Supagarn Music School

Supagarn Music School

แชร์

โรงเรียนดนตรีศุภการ ♪
"ประทีปแห่งดน? https://www.facebook.com/supagran.school/posts/3235102449900971

อาจารย์ประทักษ์ ใฝ่ศุภการ กับเพลินเนตร วิรยศิริ ได้ร่วมกันก่อตั้ง โรงเรียนดนตรีศุภการ (Supagarn Music School) เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2526 เพื่อให้การศึกษาดนตรีสากลทั้งภาคปฏิบัติและทฤษฎีแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป จนถึงปัจจุบันมีผู้เข้ามาศึกษารวมกว่า 10,000 คน

ในจำนวนนี้ บางส่วนได้นำความรู้ ความสามารถด้านดนตรีไปเข้าร่วมกิจกรรมดนตรีในสถานศึกษาและหน่วยงาน
บางส่วนต่อยอดด้วยการศึกษาต่อในระ

20/10/2025

ขอไว้อาลัยแด่
คุณ​เพลินเนตร วิรยศิริ
Ploennet Viryasiri เจ้าของโรงเรียนดนตรีศุภการด้วยความเคารพรักอย่างสูง​และอาลัยยิ่ง
🙏🩵🙏

โรงเรียนดนตรีศุภการ - ประทีปแห่งดนตรีศึกษาและดนตรีอาชีพ 18/11/2022

The official website at https://www.supagarn.ac.th has been updated with cleaner design and easy access to contact information. 🥳🎼

โรงเรียนดนตรีศุภการ - ประทีปแห่งดนตรีศึกษาและดนตรีอาชีพ โรงเรียนดนตรีศุภการ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2526 ในความควบคุม และได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการ ...

Photos from Supagarn Music School's post 13/05/2022

อาลัย อาจารย์​มังกร​ ปี่แก้ว
ศิลปินนักดนตรี​กลองแจ๊สด้วยความเคารพรักอย่างสูง

ขอแสดงความเสียใจยิ่งกับครอบครัว​อาจารย์​มังกรผู้เป็นที่เคารพรักของศิษย์และวงการดนตรีเสมอมา

อาจารย์​มังกรสอนกลองที่โรงเรียนดนตรี​ศุภการมายาวนาน ด้วยความเมตตาและมอบความรู้​แก่ลูก​ศิษย์​มากมาย เป็นความทรงจำมิลืมเลือน 🤍🎶🎼

Mongkorn Peekaew

18/12/2021

โรงเรียนดนตรีศุภการ
ครบรอบปีที่ 39 ในปี 2565 นี้ 🎹🎼🎸🎻🌅 🤩

29/10/2021

WEEK 43 - October 29, 2021
อันเดร โบเชลลี
ร้องเพลงอุปรากรด้วยเสียงธรรมชาติ

ข่าว อันเดร โบเชลลี หรือ ออกเสียงอิตาเลียนว่า “อันเดรอา” จะมาแสดงคอนเสิร์ตในเมืองไทย ช่วงงานฉลองส่งท้ายปีเก่าสู่ปีใหม่นั้นกำลังเป็นเรื่อง Talk of the Town

ความจริง โบเชลลี เคยมาแสดงคอนเสิร์ตในบ้านเราเมื่อค่ำวันที่ 26 เมษาบน 2558 ณ ห้อง “รอยัล พารากอน” ซึ่งเป็นช่วงเดินทางมาทัวร์ในเอเชียทั้งที่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน อินโดนีเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่องกง ก่อนมาแสดงที่กรุงเทพฯ

ผมเขียนบรรยากาศในคอนเสิร์ตลงใน “Music Corner” คอลัมน์ที่ผมเขียนประจำในหน้า “จุดประกาย” หนังสือกรุงเทพธุรกิจ ตั้งแต่ปี 2536-2563

จะตัดเอาบางช่วงบางตอนของคอนเสิร์ตมาเล่าสู่ผู้ที่สนใจแต่ไม่ได้ไปชม

คอนเสิร์ต A Magical Night with Andrea Bocelli เริ่มด้วย Overture (เพลงโหมโรง) จากอุปรากร (Opera) เรื่อง Carmen ผลงานที่มีชื่อเสียงของ บีเซต์ นักประพันธ์เพลงชาวฝรั่งเศส บรรเลงโดยวงดุริยางค์เฉพาะกิจ ประกอบด้วยนักดนตรีและนักร้องประสานเสียงในบ้านเราประมาณ 100 คน อำนวยเพลงโดย การ์โล แบร์นินี ผู้อำนวยเพลง หรือวาทยกรชาวอิตาลี

ครึ่งแรกของคอนเสิร์ตเป็นเพลงจากอุปรากร โบเชลลี ในชุดสูทขาวสะอาดตา ส่งเสียงร้องเทเนอร์ อันไพเราะสดใสด้วย La Donna è Mobile จากอุปรากรเรื่อง Rigoletto ผลงานของ จูเซปเป แวร์ดี นักประพันธ์เพลงชาวอิตาลี คำร้องโดย ฟรานเชสโก ปิอาเว

โบเชลลี ต่อด้วย Di quella pira เพลงจากอุปรากร Il Trovatore ผลงานของ แวร์ดี เช่นกัน

เนื่องจาก แวร์ดี ประพันธ์เพลงสำหรับอุปรากรหลายเรื่องที่ได้รับความนิยมตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยความยิ่งใหญ่ในสมัย “โรแมนติก” โบเชลลีจึงนำ Brindisi เพลงจากอุปรากร La Traviata คำร้องของ ปิอาเว มาร้องคู่กับ มาเรีย อาเลดา นักร้องเสียงโซปราโน ชาวคิวบาในลีลาร่าเริง “วอลท์ซ” แบบเวียนนา

เพลง O Soave Fanciulla จากอุปรากร La Bohème ผลงานดนตรีของ ปุชชินี นักประพันธ์เพลงอุปรากรยิ่งใหญ่ชาวอิตาลี ส่วนคำร้องและบทร้อง จูเซปเป จาโกซา ประพันธ์ร่วมกับ ลุยจิ อิลลิกา โดยอาศัยเค้าโครงเรื่องของ อองรี มูร์เชร์ เป็นเรื่องราวของ ชาวโบฮีเมียที่ใช้ชีวิตอยู่กรุงปารีส

เพลง O Soave Fanciulla อยู่ในช่วงท้ายขององก์ในห้วงอารมณ์รักของ รูดอล์ฟโฟ กับ มิมี ตัวละครใน La Bohème ความหวานซึ้งของเพลง O Soave Fanciulla โบเชลลีร้อง “ดูเอ็ต” กับ อาเลดา ประทับใจแฟนเพลงที่ชอบ หรือเริ่มชอบเพลงอุปรากร อันเป็นเพลงสุดท้ายในครึ่งแรกของคอนเสิร์ต

ครึ่งหลัง อันเดร โบเชลลี หันมาร้องเพลงที่มีความหลากหลาย ฟังสบายกว่าเพลงอุปรากร เริ่มด้วย Granada กีตาร์ที่ร่วมบรรเลงกับวง มีส่วนช่วยให้มีความเป็นสเปน มีกลิ่นอายของ “ฟลาเมงโก” ทำให้จินตนาการเห็นเป็นดินแดนที่เคยเป็นอาณาจักรของพวก “มัวร์” แล้วต่อด้วยเพลง Amapola ที่ไพเราะแฝงไว้ด้วยอารมณ์ “อามาโฟลา”

เดวิด ฟอสเตอร์ โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง นักดนตรีชาวแคนาดาที่มีชื่อเสียง ขึ้นเวทีมาเพิ่มความบันเทิงตามสไตล์ที่เขาถนัด ทำให้ผู้ชมเพลิดเพลินไปกับการแสดงบนเวที

แคธารีน แม็คฟี นักร้องรับเชิญเปลี่ยนบรรยากาศด้วย (Somewhere) Over the Rainbow เพลงอมตะจากภาพยนตร์ที่คนฟังทั้งโลกชื่นชอบ นักร้อง นักดนตรี ร้องและบรรเลงอย่างไม่รู้จักเบื่อ แคธารีน ตัดท่อนที่เป็น “เวิร์ส” (Verse) ออก ร้องเฉพาะท่อน “คอรัส” (Chorus) แนวการร้องของ แคธารีน บางช่วงบางตอนออกแนว “อาร์แอนด์บี” แปลกหู แต่น่าฟัง

แคธารีน ต่อด้วยเพลงจากภาพยนตร์เรื่อง Body Guard ทำให้นึกถึง วิตนีย์ ฮูสตัน ผู้แสดงนำ และเพลง I Will Always Love You ของ ดอลลี พาร์ตัน “ราชินีคันทรี” วิตนีย์เปลี่ยนทำนองให้เข้ากับสไตล์การร้องแนว “อาร์แอนด์บี” ที่เธอถนัด ทำให้จำทำนองเดิมแทบไม่ได้ เด่นไปอีกแบบหนึ่ง แคธารีน นักร้องดังจากรายการ American Idol ร้องเพลงนี้ได้เฉียบมาก เพราะลีลาของเพลงเข้ากับน้ำเสียงและเข้าทางเธอพอดี หากไม่เห็นหน้าคงนึกว่าเธอเป็นนักร้องผิวสี

กลับมาที่ โบเชลลี อีกครั้งหนึ่ง ในเพลง Funiculì Funicula ไม่เพียงมีทำนองไพเราะชวนจำเท่านั้น ยังมีความคึกคักสง่างามด้วย

O Sole Mio ผลงานเพลงชนาดเล็ก แต่ยิ่งใหญ่เป็นที่ชื่นชมของคนทั้งโลก ดี กาปูอา แต่ง O Sole Mio ได้เยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ นึกถึงเพลงอิตาลีครั้งใด จะต้องนึกถึงเพลงนี้ก่อน

เฉพาะอย่างยิ่ง O Sole Mio มีความหมายสำหรับ อันเดร โบเชลลี มาก ในวัยเด็ก โบเชลลีชอบดนตรี แม่ส่งเสริมเป็นอย่างดี เขาเริ่มเรียนเปียโนตั้งแต่อายุ 6 ปี จากนั้นเรียนเป่าฟลูต, แซ็กโซโฟน, ทรอมโบน, ทรัมเป็ต หัดดีดกีตาร์ และตีกลอง

ครั้นเมื่อพี่เลี้ยง โอเรียนา ให้แผ่นเสียงแผ่นแรกแก่ โบเชลลี เป็นเพลงร้องของ ฟรังโก โกเรลลี นักร้องเสียง เทเนอร์ชาวอิตาลีที่มีหน้าตาดี เสียงมีเสน่ห์ พอฟังจบเท่านั้น โบเชลลี ตั้งเป้าหมายชีวิตตนเอง ต้องเป็นนักร้องเสียงเทเนอร์อาชีพ

โบเชลลี พยายามลอกเลียนเสียงและแนวการร้องของ โกเรลลี จนร้องได้ดี โบเชลลีออกแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกในหมู่บ้านเล็ก ๆ แถวสแตร์ซา ใกล้บ้านเกิด ตอนอายุ 14 ปี โบเชลลี ชนะการแข่งขันร้องเพลงในเวจจีโอด้วยการร้องเพลง O Sole Mio

ระหว่างเรียนนิติศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยปีซา ตอนค่ำโบเชลลีร้องเพลงหารายได้พิเศษในเปียโนบาร์

ในคอนเสิร์ต โบเชลลีออกมาร้อง “ดูเอ็ต” กับ แคธารีน แม็คฟี ในเพลง Can’t Help Falling In Love เพลงรักที่เอลวิส เพรสลี เคยร้องฮิตจนเป็นที่ติดอกติดใจแฟนจนถึงปัจจุบัน

พิเศษสำหรับผู้ชมผู้ฟังในห้อง “รอยัล พารากอน” แคธารีน แม็คฟี ได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ Echo มาร้องในลีลา “ร็อค-บัลลาด” มีการปรับเปลี่ยนทำนองให้เข้ากับแนวการร้อง ดนตรีเรียบเรียงได้ดีมาก มีการใช้ “Stop time” บางช่วงฟังแปลกหูจากที่เคยฟังมาหลาย “เวอร์ชัน” ต่อด้วย มณีภัสสร ไวรา สาวรุ่นชาวไทยจากแอลเอ สหรัฐอเมริกา มาร้องเพลงลูกทุ่ง “ส้มตำ” บทเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ

โบแชลลี ร้องเพลง The Prayer เพลงดังในภาพยนตร์แอนนิเมชั่น “Quest for Camelot” ที่โบเชลลีร้องคู่กับ เซลีน ดีออน นักร้องดังชาวแคนาดา

จบคอนเสิร์ตด้วย Con te partiró ผลงานของนักแต่งเพลงชาวอิตาลี ฟรานเชสโก ซาร์โตรี คำร้องอิตาเลียนโดย ลูชีโอ กวารันตอตโต ต่อมา แฟรงค์ พีเทอร์สัน แต่งเนื้อร้องเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อเพลง Time To Say Goodbye โบเชลลีร้องคู่กับ แจ็คกี เอแวนโช แต่ต้นฉบับ โบเชลลี ร้องคู่กับ ซาราห์ ไบรท์มัน นักร้องเสียงโซปราโนชาวอังกฤษ

อันเดร โบเชลลี เป็นนักร้องที่มีความเป็นธรรมชาติสูง ร้องจากใจ ไม่พึ่งเทคนิค การใช้เสียงหรือการร้อง มีความสดใส ก้องกังวาน มีเสน่ห์ เป็นนักร้องที่ไม่ยึดติดกับขนบของการร้องเพลงอุปรากร โดยภาพรวม เป็นนักร้องที่มีสุ้มเสียงไพเราะ ร้องเพลงได้น่าฟังที่สุด

23/10/2021

WEEK 42 - October 22, 2021
บรูซ แกสตัน
บุกเบิกดนตรีไทยประยุกต์

17 ตุลาคม 2564 วันแห่งความเศร้าของวงการดนตรีไทย การจากไปพร้อมกันด้วยมะเร็งโรคร้าย 3 คน อาจารย์ บรูซ แกสตัน, อ๊อด คีรีบูน หรือ รณชัย ถมยาปริวัฒน์, และ จิ๋ว หรือ ประจักษ์ศิลป์ กีรติบุตร

ทั้งสามคนล้วนอยู่ในวงการดนตรีอาชีพ แต่มีลักษณะที่ต่างกัน

คนแรก ประจักษ์ศิลป์ กีรติบุตร หรือที่รู้จักกันดีในวงการดนตรีคือ “จิ๋ว” เป็นนักเบสเล่นกับ อัสนี โชติกุล หรือ ป้อม วง “อิสซึ่น” จิ๋วเล่นในคลับหรือเลานจ์ ตามโรงแรมหรู ในกรุงเทพฯ

ช่วงหนึ่งเคยเล่นกับผมที่ “TGI Friday” ในยุค “สีลมพลาซา” เป็นแหล่งบันเทิง

ฮิตที่สุดหมู่คนหนุ่มสาว

จากนั้นผมแยกตัวมาตั้งวงเอง เข้าเล่นที่ “Brown Sugar” แจ๊สคลับฮอตที่สุดในเมืองไทย ย่านซอยสารสิน หลังสวน ซึ่งแขกส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ เข้าไปฟังเพลงกันแน่นจนล้นทะลักออกมานอกถนนเต็มฟุตบาท

คนที่สอง รณชัย ถมยาปริวัฒน์ หรือที่เรารู้จักกันดีในวงการเพลงป๊อปไทย ในนาม “อ๊อด คีรีบูน” ผมเกี่ยวข้องกับอ๊อด ในฐานะที่เคยสอนดนตรีให้อ๊อด พร้อมโอ๋ เพื่อนคู่หูของอ๊อด ซึ่งเล่นทั้งกีตาร์และร่วมแต่งเพลงในวง “คีรีบูน”

ช่วงที่อ๊อดมีปัญหาเรื่องสัญญากับบริษัทที่เขาสังกัด เคยมาปรึกษา แต่ผมก็ไม่อาจให้ข้อคิดเห็น

ช่วงนั้นอ๊อดต้องออกร้องเพลงตามที่ต่าง ๆ เพื่อหารายได้ มีอยู่วันหนึ่งโทรมาบอกผมว่าจะไปร้องโชว์ที่ “ไดซ์” พัทยาเหนือ เป็นคลับกึ่งร้านอาหารใหญ่ มีลูกศิษย์ผมบางคนเล่นอยู่ในวง ผมรับปากอ๊อดว่าจะไปชม

ผมบึ่งรถฝ่าพายุฝนจากกรุงเทพฯ ถึงพัทยาใกล้เวลาที่อ๊อดจะขึ้นเวที

ที่ “ไดซ์” ค่อนข้างกว้างใหญ่ แต่บัตรเข้าชมอ๊อดขายหมดเกลี้ยง แสดงว่าแฟนเพลงของอ๊อดที่พัทยามีมาก

มาเจอ อ๊อด คีรีบูน อีกครั้งหนึ่งตอน เพลินเนคร วิรยสิริ ผู้ร่วมก่อตั้งโรงเรียนดนตรีศุภการกับผม จัดงานฉลองครบรอบ 25 ปี ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.ประเสิร์ฐ ณ นคร เป็นประธานของงาน มีคนในวงการดนตรีมาร่วมมากมาย อาทิ ธนิศ ศรีกลิ่นดี, โก้ Mr. Saxman … และศิษย์เก่าที่อยู่ในแวดวงการดนตรีอาชีพเข้ามาร่วมงานและร่วมแสดง อ๊อด คีรีบูน มาร่วมร้องเพลงด้วย ปรากฏแฟนเพลงจำนวนมากชอบเสียงนุ่มไพเราะของ อ๊อด

หลังจากนั้น อ๊อดชวนไปกินข้าวที่บ้านแถวพระราม 5 ซึ่งตอนนั้นยังทำร้านอาหาร นั่นเป็นครั้งหลังสุดที่เจออ๊อด

คนที่สาม อาจารย์ บรูซ แกสตัน (Bruce Gaston) ผู้สร้างคุณูปการมากล้นให้แก่วงการดนตรีไทย ในรูปแบบ “ดนตรีไทยประยุกต์” หรือ “ดนตรีไทยร่วมสมัย” และเป็นบุคลากรสำคัญในวงการดนตรีศึกษา

ผมเจอ บรูซ แกสตัน ครั้งแรกในห้องประชุมคณะกรรมการตัดสินรางวัล “ศิลปาธร” ที่กระทรวงวัฒนธรรม ผมและ บรูซ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตัดสินรางวัล “ศิลปาธร 2550” สาขาดุริยางคศิลป์ ก่อนหน้านี้ 3 ปี ตั้งแต่รางวัล “ศิลปาธร” ครั้งแรก พ.ศ. 2547 ใช้ว่า สาขาคีตศิลป์

เนื่องจากช่วงนั้น ผมเป็นกรรมกรรมการบัญญัติศัพท์ดนตรีสากล และต่อเนื่องเป็นกรรมการจัดทำพจนานุกรมศัพท์ดนตรีสากล ราชบัณฑิตยสถาน ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นราชบัณฑิตยสภา (ตั้งแต่ พ.ศ. 2537-2555)

ผมเห็นว่าทั้ง “คีตศิลป์” และ “ดุริยางคศิลป์” มีความหมายไม่ครอบคลุม เรามีคำว่า “ดนตรี” ที่มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤต ใช้แทนภาษาอังกฤษว่า “music” อยู่แล้ว เท่าที่ตรวจสอบคำอธิบายจากพจนานุกรมภาษาอังกฤษมาตรฐานหลายเล่ม เห็นว่ามีความหมายครอบคลุม กว้างกว่า ชัดเจนกว่า จึงได้เสนอที่ประชุมว่าน่าจะใช้คำว่า “ดนตรี” ในสาขา Music

ปีถัดมา ผมและ บรูซ แกสตัน ร่วมเป็นกรรมการตัดสินรางวัล “ศิลปาธร 25551” ในสาขาดนตรี

ช่วงหนึ่งในที่ประชุม กรรมการหลายท่านอยากมอบรางวัลศิลปาธรแก่ บรูซ แกสตัน แต่ บรูซ ขาดคุณสมบัติ 2 ข้อ ข้อแรก อายุเกิน ตามกติกากำหนดอายุไม่เกิน 50 ปี ข้อที่สอง ยังไม่มีสัญชาติเป็นไทย

เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้สมควรรับรางวัลนี้ ผมจึงขอเสนอให้คิดรางวัลพิเศษมอบให้แก่ผู้ที่สมควรจะได้รับ

“ศิลปาธร 2552” ผมเป็นกรรมการตัดสินอีกครั้งหนึ่ง ในครั้งนี้ ทางสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรมจึงได้มอบรางวัล “ศิลปินศิลปาธรกิตติคุณ” (Distinguished Silpathorn) แก่ บรูซ แกสตัน

บรูซ แกสตัน เกิดวันที่ 11 กันยายน 1946 (พ.ศ. 2489) เป็นชาวอเมริกัน ศึกษาวิชาปรัชญา ระดับปริญญาตรี และวิชาการประพันธ์เพลง ระดับปริญญาโท ที่มหาวิทยาลัย Southern California ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

บรูซ เดินทางมาประเทศไทยตอนอายุ 22 ปี เนื่องจากสนใจดนตรีไทยและเลื่อมใสศรัทธาในพระพุทธศาสนา อีกทั้งชอบอาหารไทย …

ช่วง พ.ศ. 2514 เรียนตีระนาดเอกกับครูบุญยง เกตุคง และเรียนรู้ดนตรีไทย เพื่อการเข้าถึงดนตรีไทย

อีก 4 ปีต่อมา บรูซ ได้ร่วมก่อตั้งมหาวิทยาพายัพ ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยควบคุมดูแลคณะดนตรี

พ.ศ. 2522 - 2538 บรูซ เป็นอาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แผนกศิลปะการละคร รับหน้าที่สอนดนตรีและศิลปะดนตรีตะวันตก การปะพันธ์เพลงประกอบละครของแผนก โดยร่วมงานกับอาจารย์ สดใส พันธุมโกมล และคณาจารย์ในคณะ ทั้งนี้ได้นำออกแสดงยังต่างประเทศหลายครั้งในเทศกาล เช่น ที่สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ฮ่องกง …

พ.ศ. 2539 บรูซ ได้รับมอบหมายให้ประพันธ์บทเพลงซิมโฟนี “ทศพิศราชธรรม” โดยร่วมงานกับเหล่าศิลปินแห่งชาติ เป็นบทเพลงซิมโฟนีแบบตะวันตกผสมกับดนตรีพื้นบ้านของไทย เพื่อน้อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวาระที่พระองค์ทรงครองราชย์ครบ 50 ปี

บรูซ แกสตัน เป็นทั้ง นักดนตรี นักประพันธ์เพลง นักการศึกษาดนตรี เป็นผู้ก่อตั้งวงดนตรีไทยประยุกต์ “ฟองน้ำ” ออกแสดงตามที่ต่าง ๆ จนเป็นที่เลื่องลือทั้งในและนอกประเทศ

Photos 15/10/2021

WEEK 41 - October 15, 2021
ในหลวงรัชกาลที่ 9
ทรงดนตรีที่นครนิวยอร์ก

เมื่อคราว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จประพาสนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา วันที่ 5 กรกฎาคม 1960

นายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กได้จัดพิธีถวายการตัอนรับพระองค์อย่างเอิกเกริก ขบวนวงดุริยางค์ กองเกียรติยศทั้งหทารและตำรวจ นำรถเสด็จเปิดประทุนเคลื่อนไปตามถนนบรอดเวย์ ทั้งสองฟากฝั่งคลาคล่ำด้วยผู้คนหลายแสนคนเฝ้ารอรับเสด็จ

หลังเสร็จจากงานพิธี เบนนี กู๊ดแมน ได้ทูลเชิญ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จไปทรงดนตรีเป็นส่วนพระองค์ ร่วมกับเพื่อนนักดนตรีแจ๊สที่บ้านของเขา ย่านถนนที่ 66 ในนครนิวยอร์ก

การบรรเลงประมาณ 2 ชั่วโมง เป็นไปในลักษณะ “แจม” (jam session) คือบรรเลงร่วมกันโดยไม่มีการตระเตรียมหรือซักซ้อมกันมาก่อน นักดนตรีจะต้องแสดงเชิงปฏิภาณในการบรรเลง โดยอาศัยประสบการณ์ และการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี อีกทั้งยังต้องใช้ไหวพริบจับความจากเสียงที่ได้ยิน แล้วด้นตาม

จากคำบอกเล่าของ เคิร์ท มูลเลอร์ เพื่อนของเบนนี กู๊ดแมน ซึ่งตามเสด็จไปพร้อมกับอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ถนัด คอมันตร์ และภาพประกอบในหนังสือชีวประวัติ เบนนี กู๊ดแมน “Benny King of Swing” เขียนโดย สแตนลี แบรอน หนังสือปกแข็ง พิมพ์ออกเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อปี 1997 ปรากฏนักดนตรีที่เข้าร่วมถวายการบรรเลงได้แก่ เบนนี กู๊ดแมน, จีน ครูปา, เออร์บี กรีน, เรด นอร์โว, โจนาห์ โจนส์, ฟลิป ฟิลลิปส์, แจ็ค เชลดอน, เทดดี วิลสัน นักดนตรีทุกคนล้วนเคยร่วมงานกับ เบนนี กู๊ดแมน

พระองค์ทรงอัลโตแซ็กโซโฟนและคลาริเน็ต

เบนนี กู๊ดแมน เกิดที่นครชิคาโก วันที่ 30 พฤษภาคม 1909 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 1986 เป็นเด็กอัจฉริยะ เริ่มเล่นดนตรีอาชีพตั้งแต่อายุเพียง 12 ปี กับวง เบน พอลแล็ค ระหว่างปี 1926-9 จากนั้นเป็นนักดนตรีอิสระในนครนิวยอร์ก แสดงออกอากาศทางวิทยุ และบรรเลงอัดแผ่นเสียง

เบนนี ตั้งวงเองในปี 1934 เพื่อบรรเลงประจำทางวิทยุกระจายเสียง มีผลงานมากมายในวงการดนตรีแจ๊ส จนได้รับการยกย่องให้เป็น “ราชาสวิง” (The King of Swing)

เบนนี สร้างปรากฏกาณ์ใหม่ให้แก่วงการดนตรีแจ๊ส เขาไม่ได้โด่งดังแค่ “บิ๊กแบนด์” เท่านั้น “เซ็กซ์เทต” ของเขาเอานักดนตรีผิวขาวผิวดำมารวมกันเป็นครั้งแรก โดย เบนนี กู๊ดแมน เป่าคลาริเน็ต เป็นหัวหน้าวง ไลอะเนิล แฮมพ์ตัน (ไวบราโฟน) ชาร์ลี คริสเชียน (กีตาร์) เทดดี วิลสัน (เปียโน) จีน ครูปา (กลอง) อาร์เธอร์ เบิร์นสไตน์ (ดับเบิลเบส)

เบนนี ยังได้ร่วมงานกับคนดังในวงการดนตรีคลาสสิกอีกมาก เช่น เลนาร์ด เบิร์นสไตน์, สตราวินสกี, บาร์ทอก, ซิเกตี …

ด้วยความยิ่งใหญ่ในวงการดนตรี ฮอลลีวูด ได้สร้างภาพยนตร์อิงประวัติของ เบนนี กู๊ดแมน เรื่อง “The Benny Goodman Story” ปี 1955 โดยมี สตีฟ แอลเลน แสดงเป็น เบนนี เพลงประกอบในภาพยนตร์ล้วนเป็นเพลงดังของ เบนนี อาทิ Let’s Dance; Stompin’ at the Savoy; Goodbye Goodbye; Sing Sing Sing; Slipped Disc; Avalon

เออร์บี กรีน เกิดที่โมไบล์ รัฐอลาแบมา วันที่ 8 สิงหาคม 1926 ถึงแก่กรรม วันที่ 31 ธันวาคม 2018 ที่เฮลเลอร์ทาวน์ รัฐเพนซิเวเนีย เป็นนักทรอมโบนแจ๊สเด่นในยุค “สวิง” เริ่มแรกเล่นในวงจีน ครูปา

เออร์บี กรีน เริ่มมีชื่อเสียงช่วงเล่นในวงวูดี เฮอร์แมน เขาเป็นโซโลอิสต์คนสำคัญของวง ทอมมี ดอร์ซี หัวหน้าวงซึ่งเป็นนักทรอมโบนที่มีชื่อเสียงเช่นกัน นอกจากนี้ เออร์บี เล่นกับ บัค เคลย์ตัน, เคานท์ เบซี อัลบั้ม Blues & Other Shades of Green ของเขาถือว่าดีเยี่ยม เออร์บี เป็นนักดนตรีอิสระ ส่วนใหญ่ทำงานในห้องอัด

ช่วงที่เล่นในวง เบนนี กู๊ดแมน เออร์บี ได้แสดงฝีมือทรอมโบนในภาพยนตร์ The Benny Goodman Story

เออร์บี กรีน เคยมาแสดงคอนเสิร์ตที่ศูนย์วัฒนธรรมฯ ช่วงเฉลิมฉลอง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี

โจนาห์ โจนส์ เกิดที่หลุยส์วิลล์ รัฐเคนทักกี วันที่ 31 ธันวาคม 1909 ถึงแก่กรรมที่นิวยอร์ก วันที่ 30 เมษายน 2000 เริ่มเล่นอัลโตฮอร์น แล้วเปลี่ยนไปเป่าทรัมเป็ต เล่นกับวง ฮอเรซ เฮนเดอร์สัน มีชื่อเสียงช่วงเล่นกับบิ๊กแบนด์ลือชื่อ จิมมี ลันซ์ฟอร์ด จากนั้นเล่นกับ สตัฟฟ์ สมิธ แล้วย้ายไปอยู่กับวงบิ๊กแบนด์ นำโดย ลิล อาร์มสตรอง โจนาห์ เล่นกับวงที่มีชื่อเสียงอีกหลายวง เช่น เฟลทเชอร์ เฮนเดอร์สัน, เบนนี คาร์เตอร์, แค็บ คัลโลเวย์, เอิร์ล ไฮน์ส, เบนนี กู๊ดแมน

จีน ครูปา เกิดที่นครชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ วันที่ 15 มกราคม 1909 ถึงแก่กรรม วันที่ 16 ตุลาคม 1973

จีน ครูปา อัดแผ่นเสียงครั้งแรกปี 1927 กับวง “แม็คเคนซี-คอนดอน ชิคาโกอันส์” ความแรงและความดุเดือดที่หวดไม้กลองลงบนหนังกลองทอม-ทอม และเท้าเหยียบกระเดื่องลงที่กลองเบส ทำให้โปรดิวเซอร์ ทอม ร็อคเวลล์ กล่าวติดตลกว่า เขากลัวหัวเข็มที่เคลื่อนไปบนร่องแผ่นเสียงมันจะกระดอน

เดือนธันวาคม ปี 1934 จีน ครูปา เข้าร่วมงานกับวง เบนนี กู๊ดแมน เขาตีกลองทั้งในบิ๊กแบนด์ และ “เซ็กซ์เทต” วงขนาดเล็ก

การโซโลกลองของจีน โดยเฉพาะเพลง Sing Sing Sing ตื่นเต้น เร้าใจ ทำให้กลองมีชีวิตชีวา ทั้งแฟนแจ๊สและนักดนตรีด้วยกันพากันยกย่องในการบุกเบิกแนวโซโลกลอง

ความยิ่งใหญ่ของ จีน ครูปา ทางฮอลลีวูดได้นำประวัติของเขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์เรื่อง “The Gene Krupa Story” ในปี 1959 ผู้แสดงเป็น จีน ครูปา คือ ซัล มีเนโอ ดาราขวัญใจวัยรุ่นสมัยนั้น หลายเพลงในภาพยนตร์เป็นฝีมือกลองของ จีน ครูปา ตีแทนพระเอกของเรื่อง เช่นเพลง Royal Garden Blues; Indiana และ แอนนิตา โอเดย์ ร้องเพลง Memories of You มีอีกหลายเพลง อาทิ I Love My Baby; Cherokee; Song of India; Way Down Yonder in New Orleans

เรด นอร์โว เกิดที่เบียร์ดทาวน์ รัฐอิลลินอยส์ วันที่ 31 มีนาคม 1908 ถึงแก่กรรม วันที่ 5 เมษายน 1999

เรด เป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่เล่น “ไซโลโฟน” ในวงการดนตรีแจ๊ส ต่อมาเปลี่ยนมาตีไวบราโฟนหรือระนาดไฟฟ้าเมื่อปี 1943

หลังจากมีชื่อเสียงจากวง พอล ไวท์แมน และวงขนาด 12 เครื่องของตนเอง เรดก็เข้าเล่นในวง เบนนี กู๊ดแมน ในปี 1945 ปีถัดมาไปเล่นในวง วูดี เฮอร์แมน พร้อมกับย้ายไปอยู่แคลิฟอร์เนีย

ปี 1950-1958 เรด นอร์โว ทรีโอของเขาลือลั่นไปทั่ววงการดนตรีแจ๊ส วงประกอบด้วย เรด ตีไวบราโฟน ทัล ฟาร์โลว์ ดีดกีตาร์ ชาร์ลส์ มิงกัส ดีดดับเบิลเบส ผลงานของ เรด นอร์โว ทรีโอ ได้รับการกล่าวขวัญในหมู่นักฟังแจ๊สเสมอ

ฟลิป ฟิลลิปส์ เกิดที่บรุคลิน นิวยอร์ก วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 1915 ถึงแก่กรรม วันที่ 17 สิงหาคม 2001 เป็นนักเทเนอร์แซ็กโซโฟนในวง เบนนี กู๊ดแมน ช่วงปี 1942 แล้วไปเล่นกับวง เรด นอร์โว ได้รับความนิยมมาก ช่วงที่เป็นโซโลอิสต์วง วูดี เฮอร์แมน ระหว่างปี 1944-6 ฟลิป ออกสู่โลกกว้างโดยตระเวนแสดงสดกับกลุ่ม JATP (Jazz at the Philharmonic) ของ นอร์แมน แกรนซ์ โปรดิวเซอร์ผู้มีบทบาทสำคัญในวงการดนตรีแจ๊ส

แจ็ค เชลดอน เกิดที่เมืองแจ็คสันวิลล์ รัฐฟลอริดา วันที่ 30 พฤศจิกายนน 1931 เป็นนักทรัมเป็ตที่มีชื่อเสียงทางชายฝั่งตะวันตก ในนครลอสแอนเจลิส แจ็คเล่นกับนักดนตรีชื่อดังมากมาย เช่น สแตน เคนตัน วูดี เฮอร์แมน, จิมมี จิฟฟรี, อาร์ต เพพเพอร์, เบนนี กู๊ดแมน แจ็ค เป็นนักดนตรีเด่นในรายการโทรทัศน์ Merve Adams Show

เทดดี วิลสัน เกิดที่เมืองออสติน รัฐเท็กซัส วันที่ 24 พฤศจิกายน 1912 ถึงแก่กรรม วันที่ 31 กรกฎาคม 1986 ช่วงอายุ 16 ปี เทดดี ไปเยือนนครชิคาโก ทำให้เขาตัดสินใจก้าวเข้าสู่วงการดนตรี เริ่มด้วยการเป็นผู้เรียบเรียงดนตรีให้กับวง “สปีดเวบบ์” อีก 3 ปีต่อมาร่วมกับเพื่อนนักเปียโนฝีมือเยี่ยม อาร์ต เททัม เล่นในเปียโนบาร์คืนเว้นคืนในเมืองโทเลโด โอไฮโอ แล้วออกตระเวนแสดงกับ หลุยส์ อาร์มสตรอง

ต่อมา จอห์น แฮมมอนด์ นำเทดดี มานครนิวยอร์ก เป็นนักดนตรีทำงานในห้องอัด และเป็นหัวหน้าวงให้นักร้องแจ๊ส บิลลี ฮอลิเดย์ อยู่ 3 ปี จากนั้นมาเล่นกับ เบนนี กู๊ดแมน

เทดดี วิลสัน เป็นนักดนตรีแอฟฟริกัน-อเมริกันคนแรกที่เล่นในวงคนผิวขาว เบนนี กู๊ดแมน และเป็นนักดนตรีแจ๊สคนแรกเข้าไปสอนที่ “จูลลิอาร์ด” สถาบันดนตรีคลาสสิกชื่อก้องโลกในนครนิวยอร์ก

ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงดนตรีร่วมกับนักดนตรีแจ๊สที่มีชื่อเสียงดังกล่าวข้างต้นในนครนิวยอร์ก

08/10/2021

WEEK 40 - October 8, 2021
จอน แฟดดิส
เผยแพร่เพลงพระราชนิพนธ์ ร.9

13 ตุลาคม วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช มหาราช บรมนาถบพิตร

วันที่ 18 ตุลาคม 2016 (พ.ศ. 2559) สิบโมงเช้าตามเวลาท้องถิ่น นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในที่ประชุมพิเศษสมัชชาแห่งสหประชาชาติ จาก 193 ประเทศทั่วโลก เพื่อสดุดีและเทิดพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ก่อนการประชุม เหล่าตัวแทนชาติสมาชิกได้ร่วมยืนสงบนิ่ง แสดงความอาลัยแด่การสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นเวลา 1 นาที

ปีเตอร์ ทอมสัน ประธานสมัชชาแห่งสหประชาชาติ ได้กล่าวแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียครั้งใหญ่ของปวงชนชาวไทย และกล่าวสดุดียกย่องเทิดพระเกียรติ แด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงบำเพ็ญประโยชน์เพื่อประเทศชาติและประชาชนมาโดยตลอด แนวทางการพัฒนาของพระองค์ ประชาคมโลกสมควรจะน้อมนำไปปฏิบัติตาม

บัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวในนามสหประชาชาติ แสดงความเสียใจแด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศานุวงศ์ รวมถึงรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย ต่อการเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พร้อมกับกล่าวยกย่องว่า ตลอด 7 ทศวรรษพระองค์ทรงเป็นศูนย์กลางของประชาชน โดยเฉพาะในยามที่เกิดวิกฤตทางการเมือง พระองค์ทรงคลี่คลายด้วยสันติวิธี พระองค์ทรงผลักดันให้ประเทศไทยพัฒนาก้าวหน้าไป ด้วยโครงการพระราชดำริพัฒนาประเทศชาติและประชาชน ในนามสหประชาชาติ ขอยกย่องและรำลึกถึงพระองค์ สหประชาชาติ พร้อมจะสร้างความเข้มแข็งในความสัมพันธ์กับรัฐบาลไทยและประชาชนชาวไทย

ทั้งประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและประธานภูมิภาคยุโรปตะวันตก ได้กล่าวยกย่องพระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักพัฒนา ทรงทุ่มเทอย่างมากในการพัฒนาพื้นที่การเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้พ้นจากความยากจน พร้อมกับส่งเสริมให้ไทยเป็นประเทศเศรษฐกิจสำคัญในเอเชีย พร้อมกันนี้ยังได้กล่าวชื่นชมในพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีของพระองค์ด้วย

ดังจะเห็นได้ว่าพระราชนิพนธ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เป็นมรดกทางวัฒนธรรมดนตรีอันล้ำค่าของไทย เป็นที่ชื่นชมของนักร้องนักดนตรีต่างชาติ โดยเฉพาะในวงการดนตรีแจ๊สได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ไปร้องหรือบรรเลงในคอนเสิร์ตและบันทึกเสียง

นักดนตรีแจ๊สที่มีบทบาทเกี่ยวกับการเผยแพร่เพลงพระราชนิพนธ์คือ จอน แฟดดิส นักทรัมเป็ตแจ๊สระดับแนวหน้า เริ่มมีชื่อเสียงตั้งแต่อายุ 15 ปี

จอน แฟดดิส มาแสดงในกรุงเทพฯ ครั้งแรกกับวงเบนนี โกลสัน ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 12 และ 13 ตุลาคม 1987 วงแจ๊ส “คาร์เนกีฮอล” (The Carnegie Hall Jazz Band) ก่อตั้งโดย จอร์จ เวน

ปูชนียบุคคลและเป็นผู้ริเริ่มจัด “เทศกาลดนตรีนิวพอร์ตแจ๊ส” (New Port Jazz Festival) และหลายกิจกรรมในตำนานดนตรีแจ๊ส

“คาร์เนกีฮอลแจ๊สแบนด์” ควบคุมวงโดย จอน แฟดดิส นอกจากมีงานประพันธ์เพลงแจ๊สใหม่ ๆ แล้ว ยังได้เรียบเรียงบทเพลงแจ๊สอเมริกันในสไตล์ใหม่ โดยกลุ่มนักเรียบเรียงดนตรีที่มีชื่อเสียง อาทิ แฟงค์ พอสเตอร์, ราล์ฟ เบิร์น, สไลด์ แฮมพ์ตัน, แมนนี อัลบัม, โตชิโกะ อะกิโยชิ, คาร์ลา เบลย์, จิม แม็คนีลี คาร์เนกีฮอลแจ๊สแบนด์ มีผลงานหลายอัลบั้มในสังกัด “บลูโน้ต”

ในวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยือนนครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา วันที่ 17 พฤษภาคม 1995 คณะทูตถาวรแห่งประเทศไทย ประจำสหประชาชาติ ได้จัดรายการบรรเลงดนตรีถวายหน้าพระที่นั่งโดย “คาร์เนกีฮอลแจ๊สแบนด์” วงดนตรีได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาบรรเลงรวม 9 เพลง ผลสืบเนื่องจากการบรรเลงครั้งนี้ได้บันทึกจัดทำเป็นแผ่นซีดี นำออกเผยแพร่ในประเทศไทยชื่ออัลบั้ม “เพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช” (Gala Performance of Jazz Compositions of His Majesty King Bhumibol Aduljadej) เพื่อเฉลิมฉลองเนื่องในมหามงคลสมัยที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองราชสมบัติครบ 50 ปี

ในอัลบั้มนี้มีเพลงพระราชนิพนธ์ Friday Night Rag Part 1, 2, 3 (ศุกร์สัญลักษณ์), Oh I Say; Love at Sundown (ยามเย็น), When (เกิดเป็นไทย ตายเพื่อไทย), H.M. Blues (ชะตาชีวิต), Never Mind The H.M. Blues (ดวงใจกับความรัก) Blue Day (อาทิตย์อับแสง), Can’t You ever See; Lay Kram Goes Dixie (ลายคราม)

เพลงทุกเพลงเป็นแจ๊สที่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากบรรเลงในรูปแบบแจ๊สดั้งเดิม แนวการเรียบเรียง สำเนียงเครื่องดนตรีที่ใช้การ “อิมโพรไวส์” รวมทั้งผู้บรรเลงบ่งบอกถึงความเป็นแจ๊สเด่นชัด นักดนตรีหลายคนเป็นนักดนตรีระดับแนวหน้าในวงการดนตรีแจ๊ส

“คาร์เนกีฮอลแจ๊สแบนด์” ประกอบด้วย จอน แฟดดิส (ผู้กำกับดนตรี อำนวยเพลง ทรัมเป็ต), ไบรอน สตริงพลิง, วาร์เรน วาเช (ทรัมเป็ต), สไลด์ แฮมพ์ตัน (ทรอมโบน), แฟรงค์ เวสส์ (อัลโตแซ็กโซโฟน คลาริเน็ต), แกรี สมัลยัน (บาริโทนแซ็กโซโฟน), เจฟฟ์ คีเซอร์ (เปียโน), ปีเตอร์ วอชิงตัน (เบส), ลุยส์ แนช (กลอง)

จอน แฟดดิส ผู้มีบทบาทสำคัญ เกิดที่เมืองโอคแลนด์ แคลิฟอร์เนีย วันที่ 14 กรกฏาคม 1953 ย้ายไปนครนิวยอร์ก ได้เล่นกับไลอะเนิล แฮมพ์ตัน 6 เดือน แล้วไปเล่นในวง แธด โจนส์/เมล ลุยส์ ออร์เคสตรา ออกตระเวนแสดงกับวงนี้ทั่วโลก ช่วงอยู่นครนิวยอร์ก เข้าเรียนที่แมนฮัตตันสกูลออฟมิวสิค 2 ปี ช่วงนี้ได้เล่นกับ กิล เอแวนส์, ชาร์ลส์ มิงกัส, ชัค มันโจเน เล่นกับ ดิซซี กิลเลสปี นักทรัมเป็ตแจ๊สในตำนาน จนทำให้จอน แฟดดิส ได้ฉายาว่า “ดิซซีน้อย” จากนั้นจอนได้เล่นกับนักดนตรีแจ๊สยิ่งใหญ่อย่าง แม็คคอย ไทเนอร์, แจ็กกี แม็คลีน ...

จอน แฟดดิส นำ “คาร์เนกีฮอลแจ๊สแบนด์” มาแสดงในกรุงเทพฯ ที่ห้อง “บอลลูม” โรงแรมเอราวัณ ค่ำวันที่ 26 และ 27 ตุลาคม 1999 ผมได้ไปชมวันแรก

วงเริ่มด้วยอัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ Lay Kram Goes Dixie (ลายคราม) ลีลาการบรรเลงย้อนยุคกลับไปสมัยนิวออร์ลีนส์ สำเนียงดนตรีสไตล์ “ดิกซี” หรือ “ดิกซีแลนด์” สร้างบรรยากาศให้คึกคัก สนุกสนาน ดานา ฮอลล์ โซโลกลองถูกใจผู้ชม

ต่อด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ Can’t You Ever See ในลีลา “อีซีสวิง” เรนี รอสเนส นักเปียโนแจ๊สหญิงชื่อดัง “อิมโพรไวส์” มาหนึ่งช่วง ตามด้วยเพลงพระราชนิพนธ์ Friday Night Rag (ศุกร์สัญลักษณ์) เพลงสไตล์ “แร็กไทม์” ที่น่าฟัง สกอตต์ โรบินสัน โซโลบาริโทนแซ็กโซโฟน และเปียโนโดย เรนี รอสเนส ในท่อนที่เป็น “บลูส์”

สลับด้วยเพลง Shiny Stocking ของ แฟรงค์ ฟอสเตอร์, เพลง It Never Entered My Mind ของ ริชาร์ด รอดเจอร์ส และ Giant Steps ผลงาน “มาสเตอร์พีช” ของ จอห์น โคลเทรน

ครึ่งหลังทางวงได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์บรรเลงติดต่อกัน 3 เพลง คือ H.M. Blues (ชะตาชีวิต), Never Mind The H.M. Blues (ดวงใจกับความรัก) จอน แฟดดิส โซโลเป่าทรัมเป็ตเสียงสูงสะใจผู้ชมผู้ฟัง ใน Oh I Say ลีลา “บอสซาโนวา” แฟรงค์ เวสส์ เป่าทำนองด้วยโซปราโนแซ็กโซโฟน จบด้วย “แวมพ์” (Vamp) แล้วค่อยผ่อนจังหวะให้ช้าลง

ต่อด้วยเพลง You’d Be So Nice To Come Home ของ โคล พอร์เทอร์ เพลง Fascinating Rhythm สตีฟ เทอร์เร โชว์ฝีมือทรอมโบนอันลือชื่อ

“เพลงแถม” (encore) เป็นเพลงสั้น ๆ ของ ดุ๊ก เอลลิงตัน Choo-Choo; Happy Go Lucky Local

การบรรเลงของ “คาร์เนกีฮอลแจ๊สแบนด์” ในความควบคุมของ จอน แฟดดิส เป็นการเผยแพร่เพลงพระราชนิพนธ์ ของในหลวง ร.9 ที่สมบูรณ์แบบที่สุด

01/10/2021

WEEK 39 - September 30, 2021
จอร์จ มราซ
เดี่ยวเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” ที่จุฬา

จอร์จ มราซ นักดับเบิลเบสอันดับต้น ๆ ในวงการดนตรีแจ๊ส สิ้นชีวิตเมื่อวันที่ 16 กันยายน 2021 หลังครบรอบวันเกิด 77 ปี ผ่านไปเพียงหนึ่งสัปดาห์ในกรุงปราก เมืองหลวงสาธารณรัฐเช็ก

จอร์จ มราซ เคยมาแสดงคอนเสิร์ตกับวง เบนนี โกลสัน ที่หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 12 ตุลาคม 1987 ในวงประกอบด้วย เบนนี โกลสัน เป่าเทเนอร์แซ็กโซโฟน หัวหน้าวง สกอตต์ แฮมิตัน (เทเนอร์แซ็กโซโฟน), จอน แฟดดิส (ทรัมเป็ต), มิกกี ทักเกอร์ (เปียโน), จอร์จ มราซ (ดับเบิลเบส)

ลำพังแค่ เบนนี โกลสัน คนเดียวก็ตรึงผู้ชมได้อย่างสบาย เพราะนอกจากเป็นนักดนตรีแจ๊สระดับยิ่งใหญ่แล้ว เบนนี ยังเป็นนักแต่งเพลงฮิตและเป็นมาตรฐานในวงการดนตรีแจ๊ส เช่น เพลง Killer Joe; I Remember Clifford; Whisper Not; Along Came Betty

เบนนี เป็นจุด climax ของเรื่องในภาพยนตร์ The Terminal แสดงนำโดย ทอม แฮงค์ ดาราเจ้าบทบาท ภาพยนตร์ฟอร์มไม่ใหญ่ แต่โด่งดังไปทั่วโลกด้วยฝีมือของสตีเฟน สปิลเบิร์ก

เรื่องของเรื่องมีไม่มาก แต่ผูกเรื่องไว้ชวนติดตาม เรื่องย่อ ๆ วิกทอร์ นาวอร์สกี หนุ่มชาวโครเอเชีย (แสดงโดย ทอม แฮงค์) ถูกกักตัวในสนามบิน เจเอฟเค เข้านครนิวยอร์กไม่ได้ เพราะหนังสือเดินทางถูกยกเลิก ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในสนามบิน

ตอนท้ายของภาพยนตร์ เมื่อเหตุกาณ์ในบ้านเมืองของวิกทอร์สงบลง อิสรภาพของเขากลับคืนมาอีกครั้งหนึ่ง ทาง ตม.อนุญาตให้เข้าไปนครนิวยอร์กเพียงวันเดียว ด้วยความคุ้นเคยกับคนในสนามบิน และรู้จุดประสงค์ในการมานิวยอร์กครั้งนี้ ช่วยให้หนุ่มโครเอเชียรีบจับแท็กซี่มุ่งไปยังโรงแรมที่วง เบนนี โกลสัน ควอร์เทต เล่น วิกทอร์ ได้คุยกับ เบนนี ไม่กี่คำ เขาต้องขึ้นเวทีบรรเลงเพลง Killer Joe อันลือลั่น

จากนั้นทุกอย่างก็คลี่คลาย วิกทอร์ ได้ลายเซ็นจากมือของ เบนนี โกลสัน ดังที่เขาเคยสารภาพกับ เอมีเลีย ถึงจุดประสงค์ที่มาสหรัฐฯ เพื่อพบเบนนี ทั้งนี้เนื่องจากก่อนพ่อของเขาจะสิ้นลม เคยเปรยไว้ว่า อยากได้ลายเซ็นของ เบนนี โกลสัน พร้อมเปิดกระป๋องล้วงเอาตั๋วและแผ่นปลิวพับเป็นระเบียบที่ลายเซ็นของนักดนตรีแจ๊สดัง อย่าง ดุ๊ก เอลลิงตัน, เคานท์ เบซี, ดิซซี กิลเลสปี, เบนนี กู๊ดแมน, ธีโลเนียส มังค์ …

ผู้ชมภาพยนตร์บางคนอาจมีข้อกังขาว่า แค่ลายเซ็นของนักดนตรีอเมริกันเพียงคนเดียว อะไรจะขนาดนั้น แต่สำหรับคนที่ศรัทธา หลงใหลในศิลปะ อาจถือเป็นสิ่งมีค่าที่ประเมินไม่ได้ มันเป็นความสุขทางใจที่เข้าใจยาก ยิ่งคนที่หลงปลื้มอยู่กับทรัพย์สมบัติ หรือตัวเลขในธนาคาร ในตลาดหุ้น ยิ่งเข้าใจสิ่งเหล่านี้ยากเกินกว่าจะอธิบาย

ย้อนกลับมาที่วง เบนนี โกลสัน แสดงคอนเสิร์ต ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทางวงได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ “สายฝน” (Falling Rain) มาบรรเลง โดยมอบให้ จอร์จ มราซ ได้แสดงฝีมือดับเบิลเบสอันลือชื่อ เริ่มตั้งแต่บรรเลงทำนองเพลงไปจนถึง “การแสดงเชิงปฏิภาณ” (improvisation) ทั้ง “คอรัส” ลีลาร่าเริง เสนาะโสต น่าประทับใจ

นักดับเบิลเบสแจ๊สส่วนใหญ่ดีดสายด้วยนิ้ว น้อยคนที่จะสีสายด้วยคันชัก โดยเฉพาะช่วงที่โซโล ที่เด่นอย่างเช่น พอล เชเบอร์ส นักดับเบิลเบสวง จอห์น โคลเทรน ซึ่งเป็นหนึ่งในนักดับเบิลเบสคนโปรดของจอร์จ มราซ

จอร์จ มราซ เป็นนักดนตรีที่มีพื้นฐานดี เกิดเมื่อวันที่ 9 กันยายน 1944 ในเมืองปิเสค ในเขตโบฮีเมียใต้ ยุคที่เป็นเช็กโกสโลวาเกีย เริ่มเรียนไวโอลินคลาสสิกตั้งแต่ 7 ขวบ ตอนอายุ 12 ได้ยินเพลงของ หลุยส์ อาร์มสตรอง จากวิทยุเสียงอเมริกา ทำให้เกิดความชอบดนตรีแจ๊ส

ตอนอายุ 16 จอร์จ เข้าเรียนที่ Prague Conservatory สถาบันดนตรีเก่าแก่กว่า 200 ปีในกรุงปราก ที่ที่สร้างคนเก่งคนมีชื่อเสียงในวงกรดนตรีคลาสสิกมากมาย จอร์จเรียนดับเบิลเบสที่นี่ จบการศึกษาปี 1966

แม้เรียนดนตรีคลาสสิก แต่จอร์จชอบแจ๊ส ศึกษาเองจากการฟังผลงานเบสแจ๊สของ สกอตต์ ลาฟาโร, เรย์ บราวน์, รอน คาร์เตอร์ ระหว่างศึกษา กลางวันเรียน กลางคืน จอร์จออกไปเล่นแจ๊สในกรุงปาร์ก หลังเรียนจบ ออกไปเล่นตามเมืองต่าง ๆ ในยุโรป

ปี 1968 จอร์จ มราซ ย้ายไปเมืองมิวนิก เยอรมนี จากนั้น 2-3 เดือน จอร์จ ได้รับทุนไปเรียนที่ “เบิร์กลีคอลเลจออฟมิวสิค” สถาบันดนตรีชื่อก้องโลกในเมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา

เช่นเดียวกับสมัยศึกษาอยู่ในกรุงปราก กลางวันเรียน กลางคืนออกเล่นตามคลับ จอร์จ ได้เล่นกับนักดนตรีแจ๊สดังอย่าง คลาร์ก เทร์รี (ทรัมเป็ต), เฮอร์บี แฮนค็อค (เปียโน) และนักร้องแจ๊สรุ่นใหญ่ คาร์เมน แม็คเร

ปลายปีถัดมา จอร์จได้รับเชิญให้ไปเล่นกับ ดิซซี กิลเลสปี นักทรัมเป็ตในตำนานผู้ร่วมสร้างสรรค์ดนตรี

“บีบ็อพ” กับ ชาร์ลี พาร์กเกอร์ ในนครนิวยอร์ก แล้วต่อด้วยไปเล่นกับ ออสการ์ พีเทอร์สัน ส่งผลให้เล่นอัดอัลบั้มกับ ดิซซี กิลเลส ปี 3 ชุด ได้แก่อัลบั้ม The Winter in Lisbon; Bird Songs: The Final Recording; To Bird with Love และกับ ออสการ์ พีเทอร์สัน อัลบั้ม Another Day; In Tune; Walking the Line

ปี 1972 จอร์จ ย้ายไปอยู่นิวยอร์ก เป็นนักดนตรีอิสระ พร้อมที่จะไปเล่นกับใครก็ได้ งานล้นมือ เป็นช่วงที่จอร์จกำลังรุ่ง

ปีต่อมา จอร์จ ได้เล่นเบสประจำวง แธด โจนส์/เมล ลุยส์ ออร์เคสตรา จอร์จ เข้า ๆ ออก ๆ วง สแตน เกตซ์ หลายครั้ง และได้เล่นอัดแผ่นกับ สแตน เกตซ์ อัลบั้ม Line for Lyons; The Stockholm Concert; Voyage; Bossas & Ballads

เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ผมไปท่องเที่ยวยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก ก่อนแวะไปกรุงปราก ตระเวนเที่ยวแถวโบฮีเบีย ดินแดนแห่งปราชญ์ทางดนตรีของเช็กอย่าง ดวอชาก, สเมตานา แล้วแวะพักที่ “เชสกีครุมลอฟ” เมืองมรดกโลก 2 วัน

เชสกี ครุมลอฟ เมืองตั้งขึ้นในต้นคริสต์ศตวรรษที่ 13 ในโบฮีเมียใต้ ภูมิทัศน์ ทัศนียภาพงดงาม ราวกับเมืองในเทพนิยาย ระหว่างเดินเที่ยวเตร่อยู่นั้น เหลือบไปเห็นร้านขายแผ่น ซีดี ชื่อ Disc Classic ชื่อร้านก็บอกเน้นดนตรีคลาสสิก มีแผ่นแจ๊สไม่มาก จึงแวะถามหาอัลบั้ม Ojos Negros ของ ดีโน ซัลลุซซี แผ่น “อีซีเอ็ม” อัดในเยอรมนี ช่วงนั้นนักวิจารณ์เชียร์กันนัก เห็นในร้านมีแผ่น “อีซีเอ็ม” อยู่บ้าง เธอบอกแผ่นนี้ยังไม่มา เนื่องจากผมเคยดู ดีโน ซาลุซซี นักบันโดเนียน ชาวอาร์เจนตินาเล่นที่เนเธอร์แลนด์ อัลบั้มนี้เขาเล่นกับ อันยา เลชเนอร์ นักเชลโล ชาวเยอรมันตัวต่อตัว

รู้สึกคนขายมีความรู้เรื่องดนตรีคลาสสกดี ปรากฏว่าเธอเป็นนักฟลูตในวงซิมโฟนี เลยบอกไปว่าอยากได้แผ่นของนักเชลโลเช็กรุ่นใหม่สัก 2-3 คน เธอเลือกมาให้ 5-6 แผ่น แถมให้ 1 แผ่น เป็นฝีมือของ ยิชี บาร์ตา, ดานีล เวส, เอฟเชน รัตตัย เล่นบทเพลงของ บาค, โฟเร, ดวอชาก, แซงต์ซองส์ … ไม่ผิดหวัง

ที่ร้านนี้ ผมเลือกแผ่นแจ๊สของนักดนตรีเช็กมา 3 แผ่น ได้แก่อัลบั้ม Jazz Perception ของ โรมัน โปคอร์นี, Hidden Paths ของ เดวิด ดอร์รูชกา และ George Mraz ของ จอร์จ มราซ อัลบั้มนี้ เป็นเพลง จอร์จ แต่งเอง เกือบทั้งหมด เด่นสุดเป็น “แจ๊สสแตนดาร์ด” My Foolish Heart จอร์จ โซโลยาวเหยียด

จอร์จ มราซ ไม่ค่อยออกอัลบั้มในนามตนเอง แต่มักจะเล่นและอัดอัลบั้มกับนักดนตรีแจ๊สชั้นนำอย่าง บิลล์ แวนส์, จิม ฮอลล์, จอห์น สโกฟีลด์, มิเชล เปทรุชเชียนี, โจ โลวาโน, ทอมมี แฟลนาแกน, แฮงค์ โจนส์

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


509/1 Samsen Road , Dusit
Bangkok
10300

เวลาทำการ

พุธ 10:00 - 18:00
พฤหัสบดี 10:00 - 18:00
ศุกร์ 10:00 - 18:00
เสาร์ 09:00 - 18:00
อาทิตย์ 09:00 - 18:00