05/05/2023
สังคมศึกษา by ครูศุภนิดา
เป็นเพจที่รวบรวมเกร็ดความรู้วิชาส?
05/05/2023
02/06/2022
เรื่องราวความรักระหว่าง “นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)” และ “โจเซฟีน เดอ โบอาร์แน (Joséphine de Beauharnais)”
หากใครที่ติดตามเพจผม คงจะรู้จัก “นโปเลียน โบนาปาร์ต (Napoleon Bonaparte)” เป็นอย่างดี
ผมเคยเขียนเรื่องราวของเขาเป็นตอนๆ แต่ขอเล่าย่อๆ ว่าเขาคือรัฐบุรุษและผู้นำทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคนหนึ่งของฝรั่งเศสและประวัติศาสตร์โลก
หากแต่บทความนี้ จะเป็นเรื่องราว “ความรัก” ของนโปเลียน
ความรักของนโปเลียนกับ “โจเซฟีน เดอ โบอาร์แน (Joséphine de Beauharnais)” ไม่มีอะไรที่เรียบง่ายปกติ แม้แต่ครั้งแรกพบ
ในปีค.ศ.1795 (พ.ศ.2338) “พอล บาร์รัส (Paul Barras)” นักการเมืองชาวฝรั่งเศสได้แนะนำให้นโปเลียนรู้จักกับโจเซฟีนเป็นครั้งแรก
ในเวลานั้น โจเซฟีนเป็นคู่รักของบาร์รัส หากแต่บาร์รัสนั้นทนกับนิสัยใช้จ่ายมือเติบของโจเซฟีนไม่ไหว และต้องการจะทิ้งโจเซฟีน
เมื่อเป็นอย่างนี้ บาร์รัสจึงคิดว่าคนอย่างโจเซฟีน น่าจะเหมาะเป็นคู่กับนโปเลียนมากกว่า
นโปเลียนนั้นอายุน้อยกว่าโจเซฟีนหกปี และกำลังเป็นนายทหารดาวรุ่ง ส่วนโจเซฟีนนั้นอายุ 32 ปี เป็นแม่ม่ายที่มีลูกติดมาถึงสองคน และกำลังมองหาคู่รักที่มีฐานะร่ำรวย พร้อมที่จะจ่ายให้กับชีวิตเลิศหรูของตน
ส่วนนโปเลียน ก็กำลังมองหาหญิงจากสังคมชั้นสูง เพื่อที่ตนจะได้แต่งงานและก้าวขึ้นสู่ความยิ่งใหญ่
เรียกได้ว่าทั้งสองเป็นคู่ที่เหมาะเจาะ
นโปเลียนนั้นตกหลุมรักโจเซฟีนตั้งแต่แรกพบ และหลงอย่างหัวปักหัวปำ
โจเซฟีนนั้นไม่ได้ชอบนโปเลียนตั้งแต่แรกเห็น แต่ก็เห็นได้ว่านายทหารหนุ่มผู้นี้จะสามารถเลี้ยงดูและให้ชีวิตที่เธอต้องการได้ โจเซฟีนจึงเริ่มความสัมพันธ์กับนโปเลียน โดยมีการส่งจดหมายรักหานโปเลียน
ไม่กี่เดือนหลังจากรู้จักกัน นโปเลียนก็ได้ขอโจเซฟีนแต่งงาน หากแต่ครอบครัวของนโปเลียนนั้นไม่มีใครเห็นด้วยเลย เนื่องจากโจเซฟีนนั้นเป็นแม่ม่ายลูกติด
ทางด้านโจเซฟีน เพื่อนๆ ของโจเซฟีนก็ไม่สนับสนุน เนื่องจากในเวลานั้น นโปเลียนก็เป็นนายทหารดาวรุ่งธรรมดาๆ ยังไม่ได้ก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่ และไม่น่าจะให้การช่วยเหลือโจเซฟีนได้
หากแต่โจเซฟีนมองเห็นอะไรบางอย่างในตัวของนโปเลียน
ภายหลังจากแต่งงาน นโปเลียนก็ลุ่มหลงในเซ็กส์ที่โจเซฟีนปรนเปรอให้ตน และก็ว้าวุ่นใจเมื่อต้องห่างจากโจเซฟีน
ส่วนเหล่าคนรับใช้มองว่าเซ็กส์ของทั้งคู่นั้นรุนแรงและน่าหนวกหู โดยขณะมีเซ็กส์ ทั้งคู่มักจะทำกิจกรรมกันรุนแรงจนตกเตียง และทำให้เหล่าคนรับใช้ทั้งบ้านตื่นจากภวังค์
จากบันทึกนั้น กล่าวว่าอวัยวะเพศของนโปเลียนนั้นมีขนาดเล็กแต่ทรงพลัง โดยมีความยาวเพียงหนึ่งนิ้วครึ่ง โดยภายหลัง มีการชันสูตรศพของนโปเลียน แพทย์ได้ทำการตัดองคชาตของนโปเลียน ซึ่งภายหลัง เศษองคชาตนี้ก็ถูกส่งต่อไปเรื่อยๆ ผ่านหลายมือ
ในไม่ช้า โจเซฟีนก็เริ่มจะเบื่อนโปเลียน
นโปเลียนมักต้องเดินทางไปสนามรบ ทำให้โจเซฟีนเปลี่ยวเหงา โจเซฟีนจึงมีสัมพันธ์กับชายอื่นในช่วงที่นโปเลียนไม่อยู่ ซึ่งเมื่อนโปเลียนทราบ ก็โมโหและเสียใจเป็นอย่างมาก
ภายหลัง นโปเลียนก็ได้มีหญิงอื่นเช่นกัน ทำให้โจเซฟีนหึงหวงและเกรงว่าจะเสียนโปเลียนไป จึงได้พยายามทุกทางเพื่อไม่ให้นโปเลียนทอดทิ้งเธอ ซึ่งก็มักจะจบลงด้วยเรื่องบนเตียง
ห้าปีหลังจากที่โจเซฟีนขึ้นเป็นจักรพรรดินี โจเซฟีนก็ต้องสูญเสียตำแหน่ง เนื่องจากนโปเลียนได้ขอหย่าจากโจเซฟีน สาเหตุก็เพราะโจเซฟีนมีลูกให้ตนไม่ได้
ในค่ำคืนที่นโปเลียนคุยเรื่องนี้กับโจเซฟีน ทุกคนได้ยินเสียงโจเซฟีนตะโกนลั่นด้วยความเจ็บปวด
แต่ถึงจะหย่ากัน แต่ทั้งคู่ก็ยังคงใกล้ชิดกัน และช่วยเลี้ยงลูกติดของโจเซฟีน
นโปเลียนได้แต่งงานใหม่ และมีลูกชายสมใจ หากแต่รักเดียวของนโปเลียนก็คือโจเซฟีน
ห้าปีหลังจากหย่าจากโจเซฟีน นโปเลียนก็ถึงช่วงขาลง และถูกเนรเทศไปยังเกาะเอลบาในเมดิเตอเรเนียน
ภายหลังจากนโปเลียนถูกเนรเทศได้เพียงหนึ่งเดือน โจเซฟีนก็ล้มป่วย และเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวม
เมื่อนโปเลียนทราบข่าวการเสียชีวิตของโจเซฟีน นโปเลียนก็ขังตัวเองอยู่ในห้องเป็นเวลากว่าสองวัน และไม่ยอมให้ใครเข้ามาในห้อง
ภายหลังจากถูกปล่อยจากการกักขังที่เกาะเอลบา นโปเลียนก็ได้ไปบ้านของโจเซฟีน และเก็บดอกไม้ที่โจเซฟีนชอบ นำมาใส่ในล็อกเก็ตติดตัว และเขายังคงทำเช่นนี้เรื่อยไปจนเสียชีวิตในอีกเจ็ดปีต่อมา
นโปเลียนไม่เคยลืมโจเซฟีนเลย โดยเมื่อถึงคราวที่นโปเลียนเสียชีวิตเมื่อปีค.ศ.1821 (พ.ศ.2364) คำพูดสุดท้ายของนโปเลียนก็คือ
“ฝรั่งเศส กองทัพ โจเซฟีน”
ตลอดชีวิตผู้ยิ่งใหญ่อย่างนโปเลียน มีหญิงผู้เดียวที่อยู่ในใจของเขา นั่นก็คือ “โจเซฟีน”
-----
References: https://medium.com/lessons-from-history/how-napoleon-and-jos%C3%A9phine-woke-up-their-servants-with-sighs-b37d26d688b2
https://www.nzherald.co.nz/lifestyle/why-the-great-love-story-of-napoleon-and-josephine-bonaparte-wasnt-that-great-after-all/7LJKNRTMDBSNQ6VXCBNODOI4XA/
https://courses.lumenlearning.com/suny-hccc-worldhistory2/chapter/napoleons-marriage-to-josephine/
https://blog.napoleon-cologne.fr/en/napoleon-and-josephine-an-ordinary-couple/
11/05/2022
• ยาสึเกะ ซามูไรผิวดำคนแรก (และคนเดียว) ในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น
-----
ศตวรรษที่ 16 แผ่นดินญี่ปุ่นตกอยู่ในช่วงเวลาแห่งสงครามระหว่างแว่นแคว้น หรือที่รู้จักกันในชื่อยุคเซงโกคุ (Sengoku) แต่ในขณะเดียวกัน ช่วงเวลาดังกล่าว ยังเป็นช่วงเวลาที่ชาวยุโรปเดินทางเข้ามาในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก โดยโปรตุเกสคือชาติยุโรปชาติแรกที่เดินทางมาญี่ปุ่น หลังจากนั้นก็มีชาติยุโรปอื่น ๆ ตามมา
โดยในตอนนั้น ก็ได้มีมิชชันนารีชาวอิตาเลียนที่ชื่อ อเล็กซานโดร วาลิญาโน่ (Alessandro Valignano) วาลิญาโน่ไม่ได้มาที่ญี่ปุ่นพร้อมกับคณะมิชชันนารีเท่านั้น แต่ยังพาทาสของเขาเดินทางมาด้วย ซึ่งทาสคนนี้มีชื่อว่า ยาสึเกะ (Yasuke)
ยาสึเกะไม่ใช่ชื่อแท้จริงของเขา แต่เป็นชื่อที่ชาวญี่ปุ่นตั้งให้ ประวัติของทาสคนนี้มีน้อยมาก เรารู้เพียงแค่ว่า เขาเป็นชาวแอฟริกาผิวดำที่เกิดที่โมซัมบิก และอาจจะเป็นชาวแอฟริกาผิวดำคนแรกที่เดินทางมาญี่ปุ่นอีกด้วย
แต่แล้วชะตาชีวิตของทาสชาวแอฟริกาคนนี้ ต้องเปลี่ยนไป หลังจากที่เขามีโอกาสพบกับไดเมียวแห่งแคว้นโอมารินามว่า โอดะ โนบุนากะ (Oda Nobunaga)
โนบุนากะคือขุนศึกผู้ทรงอำนาจที่สุดของญี่ปุ่นในตอนนั้น ญี่ปุ่นเกือบครึ่งหนึ่งตกอยู่ใต้การยึดครองของเขา โนบุนากะยังมีความชื่นชอบในวิทยาการตะวันตกรวมถึงศาสนาคริสต์ เขายังเป็นคนแรก ๆ ที่ได้นำปืนไฟจากตะวันตกมาใช้ในกองทัพ กลายเป็นหนึ่งปัจจัยที่ทำให้เขาเอาชนะไดเมียวจากแคว้นอื่นได้
โนบุนากะรู้สึกต้องชะตากับยาสึเกะ แม้ว่าตอนแรกพวกเขาจะคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่องก็ตาม แต่โนบุนากะก็รู้ได้ว่า ยาสึเกะมีความเก่งกล้าสามารถและเหมาะจะเป็นขุนศึกประจำตัวของเขา
มีการบันทึกว่า ยาสึเกะมีส่วนสูงราว 180 ซม. ซึ่งสูงกว่าชาวญี่ปุ่นทั่วไปหลายเท่า และเขายังมีกำลังวังชาเทียบเท่ากับชาย 10 คน นอกจากนี้ยังมีการบันทึกว่า โนบุนากะเข้าใจผิดคิดว่าตัวของยาสึเกะเปื้อนน้ำหมึก เขาจึงสั่งให้เด็กรับใช้ขัดตัวของยาสึเกะ (สุดท้ายโนบุนากะก็รู้ว่าเป็นสีผิวของเขา)
สุดท้ายโนบุนากะก็จ่ายเงินไถ่ตัวเพื่อให้ยาสึเกะเป็นอิสระจากการเป็นทาส หลังจากนั้นโนบุนากะก็ให้เงิน ให้บ้าน รวมถึงดาบคาตานะสัญลักษณ์ของนักรบซามูไรให้กับยาสึเกะ ซึ่งต่อมายาสึเกะก็กลายเป็นซามูไรผู้รับใช้ใกล้ชิดของโนบุนากะ
ยาสึเกะรับใช้โนบุนากะเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 1582 เมื่อโนบุนากะถูกขุนศึกของตนเองนามว่า อาเคจิ มิตสึฮิเดะ (Akechi Mitsuhide) ทรยศหักหลัง เกิดการปะทะที่วัดฮอนโนจิ (Honno-ji) สุดท้ายโนบุนากะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แต่เขาก็ไม่ยอมจำนน โนบุนากะตัดสินใจคว้านท้องตัวเองเพื่อเกียรติของเขา
ส่วนทางด้านยาสึเกะ ก็ได้ต่อสู้กับทหารของมิตสึฮิเดะอย่างกล้าหาญ แต่สุดท้ายยาสึเกะก็พลาดท่าถูกจับได้ ในตอนแรกยาสึเกะจะต้องถูกสังหารทิ้ง แต่ด้วยความที่เขาไม่ใช่ชาวญี่ปุ่น ยาสึเกะจึงถูกไว้ชีวิต แต่เขาก็ต้องมอบดาบคาตานะประจำตัวให้กับศัตรูเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการยอมแพ้
หลังจากนั้น ยาสึเกะก็ถูกส่งตัวกลับไปยังคณะมิชชันนารีตามเดิม ทว่าหลังจากนั้นก็ไม่ได้มีบันทึกถึงเรื่องราวของยาสึเกะอีกเลย เขาได้หายตัวไปจากประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นแบบเงียบ ๆ
แม้ว่าจะมีบางคนบอกว่า เรื่องของยาสึเกะเป็นเรื่องที่ถูกแต่งขึ้นมา แต่ยาสึเกะก็ถูกจดจำในฐานะซามูไรที่เป็นคนผิวดำคนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นอยู่ดี
-----
*** Reference
• https://www.bbc.com/news/world-africa-48542673
• https://allthatsinteresting.com/yasuke-black-samurai
• https://aap.isp.msu.edu/news_article/22285
• https://www.scmp.com/magazines/style/leisure/article/3131583/who-was-yasuke-real-black-samurai-who-inspired-netflixs-new
13/07/2021
“ยุคเหล็ก (Iron Age)”
หลายท่านน่าจะรู้จัก หรือเคยเรียนเรื่องราวของ “ยุคเหล็ก (Iron Age)” มาบ้าง
ยุคเหล็ก คือยุคสมัยหนึ่งในประวัติศาสตร์ เริ่มเมื่อราวๆ 1,200-600 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งช่วงเวลานั้น ก็แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่
ในยุคเหล็ก ผู้คนในยุโรป เอเชีย และบางส่วนของแอฟริกา ได้ริเริ่มผลิตเครื่องมือและอาวุธจากเหล็ก และในดินแดนบางแห่ง เช่น อาณาจักรกรีซโบราณ การเริ่มต้นของยุคเหล็ก ก็เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับการถดถอยทางวัฒนธรรม
ในยุคสัมฤทธิ์ มนุษย์ก็ได้เริ่มทำการหลอมเหล็กมาบ้างแล้ว หากแต่เหล็กก็ยังไม่เป็นที่นิยมมากนัก อาวุธที่ทำจากเหล็กก็ยังทนทานสู้อาวุธที่ทำจากสัมฤทธิ์ไม่ได้
ต่อมา เหล็กเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นหลังจากที่มนุษย์เริ่มรู้จักวิธีการทำเหล็กกล้า ซึ่งมีความแข็งกว่าเหล็กธรรมดา
คาดว่าชาวฮิตไทต์ (Hittites) ซึ่งเป็นชนโบราณที่มีชีวิตอยู่ในยุคสัมฤทธิ์ และอาศัยอยู่ในดินแดนที่ปัจจุบันคือตุรกี น่าจะเป็นมนุษย์กลุ่มแรกที่ผลิตเหล็กกล้า
ยุคเหล็กเริ่มต้นเป็นครั้งแรกเมื่อราว 1,200 ปีก่อนคริสตกาลในแถบเมดิเตอเรเนียนและบางส่วนของตะวันออก ซึ่งในเวลานั้น ก็เป็นช่วงเวลาที่อารยธรรมของยุคสัมฤทธิ์หลายๆ แห่งล่มสลาย
สำหรับสาเหตุที่อารยธรรมของยุคสัมฤทธิ์ในดินแดนต่างๆ ล่มสลายนั้น ไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด โดยจากหลักฐานทางโบราณคดี บ่งชี้ว่าอาจจะเป็นเพราะภัยแล้งซึ่งเกิดในแถบตะวันออกของเมดิเตอเรเนียนเมื่อ 1,250-1,100 ปีก่อนคริสตกาล
สาเหตุอื่นๆ ที่คาดเดา ก็อาจจะเป็นเพราะแผ่นดินไหว ความอดอยาก รวมทั้งการรุกรานจากเผ่าต่างๆ
นักประวัติศาสตร์หลายคนกำหนดให้การสิ้นสุดของยุคเหล็ก คือราวๆ 550 ปีก่อนคริสตกาล หากแต่ช่วงเวลาก็แตกต่างกันไปตามแต่ละพื้นที่
ในแถบสแกนดิเนเวีย ยุคเหล็กสิ้นสุดเมื่อราวๆ ศตวรรษที่ 9 พร้อมกับการเฟื่องฟูของชาวไวกิ้ง โดยยุโรปตะวันตกและยุโรปกลาง กำหนดให้จุดสิ้นสุดของยุคเหล็กเกิดขึ้นในช่วง 100 ปีก่อนคริสตกาล
ทางด้านอาณาจักรสำคัญอย่าง “กรีซ (Greece)” ในสมัยโบราณ ก็เป็นศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและความรุ่งเรืองในด้านต่างๆ ของแถบเมดิเตอเรเนียนในช่วงปลายยุคสัมฤทธิ์
“อารยธรรมไมซีนี (Mycenaean Greece)” ซึ่งเป็นอารยธรรมของกรีซ ก็รุ่งเรืองทางด้านการค้า มีความมั่งคั่งรุ่งเรือง อีกทั้งระบบทางสังคมนั้น ก็มีการแบ่งชนชั้นทางสังคมอย่างชัดเจน
แต่เมื่อราว 1,200 ปีก่อนคริสตกาล อารยธรรมไมซีนีได้ล่มสลาย อาณาจักรกรีซก็ได้เข้าสู่ช่วงเวลาที่สับสนวุ่นวาย บางครั้งเรียกว่า “ยุคมืดของกรีก (Greek Dark Ages)”
นักโบราณคดีเชื่อว่าน่าจะมีช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ความอดอยากแพร่ระบาดไปทั่ว ทำให้จำนวนประชากรกรีซลดลงอย่างรวดเร็ว เมืองต่างๆ ก็ถูกทิ้งร้าง
เมืองใหญ่ๆ ต่างกลายเป็นเมืองร้าง ผู้คนเริ่มย้ายไปยังชนบท หมู่บ้านเล็กๆ และเลี้ยงชีพด้วยการเลี้ยงสัตว์
ยุคเหล็กของกรีกนั้นแทบจะไม่มีบันทึกหลักฐานอะไรให้สืบค้น ทำให้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าชาวกรีกในยุคนั้นอาจจะอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้
ในช่วงปลายยุคเหล็ก เศรษฐกิจของกรีกก็เริ่มฟื้นตัว และทำให้กรีกเข้าสู่ยุคคลาสสิค
ยุคคลาสสิคของกรีก เป็นยุคสมัยที่วัฒนธรรมเฟื่องฟู มีการละครและนักปรัชญาเกิดขึ้นมากมาย
ในยุคคลาสสิคนี้เอง เป็นช่วงเวลาที่มีการปฏิรูปทางการเมือง และมีการกำเนิดรัฐบาลระบบใหม่ นั่นคือ “Demokratia” ซึ่งมีความหมายว่า “ประชาชนเป็นผู้ปกครอง” หรือ “ประชาธิปไตย”
ทางด้านตะวันออกใกล้ ในยุคเหล็ก เหล่าคนเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนตามที่ราบสูงของอิหร่าน ก็ได้รวมกลุ่ม เกิดเป็นดินแดนซึ่งต่อมาคือ “จักรวรรดิเปอร์เซีย (Persian Empire)”
ชาวเปอร์เซียได้สร้างอาณาจักรในช่วงเวลาที่มนุษย์รู้จักวิธีการผลิตเหล็กแล้ว ทำให้อาวุธนั้นมีความแข็งแรงกว่าอาวุธที่ทำจากสัมฤทธิ์หรือหินอย่างที่ผ่านๆ มา
นอกจากนั้น ชาวเปอร์เซียยังถนัดการรบบนหลังม้า และอาจจะเป็นอารยธรรมแรกที่ให้ทหารม้าใส่ชุดเกราะที่ทำจากเหล็ก
ทางด้านยุโรป ในยุคเหล็กของยุโรปนั้น อิทธิพลหลักๆ ก็คือเรื่องของการเกษตร เนื่องจากเครื่องมือที่ทำจากเหล็กนั้นทำให้การทำไร่นั้นง่ายขึ้น
ชาวเคลต์ (Celts) คือกลุ่มชนจำนวนมากที่อาศัยอยู่ในยุโรปในช่วงเวลาของยุคเหล็ก โดยชนกลุ่มนี้ คือกลุ่มชาวเผ่าต่างๆ ซึ่งมีรากฐาน ที่มาจากยุโรปกลาง
เชื่อกันว่าวัฒนธรรมของชาวเคลต์เริ่มมีวิวัฒนาการตั้งแต่ 1,200 ปีก่อนคริสตกาล
ชาวเคลต์ได้อพยพไปยังดินแดนต่างๆ ทั่วยุโรปตะวันตก ทั้งอังกฤษ ไอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และส่งอิทธิพลต่อภาษาและวัฒนธรรมในดินแดนที่พวกเขาอพยพเข้าไป
ในช่วงยุคเหล็ก ชาวเคลต์จำนวนมากต่างอาศัยอยู่ตามป้อมเนินหรือค่ายที่ตั้งอยู่บนเนิน โดยมีกำแพงและคลองล้อมรอบ ปกป้องการรุกรานจากศัตรู
ภายในป้อมเนินหรือค่าย ก็จะมีบ้านที่สร้างขึ้นอย่างง่ายๆ จากดินและไม้ และผู้คนก็หาเลี้ยงชีพด้วยการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์
เมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ มีการพบศพจำนวนมากในยุโรป ศพจำนวนมากถูกแช่อยู่ในบึงพรุ บ่อโคลน ซึ่งเมื่อตรวจสอบอายุ ก็พบว่าอยู่ในสมัยยุคเหล็ก ซึ่งศพเหล่านี้เรียกว่า “Bog Bodies”
ศพต่างๆ ที่พบมีสิ่งหนึ่งที่คล้ายกัน นั่นคือแต่ละศพนั้นไม่ได้ตายตามธรรมชาติ บางศพถูกตีหัว บางศพถูกเชือดคอ
ในเวลานั้น ชาวเคลต์ยังไม่มีภาษาเขียน จึงไม่มีบันทึกว่าทำไมคนเหล่านี้จึงถูกฆ่าและโยนลงในบึง ซึ่งนักประวัติศาสตร์ก็คาดเดาว่าอาจจะเป็นพิธีกรรมทางศาสนาของชาวเคลต์
เรื่องราวของยุคเหล็ก นับเป็นยุคสมัยหนึ่งที่มีความน่าสนใจและชวนให้ค้นหาจริงๆ ครับ
-----
References: https://www.history.com/topics/pre-history/iron-age
https://www.theschoolrun.com/homework-help/the-iron-age
http://www.bbc.co.uk/history/ancient/british_prehistory/overview_british_prehistory_ironage_01.shtml
https://www.bbc.co.uk/bitesize/topics/z82hsbk/articles/z8bkwmn
https://newsroom.posco.com/en/the-iron-age-of-civilization/
ต้นฉบับ: https://www.blockdit.com/posts/60ec3dc28264be0c85ae885a
29/09/2020
#ศาสนาน่ารู้
#สาศนาสากล
#ฝากบอกครูสังคม
#สื่อดีต้องเพจฝากบอกครูสังคม
29/08/2020
23/08/2020
20/08/2020
ที่ตั้ง
ประเภท
ติดต่อ โรงเรียนนี้
เว็บไซต์
ที่อยู่
Bangkok