สถานีดนตรีไทย-Thai music station

สถานีดนตรีไทย-Thai music station

แชร์

“ทำให้ดนตรีไทยเป็นเรื่องง่ายเเละสนุก”

10/09/2025

🌟🧪 เสียงโลหะที่มีชีวิต คืนชีพฆ้องวันวาน ร่วมสืบสานสู่อนาคต

โดย คณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาบันวิจัยโลหะและวัสดุ และคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

17/08/2025

แบ่งปันข้อสอบ
เอกดนตรี สพฐ.
ปีนี้กันครับ
👇🏻👇🏻👇🏻

09/07/2025

ลูกยอดของฆ้องวงใหญ่ ตรงกับเสียงแรกของทางเสียงใด
1. ชวา
2. ในลด
3. เพียงออล่าง
4. นอก

08/07/2025

“เพลงช้า-เพลงสองไม้-เพลงเร็ว”
มักพบในโครงสร้างเพลงประเภทใด
1. เพลงตับ
2. เพลงเรื่อง
3. เพลงหน้าพาทย์
4. เพลงเกร็ด

07/07/2025

ข้อใดคือระบบเสียงของดนตรีไทย
1. Pentatonic
2. Diatonic
3. Chromatic
4. Penta Centric

*เพิ่มเติม : 5. Microtone

06/07/2025

📚ที่มาและแหล่งข้อมูลอ้างอิง
บทความนี้เรียบเรียงขึ้นเพื่อบันทึกประวัติของวงปี่พาทย์วัดน้อยทองอยู่ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ดนตรีไทยที่สำคัญ โดยอาศัยข้อมูลหลักจากแหล่งอ้างอิงสำคัญ ดังนี้

เจริญชัย ชนม์ไพโรจน์. (2513). ประวัตินักดนตรีไทย. วิทยาลัยวิชาการศึกษามหาสารคาม.

พูนพิศ อมาตยกุล. (2524). วัดน้อยทองอยู่ วงปี่พาทย์ประจำวัด ศิลปินที่เจริญในราชการเป็นนักดนตรีบรรดาศักดิ์สมัยรัชกาลที่ 6. ใน สยามสังคีต (หน้า 169–171). โรงพิมพ์เรือนแก้วการพิมพ์.

พูนพิศ อมาตยกุล, และ ประภัสสร์ ชูวิเชียร. (2568, 5 กรกฎาคม). ประวัติศาสตร์กำเนิดปี่พาทย์วัดน้อยทองอยู่ และความเปลี่ยนแปลงพื้นที่ฝั่งธนบุรีปัจจุบัน ผลกระทบต่อผู้คน ชุมชนศิลปวัฒนธรรม [การเสวนา]. สุริยวาทิตเสวนา ครั้งที่ 10, วัดดุสิดารามวรวิหาร, กรุงเทพฯ, ประเทศไทย.

🧠 คุณูปการของท่านที่ได้สร้างสรรค์และเผยแพร่องค์ความรู้เหล่านี้ จะเป็นมรดกทางปัญญาอันประเมินค่ามิได้ และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อผู้ที่สนใจศึกษาเพื่อสืบสานมรดกทางวัฒนธรรมของชาติสืบไป

_______________________

วัดน้อยทองอยู่ วงปี่พาทย์ประจำวัด ศิลปินที่เจริญในราชการเป็นนักดนตรีบรรดาศักดิ์สมัยรัชกาลที่ 6

บทนำ: ตำนานที่เลือนหายของวัดและวงดนตรี
เรื่องของวงปี่พาทย์วัดน้อยทองอยู่ที่จะนำมาเล่าสู่กันฟังในครั้งนี้ เป็นเรื่องที่เหลือแต่ประวัติ หาตัวตนและหลักฐานเกือบจะไม่ได้แล้ว เพราะวัดถูกระเบิดทำลายพังยับไป เหลือแต่รูปถ่ายเก่าสมัยรัชกาลที่ 5 กับพระปรางค์ พระเจดีย์ พระอุโบสถพังพินาศเป็นวัดร้าง ตั้งแต่สิ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 2488 แล้วต่อมากรมศาสนา ได้ยกไปรวมเป็นวัดเดียวกับวัดเสาประโคน แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็นวัดดุสิตาราม เขตบางกอกน้อย จึงขอบันทึกไว้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติการดนตรีไทย

ที่มาและการก่อตั้งวัดน้อยทองอยู่
วัดน้อยทองอยู่ เดิมเป็นวัดเล็ก ๆ ตั้งอยู่ในเขตอำเภอบางกอกน้อย เป็นวัดราษฎร์ สองสามีภรรยาสร้างขึ้น สามีชื่อ “นายน้อย” ภรรยาชื่อ “นางทอง” อยู่ จึงเรียกว่าวัดน้อยทองอยู่ จะสร้างขึ้นสมัยใดไม่ปรากฏ อยู่บนที่ดินริมแม่น้ำเจ้าพระยา ฝั่งธนบุรี มีเขตวัดติดกับวัดเสาประโคน และไม่ไกลจากวัดภุมรินราชปักษี พื้นที่วัดไม่กว้างนัก อยู่ทิศเหนือของปากคลองบางกอกน้อย ปัจจุบันคือบริเวณใกล้กับเชิงสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้า ฝั่งธนบุรี เล่ากันว่า ถ้าลงเรือจากวัดน้อยทองอยู่ ข้ามฟากมาตรง ๆ จะถึงฝั่งพระนครตรงท่าช้างวังหน้าหรือปากคลองคูเมืองเดิม ฝั่งพระนครตรงใต้สะพานปิ่นเกล้า ฝั่งพระนครปัจจุบัน พอดี

การก่อตั้งวงปี่พาทย์และการมาถึงของครูช้อย สุนทรวาทิน
สมัยต้นรัชกาลที่ 5 ราว พ.ศ. 2420 มีท่านเจ้าอาวาสวัดน้อยทองอยู่องค์หนึ่ง นามว่า “สมภารแสง” ท่านได้ตั้งวงปี่พาทย์ประจำวัดขึ้น เพื่อใช้การในงานของวัด แรกทีเดียว ท่านสมภารมีครูผู้ช่วยสอนดนตรีประจำที่วัดคนหนึ่ง ไม่ปรากฏนาม ครูท่านนี้มีฝีมือเป็นปี่พาทย์รอบวง ว่าเป็นศิษย์ ได้เรียนดนตรี กับครูชื่อ “ครูทั่ง” (ต่อมาใช้สกุลสุนทรวาทิน และเป็นผู้ต้นสกุล สุนทรวาทิน) ครูทั่งนั้น ท่านเป็นนักดนตรีเก่าสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เราไม่ทราบวันเดือนปีเกิดและปีตายของท่าน ต่อมาท่านครูผู้ควบคุมวงที่วัดน้อยทองอยู่นั้นตายลง จึงขาดครูประจำที่วัด ท่านสมภารแสงพยายามหาครูสำนักเดียวกันมาแทน สืบทราบว่า บุตรของครูทั่ง ชื่อ “นายช้อย” เป็นคนมีฝีมือดนตรีไทยจัดเจนมากคนหนึ่ง เสียแต่ตาพิการทั้ง 2 ข้างเนื่องจากเมื่อเป็นเด็กท่านออกฝีดาษ ทำให้นายช้อยเป็นครูดนตรีตาบอด แต่ก็ได้เรียนดนตรีกับบิดามาจนเชี่ยวชาญและได้ดูแลวงปี่พาทย์แทนบิดาต่อมา

ครูช้อยผู้ตาบอดนี้นั้น ต่อมาท่านมีครอบครัว มีบ้านเรือน เป็นสำนักดนตรี ท่านมีภรรยาชื่อแม่ไผ่ มีบ้านเรือนเป็นสำนักดนตรี อยู่ที่ตำบลสวนมะลิ ฝั่งพระนคร เขตพลับพลาไชย นอกกำแพงเมืองชั้นนอกออกไปเกือบถึงคลองหัวลำโพง (ปัจจุบันคือคลองผดุงกรุงเกษม) ท่านสมภารจึงได้ชักชวนครูช้อย ให้มาอยู่ด้วยกันที่วัดน้อยทองอยู่ โดยจะปลูกบ้านให้หลังหนึ่งในบริเวณวัด แล้วใช้บริเวณวัดเป็นที่ฝึกซ้อมดนตรี แต่ครูช้อยเห็นว่าวัดน้อยทองอยู่นั้นห่างไกลไปคนละฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ไกลจากวัดสำคัญ ที่ท่านเคยอาศัยทำมาหากินอยู่ก่อนนานแล้ว ซึ่งก็มีหลายวัด เช่น วัดสระเกศ วัดเทพศิรินทร์ วัดพลับพลาชัย วัดตะเคียน (วัดมหาพฤฒาราม) วัดเลียบ (วัดราชบูรณะ) วัดสามปลื้ม และวัดเชิงเลน เป็นต้น ท่านจึงมิได้ย้ายมาอยู่ฝั่งธนตามความประสงค์ของท่านสมภารแสง

ต่อมา ไม่ทราบปีใด เกิดไฟไหม้ใหญ่ที่บริเวณสวนมะลิ เผาผลาญบ้านเรือนราบเตียน เป็นบริเวณกว้างไกล บ้านครูช้อย สุนทรวาทิน ถูกไฟไหม้หมด ท่านสมภารแสงทราบข่าวก็รีบมาตามหา จนพบตัวครูช้อยและภรรยาชื่อแม่ไผ่ กับมีลูก ๆ และลูกศิษย์จำนวนหนึ่งกำลังตกอยู่ในภาวะลำบากไร้ที่อยู่อาศัย จึงรับทุกคนจากสำนักดนตรี บ้านครูช้อย พามาทุกคนมาอยู่ที่วัดน้อยทองอยู่ ให้อาหารการกิน ที่หลับนอน แล้วท่านสมภารได้สร้างบ้านเรือนสองหลังเป็นที่อยู่ในเขตวัด รวมทั้งให้ใช้ศาลาวัดเป็นที่ฝึกสอนดนตรี ครูช้อยและแม่ไผ่ พร้อมลูก ๆ จึงย้ายสำนักมาประจำที่วัดน้อยทองอยู่ แต่จะเป็นปีใดยังค้นหาหลักฐานไม่ได้ ส่วนที่ดินบ้านสวนมะลินั้น ต่อมาทางราชการได้สร้างเป็นโรงพยาบาลกลาง

สมาชิกรุ่นบุกเบิกและลูกศิษย์เอก
ลูกชายหัวปีของครูช้อย ชื่อ “นายแช่ม” (เกิดปี 2409) ซึ่งขณะนั้นได้ไปทำงานเป็นคนปี่พาทย์ในวังหลวงแล้ว ก็ได้ย้ายตามมาอยู่ที่วัดน้อยนี้ด้วย พร้อมกับศิษย์รุ่นพี่อีกท่านหนึ่ง อีกคนหนึ่งชื่อ “นายแปลก” (เกิดปี 2403) ทั้งนายแช่มและนายแปลกนั้น เป็นคนตีดีแล้วจึงช่วยครูช้อยสอนได้เป็นอย่างดี

เมื่อครูช้อย ย้ายมาอยู่วัดนี้แล้ว ก็เริ่มฝึกหัดเด็กผู้ชายที่เป็นหลาน ๆ ของท่านสมภารแสง และเด็ก ๆ ในละแวกบ้านใกล้เคียง ก็ได้ศิษย์ใหม่จำนวนมากขึ้น ศิษย์รุ่นแรก ๆ ของท่านมีอยู่หลายคน สามคนแรกชื่อ นายแหยม นายจี่ นายบุศย์ สามคนนี้เป็นหลานชายแท้ ๆ ของท่านสมภารแสง เป็นพี่น้องกันเกิดปี 2419 2426 และ 2427ตามลำดับ และยังมีเด็กชายสองคนพี่น้องอีกคู่หนึ่งชื่อนายนาค เกิด 2427 และนายเพิ่มเกิดปี 2434 ทั้ง 5 คนนี้ นายแหยม อายุมากที่สุด และนายแหยมนั้นได้เริ่มเรียนดนตรีกับครูเก่าที่ตายไปนั้นมาบ้างแล้ว จึงให้เป็นหัวหน้าประจำวง ต่อมาจึงมีเด็กชายอีกคนหนึ่งชื่อนาย กร เกิด ปี 2422 มาจากบางอ้อ ได้เข้ามาร่วมวงด้วย จึงรวมเป็น 6 คนสามารถจัดเป็นวงปี่พาทย์เครื่อง 5 ได้ครบวง เด็กทั้งหมดนี้ทุกคนต่อมารวมวงออกไปประชันดนตรีกับวัดอื่นๆ จนได้ชื่อว่าเก่งกล้าไม่มีผู้ใดเสมอ ต่อมา เป็นบุคคลสำคัญทางดนตรี โดยได้เป็นขุนนางนักดนตรีมีบรรดาศักดิ์ ในสมัยรัชกาลที่ 6 ทุกคน

จากข้อเขียนของอาจารย์เจริญชัย ชนม์ไพโรจน์ (พ.ศ. 2513) พอจะประมาณได้ว่าวงดนตรีเด็กของวัดน้อยทองอยู่รุ่นหลังไฟไหม้สวนมะลินี้ คงจะตั้งขึ้นแล้วในราว พ.ศ. 2434 ประมาณอายุนักดนตรีวงนี้แล้วคงมีอายุอยู่ในวัยรุ่นทุกคน

เส้นทางของครูแปลกและครูแช่มในราชสำนัก
ได้กล่าวมาแล้วว่า ครูช้อย ท่านมีศิษย์ฝีมือดี ฝึกมาจนเก่งมากแล้วอยู่ 2 คน ด้วยกัน เป็นหลักของวงปี่พาทย์ครูช้อยทีเดียว คนโต ชื่อ “นายแปลก” คนรองชื่อ “นายแช่ม” ทั้งสองคนล้วนมีฝีมือในการเป่าปี่เป็นเลิศ มีความรู้สามารถเล่นดนตรีได้รอบวง ทั้งเครื่องสายตลอดจนเครื่องหนังก็เชี่ยวชาญ นายแปลกนั้น ได้งานเป็นนักดนตรีข้าหลวงเรือนนอก หรือมหาดเล็กเรือนนอก สังกัดวงปี่พาทย์วังบูรพาภิรมย์ ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธ์วงศ์วรเดช (พระยศขณะนั้น) นายแปลก เพิ่งจะกลับมาจากการไปเล่นดนตรี เป่าปี่ถวายควีนวิคตอเรีย ที่ประเทศอังกฤษไม่นานนัก (กลับมาราว พ.ศ.2429)นายแปลกนั้นอยู่กับครูช้อยมานานและช่วยสอนลูกวงของนายช้อยมาตลอด

คนที่ 2 ชื่อ “นายแช่ม” นั้น เป็นบุตรชายคนโตของครูช้อย ซึ่งตีระนาดดีเป็นเยี่ยมเป่าปี่คล่อง รู้การขับร้องดี เมื่อนายแช่มอายุ 22 ปี (คือ พ.ศ. 2431) ครูช้อยได้นำตัวไปมอบให้ทำงานในวงปี่พาทย์พิธีประจำวังหลวง ซึ่งมีหัวหน้าวงเป็นเจ้ากรมพิณพาทย์หลวงชื่อ หลวงสำอางดนตรี (ภักดิ์ สุอังควาทิน) นายแช่มได้เข้าไปทำงานประจำในวัง ร่วมวงกรมพิณพาทย์หลวงอยู่ประมาณ 5 ปี จนอายุได้ อายุราว 27 ปี จนถึงปี 2436 จึงย้ายไปช่วยงานดนตรีและการละคร ที่วังบ้านหม้อ อันเป็นกรมมหรสพใหม่ที่รัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาขึ้น ให้เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) เป็นเจ้ากรมผู้ดูแล มีทั้งงานดนตรีและละครของหลวงประจำที่นั้น

ส่วนหลวงสำอางดนตรี (ภักดิ์ สุอังควาทิน) คนดูแลพิณพาทย์วังหลวงจนถึงแก่กรรมลง บุตรชายของท่านชื่อพลบ ก็ได้รับหน้าที่ต่อจากบิดา มีราชทินนามว่า หลวงสำอางดนตรี (พลบ สุอังควาทิน) ซึ่งเป็นคนเกิดปีเดียวกับนายแช่ม (อายุแก่เดือนกว่าเล็กน้อย) ทำหน้าที่หัวหน้าวงปี่พาทย์วังหลวง และทำงานร่วมกับนักดนตรีที่วังบ้านหม้อด้วย อยู่ในวงปี่พาทย์หลวงคู่กันมา ที่สุดได้เลื่อนเป็นพระสำอางดนตรีในสมัยรัชกาลที่ 6

ในกลางสมัยรัชกาลที่ 5 ก่อนเสด็จยุโรปครั้งที่ 1 (2440) รัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมมหรสพขึ้น โดยอาศัยวังบ้านหม้อของกรมพระพิทักษ์เทเวศร์ เป็นที่ทำการและฝึกซ้อมดนตรีของหลวง โปรดให้เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว. หลาน กุญชร) เป็นเจ้ากรมใหญ่ นายแช่ม ซึ่งประจำอยู่ในกรมพิณพาทย์หลวงในพระบรมมหาราชวังจึงไปสมทบทำงานที่วังบ้านหม้อด้วยเป็นประจำ นายแช่ม จึงได้ร่วมงานกับครูดนตรีรุ่นใหญ่ และรุ่นเดียวกัน ของวังบ้านหม้อ อีกหลายท่าน ครูผู้ใหญ่ได้แก่ พระประดิษฐไพเราะ (ตาด ตาตะวาทิต) พระเสนาะดุริยางค์ (ทองดี ทองพิรุฬห์ หรือทองดี พงษ์ทองดี) นายแช่มจึงได้รู้จักคุ้นเคยกับนักร้องนักดนตรีวังบ้านหม้อ เพิ่มขึ้นจำนวนมาก อาทิ หม่อมเจริญ หม่อมคร้าม หม่อมคล้าย หม่อมมาลัย และหม่อมจันทร์ กุญชร ณ อยุธยา ทั้งได้สนิทสนมกับนักดนตรีเพิ่มขึ้นอีกมาก ได้แก่ นายทั่ว พาทยโกศล นายศุข ดุริยประณีต นายธูป สาตรวิไล นายแคล้ว วัชโรบล ฯลฯ ได้ เรียนรู้วิชาการเพิ่มเติมที่วังบ้านหม้อนี้อีกเป็นอันมาก ที่สุดทั้งนายแช่มและนายแปลก จึงเป็นทั้งครูและลูกพี่คนสำคัญ และเป็นครูของนักดนตรีวงเด็กของวัดน้อยทองอยู่ที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ ด้วยเพราะถือว่าเป็นศิษย์ครูช้อยเดียวกัน

การเข้าสู่ราชสำนัก: จากวงดนตรีวัดสู่ “วงข้าหลวงเดิม”
เวลาล่วงมาจนถึงราว พ.ศ. 2440 - 2444 อันเป็นช่วงที่ สมเด็จพระศรีพัชรินทราพระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5 มีพระราชประสงค์จะได้วงดนตรีไทยสำหรับใช้งานเป็นการส่วนพระองค์ และเตรียมไว้ให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ คือ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ ซึ่งดำรงตำแหน่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร (ขณะนั้นยังประทับและศึกษาที่ประเทศอังกฤษ) มีพระราชเสาวนีย์ให้ คุณท้าววรรคณานันท์ (ม.ร.ว.แป้ม มาลากุล) มาติดต่อกับสมภารแสง สำนักดนตรีของวัดน้อยทองอยู่ ขอนักดนตรีทั้งชุดใหญ่ นำเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กเรือนนอก (อยู่นอกวัง) ครั้งนั้นมีนักดนตรีของวงนี้เข้าถวายตัวทั้งหมดราว 10 คน ได้รับสนองพระกรุณาธิคุณอยู่ระยะหนึ่งจนถึง พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฏราชกุมาร เสด็จกลับจากยุโรปมาประทับอยู่ ณ พระราชวังสราญรมย์ ทรงดำริจะเล่นละครพูดและสร้างโรงละครขนาดย่อมขึ้นที่ในสวนสราญรมย์นั้น ในการนี้จำเป็นจะต้องมีวงดนตรีส่วนพระองค์ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชมารดาจึงพระราชทานวงดนตรีวัดน้อยทองอยู่ ซึ่งถวายตัวเป็นมหาดเล็กในสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถมาก่อน ยกทั้งวงพระราชทานให้ เนื่องจากนักดนตรีในวงนี้ เป็นลูกวงของครูช้อยและครูแปลกมาก่อน และนายแปลกก็เป็นครูดีมีฝีมือมากอยู่แล้ว สมเด็จพระบรมฯ (พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ขณะนั้น) จึงทรงขอตัวครูแปลกจากวังบูรพาภิรมย์ มาเป็นหัวหน้าวงดนตรีนี้แล้วย้ายมาประจำที่วังสราญรมย์ ชื่อวงดนตรีวัดน้อยทองอยู่จึงถูกลบหายไปโดยอัตโนมัติ กลายเป็นวงดนตรีในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ซึ่งต่อมาในรัชกาลที่ 6 เรียกว่า วงดนตรีข้าหลวงเดิม เปลี่ยนจากวงดนตรีของวัดมาเป็นวงดนตรีหลวงจนตลอดสมัยรัชกาลที่ 6

ความรุ่งเรือง: บรรดาศักดิ์และนามสกุลพระราชทาน
นายแปลกนั้น เมื่อมาอยู่วังสราญรมย์ในฐานะครูใหญ่ไม่นาน ก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ เป็นขุนประสานดุริยศัพท์ (ในปลายสมัยรัชกาลที่ 5) ต่อมาได้เป็น พระยาประสานดุริยศัพท์ เจ้ากรมพิณพาทย์หลวง ได้รับพระราชทานนามสกุล “ประสานศัพท์” นายแช่ม ได้เป็นพระยาเสนาะดุริยางค์ พระราชทานนามสกุลว่า “สุนทรวาทิน” นายกร ได้เป็นหลวงบรรเลงเลิศเลอ มีนามสกุลพระราชทานว่า “กรวาทิน” นายแหยม นายจี่ และนายบุศย์ หลานท่านสมภารแสง แห่งวัดน้อยทองอยู่ทั้ง 3 คน ได้เป็นพระประดับดุริยกิจ ขุนเพลินเพลงประเสริฐ และขุนเพลิดเพลงประชันตามลำดับ ใช้นามสกุลพระราชทานด้วยกันว่า “วีณิน” ส่วนนายนาคและนายเพิ่ม สองคนพี่น้องได้เป็นหลวงพวงสำเนียงร้อยกับหลวงสร้อยสำเนียงสนธ์ ได้รับพระราชทานนามสกุลว่า “วัฒนาวาทิน”

จุดสิ้นสุดของวัดน้อยทองอยู่และบทสรุป
รวมความแล้วนักดนตรีวัดน้อยทองอยู่ ของท่านสมภารแสงก็เปลี่ยนสภาพจากคนของวัดมาเป็นนักดนตรีศักดินาอยู่ในราชสำนักของรัชกาลที่ 6 ชื่อวงดนตรีวัดน้อยทองอยู่จึงถูกทอดทิ้งไว้เป็นเรื่องในประวัติศาสตร์กลายมาเป็นวงดนตรีข้าหลวงเดิมแห่งราชสำนักรัชกาลที่ 6 ต่อมาท่านสมภารแสงได้มรณภาพ (ไม่ทราบปี) วัดน้อยทองอยู่ก็ไม่มีนักดนตรีประจำวัด จนเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เรื่องดนตรีของวัดนี้ก็ค่อยๆ เงียบหายไป

ครั้นถึง พ.ศ. 2486-2487 เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เครื่องบินฝรั่งได้มาโจมตีสถานีรถไฟบางกอกน้อย ลูกระเบิดตกลงในวัดน้อยทองอยู่ ทั้งวัดก็กลายเป็นวัดร้างไม่มีพระประจำอยู่อีกเลย เนื่องจากวัดถูกระเบิดพังราบไปสิ้น ทุกอย่างก็จบสิ้นลง

วงดนตรีวัดน้อยทองอยู่ และวัดน้อยทองอยู่จึงไม่มีซากเหลืออยู่อีกเลย คงเหลือแต่ความทรงจำในประวัติศาสตร์เท่านั้น

18 ตุลาคม 2523

#วัดน้อยทองอยู่ #ประวัติศาสตร์ดนตรีไทย #ดนตรีไทย #ปี่พาทย์ #เกร็ดประวัติศาสตร์ #ศิลปวัฒนธรรม

Photos from สถานีดนตรีไทย-Thai music station's post 28/04/2025

THAI MUSICAL TUNING WEBSITE 📟
เว็บไซต์เทียบเสียงดนตรีไทย
https://sites.google.com/view/websiteforthaituning/หนาแรก%3Fauthuser=0

ผลงานรายวิชานวัตกรรมการสอนดนตรี (INNOVATION IN TEACHING MUSIC)
นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2567

🎯 วัตถุประสงค์ของเว็บไซต์

• เพื่อพัฒนาเว็บไซต์ที่รวบรวมและนำเสนอแนวเสียงดนตรีไทยจากหลากหลายสายสำนักอย่างเป็นระบบ

• เพื่อสร้างสื่อการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่ทันสมัย ช่วยกระตุ้นความสนใจในการศึกษาดนตรีไทยผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล

• เพื่อเป็นฐานข้อมูลเสียงดนตรีไทยที่เชื่อถือได้ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน งานวิจัย หรือการพัฒนาต่อยอดในอนาคต

• เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และสืบทอดลักษณะเสียงเฉพาะของดนตรีไทยแต่ละสายสำนักให้คงอยู่

• เพื่อให้ผู้เรียน ผู้สอน และผู้สนใจดนตรีไทยสามารถศึกษา เปรียบเทียบ และเรียนรู้แนวการเทียบเสียงของแต่ละสำนักได้อย่างสะดวกและถูกต้อง

🧑🏻‍💻 ผู้จัดทำ
นายธนภัทร เพชรสัมฤทธิ์ นิสิตชั้นปีที่ 3
นางสาวลักษณพร รักโข นิสิตชั้นปีที่ 3


#ครุฯดนตรีศึกษาจุฬาฯ
#ปั้นครูสร้างคนด้วยดนตรี

20/03/2025

หม่อมคร้าม และ หม่อมเคลือบ นักร้องละครดึกดำบรรพ์แห่งวังบ้านหม้อ

หม่อมนักร้องเพลงไทยมีหลายคน ล้วนแต่เป็นนักร้องเสียงดี เคยอัดแผ่นเสียงมาแล้วทั้งสิ้น คนแรกที่อัดแผ่นเสียง คือ หม่อมส้มจีนในพระยาราชานุประพันธ์ (สุดใจ) และอีกสามคนต่อมา คือ หม่อมเจริญ หม่อมจันทร์ และ หม่อมมาลัย ซึ่งเป็นภรรยาของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) เจ้ากรมมหรสพสมัยรัชกาลที่ 5 ทั้งสี่ท่านที่เอ่ยนามมานี้ คนสมัยใหม่อย่างเรา ๆ ได้มีโอกาสฟังเสียงของท่านจากแผ่นเสียงโบราณซึ่งอัดไว้กับบริษัทโอเดี้ยน (ตราตึก) และเนื่องจากนักร้องส่วนมาก มาจากบ้านเจ้าพระยาเทเวศร์ ฯ ผู้เขียนจึงได้ไปพบ ม.ล.แฉล้ม กุญชร ธิดาเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ ที่บ้านของท่าน คือ วังบ้านหม้อ เพื่อกราบเรียนถามเรื่องการอัดแผ่นเสียงแต่ครั้งรัชกาลที่ 5 นั้น รวมทั้งประวัติของนักร้องด้วย

ม.ล.แฉล้ม กุญชร ท่านเกิดเมื่อปี พ.ศ. 2446 ก่อนรัชกาลที่ 5 สวรรคตราว 7 ปี ท่านเล่าว่า เมื่อฝรั่งมาอัดแผ่นเสียงที่บ้านท่านนั้นอายุท่านพอจำความได้แล้วคงจะราว ๆ 5 ปี แต่ท่านไม่ทราบว่าก่อนหน้านั้นจะเคยอัดมาก่อนท่านจำความได้สักกี่ครั้งมาแล้ว ท่านเห็นนั้น ก็ยังไม่ได้ใช้ไฟฟ้าในการบันทึกเสียง

ผู้เขียนได้นำแผ่นเสียงโบราณไปเปิดให้ท่านฟังด้วยหลายแผ่น อาจารย์คุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ ก็ร่วมฟังและร่วมสนทนาด้วย ปรากฏว่าแผ่นที่นำไปให้ท่านฟังนั้นอัดมาก่อนที่ท่านจะจำความได้ทั้งสิ้น เพราะมีนักร้องหลายคนที่ ม.ล.แฉล้ม จำไม่ได้ว่าเคยร้องอัดแผ่นเสียงรวมอยู่ด้วย แต่เมื่อมีหลักฐานเป็นชื่อปรากฏอยู่บนแผ่นอย่างแจ่มแจ้งก็เป็นอันพิสูจน์ได้ว่า ท่านเหล่านั้นเป็นนักร้องจริง ๆ จนถึงได้อัดแผ่นเสียงแต่มาระยะหลังท่านคงเลิกร้องเพลงไป ม.ล.แฉล้ม จึงจำไม่ได้ เพราะไม่ทันได้เห็นจนชินตา นักร้องในอดีตอีกสองท่านที่เราค้นพบจากแผ่นเสียงโบราณก็คือ หม่อมคร้าม และหม่อมเคลือบ กุญชร ณ อยุธยา ภรรยาของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ เช่นเดียวกัน

แผ่นเสียงหม่อมคร้ามนั้น มีทั้งที่ร้องเดี่ยวคนเดียว เช่น เพลงใบ้คลั่งสามชั้น และที่ร้องละครดึกดำบรรพ์ เป็นต้นเสียงเรื่องอิเหนา มีลูกคู่ คือ แม่แป้นและแม่แจ้ว ชุดนี้อัดพร้อมกัน เพราะใช้กระดาษกลมปะแผ่นเป็นสีน้ำตาลแกมแดงเหมือนกัน หมายเลขใกล้กันคือ 101148 และ 101232 ใช้พิณพาทย์ดึกดำบรรพ์บรรเลง ก่อนที่จะเล่าถึงหม่อมคร้ามขอขยายความชื่อลูกคู่เสียก่อนว่า แม่แป้นนั้น เดิมเป็นนักร้องอยู่ในบ้านเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์เช่นเดียวกับนักร้องอื่น ๆ แต่มิได้เป็นหม่อม ต่อมาได้แต่งงานกับขุนสมานประหาสกิจ (แคล้ว วัชโรบล) มีบุตรออกมาเป็นศาสตราจารย์ ดร.คลุ้ม วัชโรบล ส่วนแม่แจ๋วนั้น จะเป็นใครยังค้นไม่พบ

หม่อมคร้ามนั้นเป็นหม่อมรุ่นใหญ่ รุ่นเดียวกับหม่อมเข็ม ครูขับร้องและฟ้อนรำคนสำคัญของวังบ้านหม้อ ท่านต่อเพลงมาจากหม่อมศิลา หม่อมของพระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์ (บิดาของเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์) หม่อมคร้ามเสียงเพราะมาก และเป็นต้นเสียงคนสำคัญ เข้าใจว่าคงจะร้องมาก่อนหม่อมเจริญ ท่านมีบุตรชายกับท่านเจ้าคุณสามีคนเดียวคือ ม.ล.คอย กุญชร ซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปงาม ขี่ม้าเก่ง รับราชการอยู่ในกรมพระอัศวราช (กรมม้า) ม.ล.คอย กุญชร ต่อมาแต่งงานกับสตรีญี่ปุ่นชื่อ “คะนอแอ” มีบุตรคนหนึ่งถึงแก่กรรม และหม่อมหลวงคอยนี้ก็ถึงแก่กรรมตั้งแต่อายุน้อย จึงยังไม่มีตำแหน่งบรรดาศักดิ์

ม.ล.แฉล้มกล่าวว่า ท่านไม่เคยเห็นตัวหม่อมคร้ามเลย เคยได้ยินก็แต่ชื่อ เพิ่งจะมาได้ยินเสียงจากแผ่นเสียงโบราณที่ผู้เขียนนำไปเปิดให้ฟัง ทั้ง ม.ล.แฉล้มและคุณหญิงไพฑูรย์ชื่นชมในลีลาการขับร้องของหม่อม
คร้ามมาก ด้วยมีลูกคอที่เรียบร้อยหมดจด ลีลางดงามมาก เพราะเพลง ช้าปี่ และเพลงเอกบท 2 เพลง ก็เหลือจะบรรยายแล้ว ยังเพลงใบ้คลั่งอีกเพลงหนึ่งฟังแล้วชื่นใจนอกจากลีลาอันไพเราะแล้ว พิณพาทย์ยังเพราะมาก ๆ อีกด้วย เสียงปี่จากเพลงช้าปี่ที่เจื้อยแจ้วนั้น เดากันว่าเป็นฝีมือของเจ้าคุณเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน) ซึ่งเคยเป่าปี่อยู่ในวังบ้านหม้อมาแต่สมัยรัชกาลที่ 5

คุณหญิงไพฑูรย์วิจารณ์ว่า ลีลาการขับร้องของหม่อมคร้ามคล้าย และ หม่อมส้มจีนมากสงสัยว่าท่านจะครูเดียวกันหรือหัดมาพร้อม ๆ กัน ข้อนี้เห็นจะไม่ต้องสงสัยเลย เพราะหม่อมคร้ามนั้นเป็นเพื่อนกับหม่อมส้มจีนแน่ เรื่องนี้ยืนยันโดยคำบอกเล่าของเจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ (ลดาวัลย์) ในรัชกาลที่ 5 ว่าเมื่อครั้งพระวิมาดาเธอกรมพระสุทธาสินีนาฏ ทรงจัดให้มีวงมโหรีหญิงขึ้นที่พระที่นั่งวิมานเมฆ ในพระราชวังสวนดุสิตนั้น หม่อมครูทั้งสองท่าน
ได้เข้าไปสอนขับร้อง เจ้าจอม ม.ร.ว.สดับได้เรียนขับร้องด้วย ตั้งแต่ก่อนจะได้เป็นเจ้าจอมในรัชกาลที่ 5นอกจากนี้ ม.ล.แฉล้ม กุญชร ยังได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่าหม่อมคร้ามเล่นละครดีเป็นตัวยักษ์ จนถึงได้เป็นครูสอนคุณหญิงเทศ นัฏกานุรักษ์ ด้วย

สิ่งที่แปลกมากควรจะบันทึกไว้ในที่นี้ก็คือแผ่นเสียงเพลงตับเรื่องอิเหนาที่หม่อมคร้ามร้องนั้น มีเสียงท่านพูดประกาศก่อนดนตรีเริ่มบรรเลงนี้ด้วย

“ตับเรื่องอิเหนา จับตอนตั้งแต่เข้าอยู่เมืองหมันหยา ได้รับสาส์น จนกระทั่งถึงจาก จินตะหรา เรื่องนี้สนุกมากจ่ะ” เมื่อพูดจบแล้วดนตรีจึงเริ่มเพลงวา แล้วท่านก็ร้องเพลงช้าปี่ นับว่าแปลกมาก เข้าใจว่าเป็นธรรมเนียม
ของแผ่นเสียงโบราณ เพราะแผ่นเสียงตับเพลงเรื่องคาวีที่หม่อมเจริญร้อง ก็มีประกาศนำแบบนี้เหมือนกัน ผิดแต่ไม่มีคำว่า สนุกมากจ่ะ" !!!

หม่อมคร้ามจะถึงแก่กรรมเมื่อใดไม่ทราบ ทราบแต่ว่าท่านอยู่ในวังบ้านหม้อ จนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

สำหรับหม่อมเคลือบนั้น ม.ล.แฉล้มเล่าว่า ท่านเป็นมารดาของ ม.ล.แถม กุญชร ต่อมา ม.ล.แถม เสกสมรสด้วยท่านชายแววจักร จักรพันธุ์ เพลงจากแผ่นเสียงเก่าที่หม่อมเคลือบขับร้องนั้น ค้นพบเพียงแผ่นเดียวคือเพลง “วิลันดาโอด” เป็นบทร้องของท้าวยศวิมล ในละครดึกดำบรรพ์ เรื่องสังข์ทอง ลีลาการขับร้องไม่เสนาะหูรู้สึกว่าจะร้องห้วน ๆ ติดตลก คล้ายแหล่เทศน์ของผู้ชาย จัดได้ว่าเป็นคนร้องเพลงไม่เพราะคุณหญิงไพฑูรย์ก็ว่าไม่ได้ติดใจลีลาของหม่อมเคลือบเลย อย่างไรก็ดีหากมีแผ่นอื่นเพลงอื่นมาเทียบ บางทีหม่อมเคลือบอาจจะร้องเพลงบางเพลงเพราะกว่าเพลงวิลันดาโอดก็ได้

สรุปแล้ว ผู้เขียนมีแผ่นเสียงโบราณนึกว่าจะไม่มีประโยชน์แต่การณ์กลับปรากฏว่า แผ่นเสียงเหล่านี้กลับมีส่วนช่วยให้สามารถขุดค้นเรื่องราวในอดีต ให้คืนกลับมาได้ เราจึงได้ความรู้ว่าละครดึกดำบรรพ์วังบ้านหม้อนั้น ท่านมีคนร้องคนรำมากมายเรียงลำดับจากอาวุโสลงมาก็มี หม่อมศิลา หม่อมเข็ม หม่อมเนย หม่อมเจริญ หม่อมคร้าม หม่อมเคลือบ หม่อมจันทร์ หม่อมมาลัย หม่อมละมัย หม่อมนวล และหม่อมต่วน เป็นคนสุดท้าย
สำหรับหม่อมต่วนท่านนี้เป็นคนละคนกับหม่อมหลวงต่วน ศรีวรวรรณ แต่เป็นคนเดียวกับหม่อมครูต่วน ภัทรนาวิก ครูละครของกรมศิลปากร ที่ล่วงลับไปนานแล้ว

เป็นอันว่า ในทำเนียบนักร้องหญิงที่ผู้เขียนค้นคว้าประวัติมา ก็ได้ชื่อสมาชิกเพิ่มเติมเข้ามาอีก 2 ท่าน คือ หม่อมคร้ามและหม่อมเคลือบ กุญชร ณ อยุธยา ทั้งนี้เพราะประโยชน์ของการเก็บแผ่นเสียงโบราณและจากการสัมภาษณ์บุคคลต่าง ๆ ผู้เขียน ขอกราบขอบพระคุณ ม.ล.แฉล้ม กุญชร และคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ ที่ได้กรุณาให้ข้อมูลไว้ ณ ที่นี้ด้วยเป็นอย่างยิ่ง

ที่มา : พูนพิศ อมาตยกุล. (2534). หม่อมคร้าม กับ หม่อมเคลือบ นักร้องละครดึกดำบรรพ์แห่งวังบ้านหม้อ. ใน สหวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยครูสวนสุนันทา (บ.ก.), ดนตรีไทย (น.64-68). อรุณการพิมพ์.

#หม่อมคร้ามหม่อมเคลือบ #ประวัติศาสตร์ดนตรีไทย #สยามสังคีต #ปี่พาทย์ดึกดำบรรพ์

17/03/2025

หม่อมเจริญ กุญชร ณ อยุธยา พาทยโกศล
นักร้องสามัญชนคนแรกที่พระพุทธเจ้าหลวงพระราชทานโอกาสให้สัมผัสพระหัตถ์

กระบวนนักร้องเพลงไทยในอดีตที่เป็นสุภาพสตรีนั้น เห็นจะไม่มีใครได้รับการยกย่องสูงสุดเท่ากับคุณแม่เจริญ พาทยโกศล ชีวประวัติของท่านผู้นี้น่าสนใจมาก แต่ไม่สู้จะแพร่หลายนัก จึงขอนำมาเผยแพร่พอเป็นสังเขปในครั้งนี้

คุณแม่เจริญ หรือ จำเริญ เป็นบุตรีคนที่ 5 ของนายชื่น และนางแห รุ่งเจริญ เกิดที่บ้านสวนเชิงเลน ตำบลบางเชือกหนัง กรุงเทพมหานครฯ เมื่อวันจันทร์ เดือน 8 ปีชวด พ.ศ. 2419 (ตรงกับเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2419) ในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่ออายุได้ 10 ปี พี่สาวลูกป้าชื่อหม่อมตลับ กุญชร ณ อยุธยา ได้นำตัวเข้ามาฝึกหัดขับร้องและฟ้อนรำในวังของพระองค์เจ้าสิงหนาทราชดุรงค์ฤทธิ์ (วังบ้านหม้อ) โดยหัดร้องเพลงกับหม่อมเปรม (ในพระองค์เจ้าสิงหนาทฯ) ทางขับร้องที่หม่อมเปรมถ่ายทอดให้ท่านนั้น เป็นทางเก่าแก่โบราณที่ต่อมาจากเจ้าจอมมารดาศิลา ในรัชกาลที่ 2 ซึ่งเป็นครูขับร้องสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ปรากฏว่าคุณแม่เจริญต่อเพลงได้เร็วมาก จำเพลงได้แม่นทั้งบทร้องและทำนองทั้ง ๆ ที่ยังอ่านบทละครไม่คล่อง กล่าวกันว่ากระแสเสียงของท่านสมัยเมื่อยังสาวนั้นไพเราะจับใจคนฟังในยุคนั้นเป็นอันมาก จนได้รับการยกย่องให้เป็นนักร้องคนสำคัญของวังบ้านหม้อ และมีความชำนาญในเรื่องเพลงประกอบละครทุกประเภท เพราะได้ศึกษาเพิ่มเติมจากพระเสนาะดุริยางค์ (ทองดี) ซึ่งเป็นนายวงปี่พาทย์ ณ วังบ้านหม้อนั้น

สมัยที่คุณแม่เจริญอยู่ในวังบ้านหม้อนั้น ท่านเจ้าของวัง คือ เจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ (ม.ร.ว.หลาน กุญชร) มีหน้าที่ควบคุมกรมมหรสพของหลวงด้วย ดังนั้นนักร้องทุกคนในวังของท่านจึงต้องทำหน้าที่ขับร้องในงานของหลวงด้วยเสมอ ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานประจำปี เช่น งานเฉลิมพระชนมพรรษารัชกาลที่ 5 ไปจนกระทั่งถึงงานต้อนรับราชอาคันตุกะจากต่างประเทศ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มักจะโปรดฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ (พระอนุชา) และเจ้าพระยาเทเวศร์ฯ เป็นผู้รับผิดชอบจัดการบันเทิงถวายทุกครั้ง

เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น เมื่อท่านเคานท์ออฟตุริน ราชอาคันตุกะจากประเทศอิตาลี เสด็จมาเยี่ยมเมืองไทยในปี พ.ศ. 2441 ครั้งนั้นคุณแม่เจริญอายุได้ 22 ปี สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ ทรงจัดให้คุณแม่เจริญแสดงละคร ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในคืนวันที่ 13 ธันวาคม 2441 ปรากฏว่าท่านขับร้องเพลงได้ไพเราะจับใจผู้ชมทั่วทุกคน เมื่อละครจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินนำท่านเคานท์ออฟตุรินมายังวงดนตรีและเพื่อเป็นการแสดงความชื่นชมแบบที่นิยมกันในประเทศตะวันตก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ จึงได้พระราชทานพระหัตถ์ให้คุณแม่เจริญจับ (เชกแฮนด์) สมัยนั้นการถูกต้องพระวรกายพระเจ้าแผ่นดินเป็นของต้องห้าม และเป็นที่เกรงกลัวว่าเป็นสิ่งที่สูงไม่ควรกระทำ คุณแม่เจริญจึงรู้สึกตกใจจนตัวสั่น แต่เมื่อเป็นพระราชประสงค์ในการออกแขกเมืองอย่างหรูในครั้งนั้น ท่านจึงยื่นมืออันสั่นเทาขึ้นสัมผัสพระหัตถ์ด้วยความเกรงกลัวเป็นที่สุด ซึ่งนับได้ว่า เป็นสุภาพสตรีสามัญชนคนแรกที่ได้ “เชกแฮนด์” กับพระเจ้าอยู่หัว

หม่อมเจริญ มีบุตรีเกิดด้วยเจ้าพระยาเทเวศร์วงศ์วิวัฒน์ 2 คน คือ ม.ล.เล็ก และหม่อมหลวงแฉล้ม กุญชร (ในปี 2529 ม.ล.แฉล้มยังเป็นผู้ดูแลวังบ้านหม้อต่อมา) แม้จะมีลูกก็ทำหน้าที่ในการขับร้องเพลงตลอดมา เมื่อบริษัทฝรั่งจากประเทศเบลเยียมเข้ามาบันทึกเสียงในเมืองไทย (2437-2441) ท่านก็ได้รับเลือกให้ขับร้องบันทึกเสียงเพลงจากละครดึกดำบรรพ์ต่าง ๆ โดยเป็นคนต้นเสียง อาทิ เพลงจากเรื่องคาวี โดยมีแม่เทศ (คุณหญิงเทศ ณัฐกานุรักษ์) เป็นลูกคู่ นับเป็นนักร้องรุ่นแรก ๆ รุ่นใกล้เคียงกับหม่อมส้มจีน ที่ได้บันทึกเสียงลงจานเสียง แผ่นเสียงของท่านชุดนั้นเขียนชื่อว่า “หม่อมเจริญ” หรือ “หม่อมจำเริญ”

ครั้นถึงปลายรัชกาลที่ 5 ในปี พ.ศ. 2452 ท่านอายุได้ 33 ปี จึงออกจากวังบ้านหม้อมาร่วมชีวิตกับท่านครูจางวางทั่ว พาทยโกศล ณ บ้านดนตรีหลังวัดกัลยาณมิตร ขณะนั้นท่านจางวางทั่วมีบุตรชายอยู่แล้ว 1
คน ซึ่งเกิดจากภรรยาชื่อปลั่ง พาทยโกศล ชื่อเด็กชายนก พาทยโกศล คุณแม่เจริญจึงได้รับเลี้ยงดูเด็กชายนกต่อมาประหนึ่งบุตรของท่านเอง เด็กชายนกนี้ต่อมาทูลกระหม่อมบริพัตรประทานชื่อว่า “นายเทวาประสิทธิ์”
และอีกสองปีต่อมา ในปี พ.ศ. 2454 ท่านจางวางทั่วก็มีบุตรีกับคุณแม่ปลั่ง ภรรยาเดิมได้ชื่อว่า ไพฑูรย์ คุณแม่เจริญ ก็รับเลี้ยงดูบุตรีของแม่ปลั่งด้วยตนเองต่อมาอีกด้วยความรักใคร่เช่นเดียวกัน ได้สั่งสอนวิชาดนตรีและ ขับร้องให้กับบุตรทั้งสองอย่างเต็มที่ เด็กหญิงที่ชื่อไพฑูรย์นี้ปัจจุบัน คือ คุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ

คุณแม่ปลั่ง ภรรยาของท่านจางวางทั่ว ให้ความยกย่องนับถือคุณแม่เจริญมาก เพราะมีคุณวุฒิและวัยวุฒิสูงกว่าตน ซ้ำยังเลี้ยงดูบุตรทั้งสองให้เป็นอย่างดี ท่านจึงอยู่ด้วยกันอย่างราบรื่นมาจนถึงวาระที่คุณแม่ปลั่งถึงแก่กรรม
ไปก่อน ในปี พ.ศ. 2472 จึงเป็นภรรยาคนเดียวของท่านจางวางทั่วต่อมา จนท่านครูจางวางทั่วจากไปอีก ในปี พ.ศ. 2481 โดยมีบุตรกับท่านครูจางวางทั่วอีกสี่คน เป็นชายสองหญิงสอง แต่ถึงแก่กรรมหมดตั้งแต่ยังเล็ก

เมื่อมาอยู่บ้านท่านจางวางทั่วแล้ว คุณแม่เจริญก็ได้ทำหน้าที่เป็นนักร้องประจำวงปี่พาทย์วังบางขุนพรหมของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต และยังได้ประดิษฐ์ทางขับร้อง บรรจุบทร้องลงในทำนองเพลงหลายเพลงที่ทูลกระหม่อมบริพัตร ทรงนิพนธ์ขึ้นจนถึง พ.ศ. 2475 วังบางขุนพรหมแตกเพราะการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ท่านจึงหมดหน้าที่ ถึงกระนั้นทูลกระหม่อมบริพัตร ก็ยังพระกรุณาส่งบทเพลงใหม่จากชวามาประทานนายเทวาประสิทธิ์ และทรงหารือเรื่องการขับร้องเพลงกับคุณแม่เจริญผ่านทางนายเทวาฯ อยู่เป็นครั้งคราว

ในปี พ.ศ. 2471 ท่านได้เป็นแม่กองในการอัดแผ่นเสียงครั้งใหญ่ให้กับบริษัทพาโลโฟน ณ ห้างสุธาดิลกผ่านฟ้า โดยใช้ชื่อวงดนตรีว่า “วงพิณพาทย์วังบางขุนพรหม” ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากร่วม ๆ ร้อยแผ่น คงเหลือมาจนถึงทุกวันนี้ และมีบทเพลงที่ท่านขับร้องเอง เช่น เพลงแขกมอญบางขุนพรหม เป็นต้น
ศิษย์ของคุณแม่เจริญนอกจากจะมีคุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ แล้วยังมีอีกหลายคน อาทิ ครูทัพ หรือ อุษา สุคันธมาลัย, คุณเทียม กรานต์เลิศ, คุณสว่าง คงลายทอง, คุณสอาด (อ๊อกกังวาล) โปร่งน้ำใจ, นายอาจ สุนทร, นายโป๊ะ เหมรำไพ, เรือเอกแสวง วิเศษสุด ฯลฯ ซึ่งส่วนมากเป็นนักร้องสายทหารบกและทหารเรือ ทั้งนี้เพราะท่านได้มีส่วนไปช่วยจางวางทั่วควบคุมฝึกซ้อมการบรรเลงโยธวาทิต ณ กองดุริยางค์ กองทัพเรือตลอดเวลาอันยาวนาน แม้นักร้องชายเก่า ๆ เช่นนายจอน (ต่อมาเป็นหลวงกล่อมโกศลศัพท์) ก็เคยมาต่อเพลงกับท่านถึงบ้านวัดกัลยาณ์ เมื่อมีการสร้างวงโยธวาทิตกองทัพบกขึ้น เพลงจากกองทัพเรือก็ถูกคัดลอกออกไปไว้ที่กองทัพบกเป็นอันมาก โดยที่นายพันตรีหลวงประสานดุริยางค์ (สุทธิ ศรีชยา) ศิษย์รักของท่านครูจางวางทั่วเป็นผู้ถ่ายทอดไปทางขับร้องจากทหารเรืออันเป็นของคุณแม่เจริญก็ตกไปเป็นของกองทัพบก นักร้องสตรีในค่ายทหารบกและทหารเรือ ที่ยังร้องทางคุณแม่เจริญทุกวันนี้ก็มี ฉวีวรรณ เปลี่ยนทันผล (ถึงแก่กรรม), ชลอรัตน์ อ่วมหร่าย, สุดสงวน คงสิน, อุบล คงสิน, สุพัฒน์ บัวทั่ง, เลี่ยมลักษณ์ อยู่ดี, กล้า นาคะมนัง เป็นอาทิ

ในกระบวนศิษย์ที่ท่านรักมากและชื่นชมในการขับร้องเห็นจะไม่มีใครเทียบนายโป๊ะ เหมรำไพ ท่านผู้นี้ได้บันทึกเสียงลงแผ่นเสียง ตั้งแต่สมัยปลายรัชกาลที่ 5 มาตั้งแต่ยังหนุ่มมาก จัดได้ว่าเป็นศิษย์นักร้องชายรุ่นแรกที่ท่านสอน ณ กองทัพเรือ เสียงไพเราะจริง ๆ เป็นลีลาที่กล่าวกันว่า วิธีเอื้อนเสียงเป็นชายชาตรี ไม่เหมือนนักร้องรุ่นเก่า เช่น นายจอนหรือนายศุข (หลวงกล่อมโกศลศัพท์ และหลวงเพราะสำเนียง) ซึ่งลีลาการเอื้อนกระเดียดไปทางผู้หญิง วิธีการร้องและเอื้อนเสียงใน ลีลาชายชาตรีนี้ได้เป็นแบบต่อมาถึงครูเหนี่ยว ดุริยพันธ์ เรื่องนี้ ครูแช่มช้อย ดุริยพันธุ์ ภรรยาครูเหนี่ยวเล่าว่า เมื่อครูเหนี่ยวยังเด็กนั้น ทหารเรือจะบรรเลงโยธวาทิตที่ท้องสนามหลวง คราใด ครูเหนี่ยวจะต้องไปฟังนายโป๊ะร้อง แม้ครูแช่มช้อยเองก็เล่าว่านายโป๊ะเป็นคนเสียงดีจริง ๆ จำหน้าจำเสียงได้มาตั้งแต่ท่านยังเริ่มเป็นสาวใหม่ ๆ นายโป๊ะรับราชการเป็นทหารเรือต่อมาจนได้ทำหน้าที่เห่เรือพระที่นั่งเวลาเสด็จพระราชดำเนินกระบวนพยุหยาตราทางชลมารค โดยทำหน้าที่แทนหลวงกล่อม
โกศลศัพท์ (จอน สุนทรเกศ)

ครูเตือน พาทยกุล ศิษย์คนหนึ่งของบ้านท่านครูจางวางทั่วเล่าว่า เมื่อคุณแม่เจริญเข้าสู่วัยชรานอนเจ็บอยู่บนบ้าน เมื่อใดนายโป๊ะมาหาท่าน ท่านก็จะขอให้ร้องเพลงให้ฟังเสมอ โดยบอกว่าเสียงเขาเพราะฟังแล้วฉันสบายใจเป็นที่น่าเสียดายว่า นายโป๊ะถึงแก่กรรมด้วยอุบัติเหตุ ตกจากรถราง เราจึงมิได้รู้จักและได้ฟังเสียงนักร้องศิษย์เอกของคุณแม่เจริญ นอกจากที่จะหาได้จากแผ่นเสียง มีเพลงแป๊ะ เพลงพม่าห้าท่อน เป็นต้น

ศิษย์คุณแม่เจริญที่เรียกว่าได้ทางขับร้องไปมากยังมีอีกสองท่าน คือ คุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ และคุณครูอุษา สุคันธมาลัย (ทัพ บุญยรัตพันธุ์) ครูอุษานั้นได้เพลงเถาไว้มาก ส่วนคุณหญิงไพฑูรย์นั้น กินนอนเล่นอยู่รอบ
วงปี่พาทย์และคุณแม่เจริญเลี้ยงมาตั้งแต่เกิด ได้สั่งสอนทุบตีมานานที่สุด จึงได้ทางเพลงไว้มาก ทั้งแนวมโหรี เพลงตับ เพลงเถา เพลงละครดึกดำบรรพ์มากมาย แต่เนื่องจากกระแสเสียงไม่คมแจ๋วใสสดเท่าคุณครูอุษา และมัวแต่อยู่เป็นลูกคุณแม่ในบ้าน ครูอุษาจึงออกมาสู่วงการละคร ร้องออกวิทยุมากมาย ในที่สุดก็มาอยู่กรมศิลปากร กลายเป็นแม่ทัพเสียงทองตามที่ทราบกันแล้ว (ครูอุษามาเป็นศิษย์ก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475)

คุณหญิงไพฑูรย์นั้น ได้เป็นนักร้องประจำวง ณ วังบางขุนพรหมรุ่นเล็ก เมื่อวังบางขุนพรหมยังสนิทกับวังหลวงสมัยรัชกาลที่ 7 เวลาที่มีการบรรเลงของวงพระธิดาสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ฯ (วังบางขุนพรหม) คุณหญิงไพฑูรย์ก็จะเป็นคนร้องในวงนั้น จนมหาดเล็กเด็กชายในวังหลวงนึกว่าเป็นหม่อมราชวงศ์นักร้องมาจากวังบางขุนพรหม เวลาวังบางขุนพรหมไม่มีงานดนตรี คุณหญิงไพฑูรย์ก็กลับมาอยู่บ้านที่วัดกัลยาณ์เป็นนักร้องประจำวงพาทยโกศลเป็นปกติ มีคุณเทียม กรานต์เลิศ คุณสะอาด โปร่งน้ำใจ ฯลฯ ช่วยงานกัน

ในปี พ.ศ. 2471 คุณแม่เจริญ พาทยโกศล ได้เป็นแม่กองอัดแผ่นเสียงครั้งใหญ่ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น งานของคุณแม่เจริญในตอนนี้ก็มีการบันทึกตับมโหรีต่าง ๆ เช่น ตับนางนาค ตับมหาฤกษ์ ตับแขกมอญ ตับเขนง ตับนาคบาศก์ มีเพลงแขกมอญบางขุนพรหม เถา เพลงสักวายอพระเกียรติ ฯลฯ ศิษย์ที่ร้องอัดแผ่นเสียงคราวนี้คือ นายโป๊ะ เหมรำไพ ร้องเพลงพม่าห้าท่อนเครื่องสายปี่ชวา คุณหญิงไพฑูรย์ กิตติวรรณ ร้องตับมโหรีหลายตับ มีแม่เฉิด อักษรทับ เป็นลูกคู่ ตัวท่านเองร้องเพลงแขกมอญบางขุนพรหมเถา เพลงสักวาพระทองของเก่า ซึ่งยังมีแผ่นเสียงเหลืออยู่จนทุกวันนี้ ส่วนนายอาจ สุนทร นักร้องชาย ร้องเพลงแขกยิงนก เพลงตับ นาคบาศก์ นับเป็นผลงานของคุณแม่เจริญที่คงเหลืออยู่จนทุกวันนี้

คุณแม่เจริญ อยู่เป็นมิ่งขวัญของบ้านพาทยโกศล เป็นที่รักเคารพสูงสุดของบ้าน ตลอดมาจนอายุได้ 79 ปี จึงป่วยด้วยโรคชรา ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2498 ศพของท่านได้ฌาปนกิจ ณ วัดโสมนัสราชวรวิหาร ในปีเดียวกัน หนังสือแจกงานศพของท่าน มีประวัติละเอียดที่ ม.จ.ดวงจิตร จิตรพงศ์ พระธิดาในสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเขียนประทานเป็นเรื่องราวน่าสนใจมาก ท่านที่สนใจอาจจะหาอ่านได้

ทางขับร้องเพลงของคุณแม่เจริญ เป็นทางโบราณที่สืบต่อมาจากเจ้าจอมมารดาศิลาในรัชกาลที่ 2 สืบทอดต่อมาอย่างมั่นคงหนักแน่น จนถึงคุณหญิงไพฑูรย์, ครูอุษา สุคันธมาลัย และศิษย์ของท่านเป็นที่น่าสังเกตว่า นักร้องที่นิยมแต่โบราณ มักต้องการคนเสียงเล็กแหลมใส ตามที่เราได้พบในสายของคุณแม่เจริญนี้ อันเป็นแบบฉบับที่นิยมกันมาแต่โบราณ สมควรที่จะได้มีการสืบทอดรักษาไว้

ที่มา : พูนพิศ อมาตยกุล. (2534). หม่อมเจริญ กุญชร ณ อยุธยา พาทยโกศล
นักร้องสามัญชนคนแรกที่พระพุทธเจ้าหลวงพระราชทานโอกาสให้สัมผัสพระหัตถ์. ใน สหวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยครูสวนสุนันทา (บ.ก.), ดนตรีไทย (น.64-68). อรุณการพิมพ์.

#หม่อมเจริญพาทยโกศล #ประวัติศาสตร์ดนตรีไทย #สยามสังคีต

14/03/2025

คุณหญิงรามบัณฑิตสิทธิเศรณี นักร้องเสียงดีแห่งราชสำนัก รัชกาลที่ 5 ผู้ผลิตแผ่นเสียงเพลงไทยชั้นเยี่ยมสมัยรัชกาลที่ 7

ในประวัติการบันทึกแผ่นเสียงของคนไทยเรา นับตั้งแต่มีการบันทึกเพลงไทยลงบนกระบอกเสียง ในสมัยรัชกาลที่ 5 (ราวพ.ศ. 2437) เป็นต้นมานั้น ปรากฏว่ามีบริษัทฝรั่ง จากยุโรปโดยเฉพาะอังกฤษ เบลเยี่ยมเยอรมนี เข้ามาดำเนินการห้างฝรั่งที่มาอัดแผ่นเสียงสมัยโน้นก็ได้แก่ ห้างบีกรีม ส่วนห้างขายของฝรั่งที่มีชื่อเป็นไทยก็ได้แก่ ห้างรัตนมาลา ห้างอัตตังคนิเคราะห์ ห้างสุธาติลก เป็นต้น ปรากฏตามบันทึกความทรงจำของนาย ต.เง็กชวน ราชาแผ่นเสียงเพลงไทยว่าแผ่นเสียงไทยนั้น อัดโดยมิได้ใช้ไฟฟ้า มาจนถึง พ.ศ. 2468 ซึ่งเป็นปีแรก ที่นาย ต.เง็กชวน เริ่มกิจการอัดแผ่นเสียงด้วยตนเอง แต่ก็เกิดปัญหาขัดข้องเรื่องการใช้ “ตรากระต่าย” ด้วยฝรั่งที่มาทำการอัดเสียงไม่ยอมให้ใช้ตราของไทย จะให้ใช้แต่ตราของฝรั่งปิดบนแผ่น อันได้แก่ ตราตึกของโอเดี้ยนบ้าง ตราสุนัขของบริษัท His Master Voice R C A Victor บ้าง ตราพาโลโพนของบริษัท Carl Linstorm A-G บ้าง ต้องต่อสู้กันอยู่หลายปี จนถึงราว พ.ศ. 2472-2474 จึงได้มีตรากระต่ายของนาย ต.เง็กชวนอย่างเป็นเอกเทศ ซึ่งต้องถือว่าเป็นแผ่นตราของคนไทยเองชนิดแรกทีเดียว

นักร้องและนักดนตรีไทยนับแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา ส่วนมากก็คงเหมือนนักร้องนักดนตรีของเรา สมัยที่เขียนบทความนี้ (2424) ตรงที่มีความสามารถมีฝีมือดี แต่ไม่มีทุนทรัพย์ ดังนั้นจึงต้องเป็นเบี้ยล่างนายทุนอันได้แก่บริษัทอัดแผ่นเสียงอยู่เรื่อยมา ศิลปินเหล่านี้จึงได้แต่เพียงค่าจ้าง และไม่มีโอกาสได้รับส่วนแบ่งผลกำไรจากการจำหน่ายแผ่นเสียงเลย ดังนั้นจึงเป็นที่ขบคิดกันมานานหนักหนาว่า เมื่อไรหนอนักร้องนักดนตรีไทยจะได้เป็นผู้ทำแผ่นเสียงและได้ผลประโยชน์จากการจำหน่าย แทนที่จะได้รับแต่เพียงค่าจ้างสถานเดียวเท่านั้น

ผู้เขียนเข้าใจว่า นักร้องเพลงไทยคนแรกที่มีแผ่นเสียงซึ่งขับร้องด้วยตนเอง กับมีตราอันเป็นเครื่องหมายการค้าของตนเองนั้น คงจะไม่เป็นคนอื่น นอกจากคุณหญิงรามบัณฑิตสิทธิเศรณี (เยี่ยม สุวงศ์) ซึ่งผู้เขียนได้พยายามสืบหาหลักฐานอยู่นานพอสมควรจน ได้เรื่องราวพอจะนำมาเล่าสู่กันฟังได้ ทั้งจะได้เป็นการรวบรวมเรื่องราวเก่า ๆ ไว้ไม่ให้สูญด้วย

คุณหญิงรามบัณฑิตสิทธิเศรณี มีนามเต็มว่า “นางสาวเยี่ยม ณ นคร” บุตรีของหลวงเทพอาญา (สิงห์ ณ นคร) และคุณแม่เขียน สายสกุลท่านเคยเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช สืบมาจากเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (น้อย ณ นคร) ซึ่งมีเชื้อสายต่อเนื่องกับสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช แห่งกรุงธนบุรีด้วย คุณหญิงเยี่ยมเกิดเมื่อวันที่ 7 เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2438 ได้ถวายตัวเข้าไปรับราชการอยู่ในราชสำนักของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 โดยอยู่ในพระอุปถัมภ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอรทัยเทพกัญญา ในตอนต้น
จนอายุได้ 10 ปี จึงได้ย้ายมาอยู่ในพระอุปถัมภ์ของพระอรรคชายาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุธาสินีนาฏ เมื่อ พ.ศ. 2448 ตลอดระยะเวลา 5 ปี จนอายุ 15 ปี ท่านได้ฝึกหัดขับร้องเพลงไทย โดยเป็นศิษย์ของหม่อมสุด (ในสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ช่วง บุนนาค) หม่อมศิลา หม่อมคร้าม หม่อมส้มจีน และคุณเฒ่าแก่จีบรวมทั้งขุนเสนาะดุริยางค์ (แช่ม สุนทรวาทิน, ยศขณะนั้น) จนสามารถขับร้องและบรรเลงมโหรีถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เป็นที่ต้องพระราชหฤทัย นักร้องรุ่นเดียวกับท่านที่ได้ร่วมขับร้องอยู่ในวงมโหรีของพระวิมาดาฯ คือ เจ้าจอม ม.ร.ว. สดับ ในรัชกาลที่ 5

ระหว่างที่อยู่ในวงมโหรีของพระวิมาดาฯ นั้น คุณหญิงเยี่ยมได้ฝึกหัดขับร้องบทเพลงจากพระราชนิพนธ์เรื่องเงาะป่า ตั้งแต่ต้นจนตลอดเรื่อง ท่านจึงมีความรู้ความชำนาญในการขับร้องมาก และได้ชื่อว่าเป็นนักร้องเสียงดีในยุคนั้น แต่ก็ยังไม่เลื่องลือเท่ากับเจ้าจอม ม.ร.ว.สดับ ซึ่งเป็นที่โปรดปรานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ครั้นถึง พ.ศ. 2453 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว สวรรคต คุณหญิงได้ทำหน้าที่เป็น “นางร้องไห้” ขึ้นไปขับร้องบทเพลงสำหรับนางร้องไห้ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาททุกวัน นับเป็นนางร้องไห้ชุด สุดท้ายของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า โปรดเกล้าฯ ให้เลิกเสีย ด้วยทรงเห็นว่าเป็นการร้องเล่น ๆ ไม่เป็นการ “ขลัง” แต่อย่างใด

พระอรรคชายาเธอกรมพระสุทธาสินีนาฏ (พระวิมาดา) นั้น ทรงมีพระราชโอรสทรงพระนามว่า สมเด็จเจ้าฟ้ายุคลทิฆัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศวร์ มีวังที่ประทับ คือ วังลดาวัลย์ (หรือวังแดง อันเป็นสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ปัจจุบันนี้) สมเด็จชายพระองค์นี้โปรดดนตรีไทยมาก ทรงได้นักดนตรีคนสำคัญจากวังบูรพาภิรมย์ คือ “หลวงประดิษฐไพเราะ” (ศร ศิลปบรรเลง) มาเป็นผู้ควบคุมวงดนตรีของท่านด้วย คุณหญิง
เยี่ยมซึ่งอยู่ในพระอุปถัมภ์ของราชสกุลสายนี้ จึงได้คุ้นเคยกับ หลวงประดิษฐไพเราะ และนักดนตรีวังบูรพาภิรมย์ ท่านจึงได้ขับร้องเพลงไทยร่วมกับวงดนตรีวังบูรพาภิรมย์ และวงบางคอแหลม (วงของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงลพบุรีราเมศวร์) ซึ่งประจำอยู่วังลดาวัลย์ด้วย

ครั้นถึง พ.ศ. 2459 ท่านได้สมรสกับเจ้าคุณรามบัณฑิตสิทธิเศรณี ขณะนั้นท่านอายุได้ 21 ปี และได้ชื่อว่าเป็นนักร้องมีเสียงดีทั้งสูง ทั้งแหลม ดังฟังชัด เวลาร้องกับวงปี่พาทย์ไม้แข็ง ที่ท่านจางวางศรตีระนาดนั้น ต้องยกให้เป็นเอก เพราะเสียงดังผ่านเครื่องปี่พาทย์ไม้แข็งออกมาอย่างแจ่มจ้า (สมัยนั้นยังไม่มีไมโครโฟน) หม่อมเจ้าหญิงอัปภัศราภา เทวกุล พระธิดาสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เคยรับสั่งกับผู้เขียนว่า “แม่เยี่ยม คนนี้เสียงเพราะนัก ร้องชัดถ้อยชัดคำ เสียงดัง ไม่มีใครสู้”

ครั้นบริษัทแผ่นเสียงเยอรมันชื่อ Carl Lindstrom A-G เข้ามาบันทึกเสียง “แผ่นเสียงตราพาโลโพน” ครั้งแรกก่อนปี พ.ศ. 2470 ท่านจึงได้บันทึกเสียงร่วมกับวง “พิณพาทย์มโหรี” (ตามชื่อที่ปรากฏบนกระดาษปะแผ่นเสียง) โดยใช้นามสำหรับการขับร้องว่า “เศรณี” ตามนามท้ายสุดของบรรดาศักดิ์สามีสังเกตจากหมายเลขแผ่นเสียงที่ค้นพบ ขณะเขียนบทความนี้ (กุมภาพันธ์ 2424) เข้าใจว่าเพลงชุดแรก มีเพลงชื่อ “ดาวทอง” อันเป็นเพลงโศก (หมายเลข B-18149-1 และ B-18149-2) อยู่แผ่นหนึ่ง ต่อมาก็ได้บันทึกกับบริษัทเดียวกันนี้อีก เป็นครั้งใหญ่ คราวนี้อัดตับเรื่องเงาะป่า พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 5 จับตอนตั้งแต่นางมือซังวังคอนทราบข่าว
ชมพลาลักพาตัวลำหับหนีจากฮเนา ไปจนจบเพลงทยอยลาว ตอนฮเนาออกตามหาลำหับ ทั้งชุดรวม 20 แผ่น ผู้เขียนคิดว่าควรอัดสมัยรัชกาลที่ 7 ราว พ.ศ. 2470 เพราะภรรยาของนาย ต.เง็กชวน เล่าให้ผู้เขียนฟังว่าเริ่มอัดด้วยไฟฟ้าสมัยเริ่มแรก โดยห้างของนาย ต.เง็กชวน เป็นผู้แทนจำหน่ายจัดว่าขายดีมาก แผ่นเสียงชุดนี้ผู้เขียนยังมีอยู่ครบทั้งชุดหมายเลขเกินกว่า B-18500 ขึ้นไปทั้งนั้น แสดงว่าอัดทีหลังเพลงดาวทอง ที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั้น การบันทึกเสียงแม้จะใช้ไมโครโฟนแล้วก็ตาม แต่แผ่นแม่แบบก็ยังเป็นขี้ผึ้งชนิดแข็งเมื่อขูดเป็นร่องเสียงแล้ว จะลบหรือแก้ไขข้อผิดพลาดไม่ได้เลย ปรากฏว่าทั้งชุดเป็นแผ่นสปีด 78 สีดำ หนาและหนักมาก

ต่อมาบริษัท พาโลโพน ได้ไปขอร้องให้วงดนตรีของวังบางขุนพรหมอัดเสียงบ้าง จึงได้มีการอัดแผ่นเสียงครั้งใหญ่อีกครั้งหนึ่งในปี พ.ศ. 2471 ที่ห้างสุธาติลก ดังที่เคยเขียนบรรยายมาในประวัติของคุณแม่เจริญ
พาทยโกศลแล้ว

อาจจะเป็นเพราะท่านเจ้าคุณรามบัณฑิตฯ มีความเห็นว่า การทำแผ่นเสียงที่ภรรยาของท่านเป็นผู้ขับร้องเป็นเรื่องสนุกพอจะทำเล่นเป็นงานอดิเรกได้ จึงปรากฏว่า ท่านได้ทำสัญญากับบริษัท Polyphonwerke A-G
Berlin ทำการอัดแผ่นเสียง ใช้ชื่อของท่านเป็นตราว่า “แผ่นเสียงเศรณี” มีตราเป็นรูปอุณาโลม รุ่นแรก ๆ พิมพ์บนกระดาษสีเขียว ตัวหนังสือสีทอง มีเพลงเขมรไทรโยค แขกบรเทศ แขกพราหมณ์ ลีลากระทุ่ม และแขกมอญ เป็นต้น ชุดหน้าเขียวนี้ เมื่ออัดส่งเข้ามาใหม่ ๆ คุณหญิงก็นำไปถวายเจ้านายที่ท่านเคยคุ้นเคยมาก่อน และแจกเพื่อนฝูง ก็ปรากฏว่ามีคนถามหาขอซื้อกันมากขึ้น ในที่สุดคุณหญิงก็ตัดสินใจทำแผ่นเสียง เศรณี ขึ้นใหม่อีกชุดหนึ่งเป็นชุดที่ 2 คือแผ่นหน้าสีเหลือง พิมพ์ตัวหนังสือสีทอง ชุดนี้มีเพลงพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 5 เป็นจำนวนมาก พร้อมด้วยเพลงสามชั้น เพลงเอก ๆ หลายเพลง อาทิ แขกลพบุรี ทยอยนอก จระเข้หางยาว บุหลัน ปลาทอง และพระอาทิตย์ชิงดวง เป็นต้น เป็นแผ่นเสียงอัดด้วยไฟฟ้าเสียงดีที่สุดในสมัยรัชกาลที่ 7 ซึ่งผู้เขียนคะเนไว้คร่าว ๆ ว่าคงอัดในปี พ.ศ. 2472-2475 เพราะคุณพระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยากร) ได้บันทึกไว้ในจดหมายที่ท่านเขียนถวายสมเด็จกรมพระยาราชานุภาพ เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2478 ว่าแผ่นเสียงเศรณีของคุณหญิงเยี่ยมนี้เป็นแผ่นเสียงคุณภาพดีที่ใช้ออกวิทยุเป็นประจำอยู่ในยุคนั้น

ผู้เขียนสังเกตดูแผ่นเสียงเศรณี ชุดที่ 2 ที่มีหน้าสีเหลืองแล้ว ได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจปรากฏอยู่ สมควรจะนำมาเล่าสู่กันเป็นการประดับความรู้ คือ

สิ่งแรกก็คือซองแผ่นเสียง เป็นกระดาษหนาอย่างดี สีน้ำตาลอ่อน พิมพ์ชื่อแผ่นเสียงไว้ข้างบนตัวใหญ่มาก ประกอบด้วยลวดลายกรอบแบบฝรั่งงดงามมาก สองข้างซ้ายขวามีตรารูปอุณาโลม ในกรอบรูปขนมเปียกปูนบนซองมีคำโฆษณาคุณภาพแผ่นเสียงดังนี้ “แผ่นเสียงเศรณี เก็บเสียงด้วยกระแสไฟฟ้า ใช้เครื่องมืออย่างทันสมัย ใช้วิธีเก็บเสียงอย่างใหม่ เสียงดังและแจ้งชัด เก็บเสียงได้เหมือนจริงทุกประการ ทั้งเสียงร้องและดนตรีฟังชัดถ้อยคำได้บทบาท”

บริษัทโฟลิฟอน เว็อร์ด จำกัด กรุงเบอร์ลิน ผู้ทำห้างเยาวราช จำกัด กรุงเทพฯ เป็นเอเยนต์จำหน่าย
สอบถามเรื่อง ผู้จัดจำหน่ายแผ่นเสียงนี้จากคุณอารีย์ สุวงศ์ บุตรชายของคุณหญิงเยี่ยม ก็ได้ทราบว่าสมัยนั้นท่านเจ้าคุณและคุณหญิงรามบัณฑิตฯ สนิทสนมกับนายกิมฮง ทองทัต ผู้จัดการห้างเยาวราชมาก จึงได้มอบหมายให้นายกิมฮงเป็นผู้จำหน่าย ปรากฏว่าขายดีมากคนนิยมว่าเสียงดังฟังชัด และคุณภาพเหนือกว่าแผ่นเสียงที่อัดโดย นาย ต.เง็กชวน รุ่นต้น ๆ

บนหน้าแผ่นเสียงที่ปะกระดาษสีเหลืองนั้น ได้สำรวจดูแล้วมีสิ่งที่น่าสังเกต 4 อย่างด้วยกัน คือ
1. มีแสตมป์รูปคุณหญิงเยี่ยม ติดอยู่
2. มีลายเซ็น “เศรณี” ของเจ้าคุณรามบัณฑิตฯ ปรากฏอยู่หน้าใดหน้าหนึ่ง
3. มีตราวงกลมของห้างอัตตังคนิเคราะห์ (สามแยก) ตอกประทับอยู่หน้าใดหน้าหนึ่ง
4. ไม่มีตรา แสตมป์รูป หรือลายเซ็นปรากฏอยู่เลย

พิจารณาได้ว่า การค้าขายแผ่นเสียงก่อน พ.ศ. 2475 คงจะมีการแอบขายใต้โต๊ะโดยไม่ผ่านเจ้าของหรือเอเยนต์แน่นอน เพราะถ้าขายโดยผ่านท่านผู้เป็นเจ้าของก็ควรมีลายเซ็นหรือรูปแสตมป์คนร้องติดไว้บนแผ่นเสียง ชุดไหนไปขายที่ห้างอัตตังคนิเคราะห์ก็มีตราของห้างตอกไว้ ชุดไหนไม่มีตราเลย ก็คงแอบขายกันโดยไม่ผ่านเจ้าของหรือเอเยนต์ ซึ่งบริษัทผู้พิมพ์แผ่นมาขายอาจนำออกจำหน่ายสู้กับผู้เป็นเจ้าของตราก็ได้ ดังที่เคยปรากฏอยู่ในวงการค้าแผ่นเสียงปัจจุบันนี้ เราจึงได้เห็นแผ่นเสียงของครูเอื้อ สุนทรสนาน ทุกแผ่นมีชื่อของท่านเซ็นปรากฏอยู่ ความรู้ข้อนี้แสดงว่ากิจการค้าขายแผ่นเสียง ก็มีการแอบลักลอบขาย โดยไม่ผ่านเอเยนต์หรือเจ้าของมานานหนักหนาแล้ว

แผ่นเสียงเศรณีเหล่านี้ ยังมีอยู่ในครอบครองของนักสะสมแผ่นเสียงเก่า ยังพอจะหาได้ และถ้ามีเครื่องเล่น ชนิด สปีด 78 ก็จะฟังได้ชัดเจนแจ่มแจ้งดีที่สุด ในกระบวนแผ่นเสียงเพลงไทยทุกรุ่นที่อัดก่อน พ.ศ. 2475 ผู้
เขียนยกย่องในแผ่นเสียงเศรณีเป็นแผ่นเสียงคุณภาพชั้นเยี่ยมสมชื่อ คุณหญิงเยี่ยมผู้ขับร้อง โดยยอมรับว่าคำโฆษณาที่ปรากฏบนซองแผ่นเสียงนั้นเป็นจริงดังว่าไว้ทุกประการ นับเป็นแผ่นเสียงคุณภาพดีที่สุดที่มีการบันทึกก่อนการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ. 2475 แต่เทคนิคบางอย่างอาจจะทำให้เสียงของคุณหญิงเยี่ยม สูงขึ้นกว่าความเป็นจริงเล็กน้อย

คุณหญิงเยี่ยม รามบัณฑิตสิทธิเศรณี นั้น ท่านได้ประสบความสำเร็จในชีวิตของท่านอย่างพร้อมมูล ยากที่หลายคนในโลกนี้จะโชคดีเท่ากับท่าน ท่านเกิดในตระกูลสูงและตระกูลเก่าแก่ แห่งจังหวัดนครศรีธรรมราช อันสืบเนื่องจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้เจริญเติบโตมาในรั้วในวัง ได้แต่งงานกับผู้มีบรรดาศักดิ์ ได้อยู่ใกล้ชิดกับนักดนตรีไทย คือ หลวงประดิษฐ์ไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) มีหลักฐานดี มีทุนทรัพย์ สามารถทำแผ่นเสียงตราของตนออกจำหน่าย จนมีชื่อเสียงไปทั่วประเทศไทย มีบุตรชายสามคนนามว่า สมนึก อารีย์ และบัณฑิต แม้ว่าท่านเจ้าคุณผู้สามีจะถึงแก่กรรมไปก่อนตั้งแต่ พ.ศ. 2485 ท่านก็ยังต่อสู้ชีวิต เลี้ยงบุตรทั้ง 3 จนเจริญเติบโตรุ่งเรืองเฟื่องฟู ต่อมาคุณสมนึกนั้นป่วยถึงแก่กรรมด้วยโรคมาลาเรียตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 คุณอารีย์ สุวงศ์ นั้นรับราชการเป็นผู้บริหารคนสำคัญของโรงงานยาสูบกระทรวงการคลัง ส่วนคุณบัณฑิตนั้นปัจจุบัน
(2524) เป็นนายพลโททหารเรือ ตำแหน่งรองเสนาธิการทหารเรือ จึงต้องนับว่าชีวิตของท่านจัดได้ว่าสมบูรณ์แบบอย่างน่าสรรเสริญยิ่ง

คุณหญิงรามบัณฑิตเศรณี เกิดที่ตำบลบางลำภูล่าง ฝั่งธนบุรี ย้ายมาอยู่วังสวนสุนันทาและสวนดุสิต เมื่อแต่งงานแล้วไปอยู่กับสามีที่ตรอกพระยาสุนทร บริเวณถนนรองเมือง ย่านหัวลำโพง ต่อมาย้ายมาอยู่บ้านใหม่ที่ตำบลพญาไท เมื่อเข้าสู่วัยชราท่านป่วยด้วยโรคเนื้องอกในช่องท้อง ได้ไปรักษาตัวที่ศิริราช เป็นคนไข้ของศาสตราจารย์นายแพทย์ประพันธ์ อารีย์มิตร (อดีตหัวหน้า ภาควิชาสูตินารีเวช ร.พ.ศิริราช) หลังจากได้รักษาตัวด้วยการผ่าตัดก็สบายดี ต่อมาอีกหลายปี จึงถึงแก่กรรมด้วยโรคเดียวกัน เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.
2493 ศพของท่าน ได้รับการพระราชทานเพลิง ณ วัดมกุฎกษัตริยาราม ปัจจุบันอัฐิของท่านได้รับการบรรจุไว้ที่พระเจดีย์ใหญ่ในวัดสระปทุม ใกล้สี่แยกราชประสงค์

งานชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่ติดอกติดใจคนฟังเพลงไทย คือ เพลงไทยในแนวตลก 2 เพลง เพลงแรกชื่อ ตลกคนธรรพ์ ใช้บทร้องของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) เรื่องกากี ตอนที่จะเริ่มขับเพลงเย้ยพญาครุฑ วิธีร้องของท่าน ที่ว่าตลกนั้น คือ มิได้ใช้การเอื้อนเสียง แต่ร้องดังนี้

คนธรรพ์ครั้นเห็น ป๊ะเท่งติงเท้งติง กรุงกษัตริย์
แจ้งรหัสให้เนตร น้อยมีน้อยนี้นอยนินอย ดังบรรหาร
น้อมเศียร รับรส ป๊ะเท่งติงเท้งติง พจมาน
จับพิณขึ้นประสาน น้อยนิน้อยนินอยนินอย สำเนียงนวล ฯลฯ

แผ่นเสียงแผ่นนี้เป็นแผ่นตราเศรณีหน้าสีแดง อีกด้านหนึ่งชื่อเพลง “ตลกตุ๊กแก” มีชื่อมากร้องไว้ดังนี้
ท่อน 1 ท่านเพคะ ฮึ ตุ๊กแกมันร้อง
เอาบ่วงมาคล้องให้หม่อมฉัน ท่านเพคะ ฮึ
ไหนพระนาง อยู่ข้างฝา
ไหนพระนาง อยู่ข้างประตู
มันคอยกินหนูต๊ะละวัก ฮึ
พระผ่านเกล้าช่วยคล้องให้น้องทีเอย

ท่อน 2 ท่านเพคะ ฮึ จิ้งจกมันทัก
เอาบ่วงมาดักให้หม่อมฉัน ท่านเพคะ ฮึ
ไหนพระนาง อยู่ข้างฝา
ไหนพระนาง อยู่ข้างพระแกล
มันคอยชะแง้ต๊ะละวัก ฮึ
พระผ่านเกล้าช่วยคล้อง ให้น้อง ทีเอย

เพลงนี้คุณหญิงร้องคนเดียวทั้งแผ่นบรรเลงด้วยวงปี่พาทย์ไม้แข็งหลวงประดิษฐไพเราะ (ศร ศิลปบรรเลง) แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วจะเห็นได้ว่า เพลงนี้บทเขียนขึ้น ร้องคู่กันระหว่างชายหญิง สองคน คนหนึ่งเป็น “พระนาง” อีกคนเป็น “พระราชา หรือพระผ่านเกล้า” ยังสำรวจไม่พบว่ามาจากเพลงในวรรคคดีเรื่องใด อย่างไรก็ดีเป็นเพลงยอดนิยมที่แผ่นเสียงเพลงนี้ ขายดีที่สุดในยุคนั้น ขายหมดจนสั่งเข้ามาไม่ทัน ทุกวันนี้จะหาฟังได้ยากเต็มที

ที่มา : พูนพิศ อมาตยกุล. (2534). คุณหญิงรามบัณฑิตสิทธิเศรณี นักร้องเสียงดีแห่งราชสำนัก รัชกาลที่ 5 ผู้ผลิตแผ่นเสียงเพลงไทยชั้นเยี่ยมสมัยรัชกาลที่ 7. ใน สหวิทยาลัยรัตนโกสินทร์ วิทยาลัยครูสวนสุนันทา (บ.ก.), ดนตรีไทย (น.57-63). อรุณการพิมพ์.

#ประวัติศาสตร์ดนตรีไทย #สยามสังคีต #คุณหญิงรามบัณฑิตสิทธิเศรณี

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

ที่อยู่


Bangkok