20/06/2025
สงขลา-ลำปำ-ทะเลน้อย-ระโนด-หาดใหญ่...18-19 มิถุนายน 2568
เมืองพัทลุงและเมืองสงขลา มีความสัมพันธ์กันทั้งในเชิงประวัติศาสตร์ การปกครอง เศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการพัฒนาสมัยใหม่ ความสัมพันธ์นี้มีลักษณะ "พึ่งพาและแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน" อย่างต่อเนื่อง ทำให้ทั้งสองเมืองเปรียบเสมือนพี่น้องร่วมผืนแผ่นดินเดียวกันในบริเวณทะเลสาบสงขลา
ความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์
ศูนย์กลางรัฐโบราณและเส้นทางคมนาคม
ในสมัยอาณาจักรศรีวิชัย พัทลุงและสงขลามีบทบาทเป็นเมืองท่าหรือด่านผ่านของเส้นทางการค้าโบราณ ทั้งทางทะเลและบก
พัทลุงเป็นเมืองหนึ่งที่อยู่ในเส้นทางจากอ่าวไทยไปฝั่งอันดามัน ผ่านคลองและภูเขา เช่น คลองปากประ – เขาปู่เขาย่า ซึ่งนักวิชาการเชื่อว่าเป็นเส้นทางลำเลียงสินค้าโบราณ
สงขลา (หรือเมืองสิงหนครโบราณ) เป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญในการค้าทางทะเล เชื่อมโยงกับคาบสมุทรมลายูและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความเป็นเมืองบริวารและการปกครอง
ในสมัยกรุงศรีอยุธยาและต้นรัตนโกสินทร์ เมืองพัทลุงเคยเป็นเมืองขึ้นของเมืองสงขลา โดยอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูล "หนูพัด" หรือ "หนูภักดี" ซึ่งเป็นผู้ครองเมืองสงขลาในช่วงหนึ่ง
มีการส่งกองทัพหรือแรงงานระหว่างสองเมือง และมีการแต่งงานเชื่อมความสัมพันธ์ของชนชั้นปกครอง
ความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจ
เกษตรกรรมและประมง
พัทลุงมีแหล่งน้ำจืดขนาดใหญ่คือทะเลน้อย ซึ่งเป็นแหล่งจับปลาและเลี้ยงสัตว์น้ำจืด
สงขลามีทะเลสาบสงขลาและปากอ่าวทะเล จึงเน้นการประมงน้ำเค็ม ทั้งสองเมืองจึงมีระบบนิเวศและทรัพยากรที่เชื่อมต่อกัน
ชาวพัทลุงจำนวนมากขนสินค้าทางเกษตร เช่น ข้าว พริก ยางพารา ไปขายที่สงขลา ซึ่งเป็นเมืองท่าศูนย์กลางค้าขาย
วิถีชาวสวน ชาวนา และชาวประมงมีลักษณะคล้ายกัน โดยเฉพาะในเขตใกล้ทะเลสาบสงขลา
ระบบคมนาคม
ในอดีตมีเส้นทางเรือภายในผ่านทะเลสาบสงขลาและทะเลน้อย ทำให้สามารถเดินทางจากพัทลุงเข้าสู่สงขลาโดยเรือ ปัจจุบันมีทางหลวงและทางรถไฟที่เชื่อมสองเมืองเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น โดยเฉพาะการพัฒนาของหาดใหญ่ในจังหวัดสงขลา ส่งผลให้ชาวพัทลุงจำนวนมากเดินทางเข้ามาทำงานหรือเรียนหนังสือ
เช้าวันพุธที่ 18 มิ.ย. เราเริ่มออกเดินทางกันแต่เช้ามุ่งหน้าไปหาอาหารอร่อยในย่านเมืองเก่าสงขลา ผ่านถนนเลียบริมทะเล บรรยากาศยามเช้าสวยงามมาก เราเดินทางเส้นทางท่องเที่ยวเชิงนิเวศและวัฒนธรรม: พัทลุง – ควนขนุน – ทะเลน้อย – สทิงพระ – สงขลา เป็นเส้นทางที่สะท้อนความเชื่อมโยงอย่างแท้จริง
จากเมืองเก่าสงขลา จุดหมายแรกของเราคือ "ลำปำ" จังหวัดพัทลุง และจะพักค้างคืนที่ตัวเมืองพัทลุง เส้นทางที่ผ่านมีการซ่อมบำรุงทางหลายช่วง การเดินทางจึงเป็นไปอย่างช้าๆ ได้แวะร้านข้างทางเป็นระยะ ๆ ได้พูดคุยกับชาวบ้านและคนขายของริมทาง
เราได้แวะ มนัสการวัดพระบรมธาตุเจดีย์เขียนบางแก้ว ตำบลจองถนน อำเภอเขาชัยสน จังหวัดพัทลุง สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ได้พบโบราณวัตถุสำคัญได้แก่ ศิวลึงค์และฐานโยนิ เป็นอารยธรรมอินเดีย ในราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 และเป็นที่ตั้งชุมชนโบราณ
สมัยอยุธยาตอนต้น วัดบางแก้วเป็นวัดที่มีความเจริญมาก สมัยอยุธยาตอนกลาง เมืองพัทลุงเกิดสงครามกับพวกโจรสลัดมลายู จนพวกโจรสลัดได้เผาผลาญบ้านเรือนราษฎร และวัดเสียหายมาก
หลายช่วงถนนที่ขับผ่านมาจะตัดขนานไปกับทะเลสาบสงขลา จึงมีที่พักและร้านอาหารริมทาง เอาไว้บริการนักท่องเที่ยว ถึงลำปำเราแวะกินอาหารร้านริมน้ำ มีคนมากินที่นี่พอสมควร ราคาไม่แพง จากนั้นแวะชมวังเจ้าเมืองพัทลุง และวัดวัง ต่อด้วยวัดสุนทราวาส
วังของเจ้าเมืองคนสุดท้าย
วังเก่า
สร้างโดย พระยาอภัยบริรักษ์ (น้อย จันทโรจวงศ์) ผู้เป็นเจ้าเมืองพัทลุงระหว่างปี พ.ศ. 2412–2431
เป็นกลุ่มเรือนไทยแฝด 3 หลัง เหนือใต้ถุนสูง มีห้องนอน ห้องโถง และครัว โครงสร้างไม้ทั้งหลัง ใช้ลูกสักแทนตะปู
ตั้งอยู่ริมถนนอภัยบริรักษ์ ตำบลลำปำ ใช้เป็นที่ว่าราชการและที่พักจนกระทั่งพระยาวรวุฒิไวย (เนตร) เข้ามาครองอยู่ต่อจนถึง พ.ศ. 2446 จากนั้นตกทอดเป็นมรดกสู่ราชสกุล ก่อนมอบให้กรมศิลปากร และขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อ 16 ก.ค. 2535
วังใหม่
สร้างโดย พระยาวรวุฒิไวย (เนตร จันทโรจวงศ์) บุตรชาย ใน พ.ศ. 2432–2434 โดยสร้างแนบท้ายวังเก่าทางใต้ ติดคลองลำปำ จึงเรียกกันว่า "วังชายคลอง"
เป็นกลุ่มเรือนไทย 5 หลัง ล้อมชานทรายตรงกลาง ได้แก่ เรือนใหญ่ 2 หลังของเจ้าเมือง – ภรรยา – บุตร, เรือนเล็ก 3 หลังของอนุภรรยา/ลูก และเรือนครัว 1 หลัง มีชานล้อมและลานทราย มีต้นชมพู่ใจกลาง และช่องหลบฉุกเฉินที่ห้องนอนเจ้าเมือง
วังใหม่นี้ได้รับการขึ้นทะเบียนโบราณสถานก่อนวังเก่า เมื่อ 31 พ.ค. 2526
วัดวัง
ตั้งอยู่ริมถนนเดียวกับวังเจ้าเมือง (อภัยบริรักษ์ – ลำปำ) ห่างจากตัวเมืองประมาณ 6 กม.
เดิมสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย — มีชื่อว่าบ้านวัง จึงเป็นที่มาของ “วัดวัง”
มีบทบาทสำคัญเป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยา (พิธีถวายสัตย์ปฏิญาณของข้าราชการ) ในสมัยรัตนโกสินทร์ ถือว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองพัทลุง
วัดสุนทราวาส
วัดสุนทราวาส อุโบสถหลังเดิมที่สร้างด้วยไม้ชำรุด ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2385 ได้บูรณะเป็นอาคารก่ออิฐถือปูน พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สมทบการสร้างอุโบสถหลังนี้ และยังได้รับอุปถัมภ์จากพระยาพัทลุง (จุ้ย)
อุโบสถรูปแบบสถาปัตยกรรมพระราชนิยม ภายในอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปูนปั้นลงรักปิดทองปางมารวิชัย 3 องค์ ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ฝีมือการปั้นเป็นแบบพื้นเมือง พระประธานประดิษฐานบนฐานชุกชีลายแข้งสิงห์ ฝาผนังอุโบสถทั้งสี่ด้านเขียนภาพจิตรกรรมด้วยสีฝุ่น ภาพส่วนใหญ่ลบเลือนมาก (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อม) ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานในราชกิจจานุเบกษาเล่ม 52 ตอนที่ 75 วันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478
เช้าวันพฤหัสบดีที่ 19 มิ.ย. เราออกเดินทางกันแต่เช้าออกจากตัวเมืองพัทลุงก่อน 07:00 น. เพื่อจะได้แวะชมธรรมชาติในตอนเหนือของทะเลสาบสงขลา ที่เรารู้จักกันในนามทะเลน้อย
คณะของเราที่หน่วยปฏิบัติการวิจัยพรรณไม้ประเทศไทย เคยได้รับการว่าจ้างจากสำนักงานแผนและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ให้มาสำรวจพื้นที่รอบทะเลน้อย ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ 285,625 ไร่ ก่อนที่จะประกาศให้ "พรุควนขี้เสียน" เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ หรือ แรมซาร์ไซต์ (Ramsar site) แห่งแรกของประเทศไทย
พื้นที่ชุ่มน้ำนี้ครอบคลุม 3 จังหวัดคือ พัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช พื้นที่ริมทะเลสาบประกอบด้วย นาข้าว ป่าพรุ ทุ่งหญ้า ทะเลน้อยมีพืชน้ำปกคลุมอาทิ ผักตบชวา กง กระจูดหนู บัวต่าง ๆ และพืชลอยน้ำ ความลึกเฉลี่ย 1.25 เมตร
ในเส้นทางการเดินทางของเราในจังหวัดสงขลา จะเห็นการเลี้ยงและการจัดการแข่งขันนกเขาชวาเสียง แพร่กระจายมาสู่พ่อค้า ประชาชน และบุคคลในระดับต่าง ๆ อย่างกว้างขวาง ประชาชนนิยมเลี้ยงและเล่นนกเขาชวามาช้านาน โดยกระจัดกระจายอยู่ตามหมู่บ้าน ตำบลต่าง ๆ และจัดให้มีการแข่งขันในกลุ่มเล็ก ๆ
ที่เห็นอีกอย่างหนึ่งในเส้นทางระหว่างจังหวัดและอำเภอต่าง ๆ คือคนเลี้ยงวัวชน พาวัวเดินอาบแดดริมถนน การ “ชนวัว” เป็นวัฒนธรรมและกีฬาพื้นเมืองของภาคใต้ สำหรับในประเทศไทยอาจเป็นความนิยมที่เริ่มมาจากการเลี้ยงวัวไว้บริโภคของชาวมุสลิม
จากทะเลน้อยเราเดินทางต่อไปอำเภอระโนดและอำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา ผ่านโบราณสถานต่าง ๆ เช่น วัดจะทิ้งพระ วัดพระโคะ จนกลับถึงเมืองเก่าสงขลา ตามเก็บร้านอาหารที่ยังไม่ได้ลิ้มลองที่นี่ก่อนจะเดินทางกลับเข้าอำเภอหาดใหญ่