Gen Z เบื่อง่าย ลาออกบ่อย ไม่อดทน ไม่สู้ หรือจริง ๆ แล้ว เราแค่เอามาตรฐานของโลกการทำงานเมื่อ 20–30 ปีก่อน มาวัดชีวิตของคนในโลกปัจจุบันอยู่ ? | TipsTaskTalk Podcast
#เจนซี #เด็กรุ่นใหม่
BASE Playhouse
ยกระดับความสามารถของบุคลากร ผ่านการเรียนรู้ที่ 'ใช่' ที่สุด เพื่อเป้าหมายขององค์กรคุณด้วยโปรแกรมฝึกอบรมและเครื่องมือที่สร้างการเรียนรู้ได้จริง
20/04/2026
เคยไหมครับ... พยายามจะต่อรองเรื่องงานหรือตกลงอะไรบางอย่างกับเพื่อนร่วมงาน แต่คุยยังไงก็ไม่จบ หรือจบแบบเราเองที่รู้สึกไม่โอเค?
จริงๆ แล้ว "การต่อรอง" ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขหรือสัญญาครับ แต่มันคือเรื่องของ "จิตวิทยา" ล้วนๆ มีบทความหนึ่งจาก IBU พูดไว้ว่า สไตล์การต่อรองของเรามักจะสะท้อนมาจากนิสัย การตอบสนองต่อความเครียด และประสบการณ์ส่วนตัวของเราเองครับ
ถ้าอยากคุยให้รู้เรื่องและได้ผลลัพธ์ที่วิน-วิน เราต้องรู้จัก 5 สไตล์การต่อรองนี้ก่อนครับ
คุณต่อรองไม่เก่ง... หรือแค่ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นสไตล์ไหนใน 5 สไตล์นี้?
1.Competitive (สายลุย)
ชอบควบคุม รักความท้าทาย เน้นผลลัพธ์เป็นหลัก เหมาะกับดีลระยะสั้นที่ไม่ได้เน้นความสัมพันธ์มากนักครับ
2.Collaborative (สายร่วมมือ)
เน้นตั้งคำถาม ฟังเก่ง พยายามหาทางออกที่พอใจทั้งสองฝ่าย สไตล์นี้สร้าง Trust ได้ดีที่สุด แต่ใช้เวลานานหน่อยครับ
3.Compromising (สายประนีประนอม)
เน้นความยุติธรรม อยากให้จบเร็วๆ ยอมถอยคนละก้าวเพื่อให้งานเดินต่อได้ เหมาะกับเวลาที่จำกัดครับ
4.Avoiding (สายเลี่ยง)
ไม่ชอบความขัดแย้ง มักจะนิ่งหรือเงียบเพื่อลดแรงกดดัน บางครั้งใช้ได้ดีถ้าเรื่องนั้นไม่คุ้มที่จะแลก แต่ต้องระวังปัญหาบานปลายครับ
5. Accommodating (สายยอม)
ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์มากกว่าผลประโยชน์ตัวเอง ยอมได้เพื่อให้บรรยากาศดี สไตล์นี้เหมาะกับงานที่ต้องการความเป็นทีมเวิร์กสูงครับ
วิธีนำไปใช้จริงให้โปรกว่าเดิม
1.สังเกตตัวเองก่อน → เวลาโดนกดดัน เราตอบโต้แบบไหน? นั่นแหละคือ Default Style ของคุณครับ
2.อ่านคนตรงหน้าให้ขาด → เขาพูดเร็วเน้นผลลัพธ์ (Competitive) หรือเขาถามความเห็นเยอะ (Collaborative) จะได้ปรับโทนการคุยถูกครับ
3.ฝึก "ยืดหยุ่น" (Flex) → นักต่อรองที่เก่งที่สุดไม่ได้ใช้สไตล์เดียวตลอดเวลา แต่เขาเปลี่ยนตามสถานการณ์ครับ
เตรียม BATNA Best Alternative to a Negotiated Agreement → ก่อนเข้าห้องประชุม ต้องรู้ว่า "ถ้าตกลงกันไม่ได้ ทางเลือกที่ดีที่สุดอันต่อไปคืออะไร" จะช่วยให้คุณมั่นใจขึ้นเยอะครับ
การต่อรองไม่ใช่พรสวรรค์ แต่มันคือ "ทักษะ" ที่ฝึกกันได้ครับ เริ่มจากการรู้ทันตัวเองในวันนี้ แล้วเราจะคุมเกมการสนทนาได้ดีขึ้นแน่นอน
ผมเชื่อว่าถ้าเราเข้าใจจิตวิทยาเบื้องหลังการพูดคุย งานที่ว่ายากก็จะง่ายขึ้นเยอะครับ
Ref: The Psychology Behind the 5 Key Negotiation Styles (IBU Business)
#ทักษะการต่อรอง #พัฒนาตัวเอง
19/04/2026
AI Anxiety → Skill Shift
หลายคนกำลังรู้สึกว่า AI กำลัง “ไล่ทันเรา” แต่คลิปนี้โยนมุมใหม่ให้เลยว่า จริงๆ แล้วความกลัวนี่แหละ คือสัญญาณว่าเรากำลังอยู่ในจุดที่ต้อง “อัปสกิลครั้งใหญ่” ถ้าเล่นเกมนี้ถูก เราจะไม่ได้โดนแทนที่ แต่จะกลายเป็นคนที่ใช้ AI แล้ว “เก่งขึ้นแบบก้าวกระโดด”
ไปดูคลิปนี้มา Ryan Roslansky: Turning AI anxiety into skills for the future of work คือฟังแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่แค่เรื่อง AI แต่เป็นเรื่อง mindset ของการทำงานยุคใหม่เลย เหมาะกับคนที่กำลังงงว่าอนาคตจะไปทางไหน คนที่เริ่มใช้ AI แล้วแต่ยังจับทางไม่ถูก หรือคนที่เริ่มรู้สึกไม่มั่นคงกับ skill ตัวเอง เลยเอามาเล่าให้ฟังกันครับ
1. โลกการทำงานตอนนี้ “งงเหมือนกันหมด”
ตอนนี้มันไม่มีใครมั่นใจ 100% แล้วว่าอนาคตจะเป็นยังไง
playbook เดิมที่เคยใช้ได้ เริ่มใช้ไม่ได้ แต่ของใหม่ก็ยังไม่ชัด
ความรู้สึกแบบ “เอ๊ะ แล้วเราจะไปทางไหนดีวะ” เป็นเรื่องปกติมาก
ไม่ได้แปลว่าเราตามไม่ทัน แต่แปลว่าโลกมันกำลังเปลี่ยนจริงๆ
.
2. อนาคตไม่ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
หลายคนมอง AI เหมือนมันจะพาโลกไปเอง
แต่จริงๆ แล้วอนาคตขึ้นอยู่กับ “การเลือกของมนุษย์ตอนนี้”
เราจะใช้ AI ยังไง จะเอามันไปช่วยอะไร
มันไม่ได้ deterministic แบบที่หลายคนคิด
.
3. เปลี่ยนวิธีคิด: งาน = ชุดของ Task
แทนที่จะคิดว่า “ฉันเป็นตำแหน่งอะไร”
ให้เริ่มคิดว่า “ฉันทำอะไรบ้างในแต่ละวัน”
พอแยกออกมาเป็น task จะเห็นเลยว่า
บางอย่าง AI ทำแทนได้ บางอย่างยังต้องใช้เรา
.
4. แบ่งงานเป็น 3 แบบ จะเริ่มเห็นภาพทันที
แบบแรก: งานที่ AI ทำแทนได้เลย เช่น สรุป แปล เขียน basic
แบบสอง: งานที่ AI ช่วยเราเก่งขึ้น เช่น brainstorm หรือ refine
แบบสาม: งานที่ยังต้องเป็นมนุษย์ เช่น โน้มน้าว สร้างความเชื่อใจ
พอเห็น 3 แบบนี้ จะเริ่มรู้ว่าควรพัฒนาอะไรเพิ่ม
.
5. สิ่งที่เคยมองข้าม กำลังสำคัญขึ้น
เมื่อก่อนเราชอบพูดว่า soft skill ไม่ค่อยวัดผล
แต่ตอนนี้ skill อย่าง empathy, communication, curiosity
กลายเป็นของที่ AI ทำไม่ได้ และยิ่งสำคัญขึ้นเรื่อยๆ
พูดง่ายๆ คือ “ความเป็นคน” กลายเป็น competitive advantage
.
6. AI ที่ใช้เก่ง ไม่ใช่แค่สั่ง แต่มันคือ “คุย”
คนที่ได้ประโยชน์จริงๆ ไม่ได้ใช้ AI แบบถามคำถามเดียวจบ
แต่ใช้มันเหมือนเพื่อนร่วมงาน
เช่น ให้มันช่วยคิด ช่วย challenge หรือช่วยมองอีกมุม
มันเลยกลายเป็น thought partner มากกว่า tool
.
7. การใช้ AI คือ skill ใหม่จริงๆ
ไม่ใช่แค่รู้ว่า ChatGPT ใช้ยังไง
แต่คือรู้ว่า “จะใช้มันใน workflow ยังไง”
ต้องลองผิดลองถูก ปรับ prompt ไปเรื่อยๆ
เหมือนสมัยที่คนเก่ง Excel กับคนทั่วไป มันต่างกันชัด
.
8. Career ไม่ใช่บันไดอีกต่อไป
เมื่อก่อนคิดว่าไต่ตำแหน่งขึ้นไปเรื่อยๆ คือ success
แต่ตอนนี้มันเหมือน “กำแพงปีน” มากกว่า
เราต้องขยับไปด้านข้าง เรียน skill ใหม่ๆ เพิ่ม
ไม่ใช่แค่รอ promotion อย่างเดียว
.
9. เริ่มจากถามตัวเอง 3 คำถาม
ทำไมเราถึงทำงานนี้
อะไรคือสิ่งที่เราทำได้ดีแบบไม่เหมือนคนอื่น
แล้วเราอยากไปทางไหน
3 คำถามนี้จะช่วยให้ไม่หลงเวลาโลกมันเปลี่ยนเร็ว
.
10. งานกำลัง merge เข้าหากัน
เมื่อก่อนแต่ละ role แยกกันชัด เช่น marketer, designer, dev
แต่ตอนนี้ AI ทำให้คนคนเดียวทำได้หลายอย่าง
เลยเกิด role ใหม่แบบ “builder”
คนที่ combine skill ได้ จะได้เปรียบมาก
.
11. งานไม่ได้หาย แต่มันเปลี่ยนรูป
หลายคนกลัวว่า AI จะทำให้งานหาย
แต่จริงๆ งานยังอยู่ แค่รูปแบบมันเปลี่ยน
เช่น Product Manager ยังทำเหมือนเดิม
แต่เปลี่ยนจากเขียน spec มาเป็น “สอน AI” แทน
.
12. ต่อให้ไม่เปลี่ยนงาน งานก็เปลี่ยนเราอยู่ดี
ข้อมูลบอกว่า skill ที่ใช้ในงานเปลี่ยนไป 25% ใน 8 ปี
และจะเปลี่ยนถึง 70% ในไม่กี่ปีข้างหน้า
แปลว่า “อยู่นิ่ง = ถอยหลัง” โดยอัตโนมัติ
.
13. AI อาจช่วยแก้ปัญหาใหญ่ของโลก
เรื่องที่เคยดูเหมือนแก้ยากมาก เช่น climate change หรือ healthcare
AI อาจช่วยให้เราก้าวกระโดดได้
มันเลยไม่ใช่แค่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องของโลกด้วย
.
14. การเปลี่ยนนี้ ไม่มีใครทำคนเดียวได้
ไม่ใช่แค่บริษัท tech ที่ต้องปรับ
แต่ต้องมีโรงเรียน รัฐบาล ระบบการศึกษาเข้ามาเกี่ยว
เพราะมันคือการเปลี่ยนทั้ง ecosystem
.
15. คำถามสุดท้ายที่สำคัญมาก
เราจะใช้ AI เพื่อ “แทนมนุษย์”
หรือใช้มันเพื่อ “ทำให้มนุษย์เก่งขึ้น”
สองแบบนี้ให้ผลลัพธ์คนละโลกเลย
ส่วนตัวฟังจบแล้วรู้สึกว่า
AI ไม่ได้น่ากลัวเท่ากับ “เราไม่ยอมปรับตัว”
คำถามที่น่าคิดคือ
วันนี้สิ่งที่คุณทำอยู่
มันกำลังทำให้คุณ “พึ่ง AI มากขึ้น”
หรือ “เก่งขึ้นเพราะ AI” กันแน่ครับ
18/04/2026
นักวิจัยออกแบบแชทบอทให้มี 11 ทักษะการสื่อสาร — แล้วเราในฐานะมนุษย์ มีครบไหมครับ?
ลองนึกภาพนี้ครับ
คุณคุยกับแชทบอทสุขภาพ แล้วมันถามกลับว่า "วันนี้เป็นยังไงบ้างครับ?" พอเล่าให้ฟัง มันตอบด้วยความเข้าใจ ปรับภาษาให้เข้ากับอารมณ์เรา แถมยังโยนมุขเบาๆ ให้ผ่อนคลาย
คำถามคือ... ในชีวิตจริง เพื่อนร่วมงาน หัวหน้า หรือแม้แต่ตัวเรา ทำแบบนั้นได้บ่อยแค่ไหน?
มีงานวิจัย Systematic Review ปี 2025 จาก JMIR ที่รวบรวมว่า ถ้าจะออกแบบ Conversational Agent ให้สื่อสารได้ดีเหมือนมนุษย์ (หรือดีกว่า) ต้องโปรแกรมให้มี 11 กลยุทธ์การสื่อสาร ซึ่ง 11 ข้อนี้แท้จริงแล้วคือ "ทักษะที่มนุษย์ควรมีแต่มักลืมใช้" ครับ
11 Communication Strategies จาก AI สู่มนุษย์
Zone 1: Connect — สร้างบรรยากาศให้เปิดใจ
- Empathetic Response — ตอบด้วยความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ข้อมูล
- Small Talk — คุยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก่อน เพื่อความสบายใจ
- Social Etiquette — ทักทาย ขอบคุณ ขอโทษ มารยาทพื้นฐานที่ทรงพลัง
- Humor — อารมณ์ขันในเวลาที่ใช่ ลดแรงเสียดทานได้มหาศาล
Zone 2: Understand — เข้าใจคนตรงหน้าให้ลึกขึ้น
- Personalization — ปรับข้อความให้เหมาะกับคนนั้นๆ ไม่ copy-paste เดิมทุกคน
- Self-Disclosure — แบ่งปันบางอย่างของตัวเอง เพื่อสร้างความใกล้ชิด
- Contingency — ตอบสนองต่อสิ่งที่เขาพูดจริงๆ ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป
- Emotional Expressiveness — ใช้ภาษาที่มีอารมณ์ ไม่เย็นชาเหมือนรายงาน
Zone 3: Co-create — คิดร่วมกัน ไม่ใช่สั่งการ
- Explanation — อธิบายเหตุผลให้ชัด ไม่ใช่แค่บอกว่า "ทำแบบนี้เลย"
- Open-ended Questions — ถามเพื่อให้เล่า ไม่ใช่ถามให้ตอบแค่ใช่/ไม่ใช่
- Partnership — วางตัวเป็นคู่หู ไม่ใช่ผู้รู้ที่คอยสั่ง
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ
ถ้าองค์กรต้องใช้งบออกแบบให้ AI มีทักษะ 11 ข้อนี้ แปลว่าทักษะเหล่านี้มีคุณค่าจริงครับ แต่น่าเสียดายที่คนจำนวนมากใช้ Explanation ได้เก่ง แต่ขาด Empathy กับ Personalization ซึ่งทำให้ข้อมูลที่ดีมากกลายเป็นสิ่งที่คนไม่อยากฟัง
Practical: ลองใช้ Framework นี้ไปกับตัวเอง
1.Audit บทสนทนาที่ผ่านมา
เลือกการคุยกับลูกค้าหรือทีม 1 ครั้ง แล้วเช็กว่าใช้ครบ 3 Zone ไหม Zone ไหนที่หายไป
2. เลือก 1 ทักษะที่อ่อนที่สุด
อย่าพยายามพัฒนาทีเดียว 11 ข้อ เลือกแค่ 1 ข้อที่รู้สึกว่า "เราใช้น้อยมาก" แล้วตั้งใจใช้มันใน 3 การสนทนาถัดไป
3.ใช้เป็น Rubric ประเมินทีม
ถ้าคุณเป็น Trainer หรือผู้นำทีม ลองใช้ 11 ข้อนี้วิเคราะห์ transcript หรือ roleplay ของทีม จะเห็นทันทีว่า "ขาดมิติไหน"
ถ้า AI ยังต้องโปรแกรมให้มีทักษะเหล่านี้ เราก็ต้องฝึกเหมือนกันครับ ความแตกต่างคือ AI ต้องเขียนโค้ด ส่วนเราต้องฝึกใช้ซ้ำๆ จนกลายเป็น habit
Ref: JMIR 2025 Systematic Review — Health Communication Competence Strategies in Conversational Agents (e76296)
18/04/2026
Double Diamond มันช้าไปแล้วหรือเปล่า? รู้จักกับ "Stingray Model" นวัตกรรมการคิดแบบติดเทอร์โบด้วย AI
เคยไหมครับ? ที่ทีมใช้เวลาเป็นเดือนๆ ในการทำ Design Thinking หมดกระดาษ Post-it ไปเป็นตั้งๆ ประชุมระดมสมองกันจนตาแฉะ แต่สุดท้ายไอเดียที่ได้มากลับ "ทำจริงไม่ได้" เพราะติดปัญหาเรื่องงบประมาณบ้าง หรือโรงงานผลิตให้ไม่ได้บ้าง
มีบทความที่น่าสนใจจาก Board of Innovation บอกไว้ว่า โมเดล Double Diamond ที่เราใช้กันมาเกือบ 20 ปี กำลังจะกลายเป็นเรื่องล้าสมัย เพราะในยุคที่มี GenAI เราไม่จำเป็นต้องเสียเวลาขนาดนั้นอีกต่อไปแล้วครับ เขาเลยเสนอโมเดลใหม่ที่ชื่อว่า "Stingray Model" (โมเดลปลากระเบน) ที่จะมาเปลี่ยนวิธีทำงานของสาย Innovation ไปตลอดกาล
ทำไมเราถึงต้องเปลี่ยน?
Insight สำคัญคือ Double Diamond แบบเดิมมักจะเน้นไปที่ "ความต้องการลูกค้า" (Desirability) มากจนเกินไป แต่ดันลืมมองเรื่อง "ความเป็นไปได้ทางเทคนิค" (Feasibility) และ "ความคุ้มค่าเชิงธุรกิจ" (Viability) กว่าจะรู้ว่าทำไม่ได้ ก็เสียเงินและเสียเวลาไปมหาศาลแล้วครับ
3 ขั้นตอนฉบับ Stingray Model ย่อยง่ายๆ ตามนี้ครับ:
1.Train: วางรากฐานด้วยข้อมูลจริง
แทนที่จะเริ่มจากความว่างเปล่า เราใช้ AI มาช่วยรวบรวมข้อมูลดิบ ทั้งเทรนด์ตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค ไปจนถึงข้อจำกัดของบริษัทเราเอง (เช่น งบผลิต หรือเครื่องจักรที่มี) เพื่อสร้าง "โจทย์" ที่คมและเป็นไปได้จริงตั้งแต่ก้าวแรก
2.Develop: ขยายไอเดียแบบทวีคูณ
ขั้นตอนนี้ AI จะทำหน้าที่เป็น Co-pilot ช่วยเรากางไอเดียออกมาเป็นร้อยเป็นพันรูปแบบในเวลาไม่กี่นาที โดยที่ไอเดียเหล่านั้นถูกกรองมาแล้วว่าอยู่ในขอบเขตที่เราทำได้จริง ไม่ใช่แค่ฝันเฟื่อง
3.Iterate: ทดสอบซ้ำๆ จนเป๊ะ
เราใช้ AI ช่วยสร้าง Prototype หรือทำ "Synthetic Testing" (การจำลองการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างเสมือน) เพื่อดูว่าไอเดียไหนรุ่ง ไอเดียไหนร่วง ทำให้เราปรับจูนงานได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่าตัว
สรุปให้เอาไปใช้งานได้จริง:
ถ้าอยากให้ทีมทำงานไวขึ้น ลองเปลี่ยนจากการนั่งล้อมวงแปะ Post-it แบบเดิมๆ มาเป็นการใช้ AI ช่วยหา Insight และจำลองสถานการณ์ดูครับ มันจะช่วยลดความลำบากของมนุษย์ และเพิ่มโอกาสที่โปรเจกต์จะสำเร็จได้จริงโดยไม่ต้องไปตายเอาดาบหน้า
ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ แล้วจะพบว่านวัตกรรมไม่ใช่เรื่องที่ต้องรอนานเสมอไปครับ!
Ref: Board of Innovation (2024) - The AI-powered 'Stingray model' for innovation
17/04/2026
AI ทำลาย Critical Thinking จริงไหม?
คำถามนี้กำลังดังมาก
จนหลายคนเริ่มรู้สึกว่า AI คือ “ตัวร้าย” ของการคิดไปแล้ว
แต่ถ้าลองมองให้ลึกขึ้นอีกนิด
คำตอบอาจไม่ใช่แค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
เพราะสิ่งที่ AI กำลังเปลี่ยน
ไม่ใช่แค่ “ความเร็วในการทำงาน”
แต่มันกำลังเปลี่ยน “วิธีที่เราใช้สมอง” มากกว่า
---
เมื่อก่อน เวลาทำงานหรือเรียนอะไรสักอย่าง
เราต้องเริ่มจาก
ตั้งคำถามเอง → หาเอง → อ่านเอง → เปรียบเทียบเอง → สรุปเอง
กระบวนการนี้ช้า
แต่ทุกขั้นคือการ “ใช้กล้ามเนื้อการคิด”
---
แต่วันนี้ หลายคนเริ่มแบบนี้แทน
ถาม AI ก่อน
แล้วค่อยดูว่าจะเอาคำตอบไปทำอะไรต่อ
มันเร็วขึ้นมาก
และในหลายกรณี มันก็ช่วยให้เริ่มต้นได้ง่ายขึ้นจริง
งานวิจัยหลายชิ้นก็สะท้อนตรงกันว่า
AI สามารถช่วยให้คนเข้าถึงข้อมูลได้เร็วขึ้น
เห็นมุมมองที่หลากหลายขึ้น
และช่วยตั้งต้นการคิดหรือการเขียนได้ดีขึ้น
---
แต่ในเวลาเดียวกัน
ก็เริ่มมีสัญญาณอีกด้านหนึ่งที่น่าสนใจ
หลายงานวิจัยพบว่า
เมื่อคนเริ่ม “พึ่งพา AI มากขึ้น”
ก็มีแนวโน้มจะ
- ใช้แรงคิดบางส่วนลดลง
- ข้ามขั้นตอนการตั้งคำถาม
- และบางครั้งเชื่อคำตอบโดยไม่ได้ตรวจสอบลึกเท่าเดิม
---
มีคำหนึ่งที่อธิบายสิ่งนี้ได้ชัดมาก คือคำว่า
“Cognitive Offloading”
แปลแบบง่ายๆ คือ
“โยนงานคิดบางอย่างออกไปให้สิ่งอื่นช่วยทำ”
ซึ่งในยุคนี้ “สิ่งนั้น” ก็คือ AI
---
งานวิจัยที่ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการใช้ AI กับการคิด
พบว่า
- การใช้ AI tools มากขึ้น
มีความสัมพันธ์กับการเกิด cognitive offloading มากขึ้น
- และ cognitive offloading ที่มากขึ้น
ก็มีความสัมพันธ์กับ critical thinking ที่ลดลง
---
สำคัญคือคำว่า “มีความสัมพันธ์”
มันไม่ได้แปลว่า AI ทำให้คนคิดไม่เป็นทันที
แต่หมายความว่า
“ถ้าใช้แบบหนึ่งบ่อยๆ”
มันอาจค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมการคิดของเราได้
---
ลองนึกภาพง่ายๆ
ถ้าทุกครั้งที่เจอคำถาม
เรากดถาม AI ทันที
เราจะได้ “คำตอบเร็วขึ้น”
แต่สิ่งที่อาจหายไปคือ
ช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราเคยหยุดคิดเอง
---
Critical Thinking ไม่ได้เกิดตอนอ่านคำตอบ
แต่มันเกิดตอน
- ตั้งคำถาม
- ลองเดา
- เปรียบเทียบ
- สงสัย
- และตัดสินใจ
ถ้าข้ามช่วงนี้ไปบ่อยๆ
เราก็อาจได้คำตอบเหมือนเดิม
แต่ “วิธีคิด” อาจไม่เหมือนเดิม
---
อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจคือ
AI ไม่ได้ทำให้ “งานคิดหายไป”
แต่มันกำลัง “ย้ายจุดของงานคิด”
จากเดิมที่เราใช้พลังไปกับการหาและสร้างคำตอบจากศูนย์
ตอนนี้ เราอาจต้องใช้พลังมากขึ้นกับ
- การเลือกว่าจะเชื่ออะไร
- การตรวจสอบว่าถูกไหม
- การปรับให้เข้ากับบริบทจริง
- และการตัดสินใจว่าจะใช้หรือไม่ใช้
พูดง่ายๆ คือ
งานคิดไม่ได้หาย
แต่มันเปลี่ยนรูปแบบ
---
ในโลกการศึกษา ภาพก็คล้ายกัน
AI สามารถช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเร็วขึ้น
เห็นตัวอย่างมากขึ้น
และเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น
แต่ถ้าใช้แบบพึ่งพามากเกินไป
ก็มีความเสี่ยงที่ผู้เรียนจะ
ลดการคิดเชิงวิพากษ์
และลดการสะท้อนความคิดของตัวเองลง
---
ดังนั้น ถ้าจะตอบคำถามว่า
AI ทำลาย Critical Thinking จริงไหม?
คำตอบที่แฟร์ที่สุดอาจเป็นแบบนี้
AI ไม่ได้ทำลาย Critical Thinking โดยตัวมันเอง
แต่ “วิธีที่เราใช้ AI” ต่างหาก
ที่อาจทำให้ Critical Thinking แข็งแรงขึ้น…หรืออ่อนลง
---
AI ดีมากในฐานะ
- ตัวช่วยเริ่มต้น
- ตัวช่วยขยายมุมมอง
- ตัวช่วยร่าง
- ตัวช่วยสรุป
แต่ถ้ามันกลายเป็น
- ตัวคิดแทน
- ตัวเชื่อแทน
- ตัวตัดสินแทน
เมื่อนั้นแหละ ที่ความเสี่ยงจะเริ่มเกิดขึ้น
---
สุดท้ายแล้ว
สิ่งที่น่ากังวลอาจไม่ใช่
“AI ฉลาดขึ้น”
แต่คือ
“เราหยุดตั้งคำถามที่ดี”
---
ลองถามตัวเองง่ายๆ วันนี้
เวลาคุณใช้ AI
คุณใช้มันเพื่อ
“ช่วยให้คิดลึกขึ้น”
หรือ
“ช่วยให้ไม่ต้องคิด”
---
เพราะในยุคนี้
คนที่ได้เปรียบที่สุด
อาจไม่ใช่คนที่ใช้ AI เก่งที่สุด
แต่คือคนที่ยัง “คิดเป็น”
แม้จะมี AI อยู่ข้างหน้า
---
17/04/2026
Clarity คือหนึ่งใน leadership skill ที่ถูกประเมินค่าต่ำที่สุด…แต่เป็นสิ่งที่ตัดสินว่า “ทีมจะไปต่อ หรือวนอยู่ที่เดิม”
เคยไหมครับ
ทำงานทั้งวัน ประชุมทั้งสัปดาห์ แต่พอถามว่า “เรากำลังพยายามทำอะไรอยู่” กลับตอบไม่ชัด
ปัญหาหลายทีมไม่ใช่ “ไม่เก่ง”
แต่คือ “ยังไม่ชัด”
มีบทความจาก Fast Company พูดไว้ชัดมากว่า
Clarity ไม่ใช่การรู้ทุกคำตอบ
แต่คือความสามารถในการ “ตัด noise แล้วเหลือสิ่งที่สำคัญจริงๆ”
และนี่แหละคือสิ่งที่ leader ส่วนใหญ่มองข้าม
แต่ถ้าลองดูให้ลึกขึ้น
“ความชัด” มันไม่ได้ลอยๆ
มันเกิดขึ้นเมื่อ 3 อย่างนี้ “ชัดพร้อมกัน”
- เป้าหมายชัด (Why) → เราทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร
- ปัญหาชัด (Problem) → เรากำลังแก้อะไรจริงๆ
- ผลลัพธ์ชัด (Outcome) → ถ้าสำเร็จ มันจะหน้าตาเป็นยังไง
ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง
งานจะเริ่ม “มัว” ทันที
- เป้าหมายไม่ชัด → ทีมหลุด direction
- ปัญหาไม่ชัด → แก้ผิดจุด
- ผลลัพธ์ไม่ชัด → ทำไปเรื่อยๆ แต่ไม่รู้ว่าดีหรือยัง
นี่คือเหตุผลว่าทำไมหลายทีม
“ดูเหมือนทำงานเยอะ” แต่กลับ “ไปไม่ถึงไหน”
แล้วถ้าอยากเริ่มแก้ ต้องเริ่มยังไง?
ลองใช้ framework นี้ทันที
1. Clear กับตัวเองก่อน
อย่าพึ่งรีบสั่งงานทีม
ลองหยุดแล้วตอบ 3 คำถามนี้ให้ได้ก่อน
- งานนี้สำคัญเพราะอะไร
- ถ้าทำสำเร็จ มันเปลี่ยนอะไร
- ถ้าไม่ทำ จะเกิดอะไรขึ้น
ถ้ายังตอบไม่ได้
ทีมจะงงแน่นอน
2. อย่าคิดว่าพูดแล้ว = เข้าใจแล้ว
ลองถามทีมกลับแบบตรงๆ
- อะไรที่ยังงงอยู่
- อะไรที่ฟังแล้วขัดกัน
Leader ที่เก่งจะ refine message
ไม่ใช่ defend message
3. หยุดสร้าง noise เพิ่ม
เวลางานไม่ชัด คนมักจะ
- ประชุมเพิ่ม
- สื่อสารเพิ่ม
- เปลี่ยนทิศเพิ่ม
แต่จริงๆ สิ่งที่ทีมต้องการ
ไม่ใช่ “ข้อมูลเพิ่ม”
แต่คือ “ความชัดมากขึ้น”
Takeaway ง่ายๆ
Clarity ไม่ได้ทำให้งานง่ายขึ้น
แต่มันทำให้ทุกการลงมือทำ “มีความหมาย”
และในยุคที่ทุกอย่างเร็วมาก
คนไม่ได้ต้องการ leader ที่พูดเยอะ
แต่ต้องการคนที่
“ช่วยทำให้เรื่องยาก…ชัดขึ้น”
Ref: https://www.fastcompany.com/91502946/clarity-is-the-most-underrated-leadership-skill
ใครมีพรีเซนต์งาน อ่านด่วน!
แชร์ 5 วิธีพรีเซนต์ให้รอดทุกงาน
16/04/2026
จะจัด Team Building ทั้งที ผลลัพธ์ที่ได้จะต้องไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป!
ถึงเวลาลอง Team Building แนวใหม่ ที่ผสานศาสตร์ของเกมเข้าไปช่วยการเรียนรู้ของผู้เรียนจาก BASE Playhouse เราตั้งใจออกแบบให้เกม ไม่ใช่แค่สนุก แต่ต้องได้ผลลัพธ์ที่เชื่อมไปสู่การทำงานจริง
เกมล่าสมบัติสุดมัน “Clash of Caribbean” จึงถูกออกแบบด้วยแนวคิด “5 Dysfunctions of a Team” ที่ช่วยแก้ปัญหาการทำงานเป็นทีมจากต้นตอของปัญหา พร้อมพาทีมค่อย ๆ พัฒนาไปสู่การทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ
✅ สนุกไม่มีเบื่อ ได้ใช้ทักษะและเรียนรู้การทำงานเป็นทีม ผ่านการจำลองสถานการณ์
✅ ฝึกคิด วางแผน และตัดสินใจร่วมกัน
✅ ได้ถอดบทเรียน นำความรู้ไปต่อยอดกับการทำงาน
เพราะการจัด Team Building ที่ดี ต้องสนุก ต้องได้พัฒนา และต้องได้ความรู้ไปทำงานต่อได้จริง
📩 สนใจจัด Team Building กับ BASE Playhouse ติดต่อเรา
#จัดTeambuilding
Probiotic กินได้แต่จำเป็นกับเรามากแค่ไหน มาลองฟัง
#เนิร์ดกับเอิ๊ด #เรื่องนี้ต้องดู #ริวิวสุขภาพ
กับดักที่ซ่อนอยู่ นั่นคือการที่เรายอมแพ้ให้กับ MBTI ที่เป็นตัวอักษรแค่ 4 ตัว | TipsTaskTalk Podcast
#บุคลิกภาพ
Probiotic กินได้แต่จำเป็นกับเรามากแค่ไหน มาลองฟัง
#เนิร์ดกับเอิ๊ด #เรื่องนี้ต้องดู #ริวิวสุขภาพ
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
BASE Playhouse เลขที่ 719 อาคาร Mint Tower ถนนพระราม 6 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน
Bangkok