป็นร่องตรงกลางติ่งหูสำหรับใส่ต่างหู…
สำหรับ “ฐานแซม” ที่เป็นที่มาของชื่อพิมพ์ทรงนี้นั้น หมายถึงการที่มีเส้นแซมปรากฏเหนือฐานชั้นที่ 3 (นับจากด้านล่าง) และฐานชั้นที่ 2…
น่าสนใจว่าพระสมเด็จวัดระฆังฯพิมพ์ทรงฐานแซมนี้ เป็นพิมพ์ทรงมีลักษณะเฉพาะหลายประการ ที่มีความแตกต่างจากพิมพ์ทรงอื่นของวัดระฆังฯอย่างเห็นได้ชัด…
ติดตามอ่านฉบับเต็มได้ใน “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ไทยรัฐออนไลน์…
เบื้องหลังพิมพ์ทรง พระสมเด็จวัดระฆังฯ พิมพ์ฐานแซม
ทำไมพิมพ์ฐานแซมถึงมีเอกลักษณ์ที่ "สะโอดสะอง" กว่าพิมพ์อื่น? และคำว่า "อกร่อง หูยาน" ในยุคก่อน มีที่มาอย่างไร...
16/03/2026
พิสูจน์พระสมเด็จฯตามหลักวิชาการพิสูจน์หลักฐาน จากคอลัมน์ “ศาสตร์แห่งพระสมเด็จ” ไทยรัฐออนไลน์
https://www.facebook.com/share/183ooTorqx/
พระสมเด็จศาสตร์ Phrasomdejsart Research Center