08/08/2026
#เด็กสมัยนี้แย่ลงหรือแท้จริงเป็นเพราะสังคมกำลังล้มเหลวบิดเบี้ยว? ครูพิมชวนคิดเรื่องนี้ในมุมมองทางจิตวิทยากันค่ะ (บทความนี้มีความยาวค่อนข้างมาก เพราะอยากนำเสนอให้ครบทุกด้านเท่าที่จะทำได้ค่ะ #ย้ำว่าคนมีลูกทุกคนควรอ่าน ไม่มีลูกก็ยิ่งต้องอ่าน!)
ก่อนอื่นต้องขอออกตัวก่อนเลยว่า เราควรพอได้แล้วกับการถอดบทเรียนเป็นเคสๆ ไป เพราะทุกครั้งที่วิเคราะห์เคสหนึ่งได้ ก็ยังเกิดเคสใหม่ๆ ได้ทุกครั้ง ดังนั้นเจตนาของบทความนี้ ถึงมิใช่การถอดบทเรียนของเคสใดเคสหนึ่งเป็นการเฉพาะเจาะจง แต่เป็นการวิเคราะห์สาเหตุตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ว่าการประกอบร่างของ "เด็กที่กลายเป็นปีศาจหรือฆาตรกร" นั้น มิได้เกิดขึ้นจากเหตุใดเหตุหนึ่งเพียงเหตุเดียว และมิใช่เรื่องที่จะแก้ได้ด้วยใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ "พวกเราทุกคน" ที่ต่างต้องมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำแบบนี้ขึ้นอีก (จริงๆ ซักที)
" #ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงน่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ?" คำถามที่สังคมมักพาดหัวข่าวด้วยความตกใจทุกครั้งที่เกิดเหตุอาชญากรรมโดยเยาวชน คำตอบที่ง่ายที่สุดคือการประณามว่า "เพราะตัวเด็กเองที่แย่" ทว่าในมุมมองทางจิตวิทยาและอาชญาวิทยา การโยนความผิดให้เด็กเป็นเพียงการมองปรากฏการณ์ที่ปลายเหตุ จุดนี้มิใช่การฟอกขาวให้ผู้ก่อเหตุ และมิใช่การบอกว่า "เด็กไม่ผิด" เพียงแต่เราต้องยอมรับความจริงกันให้ได้ก่อนว่า เด็กผิด แต่...ไม่ได้ผิด..เพียงฝ่ายเดียว เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราสรุปแบบง่ายๆ เลยว่า ก็เด็กมันแย่ ก็เด็กมันเลว นั่นแปลว่าเรากำลังปฏิเสธที่จะหาทางออกหรือหนทางแก้ไขร่วมกัน เพราะเมื่อเราสรุปแบบนั้น มันเหมือนกับการบอกว่า "เพราะอย่างนั้นเราจึงทำอะไรไม่ได้" ซึ่งมันไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง เพราะลำพังแค่ความเกเรของเด็กเพียงอย่างเดียว ไม่อาจนำไปสู่อาชญากรรมที่รุนแรงได้ หากไม่มี "ปัจจัยเชิงโครงสร้าง" คอยโอบอุ้มและผลักดัน
ความจริงที่เราต้องยอมรับก่อนก็คือ เด็กยุคนี้ไม่ได้เติบโตขึ้นมาในโลกใบเดียวกับที่เราเคยโตมา แต่พวกเขากำลังเติบโตท่ามกลาง "ระบบสภาวะแวดล้อมที่บิดเบี้ยวและเปราะบาง"ที่ประกอบขึ้นจาก 6 ปัจจัยหลักทางจิตวิทยา (เท่าที่ครูพิมจะวิเคราะห์ออกมาได้ในขณะนี้) ดังนี้ค่ะ :
1. #บาดแผลจากครอบครัว และ #การถูกเพิกเฉยทางอารมณ์ (Emotional Neglect)
รากฐานแรกเกิดจากบาดแผลในบ้าน ทั้งการทารุณกรรม ความรุนแรงในครอบครัว การเติบโตกับผู้เลี้ยงดูที่ไม่ใช่พ่อแม่ หรือครอบครัวที่แตกแยก ไม่ใส่ใจ ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการประกอบร่างของเยาวอาชญากรแทบทั้งสิ้น มากกว่า 70% ของเด็กที่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม มาจากครอบครัวที่เปราะบาง ไม่อยู่ร่วมกับบิดามารดา หรือพ่อแม่แยกทางกัน
งานวิจัยด้านระบบประสาทวิทยาและจิตวิทยาพัฒนาการยืนยันตรงกันว่า การถูกละเลยทางอารมณ์ (Emotional Neglect) แม้เด็กจะได้รับปัจจัยสี่อย่างสมบูรณ์แบบ ส่งโรงเรียนดีๆ ก็ตาม แต่การชี้นำทางอารมณ์ที่ขาดหายไป จะเข้าไปขัดขวางการเจริญเติบโตของสมองส่วนหน้า (Prefrontal Cortex) ส่งผลให้เด็กขาดการฝึกฝน Executive Function (EF) หรือความสามารถในการกำกับตนเอง การยับยั้งชั่งใจ การรอคอย และการคิดแก้ปัญหาเชิงอารมณ์ เมื่อเจอมรสุมชีวิต เด็กจึง "ระเบิด" อารมณ์ออกมาได้ง่ายดายกว่าปกติ
2. #วงจรการเรียนรู้ที่ส่งต่อความรุนแรง
ทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมชี้ให้เห็นว่ามนุษย์เรียนรู้พฤติกรรมผ่านการสังเกตและเลียนแบบ เด็กที่เติบโตในสภาพแวดล้อมที่มีการใช้ความรุนแรง มีแนวโน้มสูงที่จะซึมซับว่า "ความรุนแรงคือเครื่องมือในการแก้ปัญหาหรือสร้างอำนาจ" สถิติทางอาชญาวิทยาทั่วโลกยืนยันตรงกันว่า เด็กที่กระทำความผิดร้ายแรงส่วนใหญ่ มีประวัติเคยเป็น "เหยื่อ" หรือ "พยาน" ของความรุนแรงในบ้านมาก่อนทั้งสิ้น และมากกว่า 50% ของเด็กกลุ่มนี้ มีประวัติเคย “ถูกทำร้ายร่างกาย” หรือถูกลงโทษอย่างรุนแรงในครอบครัวมาก่อนตั้งแต่ยังเล็ก (ตบ ตี หรือเฆี่ยนด้วยวัตถุ)
ข้อมูลนี้สอดคล้องกับ สถิติความรุนแรงในครอบครัว จาก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่พบว่า "เด็ก" ยังคงเป็นกลุ่มที่ประสบปัญหาความรุนแรงในบ้านมากที่สุด ซึ่งในทางจิตวิทยาเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า Intergenerational Transmission of Violence หรือ การส่งต่อความรุนแรงข้ามรุ่น—เด็กที่ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในบ้าน จะเรียนรู้โดยไม่รู้ตัวว่าความรุนแรงคือเครื่องมือในการใช้อำนาจและแก้ปัญหา
3. #อิทธิพลของสื่อ และ #ปรากฏการณ์เลียนแบบ (Copycat Effect)
สมัยก่อนนี้ การที่เด็กคนหนึ่งจะได้เข้าถึงสื่อที่มีความรุนแรงนั้น เป็นไปได้ยากและมีความซับซ้อนมาก ไหนจะต้องรอให้ข่าวหรือเรื่องราวนั้นอยู่ในสื่อหลัก หรือถ้าอยู่ในสื่อรองหรือสื่อใต้ดิน ก็ต้องหาวิธีการที่แอบซ่อนกว่าจะได้เข้าถึง ไหนจะต้องรอเวลากว่าจะได้ดู ยังไม่รวมถึงความถี่ที่ไม่ได้มีให้เห็นกันบ่อยๆ แต่ ณ ปัจจุบันนี้ สื่อยุคดิจิทัลเข้าถึงเด็กง่ายดายเพียงปลายนิ้ว สื่อหลัก สื่อรอง และชาวบ้าน 1 2 3 ที่อยากเป็นสื่อ ก็ล้วนที่มุ่งเน้นการสร้าง Engagement หรือยอดไลก์ยอดแชร์ จึงมักนำเสนอข่าวความรุนแรงด้วยรายละเอียดที่ละเอียดเกินความจำเป็น (Sensationalism) เด็กและเยาวชนได้เห็นภาพความรุนแรงกันอย่างง่ายดายและซ้ำๆ แทบจะเป็นรายชั่วโมง รายนาที การเสพภาพหรือคลิปวิดีโอที่มีความรุนแรง การบูลลี่ หรือการละเมิดผู้อื่นจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา (Normalize) ทำให้สมองส่วนรับรู้ความรู้สึก (Empathy) ของเด็กทำงานลดลง จนเกิดความชินชา และมองว่าพฤติกรรมเหล่านั้นเป็นเรื่อง “ปกติ” ยังไม่รวมถึงการที่เด็กขาดการสอนให้ "รู้เท่าทันสื่อ" (Media Literacy) จากผู้ปกครองและคนใกล้ชิด ส่งผลให้เกิด "Copycat Effect" หรือพฤติกรรมเลียนแบบได้อย่างง่ายๆ
สื่อรวมถึงผู้แชร์ข้อมูลเหล่านั้นไม่ได้ตระหนักเลยว่า ตนไม่ได้แค่เปิดเผยความรุนแรง แต่กำลังป้อน "คู่มือการก่อเหตุ" เข้าสู่จิตใต้สำนึกของเด็กทุกวันๆ เมื่อเด็กซึมซับสิ่งเหล่านี้โดยไม่ผ่านการสอนให้ใช้ความคิดในการยั้งคิดไตร่ตรอง เมื่อเกิดปัญหาหรือโอกาสที่เอื้ออำนวย จึงเลือกใช้ทางออกที่คุ้นเคยโดยขาดการยับยั้งชั่งใจ และไม่มองว่าสิ่งนั้นผิดปกติ เพราะสมองเกิดความเคยชินกับการรับรู้มาเป็นระยะเวลานาน จิตใต้สำนึกหรือสัญชาตญาณดิบ จึงเอาชนะสมองส่วนจิตรู้สำนึกหรือจริยธรรมไปได้อย่างง่ายดาย เพราะมันดึงเอามาใช้ได้ง่ายกว่านั่นเอง
4. #โรงเรียนที่ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัย และ #ระบบซัพพอร์ตจิตใจที่บกพร่อง
เมื่อเด็กมีปัญหามาจากบ้าน โรงเรียนควรเป็น "ตาข่ายรองรับ" (Safety Net) แต่ในความเป็นจริง ระบบการศึกษาปัจจุบันกลับเน้นย้ำการแข่งขันทางวิชาการ ครูต้องแบกรับภาระงานเอกสารจนไม่มีเวลาทำหน้าที่ Home Room หรือสร้างความสัมพันธ์เชิงลึกเพื่อดูแลจิตใจเด็กได้ ยิ่งไปกว่านั้น สถานศึกษาจำนวนมากยังขาดแคลนนักจิตวิทยาโรงเรียน และมีข้อจำกัดทางกฎหมายหรือขั้นตอนระเบียบข้อบังคับ ทำให้ไม่สามารถส่งต่อเด็กที่มีปัญหากระบวนการทางจิตวิทยาให้ได้รับการช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที แม้แต่ครูเองก็รู้สึกไม่ปลอดภัยและรู้สึกว่าตนเองไม่มีกำลังหรือไม่มีเครื่องมือมากพอที่จะจัดการปัญหาหลายๆ อย่างได้ และปัญหาทั้งหลายก็มักถูกซุกไว้ใต้พรม เด็กไม่อาจพึ่งพาครู ครูไม่อาจพึ่งพาโรงเรียน โรงเรียนไม่อาจพึ่งพาสังกัด สังกัดไม่อาจพึ่งพารัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะทุกคนต่างก็ต้องการบอกว่า "พื้นที่ของฉันสะอาดปลอดภัย" ทำให้ไม่มีใครยอมรับความจริงและลงมือแก้ปัญหาด้านสุขภาพจิตกันอย่างเป็นรูปธรรม
5. #ระบบสังคมที่เน้น"ผลลัพธ์" มากกว่า "การเข้าใจตัวตน"
เด็กยุคนี้แบกรับความคาดหวังสูงมาก ทั้งเรื่องการเรียน ตัวตนในโลกจริง และตัวตนในโลกออนไลน์ การเปรียบเทียบหรือกดดัน ไม่ได้มาจากแค่คนข้างบ้านหรือในชุมชนเหมือนสมัยก่อน แต่ขยายวงกว้างไปจนถึงโลกไร้พรมแดน แต่กลับขาดการฝึกฝนทักษะทางอารมณ์และสังคม (Social-Emotional Skills) เมื่อระบบผลักดันให้เขาต้องสำเร็จ แต่ไม่ได้สอนวิธีรับมือกับความล้มเหลว เด็กจึงเลือกใช้กลไกการปกป้องตัวเองด้วยการต่อต้าน ก้าวร้าว หรือถดถอยออกจากสังคม และหาหนทางสำเร็จตามความคิดของตน โดยไม่สนความถูกต้องหรือวิธีการที่เหมาะสม
6. #การเข้าถึงอาวุธที่ง่ายดาย และ #กฎหมายที่ไร้สภาพบังคับ
การเข้าถึงอาวุธที่ง่ายดาย และกฎหมายที่ไร้สภาพบังคับ
ปัจจัยสุดท้ายที่ทำให้ "สภาวะจิตใจที่เปราะบาง" กลายเป็น "อาชญากรรม" คือการเข้าถึงอาวุธ หรือสิ่งเทียมอาวุธผ่านช่องทางออฟไลน์และออนไลน์ได้อย่างไร้การควบคุม กฎหมายและการบังคับใช้ที่อ่อนแอ ทำให้ช่องว่างระหว่าง "ความคิดอยากทำลาย" กับ "การลงมือก่อเหตุจริง" แคบลงจนน่าตกใจ (ตอนแรกอาจแค่คิด แต่เมื่อการเข้าถึงอาวุธทำได้ง่าย การลงมือทำจึงง่ายดายขึ้น)
นอกจากนี้ ทฤษฎีการเลียนแบบทางสังคม ยังอธิบายเพิ่มเติมได้อีกว่า หากเด็กได้เห็น มีประสบการณ์ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคยกับความรุนแรง (เช่นเสพสื่อเหล่านี้มาก่อน / เคยเห็นคนใกล้ชิดถูกกระทำมาก่อน / เคยถูกใช้ความรุนแรงมาก่อน) เมื่อมีอาวุธหรือสิ่งที่เอื้อต่อการก่อเหตุ ก็สามารถที่จะใช้ความรุนแรงได้มากและซับซ้อนกว่าที่ตนได้ประสบมา (พูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือ พอมีอาวุธในมือ ความรุนแรงก็ยิ่งมากขึ้น วิธีการพิสดารมากขึ้น บางครั้งอาจจะมากกว่าที่ตัวผู้ก่อเหตุเคยเจอหรือคาดคิดไว้เสียอีก)
ทีนี้เมื่อเด็กสมัยนี้มีสิ่งเหล่านี้ในมือได้อย่างง่ายๆ การก่อเหตุร้ายจึงบานปลายแบบที่เราเห็นได้ในปัจจุบันนั่นเองค่ะ
#เราจะหยุดวงจรนี้ได้อย่างไร?
ทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์สะเทือนขวัญ เรามักวิเคราะห์ วิจัย และจบลงด้วยการโทษว่าเพราะสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่ปัญหาไม่เคยถูกแก้ในระดับนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ความจริงคือ สังคมเราบิดเบี้ยวไปจนถึงจุดที่ไม่ควรจะเบี้ยวไปมากกว่านี้แล้ว และเราทุกคน อาจเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างผู้ร้ายคนต่อไป โดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ทันระวัง
ทางออกที่แท้จริงไม่ใช่การตั้งคำถามว่า "ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงแย่?" (เพราะหากอ่านมาถึงจุดนี้ก็เคงเข้าใจแล้วว่า มันไม่ได้มีที่มาเพียงแค่หนทางเดียว) แต่คือการที่ผู้ใหญ่ทุกคนในสังคมหันกลับมาสำรวจตัวเองผ่านการตอบคำถามเหล่านี้...
#ในฐานะสื่อมวลชนและสำนักข่าว: เรากำลังนำเสนอข่าวด้วยความรับผิดชอบ และตระหนักถึงอิทธิพลของข่าวต่อจิตใต้สำนึกของเยาวชนอยู่หรือไม่? เราพร้อมจะก้าวข้ามการใช้วิธีนำเสนอข่าวเชิงหวือหวา (Sensationalism) หรือการไล่ล่าจรรโลงยอด Engagement เพียงอย่างเดียว แล้วหันมาทำหน้าที่ "เกราะป้องกัน" สังคม ด้วยการคัดกรองเนื้อหา ไม่ระบุรายละเอียดของวิธีการก่อเหตุ ไม่สรรเสริญหรือสร้างจุดสนใจให้ผู้ก่อเหตุ และยึดมั่นในจริยธรรมสื่อเพื่อไม่ให้ข่าวของเรากลายเป็น "คู่มืออาชญากรรม" เลียนแบบให้เด็กคนต่อไปหรือเปล่า?
#ในฐานะผู้บริโภคสื่อ: เรากำลังเป็นส่วนหนึ่งของการให้สปอตไลต์แก่ผู้กระทำความผิด ยอดกดไลก์ กดแชร์ ข่าวความรุนแรงที่ละเอียดเกินไปอยู่หรือเปล่า? เราพูดถึงข่าวเหล่านี้โดยที่ไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องหรือไม่? เรากำลังส่งต่ออะไรไปให้ลูกหลานและคนรอบตัวของเรา
#ในฐานะผู้ปกครอง: เรากำลังเพิกเฉยทางอารมณ์ ละเลยการฝึก EF และยื่นหน้าจอให้ลูกเพื่อตัดความยุ่งยากอยู่หรือไม่? เราเคยสอนให้ลูกเข้าใจและรู้เท่าทันสื่ออย่างจริงจังหรือยัง? เราเป็นตัวอย่างที่ดีในการจัดการปัญหาและการควบคุมอารมณ์ไหม? เราคอยจัดสรรเวลาคุณภาพเพื่อใช้กับลูกอย่างจริงจังแล้วหรือยัง?
#ในฐานะบุคลากรทางการศึกษา: เรามองเห็น "ความเปราะบาง" ในตาของเด็ก ก่อนมองเห็น "คะแนนสอบ" ของพวกเขาแล้วใช่ไหม? เรามองพฤติกรรมของเด็กว่าเป็นเพราะนิสัย หรือกำลังมองไปถึงข้างในว่าเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเราแล้วหรือยัง? เราต้องการแค่เด็กที่ว่านอนสอนง่าย และกำลังทำร้ายเด็กที่ไม่ได้ดั่งใจหรือเปล่า?
#ในฐานะภาครัฐและผู้กำหนดนโยบาย: เมื่อไหร่ที่เราจะควบคุมการเข้าถึงอาวุธ ควบคุมการนำเสนอของสื่อ และจัดสรรนักจิตวิทยาเข้าไปในสถานศึกษาอย่างจริงจัง? เรากำลังปิดบังปัญหาที่แท้จริงอยู่หรือไม่? เราเคยผลักดันนโยบายด้านสุขภาพจิตอย่างจริงจังแล้วเหรอยัง? เรามุ่งเน้นโครงสร้างทางเศรษฐกิจแต่ละเลยโครงสร้างทางจิตใจอยู่ไหม?
เด็กที่แย่ไม่ใช่สาเหตุ แต่เป็น "ผลลัพธ์" ของระบบสังคมที่ล้มเหลวในการสร้างพวกเขา ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดโยนความผิดให้ใครคนใดคนหนึ่ง แล้วมาร่วมมือกันรื้อโครงสร้างปัญหา และแก้ไขมันไปทีละจุด เพราะการสร้างเด็กที่เข้มแข็ง ย่อมง่ายกว่าการซ่อมแซมผู้ใหญ่ที่แตกสลายในอนาคต (หรือบางครั้งก็แตกสลายตั้งแต่ยังไม่โตเสียด้วยซ้ำไป...)
ด้วยรักและห่วงใยเด็กและเยาวชนทุกๆ สมัย...จากใจจริง
ครูพิม
นักจิตวิทยาคนหนึ่งที่รู้สึกถึงการแตกสลายทุกครั้งที่ได้ยินข่าวร้ายๆ ของเด็กและเยาวชน
#จิตวิทยาเด็กและวัยรุ่น #เลี้ยงลูกด้วยความเข้าใจ #พัฒนาการเด็ก #พื้นที่ปลอดภัย #ยุวอาชญากร
31/07/2026
#ภาพความสนุกประจำสัปดาห์ที่ผ่านมาค่ะ
💖 "ทำไมเด็กๆ ถึงอยากมาเรียนกับเราทุกอาทิตย์?" เบื้องหลังรอยยิ้มและความสนุก... คือผลลัพธ์ทางพัฒนาการที่จับต้องได้
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คิดี้คับได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อคุณแม่หลายร้อยครอบครัว สิ่งที่เราภูมิใจที่สุดไม่ใช่แค่เด็กๆ สนุก แต่คือการได้เห็นพวกเขามีทักษะ EF ที่แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
เพราะเราเชื่อว่า "รากฐานที่ดี" ต้องสร้างตามช่วงวัย ทุกคลาสเรียนของเราจึงถูกออกแบบโดยนักจิตวิทยาพัฒนาการ เพื่อเจาะลึกทักษะสมองทั้ง 9 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการควบคุมอารมณ์ การมีสมาธิจดจ่อ การคิดยืดหยุ่นแก้ปัญหา ไปจนถึงความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
🔬 ทุกกิจกรรมอ้างอิงจากงานวิจัย และที่สำคัญ... #มีนักจิตวิทยาดูแลอย่างใกล้ชิดในทุกคลาส เพื่อไกด์น้องๆ อย่างถูกวิธี
มาร่วมสร้างต้นทุนชีวิตที่ดีที่สุดให้ลูกไปด้วยกันนะคะ
✨ คลาสเรียน EF สำหรับน้องๆ วัย 1-15 ปี
📞 สอบถามเพิ่มเติม/สำรองที่นั่ง: ทัก Inbox หรือ โทร 093-4466692
📍 ชั้น 1 โครงการไอดีโอมิกซ์ พหลโยธิน (ติด BTS สะพานควาย)
------------------------
*ภาพถ่ายทั้งหมดอยู่ภายใต้การรับรู้ของเด็กและผู้ปกครอง รวมถึงมีการคัดกรองความเหมาะสมก่อนการเผยแพร่ค่ะ
#สถาบันเสริมทักษะเด็กและครอบครัวด้วยกระบวนการทางจิตวิทยาย่านพหลโยธิน
#เหนือกว่าทักษะวิชาการคือทักษะด้านการใช้ชีวิต
้ถ้าเข้าใจพัฒนาการเด็ก
#พัฒนาการเด็ก #ทักษะEF #คลาสเรียนเด็ก #นักจิตวิทยาเด็ก #ฝึกสมาธิเด็ก
22/07/2026
🚀 เปิดรับสมัครแล้ว! คลาส Playgroup ที่ดีไซน์โดย "นักจิตวิทยาพัฒนาการ" เพื่อวัย 1.5 - 3.5 ปี โดยเฉพาะ เพราะช่วงเวลานี้คือ "นาทีทอง" ของการสร้างสมองและจิตใจที่ดีให้ลูกรัก
👶🏻 Smart CuB Playgroup โดย KidiCuB
คลาสเรียนเสริมพัฒนาการรอบด้านแบบกลุ่มเล็ก (3-5 คน) ที่จับกลุ่มตามระดับพัฒนาการจริง ไม่ใช่แค่ตามอายุ ชวนน้องๆ วัย 1.5 - 3.5 ปี มาสนุกและเติบโตไปด้วยกัน
🧠 ชวนมาปลดล็อกทักษะสมอง EF ทั้ง 9 ด้าน ผ่าน 400 กว่ากิจกรรม
- ด้านความจำและการยั้งคิด (Working Memory & Inhibitory Control)
- ด้านการควบคุมอารมณ์และสมาธิ (Emotional Control & Focus)
- ด้านสังคม การวางแผน และการมุ่งสู่เป้าหมาย
🌟 ทำไมต้องเลือกเรียนที่ KidiCuB?
1. Psychologist-Led: สอนและดูแลโดยนักจิตวิทยาประสบการณ์สูงทุกคลาส
2. Small Group (3-5 คน): คลาสเล็ก คัดตามระดับพัฒนาการ ดูแลทั่วถึง
3. No Separation: เรียนคู่กับคุณพ่อคุณแม่ สร้างความสัมพันธ์แบบไว้วางใจ (Secure Attachment) ลูกไม่กังวล
4. Home Connection: มีคำแนะนำพิเศษให้แต่ละครอบครัวนำกิจกรรมไปย้ำ-ซ้ำ-ทวนที่บ้านได้จริง
🚫 เพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางอารมณ์ คลาสของเราเปิดรับเฉพาะผู้สนใจระยะยาว และไม่มีระบบทดลองเรียนร่วมกับเด็กในคลาสปกติค่ะ
📅 ตารางเรียนที่เปิดรับสมัคร :
🗓️ วันเสาร์ | รอบ 10.00 - 11.00 น. (2ที่สุดท้าย!)
#เพราะชีวิตที่ดี...เริ่มต้นที่วัยเด็ก ให้ทีมนักจิตวิทยาจาก KidiCuB ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในก้าวแรกที่มั่นคงของลูกรักนะคะ
💬 สนใจสมัครหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทักอินบ็อกซ์ หรือ โทร 0934466692 ได้เลยนะคะ ยินดีให้บริการค่ะ!
👉 ที่ตั้งสถาบัน : ชั้น 1 โครงการไอดีโอมิกซ์ พหลโยธิน ติด BTS สะพานควาย
*ภาพถ่ายทั้งหมดอยู่ภายใต้การรับรู้ของเด็กและผู้ปกครอง รวมถึงมีการคัดกรองความเหมาะสมก่อนการเผยแพร่ค่ะ 🙂
#พัฒนาการเด็ก #นักจิตวิทยาเด็ก #ทักษะEF #เลี้ยงลูกเชิงบวก
19/07/2026
ดอกผลของ EF ที่ครูพิมและทีมคิดี้คับอดที่จะแชร์ความปลื้มใจนี้ไม่ได้เลยค่ะ
💖 “ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก” ...ประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารัก จากหัวใจของนักเรียนตัวน้อย
วันก่อนในคลาสเรียน Private เผอิญครูพิมมีโอกาสได้นั่งติววิชาสังคมให้นักเรียนคนหนึ่งค่ะ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงสอบกลางภาคของที่รร.พอดี วันนั้นหัวข้อที่เจ้าลูกศิษย์ถามเป็นเรื่องพุทธศาสนสุภาษิตที่ว่า “ททมาโน ปิโย โหติ”
พอนักเรียนถามว่าคำนี้อ่านว่าอะไรและแปลว่าอะไร ครูเลยอธิบายไปตามเนื้อหาในหนังสือที่เจ้าลูกศิษย์อุตส่าห์พกมาด้วยว่า...
“อ่านว่า ทะ-ทะ-มา-โน ปิ-โย โห-ติ แปลว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก ค่ะ นี่หนูจำตรงนี้นะ ปิโยเนี่ย แปลว่าที่รัก เผื่อสุภาษิตมันยาวแล้วตอนสอบหนูจำไม่ได้ ”
สิ้นเสียงคำแปล เด็กตัวเล็กๆ คนนั้นก็นิ่งไปนิดนึง ก่อนจะพึมพำออกมาเบาๆ ว่า...
“ครูก็ใช่นะ...”
ครูพิมฟังแล้วก็แอบคิดในใจว่า น้องคงหมายถึงอาชีพครูหรือเปล่าที่เป็นผู้ให้ เลยถามกลับไปว่า “หมายถึงอาชีพครูใช่ไหมลูก?”
แต่น้องส่ายหน้า ก่อนจะตอบกลับมาว่า...
“ไม่ใช่ครูๆ หนูหมายถึงครูอะ ครูพิม ครูก็ใช่นะประโยคนี้อะ”
วินาทีนั้นบอกตามตรงเลยค่ะว่า “น้ำตาแทบจะไหลออกมาจริงๆ ” มันเป็นประโยคบอกรักที่ไม่มีคำว่ารักโผล่มาเลยสักคำเดียว แต่มันกลับลึกซึ้งและกินใจจนอธิบายไม่ถูก คือในช่วงเวลาที่เราก็คิดว่าแค่ช่วยเด็กติวนิดเดียว กลับกลายเป็นพลังบวกกลับมาอย่างมหาศาล
ในฐานะนักจิตที่เด็กๆ ต่างเรียกว่าครู บางครั้งเราก็มีช่วงเวลาที่เหนื่อยล้า หรือแอบตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ้างว่าสิ่งที่เราทุ่มเทไป เด็กๆ จะรับรู้ได้ไหม? ผู้ปกครองจะเห็นและเข้าใจดอกผลของมันไหมนะ แต่คำพูดสั้นๆ ของนักเรียนในวันนั้น เหมือนเป็นสปอตไลท์ที่ส่องเข้ามาเติมพลังใจให้เต็มเปี่ยมให้ครูพิมเลยค่ะ และเป็นเครื่องยืนยันว่า เราไม่ได้มาผิดทาง
มาคิดอีกครั้งก็แอบรู้สึกว่า นี่สินะดอกผลของ EF ที่เราพร่ำสอนมาตลอด 10 กว่าปี
ในขณะที่เด็กน้อยตรงหน้านี้กำลังง่วนกับเนื้อหาทางวิชาการที่เป็นนามธรรม แต่กลับดึงเอาความหมายมาเชื่อมโยงกับเหตุการณ์จริงในชีวิตได้ทันที แถมยังมาแบบจังหวะซึ้งๆ อีกด้วย
และคำพูดสั้นๆ นี้เองที่สะท้อนถึงการมี Empathy (ความเห็นอกเห็นใจและเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น) และ Theory of Mind (ความสามารถในการรับรู้ว่าคนอื่นคิดหรือรู้สึกอย่างไร) ที่สูงมากของเด็กน้อยคนนี้
เพราะเขารับรู้ได้ว่าสิ่งที่ครูพิมทำคือ "การให้ด้วยใจ" และเขาก็อยากจะ "ให้" สิ่งดีๆ ตอบแทนครู ซึ่งก็คือคำชมและการยืนยันคุณค่าในตัวครูนั่นเอง (ซึ้งไปอีกยก)
ขอบคุณนะลูก สำหรับของขวัญที่ชุบชูใจครูพิม และเป็นอีกหนุึ่งเครื่องมือที่พิสูจน์ให้ครูพิมได้เห็นว่า EF ที่งอกงามแล้วนั้น สัมผัสได้จริงด้วยหัวใจ🤍✨
#เรื่องเล่าจากห้องเรียนEF #ครูพิม #แรงบันดาลใจ
16/07/2026
💖 "ทำไมเด็กๆ ถึงอยากมาเรียนกับเราทุกอาทิตย์?" เบื้องหลังรอยยิ้มและความสนุก... คือผลลัพธ์ทางพัฒนาการที่จับต้องได้
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา คิดี้คับได้รับความไว้วางใจจากคุณพ่อคุณแม่หลายร้อยครอบครัว สิ่งที่เราภูมิใจที่สุดไม่ใช่แค่เด็กๆ สนุก แต่คือการได้เห็นพวกเขามีทักษะ EF ที่แข็งแรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดค่ะ
เพราะเราเชื่อว่า "รากฐานที่ดี" ต้องสร้างตามช่วงวัย ทุกคลาสเรียนของเราจึงถูกออกแบบโดยนักจิตวิทยาพัฒนาการ เพื่อเจาะลึกทักษะสมองทั้ง 9 ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการควบคุมอารมณ์ การมีสมาธิจดจ่อ การคิดยืดหยุ่นแก้ปัญหา ไปจนถึงความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค
🔬 ทุกกิจกรรมอ้างอิงจากงานวิจัย และที่สำคัญ... #มีนักจิตวิทยาดูแลอย่างใกล้ชิดในทุกคลาส เพื่อไกด์น้องๆ อย่างถูกวิธี
มาร่วมสร้างต้นทุนชีวิตที่ดีที่สุดให้ลูกไปด้วยกันนะคะ
✨ คลาสเรียน EF สำหรับน้องๆ วัย 1-15 ปี
📞 สอบถามเพิ่มเติม/สำรองที่นั่ง: ทัก Inbox หรือ โทร 093-4466692
📍 ชั้น 1 โครงการไอดีโอมิกซ์ พหลโยธิน (ติด BTS สะพานควาย)
------------------------
*ภาพถ่ายทั้งหมดอยู่ภายใต้การรับรู้ของเด็กและผู้ปกครอง รวมถึงมีการคัดกรองความเหมาะสมก่อนการเผยแพร่ค่ะ
#สถาบันเสริมทักษะเด็กและครอบครัวด้วยกระบวนการทางจิตวิทยาย่านพหลโยธิน
#เหนือกว่าทักษะวิชาการคือทักษะด้านการใช้ชีวิต
้ถ้าเข้าใจพัฒนาการเด็ก
#พัฒนาการเด็ก #ทักษะEF #คลาสเรียนเด็ก #นักจิตวิทยาเด็ก #ฝึกสมาธิเด็ก
03/07/2026
🔥คลาส หลักสูตรยอดนิยมสำหรับเด็กวัยประถม 6-12 ปี
🎒คุณพ่อคุณแม่รู้ไหมคะว่า เด็กวัยประถม (6-12 ปี) เป็นวัยที่ต้องเริ่มรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ทั้งเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัว แต่หลายครั้งที่น้องๆ ทำไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเขาขี้เกียจ... แต่เป็นเพราะ "ทักษะสมองส่วนหน้า (EF)" ที่ใช้ในการบริหารจัดการชีวิตยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ต่างหากค่ะ
🧠ส่งเสริม "ทักษะแห่งความสำเร็จ" ให้ลูกรักตั้งแต่วันนี้ ด้วยหลักสูตรพัฒนาทักษะสมองส่วนหน้า (EF) และทักษะชีวิต-อารมณ์-สังคม อ้างอิงกิจกรรมจากงานวิจัยทางจิตวิทยา ออกแบบและสอนโดยนักจิตวิทยาพัฒนาการตัวจริง 👍
🎯 มุ่งเน้นพัฒนาทักษะสำคัญ 3 ส่วนเพื่ออนาคตของลูก:
- ทักษะการบริหารชีวิต (EF 9 ด้าน): ความจำใช้งาน, ยั้งคิดไตร่ตรอง, ยืดหยุ่นความคิด, วางแผนระบบงาน และมุ่งสู่เป้าหมาย
- ทักษะทางอารมณ์และสมาธิ: ฝึกสติ (Mindfulness) การควบคุมอารมณ์ และการประเมินตนเอง
- ทักษะทางสังคม: การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และการเข้าใจตนเอง
ทักษะเหล่านี้มีผลโดยตรงต่อทั้งความสุขและความสำเร็จในด้านการเรียน การงาน และการใช้ชีวิตของน้องๆ ในระยะยาว 🚀
📅 ตารางเรียนและสถานะที่ว่าง (เต็มแล้วปิดรอบทันที):
👉 วันเสาร์ รอบ 13.30 - 14.45 น. (ว่าง 1 ที่สุดท้าย)
👉 วันอาทิตย์ รอบ 13.30 - 14.45 น. (ว่าง 2 ที่สุดท้าย)
คุณพ่อคุณแม่ที่อยากปรับพฤติกรรมลูกรักให้โฟกัสดีขึ้น มีความรับผิดชอบมากขึ้น ทักแชทสอบถามหรือโทร 0934466692 เพื่อสำรองที่นั่งสุดท้ายได้เลยค่ะ 💬
#คลาสเรียนวันอาทิตย์ #คลาสเรียนวันเสาร์ #พัฒนาทักษะสมอง #ฝึกสมาธิเด็กประถม ็ก #จิตวิทยาเด็กประถม #เลี้ยงลูกเชิงบวก
03/07/2026
🎒 ลูกเริ่มเข้าอนุบาลแล้ว...แต่ยังไม่พร้อมไปโรงเรียน? สมาธิสั้น? หรือยังเข้ากับเพื่อนไม่ได้?
ช่วงวัย 3-6 ปี คือช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ของลูกรักค่ะ จากอ้อมอกพ่อแม่สู่รั้วโรงเรียน หลายครั้งที่น้องๆ มีพฤติกรรมถดถอย ดื้อ ต่อต้าน หรือปรับตัวยาก นั่นเพราะทักษะสมองและการควบคุมตัวเอง (EF) ของเขายังไม่พร้อม
👧🏻 Pre-EF Playgroup โดย KidiCuB พหลโยธิน (bts สะพานควาย)
หลักสูตรยอดนิยมสำหรับวัย 3-6 ปี ที่จะช่วยให้ลูกรักเรียนรู้อย่างมีความสุข ปรับตัวง่าย และมีพื้นฐานใจที่แข็งแรง พร้อมก้าวสู่การเรียนรู้ในระดับปฐมวัยอย่างมั่นใจ!
✨ สิ่งที่น้องๆ จะได้รับจากคลาสนี้:
- โรงเรียนน่าอยู่..หนูทำได้: ฝึกทักษะการเข้าสังคม การสื่อสารสมวัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข
- เตรียมพร้อมสำหรับการเขียน (แบบไม่ต่อต้าน): พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กผ่านกิจกรรมแสนสนุก จนลูกอยากหยิบจับดินสอเองโดยไม่ต้องบังคับ
- ฝึกสมาธิและการกำกับตนเอง (EF): ช่วยเพิ่มการจดจ่อ รู้จักรอคอย และปรับสมดุลทางอารมณ์
- ปลูกฝังวินัยเชิงบวกและตรรกะ: เรียนรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ความคิดสร้างสรรค์ และฝึกฝนวินัยอย่างเป็นธรรมชาติ
🥰 เพราะเด็กที่มี EF ที่ดี คือเด็กที่ไม่ได้มีแค่ความรู้ แต่จะมีความสุขกับการใช้ชีวิตในทุกๆ วันด้วยค่ะ
🚨 รอบเรียนที่เปิดรับสมัครเพิ่ม (ด่วน! รับจำนวนจำกัดมากๆ)
🗓️ วันเสาร์ รอบ 11.00 - 12.00 น. ➡️ [ รับเพิ่มเพียง 1 ที่สุดท้าย! ]
🗓️ วันเสาร์ รอบ 15.00 - 16.00 น. ➡️ [ รับเพิ่มเพียง 2 ที่สุดท้าย! ]
ที่ตั้งสถาบัน : ชั้น 1 โครงการไอดีโอมิกซ์ พหลโยธิน ติด BTS สะพานควาย
ช่วยลูกปรับตัวในชั้นเรียน และแก้อาการพฤติกรรมถดถอยอย่างถูกวิธีด้วยกระบวนการทางจิตวิทยา ทักแชทหรือ โทร 0934466692 เพื่อสำรองสิทธิ์ให้น้องด่วนเลยนะคะ! 💌
#คลาสเรียนเด็กอนุบาล #พัฒนาการเด็ก3ถึง6ปี #ฝึกEF #เตรียมความพร้อมเข้าโรงเรียน #กล้ามเนื้อมัดเล็ก #วินัยเชิงบวก
02/07/2026
🎯 เตรียมความพร้อมให้ลูกวัย 12-15 ปี ก้าวสู่โลกอนาคตอย่างมั่นใจ ด้วยหลักสูตร "EF for Teenage"
หมดยุคที่เด็กจะเรียนเก่งอย่างเดียวแล้วรอด! วัยรุ่นยุคใหม่ต้องมี "Soft Skills" และ "สมองส่วนหน้าที่แข็งแรง" เพื่อรับมือกับความกดดันและการแข่งขันรอบตัว
✨ 4 ทักษะสำคัญที่ลูกจะได้รับจาก 100 กว่ากิจกรรมในคลาสนี้:
- Executive Functions (EF): จัดระเบียบความคิด ความจำใช้งาน โฟกัสเป้าหมาย และคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น
- 21st Century Skills: ทักษะการคิดวิเคราะห์ การสื่อสาร และการปรับตัว
- Life & Social Skills: ทักษะชีวิตและการเอาตัวรอดในสังคมอย่างเท่าทัน
- Positive Mindset: สร้างทัศนคติที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น เติบโตอย่างมีสุขภาพจิตที่แข็งแกร่ง
💎 จุดเด่นของ KidiCuB ที่ผู้ปกครองไว้วางใจ:
- ออกแบบและสอนโดยนักจิตวิทยาพัฒนาการประสบการณ์สูงทุกคลาส
- เน้นกลุ่มเล็กมาก (3-5 คน) ดูแลทั่วถึงและเข้าใจความเฉพาะบุคคล
- ออกแบบกิจกรรมให้ยืดหยุ่นตามความพร้อม ไม่กดดันจนเสียสุขภาพจิต
- มีคำแนะนำพิเศษให้คุณพ่อคุณแม่นำกลับไปปรับใช้และซ้ำ-ทวนที่บ้านได้
📅 ตารางเรียน (เปิดรอบเดียว จำกัด 5 คนเท่านั้น!)
👉 วันอาทิตย์ รอบ 16.00 - 17.15 น.
ที่ตั้งสถาบัน : ชั้น 1 โครงการไอดีโอมิกซ์ พหลโยธิน ติด BTS สะพานควาย
อย่าปล่อยให้ช่วงเวลาสำคัญของวัยรุ่นผ่านไปโดยไม่ได้เตรียมพร้อม ทักแชทหรือ โทร 0934466692 หาเราเพื่อปรึกษาและสำรองที่นั่งให้ลูกรักด่วนเลยค่ะ 💌
#คลาสเรียนวัยรุ่น #พัฒนาการวัยรุ่น #ฝึกวินัยเชิงบวก #ทักษะชีวิต #เลี้ยงลูกวัยรุ่น
02/07/2026
🚀 เปิดรับสมัครแล้ว! คลาส Playgroup ที่ดีไซน์โดย "นักจิตวิทยาพัฒนาการ" เพื่อวัย 1.5 - 3.5 ปี โดยเฉพาะ
✨ เพราะช่วงเวลานี้คือ "นาทีทอง" ของการสร้างสมองและจิตใจที่ดีให้ลูกรัก
คุณพ่อคุณแม่เคยสงสัยไหมคะ? ทำไมลูกเรียนรู้ผ่านการเล่นที่บ้านแล้ว แต่บางทักษะยังดูติดขัด... นั่นเพราะเด็กวัยนี้ต้องการการกระตุ้นที่ถูกจุด บนพื้นฐานของ "ความอุ่นใจ" และ "ความเข้าใจในจิตวิทยาพัฒนาการ" ค่ะ 🧠❤️
👶🏻 Smart CuB Playgroup โดย KidiCuB
เปิดรับสมัครรอบใหม่แล้ว! คลาสเรียนกลุ่มเล็ก (3-5 คน) ที่จับกลุ่มตามระดับพัฒนาการจริง ไม่ใช่แค่ตามอายุ ชวนน้องๆ วัย 1.5 - 3.5 ปี มาสนุกและเติบโตไปด้วยกัน
🧠 ชวนมาปลดล็อกทักษะสมอง EF ทั้ง 9 ด้าน ผ่าน 400 กว่ากิจกรรม
- ด้านความจำและการยั้งคิด (Working Memory & Inhibitory Control)
- ด้านการควบคุมอารมณ์และสมาธิ (Emotional Control & Focus)
- ด้านสังคม การวางแผน และการมุ่งสู่เป้าหมาย
🌟 ทำไมต้องเลือกเรียนที่ KidiCuB?
1.Psychologist-Led: สอนและดูแลโดยนักจิตวิทยาประสบการณ์สูงทุกคลาส
2.Small Group (3-5 คน): คลาสเล็ก คัดตามระดับพัฒนาการ ดูแลทั่วถึง
3.No Separation: เรียนคู่กับคุณพ่อคุณแม่ สร้างความสัมพันธ์แบบไว้วางใจ (Secure Attachment) ลูกไม่กังวล
4.Home Connection: มีคำแนะนำพิเศษให้แต่ละครอบครัวนำกิจกรรมไปย้ำ-ซ้ำ-ทวนที่บ้านได้จริง
🚫 เพื่อการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทางอารมณ์ คลาสของเราเปิดรับเฉพาะผู้สนใจระยะยาว และไม่มีระบบทดลองเรียนร่วมกับเด็กในคลาสปกติค่ะ
📅 ตารางเรียนที่เปิดรับสมัคร:
🗓️ วันเสาร์ | รอบ 10.00 - 11.00 น. (3ที่สุดท้าย!)
#เพราะชีวิตที่ดี...เริ่มต้นที่วัยเด็ก ให้ทีมนักจิตวิทยาจาก KidiCuB ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในก้าวแรกที่มั่นคงของลูกรักนะคะ
💬 สนใจสมัครหรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ทักอินบ็อกซ์ หรือ โทร 0934466692 ได้เลยนะคะ ยินดีให้บริการค่ะ !
*ภาพถ่ายทั้งหมดอยู่ภายใต้การรับรู้ของเด็กและผู้ปกครอง รวมถึงมีการคัดกรองความเหมาะสมก่อนการเผยแพร่ค่ะ 🙂
#พัฒนาการเด็ก #นักจิตวิทยาเด็ก #ทักษะEF #เลี้ยงลูกเชิงบวก
24/06/2026
การสร้างรากฐาน EF ตามพัฒนาการคือสิ่งที่เราให้ความสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง กิจกรรมที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ในแต่ละสัปดาห์ จึงไม่ได้มีแค่ความสนุกที่ทำให้เด็กๆ อยากมาเรียนอย่างต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังต้องมีเป้าหมายทางพัฒนาการที่ชัดเจนและเห็นผลได้ พิสูจน์แล้วกับนักเรียนหลายร้อยครอบครัว ตลอดการให้บริการกว่า 5 ปีที่ผ่านมาของเราค่ะ
..............................................
ทุกหลักสูตร ทุกคลาสเรียน ได้รับการออกแบบมาเพื่อการเสริมสร้างและ #พัฒนาทักษะEF โดยนักจิตวิทยาพัฒนาการ ได้แก่
⭐ความจำดี ไม่ขี้หลงขี้ลืม ดึงความรู้ในอดีตมาใช้ในปัจจุบันได้ (Working Memory)
⭐รู้จักยับยั้งชั่งใจ ระงับตัวเองเป็น ไม่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม (Inhibitory Control)
⭐มีความคิดยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ปรับตัวง่าย (Shift/Cognitive Flexibility)
⭐ควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดี เหมาะสมกับสถานการณ์ (Emotional Control)
⭐ มีสมาธิ จดจ่อใส่ใจได้เหมาะสมกับช่วงวัย (Focus/Attention)
⭐ เข้าใจตนเอง รู้ขีดจำกัดของตนเอง เชื่อว่าตนเองพัฒนาได้ (Self-Monitoring)
⭐ กล้าคิด กล้าลงมือทำ กล้าลองผิดลองถูก (Initiating)
⭐ มีความคิดเป็นระบบ บริหารจัดการตนเองได้ แก้ปัญหาเบื้องต้นเป็น (Planning & Organizing)
⭐ ตั้งเป้าหมายเป็น มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค (Goal-directed Persistence)
รวมทั้งพัฒนาสมาธิ สังคม อารมณ์โดยตรง อ้างอิงกิจกรรมที่เหมาะสมจากทฤษฎีและงานวิจัยทางจิตวิทยา และ #ดูแลโดยนักจิตวิทยาทุกคลาส!
------------------------
📌สนใจคลาสเรียน EF สำหรับน้องๆ วัย 1-15 ปี สอบถามเพิ่มเติมทาง
inbox หรือ โทร 0934466692 ได้เลยนะคะ ยินดีให้บริการค่ะ
------------------------
*ภาพถ่ายทั้งหมดอยู่ภายใต้การรับรู้ของเด็กและผู้ปกครอง รวมถึงมีการคัดกรองความเหมาะสมก่อนการเผยแพร่ค่ะ
#สถาบันเสริมทักษะเด็กและครอบครัวด้วยกระบวนการทางจิตวิทยาย่านอารีย์
#เหนือกว่าทักษะวิชาการคือทักษะด้านการใช้ชีวิต
้ถ้าเข้าใจพัฒนาการเด็ก
#คอร์สเด็กเล็ก #พัฒนาการเด็ก #ปรับพฤติกรรมเด็ก #สมาธิสั้น #ติดจอ #พูดช้า
#พัฒนาการเด็กปฐมวัย #เด็กปฐมวัย #วินัยเชิงบวก