30/09/2024
𝐌𝐚𝐫𝐤𝐞𝐭 𝐒𝐮𝐦𝐦𝐚𝐫𝐲 𝟐𝟕/𝟎𝟗/𝟐𝟎𝟐𝟒
---
𝗝𝗮𝗽𝗮𝗻 𝗠𝗮𝗿𝗸𝗲𝘁
ตลาดหุ้นญี่ปุ่นจับตามองการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่ Shigeru Ishiba คว้าชัยอย่างพลิกความคาดหมายและจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นคนถัดไป การตอบสนองของตลาดเกิดขึ้นตั้งแต่บ่ายวันศุกร์ (27 กันยายน 2024) ค่าเงินเยนปรับตัวแข็งค่าขึ้นทันที 3% จาก 146.49 เป็น 142.10 ในช่วงท้ายตลาด พร้อมกับตลาดฟิวเจอร์สในตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวลงเช่นกัน และเช้าวันจันทร์อาจตามมาด้วยบรรยากาศที่ไม่สดใสนักสำหรับตลาดหุ้นญี่ปุ่น
𝗖𝗵𝗶𝗻𝗮 𝗠𝗮𝗿𝗸𝗲𝘁
จีนเพิ่มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจจีน โดยมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่
- การผ่อนคลายกฎเกณฑ์การซื้อบ้าน ทำให้การซื้อบ้านง่ายขึ้นและมีราคาที่น่าสนใจมากขึ้น
- การลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ทำให้การกู้เงินเพื่อซื้อบ้านมีต้นทุนที่ต่ำลง
- การศึกษาแนวทางกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รัฐบาลจีนกำลังพิจารณาที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมหากจำเป็น
อย่างไรก็ตาม ดัชนี PMI ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนยังคงอ่อนแอ เนื่องจากผลกระทบจากปัจจัยฤดูกาล
ตลาดหุ้นจีนสัปดาห์ที่ผ่านมาบวกยกแผง Shanghai +12.81% ChinaA50 +16.13% HangSeng +13%
𝗨𝗦 𝗠𝗮𝗿𝗸𝗲𝘁
ในคืนที่ผ่านมา (27 กันยายน 2024) ตลาดหุ้นอเมริกาเคลื่อนไหวแบบกระจายตัว ดัชนีดาวโจนส์ปิดด้วยจุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง ไม่บ่อยนักที่กลุ่มหุ้นของดาวโจนส์ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีน้อยจะทำผลงานได้ดี
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (blue-chip index) เพิ่มขึ้น 138 จุด หรือ 0.3% ขณะที่ดัชนีหลักอื่นๆ ปรับตัวลดลง ดัชนี S&P 500 ลดลง 0.1% ดัชนี Nasdaq Composite ลดลง 0.4% อย่างไรก็ตามทั้งสามดัชนีหลักยังคงทำสถิติเพิ่มขึ้นติดต่อกันเป็นสัปดาห์ที่สาม
ตลาดหุ้นถูกฉุดจากภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะหุ้นชิปเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งมีการเติบโตอย่างมากในปีนี้ แต่ยังคงมีความผันผวนสูง
โดยรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในคืนวันศุกร์เคลื่อนไหวในทิศทางบวก นำโดยหุ้นกลุ่ม defensive ดัชนี Invesco S&P 500 Low Volatility ETF เพิ่มขึ้น 0.4% ขณะที่ดัชนี Invesco S&P 500 High Beta ETF ลดลง 0.2% บ่งบอกว่านักลงทุนกำลังระมัดระวังมากขึ้น
ข้อมูลเศรษฐกิจที่เผยแพร่ในวันนี้เป็นบวก ดัชนีราคาการใช้จ่ายส่วนบุคคลหลัก (core PCE) รายงานต่ำกว่าคาดการณ์ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯ
ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดมีโอกาส 54% ที่จะลดดอกเบี้ยต่ออีก 0.5% ในเดือนพฤศจิกายน โดยมีโอกาสอยู่ที่ 54% และตัวเลขจ้างงานที่จะรายงานระหว่างช่วงนี้ไปจนถึงต้นเดือนพฤศจิกายนก่อนการประชุม Fed จะเป็นคีย์สำคัญที่ต้องจับตามอง หนึ่งในนั้นคือตัวเลข Nonfarm payrolls (Sep) ที่จะรายงานในวันศุกร์นี้ (4 ตุลาคม 2024)
---
27 Sep 2024
Nikkei 225: +2.32% to 39,829.56
Hang Seng: +3.55% to 20,632.30
Taiwan: -0.16% to 22,822.79
SET: -0.34% to 1,450.15
IDX Comp: -0.61% to 7,696.92
Nifty 50: -0.14% to 26,178.95
VN 30: +0.13% to 1,352.57
DJIA: +0.33% to 42,313.00
S&P 500: -0.13% to 5,738.17
Nasdaq: -0.39% to 18,119.59
Hot Stock: Wynn Resorts +7.2%
Biggest Loser: Dell Technologies -5.0%
Best Sector: Energy +2.0%
Worst Sector: Technology -0.9%
---
Source: barron / nikkei / bloomberg
25/09/2024
แกว่งตัวผันผวน
---
ตลาดหุ้นสหรัฐแกว่งตัวผันผวน ก่อนปิดบวกเล็กน้อยในช่วงท้ายตลาด กระทบโดยตัวเลขความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ค่อนข้างซบเซา
The Conference Board รายงานดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index) ในเดือนนี้ที่ 98.7 ลดลงจาก 105.6 ในเดือนสิงหาคม และต่ำกว่าการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ ถือเป็นการลดลงมากสุดในรอบสามปี แสดงถึงตลาดแรงงานของชาวอเมริกันที่อ่อนตัวลง โดย 31% ของผู้ตอบแบบสำรวจกล่าวว่างาน "มีมากมาย" ในเดือนกันยายน ขณะที่ 18% กล่าวว่างาน "หาได้ยาก"
รายงานดังกล่าวสนับสนุนความกลัวภาวะเศรษฐกิจถดถอยของนักลงทุนบางกลุ่ม ส่งผลให้ดัชนีหุ้นร่วงลงในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรกของการซื้อขาย
อย่างไรก็ตาม ในช่วงบ่าย หุ้นของบริษัทจีน ได้รับแรงหนุนจากการที่ทางการจีนเปิดเผยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก หุ้นของ Alibaba เพิ่มขึ้น 7.9% หุ้นของ PDD เพิ่มขึ้น 11.2% และหุ้นของ NIO เพิ่มขึ้น 11.7% กองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน iShares MSCI China ปิดเพิ่มขึ้น 8.8% ข่าวกระตุ้นเศรษฐกิจยังช่วยดันกลุ่มหุ้นที่อาจได้รับประโยชน์จากสหรัฐฯ อาทิ หุ้นเหมืองแร่ Caterpillar Nike และ Tesla
---
24 Sep 2024
Nikkei 225: -0.06% to 37,986.00
Hang Seng: +4.13% to 19,000.56
Taiwan: +1.68% to 22,042.69
SET: +0.98% to 1,462.10
KOSPI: +0.38% to 2,641.76
IDX Comp: +0.04% to 7,778.49
Nifty 50: +0.01% to 25,940.40
VN 30: +0.74% to 1,330.87
DJIA: +0.20% to 42,208.22
S&P 500: +0.25% to 5,732.93
Nasdaq: +0.56% to 18,074.52
Hot Stock: Freeport-McMoRan +7.9%
Biggest Loser: Global Payments -6.5%
Best Sector: Materials +1.4%
Worst Sector: Financials -0.8%
---
Source: barron
24/09/2024
รอปัจจัยใหม่
---
การลดอัตราดอกเบี้ยครั้งใหญ่ผ่านไปแล้ว นักลงทุนกำลังจับตามองปัจจัยใหม่ ๆ ที่จะมากระทบตลาด เช่น กำหนดเส้นตายการจัดสรรงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐในกลางสัปดาห์หน้า ตัวเลขการจ้างงานเดือนกันยายนที่จะรายงานวันที่ 4 ตุลาคม การเริ่มต้นรายงานผลประกอบการไตรมาสที่สามในสัปดาห์หน้า และการเลือกตั้งสหรัฐฯ วันที่ 5 พฤศจิกายน เป็นต้น
ณ ปัจจุบัน ดัชนีหุ้นกำลังแตะระดับสูงสุดใหม่ S&P500 ทำสถิติปิดสูงสุดเป็นครั้งที่ 40 ของปี 2024 DJI เพิ่มขึ้น 0.1% สู่ระดับสูงสุด และ NDX เพิ่มขึ้น 0.1% แต่ยังต่ำกว่าจุดสูงสุดที่ทำไว้ในเดือนกรกฎาคม 3.6%
ถือว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีสำหรับสัปดาห์ ดัชนีหุ้นยังคงรักษาโมเมนตัมขาขึ้นหลังจากปรับตัวลงในเดือนสิงหาคม
แม้เดือนที่แล้วจะมีความกังวลเกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจและการถดถอย แต่ในเดือนกันยายน ความกลัวเหล่านั้นก็ลดลง
ในตลาดตราสารหนี้ Yield ยังคงปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งที่สี่ในห้าวันทำการที่ผ่านมา แต่ยังคงต่ำกว่าระดับสูงสุดที่ทำไว้ในช่วงเดือนเมษายน Yield Curve ยังคงชันขึ้น ซึ่งหมายความว่าส่วนต่าง Yield ระยะสั้นและระยะยาวเริ่มถ่างกว้างมากขึ้นกว่าสัปดาห์ที่แล้ว
เป็นเรื่องปกติที่นักลงทุนต้องการ Yield ระยะยาวที่สูงเพื่อชดเชยความไม่แน่นอนที่ทำให้เกิดความเสี่ยงมากกว่าการลงทุนในระยะสั้น
ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมาได้เกิด "inverted yield curve" ที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นได้ปรับตัวสูงขึ้นกว่าระยะยาว แสดงถึงความไม่ปกติของตลาด แต่ก็เริ่มกลับมาเป็นปกติเมื่อเฟดเริ่มการลดดอกเบี้ยซึ่งทำให้ Yield ระยะสั้นเริ่มปรับลดลงมากกว่าช่วงอื่น ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อแผนการลดอัตราดอกเบี้ยของเฟด
เมื่อคืนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ 10 ปี ปิดที่ 3.74% เทียบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะ 2 ปี ที่ 3.58% ส่วนต่าง 0.16 จุดนี้เป็นความต่างที่มากที่สุดระหว่างอัตราผลตอบแทนทั้งสองนับตั้งแต่ช่วงครึ่งแรกของปี 2022
ด้วยอัตราผลตอบแทนระยะสั้นคาดว่าจะลดลงต่อไปเมื่อเฟดลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2024 และ 2025 เส้นอัตราผลตอบแทนจึงควรจะชันขึ้นต่อไป และนักลงทุนอาจต้องปรับมุมมองใหม่ว่าจะเริ่มวางเงินสดไว้ที่ไหนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนคุ้มค่าที่สุด
---
23 Sep 2024
Nikkei 225: +1.37% to 38,242.00
Hang Seng: -0.06% to 18,247.11
Taiwan: +1.68% to 22,042.69
SET: -0.26% to 1,447.90
KOSPI: +0.28% to 2,609.37
IDX Comp: +0.42% to 7,775.73
Nifty 50: +0.57% to 25,939.05
VN 30: -0.37% to 1,321.12
DJIA: +0.15% to 42,124.65
S&P 500: +0.28% to 5,718.60
Nasdaq: +0.14% to 17,973.60
Hot Stock: Tesla +4.9%
Biggest Loser: Regeneron Pharmaceuticals -4.6%
Best Sector: Energy +1.2%
Worst Sector: Health Care -0.2%
---
Source: barron
22/09/2024
สำรวจสภาวะหนี้: ประเทศไหนมีหนี้คงค้างกับ IMF มากสุด
---
ล่าสุดเพิ่งมีบทความของคุณโจเซฟ สติกลิตซ์ นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบลขียนบทความเสนอว่า IMF ควรยกเลิกค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม (Surcharges) ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่ตั้งใจเก็บกับประเทศที่ขอกู้เงิน เพื่อ เป็นแรงจูงใจให้ประเทศลูกหนี้เร่งชำระหนี้ และเพื่อสร้างเสถียรภาพให้ IMF บริหารเงินกองทุนได้เพียงพอต่อการให้ความช่วยเหลือประเทศสมาชิก
โดยคุณโจเซฟให้ความเห็นว่าค่าธรรมเนียมส่วนนี้ไม่แฟร์กับสมาชิกที่ขอกู้เงินและมีผลเสียมากกว่าผลดี โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศเหล่านั้นกำลังเผชิญปัญหาทางการเงิน แต่เป็นการเพิ่มภาระให้กับประเทศที่กำลังเผชิญปัญหาและทำให้หลุดพ้นจากการเป็นหนี้ได้ยากขึ้น เขายังเสนอให้ IMF ยกเลิกหรือปรับปรุงนโยบายค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมนี้ด้วยจุดมุ่งหมายในการลดภาระให้กับประเทศที่มีหนี้สิน และเพื่อให้กองทุนยังคงเป็นแหล่งสนับสนุนทางการเงินที่เชื่อถือได้สำหรับประเทศที่ต้องการความช่วยเหลือ
จาก fdiintelligence ให้ข้อมูลว่าถึงเดือนเมษา 2024 หนี้สินทั้งหมดที่ทั่วโลกค้างชำระให้กับ IMF มีอยู่เป็นจำนวน 112.9 พันล้าน SDR เทียบเท่า $149 พันล้านดอลลาร์
แม้ IMF จะให้ความช่่วยเหลือด้านเงินกู้กับประเทศกว่า 94 แห่ง แต่เงินกู้กว่า 68.8% กระจุกอยู่กับประเทศ 10 ลำดับแรก
อาร์เจนตินา เป็นประเทศที่ขอกู้รายใหญ่ที่สุดของ IMF ด้วยยอดหนี้ $42.9 พันล้าน ซึ่งอาร์เจนตินาเคยได้รับการช่วยเหลือจาก IMF หลายครั้งเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่ก็มีประวัติการผิดนัดชำระหนี้และการขอความช่วยเหลือหลายครั้งเช่นกัน และล่าสุดยังได้รับเงินกู้เพิ่มจำนวน $4.7 พันล้านเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2024 ที่ผ่านมา
อียิปต์ เป็นประเทศที่ขอกู้รายใหญ่เป็นลำดับสอง ด้วยยอดหนี้ $14.9 พันล้าน เศรษฐกิจของอียิปต์ถดถอยลงหลังจากการปฏิวัติอียิปต์ในปี 2011 และรายได้จากคลองสุเอซลดลง รัฐบาลอียิปต์จึงได้ขอความช่วยเหลือจาก IMF และได้รับเงินกู้ 12 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2016 จากนั้น IMF ยังได้อนุมัติเงินกู้เพิ่มเติมให้กับอียิปต์อีก 2.72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และ 5.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อรับมือกับผลกระทบของโควิด-19 ในปี 2020
ยูเครน มียอดหนี้กับ IMF อยู่ $12 พันล้าน ซึ่งยอดหนี้นี้มีที่มาจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 IMF ได้อนุมัติเงินกู้ให้กับยูเครนจำนวน 880 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเงินกู้ 15.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่ได้รับอนุมัติเมื่อปีที่แล้วเพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจของยูเครนจากการรุกรานของรัสเซีย เงินก้อนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแพ็คเกจการสนับสนุนมูลค่า $122 พันล้าน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ IMF ได้การสนับสนุนทางการเงินครั้งใหญ่แก่ประเทศที่กำลังเผชิญกับสงครามเต็มรูปแบบ
ด้วยเงื่อนไขเฉพาะของประเทศต่างๆ ที่ยื่นขอกู้ทำให้ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมของ IMF ดูเป็นการซ้ำเติมประเทศที่กำลังประสบปัญหา มากกว่าจะช่วยสร้างแรงจูงใจในการชำระคืนหนี้
---
Cr; https://www.project-syndicate.org/commentary/imf-must-end-surcharge-policy-by-joseph-e-stiglitz-et-al-2024-09
21/09/2024
ปริมาณซื้อขายหนาแน่น
---
แม้จะเป็นเดือนกันยาที่ไม่ได้เป็นช่วงปรับพอร์ตของสถาบันและนักลงทุนรายใหญ่ ตลาดหุ้นสหรัฐในคืนที่ผ่านมาก็มีปริมาณการซื้อขายหนาแน่นจาก Triple Witching Day ซึ่งเป็นวันหมดอายุของสถานะสัญญา Future Option และ Index พร้อมกัน ทำให้เกิดความผันผวนของการซื้อขายขึ้นในตลาด
วอลล์สตรีทยังคงซึมซับข้อมูลการตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยของ FED ในวันก่อนหน้า โดยคืนที่ผ่านมาเริ่มมีเจ้าหน้าที่ของ FED ออกมาให้ความเห็นเพิ่มเติมทั้งในทางที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
นาย Christopher Waller เจ้าหน้าที่ FED ออกมาให้ความเห็นว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่ผ่านมาบ่งชี้ได้ว่าอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) อาจต่ำกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ตั้งไว้
"เราอยู่ในจุดที่เศรษฐกิจแข็งแกร่ง เงินเฟ้อกำลังลดลง และเราต้องดูแลสภาพแบบนี้ไว้" Waller กล่าวในระหว่างการสัมภาษณ์
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกคนเห็นด้วย ในแถลงการณ์วันศุกร์ นาง Michelle Bowman เจ้าหน้าที่ FED ได้ปกป้องการตัดสินใจของเธอในการลงคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยกับการลดดอกเบี้ย 0.5% ในสัปดาห์นี้
"ฉันเห็นความเสี่ยงที่การลดดอกเบี้ยในขนาดใหญ่ขึ้นอาจถูกตีความว่าเป็นการประกาศชัยชนะต่อเงินเฟ้อในจังหวะที่เร็วเกินไป" Bowman กล่าว
ในสัปดาห์หน้าเราจะได้รับความคิดเห็นที่หลากหลายขึ้นจากเจ้าหน้าที่ FED โดยมีกำหนดที่ผู้บริหาร FED แต่ละสาขาจะออกมาให้ความเห็นในที่สาธารณะตลอดทั้งสัปดาห์ จากนั้นจะมีการรายงานตัวเลข Core PCE ของเดือนสิงหาในวันศุกร์ต่อไป
---
20 Sep 2024
🇯🇵 Nikkei 225: +1.67% to 37,739.5
🇭🇰 Hang Seng: +1.36% to 18,258.57
🇹🇼 Taiwan: +1.68% to 22,042.69
🇹🇭 SET: -0.22% to 1,451.69
🇰🇷 KOSPI: +0.49% to 2,593.44
🇮🇩 IDX Comp: -2.05% to 7,743
🇮🇳 Nifty 50: +1.48% to 25,790.95
🇻🇳 VN 30: +0.58% to 1,326
🇺🇸 DJIA: +0.09% to 42,063.36
🇺🇸 S&P 500: -0.19% to 5,702.55
🇺🇸 Nasdaq: -0.36% to 17,948.32
Hot Stock: Constellation Energy +22.3%
Biggest Loser: FedEx -15.2%
Best Sector: Utilities +2.6%
Worst Sector: Materials -0.7%
---
Source: barron
19/09/2024
การประชุม FOMC เปิดการลดดอกเบี้ยครั้งแรกด้วยเรท 0.5%
—-
FED เริ่มต้นลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ปีด้วยตัวเลข 0.5% เพื่อมุ่งดูแลตลาดแรงงงาน แม้อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับสูงแต่ก็ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ 2% แล้ว
นอกจากนี้ยังปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2024 จาก 2.1 เป็น 2.0 โดยที่ยังคงคาดการณ์เดิมของปี 2025 และ 2026 ไว้ที่ 2.0
dot plot เดือนกันยามองอัตราดอกเบี้ยสิ้นปี 2024 จะอยู่ในกรอบ 4.25% - 4.5%, ซึ่งต่ำกว่าการคาดการณ์ครั้งก่อนหน้าที่มองดอกเบี้ยเฉลี่ยสิ้นปี 2024 ที่ 5.0% - 5.25%
อัตราดอกเบี้ยในตลาดล่วงหน้ายังมองว่า FED มีเป้าหมายที่จะลดดอกเบี้ยได้ถึง 4.0% - 4.25% ในสิ้นปีนี้ ทำให้ยังมีช่วงการลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 0.5% - 0.75% ในการประชุมที่เหลืออีก 2 ครั้ง (รอบพฤศกิจกา และ รอบธันวา)
ตลาดหุ้นยังคงความผันผวนสูงระหว่างการประชุมและแถลงรายงาน โดย S&P 500 และ Nasdaq ปิดลบ 0.3% เช่นเดียวกับ DJI ลบเล็กน้อยที่ 0.2% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับตัวขึ้นเล็กน้อย
แม้การปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.5% จะถูกวิจารณ์มาก่อนหน้านี้ว่าอาจหมายถึงสภาพเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้ และทาง FOMC ก็มีการปรับลดคาดการณ์ GDP สิ้นปี 2024 ลงเล็กน้อย แต่ Jerome Powell ยังแสดงความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและความสามารถของธนาคารกลางในการดูแลสถานการณ์ โดยเพิ่มเติมว่า "ผมไม่เห็นอะไรในเศรษฐกิจที่บ่งบอกว่าโอกาสเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยหรือการชะลอตัวเพิ่มขึ้น" และมองเศรษฐกิจสหรัฐว่าจะเป็นไปในแนวทางของ Soft Landing ต่อไป
---
18 Sep 2024
SET: -0.06% => 1,435.77
DJIA: -0.25% => 41,503.10
S&P 500: -0.29% => 5,618.26
Nasdaq: -0.31% => 17,573.30
Hot Stock: West Pharmaceutical Services +4.5%
Biggest Loser: ResMed -5.1%
Best Sector: Energy +0.2%
Worst Sector: Technology -0.9%
---
18/09/2024
จับตารายงานการประชุม
---
คืนนี้ตามเวลาประเทศไทยเราจะได้รู้แล้วว่าการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ปีของธนาคารกลางสหรัฐจะเปิดด้วยตัวเลขเท่าไหร่ เมื่อตลาดคาดการณ์ว่า FED จะลด 0.50% ขณะที่ประธาน FED อย่าง Jerome Powell ออกโรงเตือนนักลงทุนว่าไม่ควรคาดหวังการลดดอกเบี้ยขนาดใหญ่ในอนาคต
สิ่งที่นักลงทุนควรจับตามองถัดจากนี้จึงเป็นรายงาน Dot Plot ที่จะไกด์แนวทางและอัตราการลดดอกเบี้ยของ FED ในอนาคตว่าจะลดมากหรือน้อย เร็วหรือช้า ต่อไป จาก Dot Plot ที่รายงานในเดือนมิถุนาที่ผ่านมาคาดการณ์ว่า FED จะลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในปี 2024 และ 1.00% ในปี 2025 และ 2026
เมื่อคืน SP500 กลับมาเทรดในจุดสูงสุดใหม่ ก่อนกลับมาปิดลบ ซึ่งเป็นครั้งที่ 2 แล้วที่ดัชนีขึ้นมาทดสอบแนวต้านนี้ เช่นเดียวกับ DJI ที่เดินหน้าขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ แม้จะกลับมาปิดลบในสิ้นวันก็ตาม
---
17 Sep 2024
SET: +0.07% => 1,436.60
DJIA: -0.04% => 41,606.18
S&P 500: +0.03% => 5,634.58
Nasdaq: +0.20% => 17,628.06
Hot Stock: Enphase Energy +6.3%
Biggest Loser: Accenture -4.8%
Best Sector: Energy +1.4%
Worst Sector: Health Care -1.0%
---
17/09/2024
เตรียมยาแรง?
---
การประชุม FOMC ใกล้เข้ามา การลดดอกเบี้ยเป็นเรื่องที่คาดได้อยู่แล้ว แต่นักลงทุนก็เริ่มหวั่นใจว่าการลดดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบเกือบ 5 ปีนี้ FED จะเปิดด้วยตัวเลขเท่าไหร่
ตัวเลขคาดการณ์ของตลาดตอนนี้มองว่ามีโอกาส 67% ที่ FED จะลดดอกเบี้ย 0.5% และ 33% สำหรับการลดดอกเบี้ย 0.25% ซึ่งพลิกจากการคาดการณ์ในสัปดาห์ที่แล้วที่มองว่า FED จะลดแค่ 0.25%
การลดดอกเบี้ย 0.5% อาจสะท้อนความกังวลของ FED ต่อเศรษฐกิจที่อ่อนแอกว่าที่คาด จึงต้องใช้ยาแรงเพื่อหลีกเลี่ยงการถดถอย แม้ว่าการลดดอกเบี้ยในขนาดที่มากขึ้นจะทำให้นักลงทุนกล้าเสี่ยงมากขึ้น แต่ก็เพิ่มความกังวลต่อสภาพเศรษฐกิจของอเมริกาด้วยเหมือนกัน
การลดดอกเบี้ย 0.25% อาจเป็นสัญญาณต่อเศรษฐกิจที่ดีว่าโดยรวมยังไปต่อได้ และต้องการแรงผลักจากนโยบายเพียงเล็กน้อยเพื่อให้กลับมาฟื้นตัว
อันที่จริงการเปลี่ยนความคาดหมายจาก 0.25% มาเป็น 0.5% นี้เพิ่งเกิดในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาที่ Wall Street Journal อ้างคำพูดของอดีตเจ้าหน้าที่ FED ที่กล่าวว่า "การตัดสินใจลดดอกเบี้ยระหว่าง 0.5% หรือ 0.25% นั้นไม่ค่อยต่างกัน" บวกกับคำพูดของ Bill Dudley อดีตประธาน Fed สาขานิวยอร์กที่เขียนบทความลงใน Bloomberg ว่าการลด 0.50% นั้นน่าสนใจ และคาดหวังว่า Powell จะทำเช่นนั้น
แต่การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนั้นถือเป็นยาแรงและมีผลต่อเซนติเมนต์ตลาดโดยเฉพาะในระยะสั้น และอาจเกิดความผันผวนได้แรงหากไม่เป็นไปตามที่คาดหมาย
---
16 Sep 2024
SET: +0.78 => 1,435.53
DJIA: +0.55% => 41,622.08
S&P500: +0.13% => 5,633.09
Nasdaq: -0.52% => 17,592.13
Hot Stock: Intel +6.4%
Biggest Loser: Qorvo -6.7%
Best Sector: Financials +1.3%
Worst Sector: Technology -0.4%
---
16/09/2024
FED ลดดอกเบี้ย กระทบเศรษฐกิจอย่างไร?
สัปดาห์นี้ไม่มีอะไรเป็น Hot Issue ไปกว่าการพิจารณาดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐอีกแล้ว จาก Info Graphic ของ visualcapitalist สรุปผลกระทบของการลดดอกเบี้ยของ FED ทั้งหมด 7 ครั้ง ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่ผ่านมาว่าส่งผลต่อเศรษฐกิจและการลงทุนตามนี้
ตั้งแต่ปี 1974 Fed ลดดอกเบี้ยมาแล้ว 7 ครั้ง แต่ละครั้งกินเวลาเฉลี่ย 26 เดือน (2 ปีนิด ๆ) และเฉลี่ยลงครั้งละ 6.35%
โดยรวมแล้วระหว่างการลงดอกเบี้ย อัตราเงินเฟ้อจะลดลงเฉลี่ย 3.4% แต่ดีดกลับเฉลี่ย 1.9% หลังหยุดลดดอกเบี้ยไปแล้ว 1 ปี
สำหรับฝั่งการลงทุน ระหว่างการลดดอกเบี้ย ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนดีดสูงสุดเฉลี่ย 6.3% ขณะที่หุ้นและอสังหาริมทรัพย์ลด 6.0% และ 4.8% ตามลำดับ
แต่หลังจากนั้น ตราสารหนี้จะค่อนข้างให้ผลตอบแทนเป็นบวกแบบชะลอตัวลงและให้ผลตอบแทนเมื่อ 1 ปีผ่านไปที่ +10.9% ทั้งหุ้นและอสังหาริมทรัพย์จะให้ผลตอบแทนในระยะ 1 ปีผ่านไปดีกว่า คือ +23.9% และ 25.5% ตามลำดับ
ประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องซ้ำรอยเสมอไป ข้อมูลนี้ใช้ประกอบการเตรียมใจเท่านั้น 🙂
15/09/2024
𝗘𝗰𝗼𝗻𝗼𝗺𝗶𝗰 𝗖𝗮𝗹𝗲𝗻𝗱𝗮𝗿 [ 𝟭𝟲 - 𝟮𝟬 𝗦𝗲𝗽 ]
𝑀𝑜𝑛 𝟷𝟼 𝑆𝑒𝑝 𝟸𝟶𝟸𝟺
🇯🇵 วันหยุด เคารพผู้สูงอายุ
🇨🇳 วันหยุด ไหว้พระจันทร์
🇰🇷 วันหยุด ไหว้พระจันทร์
𝑇𝑢𝑒 𝟷𝟽 𝑆𝑒𝑝 𝟸𝟶𝟸𝟺
🇨🇳 วันหยุด ไหว้พระจันทร์
🇰🇷 วันหยุด ไหว้พระจันทร์
𝑊𝐸𝐷 𝟷𝟾 𝑆𝑒𝑝 𝟸𝟶𝟸𝟺
🇨🇳 วันหยุด ไหว้พระจันทร์
🇰🇷 วันหยุด ไหว้พระจันทร์
🇬🇧 CPI (Aug)
🇪🇺 CPI (Aug)
🇺🇸 FOMC Meeting (เที่ยงคืนเวลาไทย)
𝑇ℎ𝑢 𝟷𝟿 𝑆𝑒𝑝 𝟸𝟶𝟸𝟺
🇬🇧 พิจารณาอัตราดอกเบี้ย
🇺🇸 อัตราผู้ขอรับสวัสดิการว่างงาน
🇯🇵 พิจารณาอัตราดอกเบี้ย
15/09/2024
#นิเกิล เป็นส่วนประกอบสำคัญในแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟได้ โดยเฉพาะแบตเตอรี่นิเกิล-แคดเมียม (NiCd), นิเกิล-เมทัลไฮไดรด์ (NiMH) และแบตเตอรี่ลิเธียม-ไอออน
แบตเตอรี่เหล่านี้จ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ทุกอย่างตั้งแต่สมาร์ทโฟนและแล็ปท็อปไปจนถึงรถยนต์ไฟฟ้าและระบบเก็บพลังงานของกริด
มาดูประเทศผู้ผลิตนิกเกิลรายสำคัญของโลก ช้อนพอสไว้ตั้งแต่ปี 2000 แต่ในคลิปมีย้อนไปถึงตั้งแต่ปี 1910 เลย
Most Nickel Producing Countries (1910 to 2020) || Largest Nickel Producers In the World
This video show the Most Nickel Producing Countries (1910 to 2020) in the world. ...