เมื่อ นศ ที่ฉันสัมภาษณ์ เป็น AI #ปโท #การตลาด #มหาวิทยาลัยรามคำแหง
Marketing Ate By Digital Marketing รามคําแหง
Marketing โครงการ MMM มหาวิทยาลัยรามคำแหง
06/06/2026
เชิญ นศ MMM VLT SAT และ SUN ที่สนใจเข้าร่วมชม การนำเสนอแผนการตลาด "จากแผนสู่การตลาดแบบทำจริง" พร้อม Special Mentor ผู้บริหารจากกลุ่ม CP ดร.ศราวุธ สิริขจรเดชสกุล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน CPF
เสาร์ที่ 27 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00-15.00 น.อาคารศรีพิจิตร ห้อง 701 มหาวิทยาลัยรามคำแหง
#การตลาดรามคำแหง
05/06/2026
เปิดร้านกาแฟ: ควรเลือกแบบ “ติดแกรม” หรือ “ชีวิตจริง” ดี... จึงจะรอด?
ทำธุรกิจกาแฟยุคนี้ โจทย์ไม่ได้อยู่ที่ "ชงอร่อยไหม" แต่อยู่ที่ "คุณกำลังขายอะไรให้ใคร" ระหว่างความฝันสุดหรู หรือความต้องการพื้นฐานในชีวิตประจำวัน? สองแนวคิดนี้มีสมการความอยู่รอดที่ต่างกันสิ้นเชิงครับ
1. สาย "ติดแกรม" (The Premium & Aesthetic)
สายนี้ไม่ได้ขายแค่คาเฟอีน แต่ขาย "Status & Experience" (ภาพลักษณ์และประสบการณ์)
จุดเด่น: ร้านสวย แสงดี ถ่ายรูปมุมไหนก็ปัง เมนูมีสตอรี่ เมล็ดกาแฟต้อง Single Origin จากแหล่งหายาก ดึงดูดกลุ่ม Gen Z และ Millennials ที่ยอมจ่ายเพื่อ "คอนเทนต์" และ "รสนิยม"
ความจริงที่ต้องเจอ เงินลงทุนเริ่มต้นสูงลิ่ว ค่าตกแต่งมหาศาล ค่าทำเลทอง และที่น่ากลัวที่สุดคือ Customer Loyalty ต่ำมาก พฤติกรรมผู้บริโภคกลุ่มนี้พร้อม "ปันใจ" ทันทีที่มีร้านใหม่ที่ "แกรมกว่า" เปิดตัว
2. สาย "ชีวิตจริง" (The Functional & Routine)
สายนี้เน้น "Convenience & Consistency" (ความสะดวกและความคุ้มค่า)
จุดเด่น: ตั้งอยู่ในทำเลชุมชน ออฟฟิศ หรือจุดต่อรถ เน้นขายเช้า-บ่าย รสชาติเข้มข้นตื่นเต็มตา ราคาเข้าถึงง่าย ซื้อซ้ำได้ทุกวันโดยไม่ต้องคิดเยอะ
ความจริงที่ต้องเจอ: Margin (กำไรต่อแก้ว) ต่ำ ต้องเน้น Volume (ปริมาณการขาย) มหาศาลเพื่อความอยู่รอด ต้องบริหารจัดการ Inventory (สต็อกสินค้า) และ Operation (กระบวนการทำงาน) ให้เร็วและเป๊ะที่สุดเพื่อไม่ให้เสียโอกาส
💡 สรุปสูตรสำเร็จ... เลือกแบบไหนถึงจะ "รอด"?
ในมุมมองการตลาด ไม่มีโมเดลไหนดีกว่า 100% แต่มันขึ้นอยู่กับ "สายป่าน" และ "ทำเล" ของคุณ:
ถ้าเงินทุนหนา มีไอเดียสร้างสรรค์ไม่รู้จบ และเก่งเรื่องการทำ Brand Storytelling ➡️ "ติดแกรม" คือทางของคุณ (แต่ต้องจำไว้ว่า คุณต้อง Re-vamp ร้านหรือคลอดเมนูไวรัลใหม่ๆ ตลอดเวลา)
ถ้าทุนจำกัด เน้นระบบที่ยั่งยืน อยากได้ยอดขายที่คาดเดาได้ และมีทำเลที่มี Traffic (คนผ่าน) หนาแน่นทุกวัน ➡️ "ชีวิตจริง" คือคำตอบที่ปลอดภัยและยั่งยืนกว่าในระยะยาว
สูตรผสมที่รอดแน่: ยุคนี้ถ้ารอดสุดคือ "หน้าตาติดแกรม แต่การจัดการแบบชีวิตจริง" คือร้านต้องดูดีพอให้คนอยากเช็คอิน แต่ตั้งราคาที่คนซื้อง่าย และมีระบบควบคุมต้นทุนที่เฉียบคม
ก่อนจะควักเงินก้อนสุดท้ายในชีวิตมาเปิดร้าน ถามตัวเองให้จบก่อนครับว่า คุณอยากได้ "ยอดไลก์" หรืออยากได้ "กระแสเงินสด" ในบัญชี? ตลาดกาแฟกว้างใหญ่พอสำหรับทุกคน... แต่อยู่ที่ว่าคุณจะยืนถูกที่หรือเปล่า!
#การตลาดวันละนิด #เปิดร้านกาแฟ #กลยุทธ์ธุรกิจ #ติดแกรมvsชีวิตจริง #บริหารธุรกิจ
04/06/2026
เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่ระดับปริญญาโทวิชาเอกการตลาด (Marketing)แล้ววันนี้! คัดเลือกด้วยวิธีการสอบสัมภาษณ์ (ไม่มีสอบข้อเขียนให้ปวดหัว)
เลือกเรียน 1 วันต่อสัปดาห์ (เสาร์หรืออาทิตย์) เหมาะกับคนทำงาน
ค่าเรียนตลอดหลักสูตร 159000 บาทแบ่งจ่าย 8 งวด (รวมตำราและอื่นๆ)
เหมาะสำหรับผู้ที่อยากทำธุรกิจ และพัฒนาตนเอง
Connection เพียบ
ไม่มีพื้นฐานก็เรียนได้
หรือมีเอกให้เลือกตรงสาย:
วิชาเอกการจัดการ (Management)
วิชาเอกการตลาด (Marketing)
วิชาเอกการบัญชี (Accounting)
เรียนจบไปพร้อมคอนเนกชันและโปรไฟล์ที่เหนือกว่า
💻 สมัครออนไลน์ได้ง่ายๆ แค่คลิก:
https://mmm.ru.ac.th/applicationmba.php
#รามคำแหง #ปริญญาโท #สมัครเรียนต่อ
03/06/2026
ปากกาลดน้ำหนักกับการตลาดแบบไร้จริยธรรม
ช่วงนี้เรามักจะเห็นกระแสการโฆษณา “ปากกาลดน้ำหนัก” (Weight Loss Pen) กันอย่างแพร่หลายในโลกออนไลน์ จนกลายเป็นสินค้า Demand สูงที่ใครๆ ก็อยากเป็นเจ้าของผ่านกลยุทธ์ทางการตลาดมากมายบน platform ออนไลน์โดยที่ไม่ใช่สื่อที่เกี่ยวกับการแพทย์หรือมีสถาบันทางการแพทย์รับรอง ในช่วงแรกแม้แต่อินฟลูที่เป็นหมอบางท่านก็ออกมาทำปากกาลดน้ำหนักเป็นสินค้า ในฐานะนักการตลาดและอาจารย์ สิ่งที่ผมเป็นห่วงไม่ใช่เรื่องของตัวนวัตกรรมทางการแพทย์ครับ แต่เป็น “กลยุทธ์การตลาดที่ขาดจริยธรรม” (Unethical Marketing) ของผู้ประกอบการบางกลุ่มที่กำลังสร้างความเสี่ยงให้กับสังคม โดยไม่นำเสนอข้อมูลที่รอบด้านแลบะมุ่งใช้แต่ลมปากบอกว่าปลอดภัยโดยละเลยผลข้างเคียง
วันนี้ผมขอชวนมาถอดรหัส 3 กลยุทธ์อันตรายที่สะท้อนถึงวิกฤตจริยธรรมในตลาดนี้กันครับ:
1. การสร้างภาพลวงตาเน้นผลลัพธ์มากกว่าผลข้างเคียง โดยพยายามทำการสื่อสารการตลาดโดยเน้นที่ผลลัพธ์แต่ไม่บอกในเรื่องผลข้างเคียง และสินค้าตัวดังกล่าวไม่ได้เกิดมาเพื่อใช้ลดน้ำหนักปกติ แต่ใช้ทางการแพทย์ ผู้ประกอบการและนักการตลาดบางท่านนำเสนอโดยข้ามเรื่องของการต้องมีแพทย์ควบคุมอันนี้ผมถือว่าเป็นการสื่อสารการตลาดแบบไร้จริยธรรม
2. การตลาดบนความกลัวและค่านิยมที่บิดเบี้ยว (Fear & Body Shaming Marketing)
แทนที่จะสื่อสารเรื่อง "สุขภาพ" (Health) การโฆษณากลับพุ่งเป้าไปที่การขยี้ "ความไม่มั่นใจในรูปร่าง" (Body Insecurity) เพื่อกระตุ้นให้เกิดสภาวะ Impulse Buying หรือการซื้อด้วยอารมณ์ชั่ววูบ ให้กลายเป็น "สินค้าแฟชั่นตระกูล Quick Fix" (ผอมทางลัด) ถือเป็นการตลาดที่ไร้ความรับผิดชอบอย่างยิ่ง เพราะมองข้ามผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย
3. การละเลยความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility)
ในทางวิชาการ เราเน้นย้ำเรื่อง การตลาดเพื่อสังคม ธุรกิจต้องส่งมอบสิ่งที่ดีต่อผู้บริโภคและสังคมในระยะยาว แต่การลักลอบจำหน่ายปากกาลดน้ำหนักทางออนไลน์ โดยไม่มีการคัดกรองประวัติการแพ้ยา หรือไม่มีแพทย์ติดตามผล คือการมุ่งเน้นแต่ กำไร โดยทิ้งภาระความเสี่ยงไว้กับชีวิตของลูกค้า
มุมมองส่งท้ายจากผม
"การตลาดที่ดี ไม่ใช่แค่ขายสินค้าได้ดีที่สุด...แต่ต้องไม่สร้างความเดือดร้อนให้สังคมมากที่สุด"
แบรนด์ที่ยั่งยืนจะไม่เติบโตบนความเสี่ยงของมนุษย์ การทำการตลาดในธุรกิจสุขภาพ (Healthcare Marketing) ต้องมีเส้นแบ่งจริยธรรมที่หนากว่าธุรกิจอื่นเสมอครับ
#การตลาด #จริยธรรมธุรกิจ #ปากกาลดน้ำหนัก #วิชาการตลาด #ดรวัชรพงษ์
03/06/2026
การตลาดสาย 'สายมู' VS 'ดาต้า (Data)': คุณเชื่อแผนการตลาด หรือเชื่อตารางสีมงคล?
คำถามนึงที่ถูกถามบ่อยๆในฐานะอาจารย์และที่ปรึกษาด้านแบรนด์จากผู้ประกอบการยุคนี้เสมอว่า “อาจารย์ครับ ระหว่างผลวิเคราะห์ดาต้าหลังบ้าน กับตารางสีเสื้อมงคลประจำวัน ผมควรเชื่อและคาดหวังยอดขายจากฝั่งไหนมากกว่ากัน?”
เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องขำนะครับ แต่มันคือปรากฏการณ์จริงในโครงสร้างการตลาดไทยยุคดิจิทัล และผู้ประกอบการไทยหลายคนมูบ่อยมากจนไม่รู้ว่ายอดขายตัวเองมาจากการมูหรือมาจากกลยุทธ์การตลาด ปัจจุบันเรากำลังยืนอยู่บนรอยต่อระหว่าง “Data-Driven Marketing” การตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยวิทยาศาสตร์ข้อมูล และ “Mutelu Marketing” การตลาดสายมูที่ขับเคลื่อนด้วยศาสตร์แห่งความเชื่อ คำถามคือสองขั้วนี้มันอยู่ร่วมกันได้อย่างไร?
หากวิเคราะห์ตามหลักพฤติกรรมศาสตร์ (Behavioral Science) ดาต้าหลังบ้านบอกเราว่าลูกค้าคือใคร (Who) กำลังซื้อเท่าไหร่ (How much) และมีพฤติกรรมอย่างไร (What) ดาต้าช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุนและทำให้เราเกาถูกที่คัน แต่สิ่งหนึ่งที่ดาต้าไม่สามารถให้ได้ 100% คือ “การให้ความหวังและที่พึ่งทางใจ” ของตัวผู้ประกอบการเองในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำสุดๆแบบนี้ ตรงนี้แหละครับที่ศรัทธาศาสตร์หรือสายมูเข้ามาทำหน้าที่เชิงจิตวิทยา
แบรนด์ระดับโลกและ SME ไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มใช้กลยุทธ์ “Data-Informed, Mu-Inspired” คือการใช้ดาต้ากำหนดทิศทางเชิงโครงสร้าง แต่ใช้กลยุทธ์สายมูมาสร้างสีสันและประสบการณ์ร่วม (Customer Experience) กับลูกค้า เช่น ดาต้าบอกว่าลูกค้าชอบความพรีเมียมและเป็นคนรุ่นใหม่ แบรนด์จึงเลือกออกคอลเลกชันกระเป๋าสตางค์หนังแท้ แต่เติมฟังก์ชันเลือกสีกระเป๋าตามวันเกิดเพื่อดึงดูดใจ ผลลัพธ์คือแบรนด์ได้ทั้งความแม่นยำทางการตลาดและพลังแห่งการป้ายยาจากความสิริมงคล
สำหรับผม แผนการตลาดที่ผ่านการวิเคราะห์ดาต้ามาคือ “ดาวนำทาง” ที่บอกเส้นทางเดินที่ถูกต้อง ส่วนสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือ “กำลังใจ” ที่ขับเคลื่อนความหวังของผู้ประกอบการ
สุดท้ายนี้ ไม่ว่าคุณจะกดปุ่มยิงแอดด้วยเวลาที่คำนวณจาก AI หรือกดยิงด้วยฤกษ์มหามงคลแต่ สิ่งสำคัญที่สุดคือสินค้าของคุณต้องตอบโจทย์ และเข้าใจ Insight ของผู้บริโภคอย่างแท้จริงครับ ถ้าดาต้าแม่นยำ แบรนด์มีความจริงใจทำการตลาดเป็น ต่อให้ใส่เสื้อสีอะไร ยอดขายก็ปังครับ!
02/06/2026
เลิกเหอะ การตลาดแนว ตื๊อเท่านั้นที่ครองโลก ยิ่งทำ ลูกค้ายิ่งบล็อก
ในฐานะอาจารย์และที่ปรึกษาแบรนด์ วันนี้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงครับ วันนี้ ความสนใจมีจำกัด แต่โฆษณากลับมีมหาศาล ความเชื่อเดิมที่ว่าการตื๊อ หรือพยายามส่งข้อความซ้ำๆ เพื่อไล่ล่าลูกค้าจนกว่าจะยอมซื้อ มันไม่ใช่ไม่ได้ผล แต่มันได้ผลน้อยลงเรื่อยๆ ในทางตรงกันข้าม มันกลับกลายเป็นดาบสองคมที่ย้อนมาทำลาย Brand Equityยุคของการตลาดแบบรบกวนตามตื้อ หรือ Interruptive Marketing อาจจะกำลังสิ้นสุดลง
ถ้าวิเคราะห์ตามหลักจิตวิทยาการตลาด "ลูกค้าไม่ได้รังเกียจ การซื้อ ครับ แต่เขารังเกียจ การถูกขาย แบบไร้กาลเทศะ" และยิ่งเป็นแบบนี้มากขึ้นใน Gen ใหม่ๆ ทุกครั้งที่แบรนด์เข้าไปรบกวนวิถีชีวิตของเขา แบรนด์กำลังสร้างความรู้สึกเชิงลบที่อาจจะเปลี่ยนเป็นความเบื่อหน่าย และนำไปสู่การกด บล็อก ซึ่งในมุมมองธุรกิจ มันคือการที่ลูกค้าเลือก ตัดความสัมพันธ์กับแบรนด์โดยสิ้นเชิง ทำให้
1.สูญเสียการเข้าถึงแบบออร์แกนิก หรือ Organic Reach ต่อให้ในอนาคตคุณจะมีสินค้าที่ดีที่สุด หรือมีแคมเปญที่ตรงใจมากแค่ไหน ข้อความเหล่านั้นก็ส่งไปไม่ถึงเขาอีกแล้วครับ
2 สูญเสียฐานข้อมูลสำคัญ เพราะลูกค้าคือขุมทรัพย์ข้อมูลที่แบรนด์ต้องนำมาใช้วิเคราะห์พัฒนาผลิตภัณฑ์ เมื่อเขาบล็อกเรา เราจะสูญเสียโอกาสเรียนรู้พฤติกรรมของเขาไปอย่างถาวรครับ
3 ความเสียหายต่อชื่อเสียงแบรนด์แบบปากต่อปาก หรือ Word of Mouth ผู้บริโภคยุคนี้มีพลังสื่อสารสูงมาก ลูกค้าที่บล็อกคุณเพราะความรำคาญ มีแนวโน้มจะบอกต่อความรู้สึกแง่ลบนี้ไปยังกลุ่มเพื่อน หรือเขียนรีวิวโจมตีแบรนด์บนโลกออนไลน์
4 ต้นทุนแสวงหาลูกค้าใหม่สูงขึ้น การดึงลูกค้าที่เคยบล็อกเราเพราะรำคาญให้กลับมาเชื่อใจและรักแบรนด์อีกครั้ง มีต้นทุนสูงกว่าและยากกว่า
ดังนั้น นักการตลาดต้องปรับเปลี่ยนกระบวนท่าจาก การตื๊อ สู่ การตลาดที่ได้รับอนุญาต หรือ Permission Based Marketing แบรนด์ต้องเลิกทำตัวเป็น ผู้รบกวน แล้วผันตัวมาเป็น ผู้ส่งมอบความสำคัญ ผ่าน 4 ก้าวสำคัญ
1 เปลี่ยนจาก The Ask เป็น The Give เลิกยัดเยียดคำว่า ซื้อเลย ครับ แต่จงเริ่มต้นด้วยการให้คุณค่า เช่น แบ่งปันทริกดีๆ ในการแก้ปัญหา เพื่อสร้างความเชื่อใจเป็นอันดับแรก
2 เคารพขอบเขตและความเป็นส่วนตัว
3 เข้าถึงลูกค้าแบบส่วนตัวที่แท้จริง หรือ True Personalization เลิกส่งข้อความแชทที่เปลี่ยนแค่ชื่อลูกค้า ต้องนำเสนอเนื้อหาที่เฉพาะเจาะจงและตรงกับความสนใจของเขาจริงๆ
4 มีทางเลือกและปุ่มเลิกติดตามที่ชัดเจน แบรนด์ควรให้สิทธิ์ลูกค้าปรับแต่งการรับข่าวสาร
สุดท้ายนี้ผมอยากฝากข้อคิดไว้ว่า ผู้ชนะในตลาดระนาบใหม่นี้ ไม่ใช่แบรนด์ที่ส่งเสียงตื๊อได้ดังที่สุด หรือถี่ที่สุดครับ แต่คือแบรนด์ที่ เข้าใจพฤติกรรมและอินไซต์ของลูกค้ามากที่สุด
26/05/2026
https://www.facebook.com/share/p/1CJ1fbgwLY/
เศรษฐกิจโลกเปลี่ยนทิศ เทคโนโลยีขยับตัวทุกวินาที... ในยุคที่ AI และความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์คือโจทย์ใหม่ ผู้นำที่ “ปรับตัวไวและอ่านเกมขาด” เท่านั้นที่จะอยู่รอด! 🌍💡
หมดยุคของการใช้สูตรสำเร็จเดิมๆ มาร่วม Up-skill & Re-skill ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจให้เท่าทันบริบทโลกยุคใหม่ กับ หลักสูตร MBA โครงการ MMM มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เพราะที่นี่เราไม่ได้สอนแค่ทฤษฎี แต่เราสร้าง:
✅ Global Mindset & Agility: คิดเชิงกลยุทธ์ วิเคราะห์ Data-Driven และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีอย่างเฉียบคม
✅ Strategic Leadership: ทักษะการคิดขั้นสูงและการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน เพื่อนำพาองค์กรผ่านทุกวิกฤต
✅ Powerful Connection: เครือข่ายศิษย์เก่าและพันธมิตรทางธุรกิจที่เหนียวแน่น แลกเปลี่ยนประสบการณ์จริงจากผู้เชี่ยวชาญ
📌 เปิดรับสมัครนักศึกษาใหม่แล้ววันนี้!
เตรียมตัวให้พร้อมเพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำที่โลกยุคนี้ต้องการ
👉 รายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครออนไลน์ได้ที่: mmm.ru.ac.th
#เรียนต่อปโท #บริหารธุรกิจ #ผู้นำยุคใหม่
16/05/2026
ข่าวดีสำหรับ ทุกท่านที่รอคอย โครงการ MMM VLT TWIN SAT and SUN เริ่มเปิดรับสมัคร แล้วนะครับ Mmm.ru.ac.th
🎓 อยากเรียน MBA แต่ไม่มีเวลา? เราจัดให้!
หลักสูตรบริหารธุรกิจสำหรับคนทำงานจริง ✅
📌 เรียนแค่เสาร์หรืออาทิตย์วันเดียว
📌 ไม่ต้องสอบข้อเขียน! สัมภาษณ์อย่างเดียว
📌 ค่าเรียนตลอดหลักสูตร 159,000 บาท แบ่งจ่ายสบาย 8 งวด
🚀 พร้อมก้าวสู่ตำแหน่งผู้บริหาร ยุคใหม่ได้ทันที
📞 สมัครเลยที่ 085-071-4002
🌐 Mmm.ru.ac.th
สนใจอย่ารอช้า สมัครเลย
ับคนทำงาน #เรียนง่ายได้วุฒิจริง #เรียนเสาร์อาทิตย์
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เบอร์โทรศัพท์
เว็บไซต์
ที่อยู่
อาคารพิริยะราม มหาวิทยาลัยรามคำแหง
Bangkok
10240