TERRA โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง

TERRA โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง

แชร์

เพื่ออัพเดทข้อมูล ข่าวสาร จากโครงก? This means that civil society must play a strong role in shaping national and regional development policy process.

ภายใต้ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง หรือ TERRA มุ่ง ส่งเสริมกลุ่มประชาสังคมในภูมิภาคแม่น้ำโขงและสาละวินที่ทำงานพัฒนาสังคมและ อนุรักษ์สภาพแวดล้อม ให้มีฐานะและบทบาทที่เข้มแข็งทั้งภายในประเทศของตนและในระดับภูมิภาค

Towards Ecological Recovery and Regional Alliance/Foundation for Ecological Recovery (TERRA/FER), believe that public debate on, and participation in,

กรณีศึกษา-เป็นครั้งแรกนักอนุรักษ์จีนฟ้องบริษัทสร้างเขื่อนยักษ์ใหญ่ในลุ่มน้ำโขง ชี้ทำ 05/03/2018

กรณีศึกษา-เป็นครั้งแรกนักอนุรักษ์จีนฟ้องบริษัทสร้างเขื่อนยักษ์ใหญ่ในลุ่มน้ำโขง ชี้ทำ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ เว็บไซด์ sixthtone.com รายงานข่าวว่า กลุ่มเอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมของจีน “เฟรน....

27/02/2018

อิตาเลียนไทยฯ ปิดบริษัทย่อยทางอ้อมที่เกี่ยวข้องกับโครงการทวาย!

เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2561 ทางบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล็อปเมนต์ (จำกัด) ได้แจ้งหนังสือต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงการปิดบริษัทย่อยทางอ้อมที่จดทะเบียนในต่างประเทศ ทั้งหมด 13 บริษัท

โดยทุกบริษัทที่ยกเลิกไปนั้น ถูกจดทะเบียนขึ้นในฮ่องกง ซึ่งทางอิตาเลียนไทยถือหุ้นบริษัทเหล่านี้ผ่านบริษัททางอ้อมในอัตราส่วนที่ 99.99% ตั้งแต่ปี 2555...บริษัทที่ถูกยกเลิกไปนั้นมีความเกี่ยวข้องกับโครงการทวายโดยมีข้อสังเกต 2 ส่วน 1) ชื่อในบางบริษัทที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า "ทวาย" ที่เป็นบริษัท Holding (บริษัทที่สร้างผลประกอบการจากการเข้าถือหุ้นในบริษัทอื่น) และ 2) ในชื่อของบริษัททั้ง 13 แห่ง ปรากฏจุดมุ่งหมายของธุรกิจที่เข้าทำการ/ประเภทที่ดำเนินการ ซึ่งสอดคล้องกับการจัดตั้งสาขาการพัฒนาของโครงการทวายทั้งหมด 7 ด้าน คือ ท่าเรือ, ถนนเชื่อมต่อ, นิคมอุตสาหกรรม, ระบบไฟฟ้า, ระบบประปา, ระบบโทรคมนาคม
และที่พักอาศัย

อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทฯ ไม่ได้ระบุเหตุผลเกี่ยวกับการปิดบริษัททั้ง 13 แห่ง...และยังระบุอีกว่าการปิดบริษัทในครั้งนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินกิจการของบริษัท...ซึ่งบริษัทเหล่านี้ยังไม่มีผลประกอบการใด ๆ ทั้งสิ้น

ไม่แน่ชัดว่า การปิดบริษัท 13 แห่ง จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินโครงการทวายของอิตาเลียนไทยฯ หรือไม่? และเป็นสัญญาณการถอยร่นจากการพัฒนาโครงการหรือไม่?
ถึงกระนั้นบริษัทย่อยทางอ้อมที่เกี่ยวข้องกับโครงการทวายอีกหลายแห่งก็ยังไม่มีการปิดกิจการแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทหลักที่จดทะเบียนเป็นผู้พัฒนาโครงการทวายระยะแรก อย่าง "เมียนทวาย อินดัสเทรียล เอสเตท จำกัด" (Myandawei Industrial Estate Company Limited) ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่ามีการปิดบริษัทหรือยกเลิกกิจการ
...
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
http://www.daweiindustrialestate.com/
https://themekongbutterfly.com/2017/09/22/infographic-dawei-special-economic-zone-and-deep-seaport-project/

Photos from TERRA โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง's post 17/07/2017

Roundtable discussion on "Thailand's accountability in Thai Direct Investment in CLMV” during the International Conference on Thai Studies in Chiang Mai today

The discussion by Dr. Nirun Phitakwatchara (former National Human Rights Commissioner of Thailand), Mr. Montree Chantawong (TERRA), Miss Premrudee Daoroung (Project SEVANA South-East Asia), Miss Chalermsri Prasertsri (Lawyer, Community Resources Center) and moderate by Ms.Pianporn Deetes.

at room 5 until 18. 30 pm (session 140 in the program). Please come and join us.

Photos 08/07/2017

Towards Ecological Recovery Regional Alliances (TERRA) will organize with RCSD a roundtable discussion on "Thailand's accountability in Thai Direct Investment in CLMV” during the International Conference on Thai Studies in Chiang Mai, 15-18 July 2017.

The discussion will be led by Dr. Nirun Phitakwatchara (former National Human Rights Commissioner of Thailand), Mr. Montree Chantawong (TERRA), Miss Premrudee Daoroung (Project SEVANA South-East Asia), Miss Chalermsri Prasertsri (Lawyer, Community Resources Center) and moderate by Ms.Pianporn Deetes.

It will be on 17 July at 17.00 - 18. 30 pm (session 140 in the program). Please come and join us.

Roundtable and Objective:
This roundtable meeting aims at sharing information and experiences relevant to monitoring TDI in neighboring countries through several TDI case studies. The goal includes recommendation and guiding principles that regulate Thai investors overseas and enhance their responsibilities based on the principle of good governance and accountability.

Background:
Thailand has started capitalizing its direct investment in the neighboring countries (such as Cambodia, Lao PDR, Myanmar and Vietnam) since 1980s, and expanded insensitively according to two main overarching policy phenomena: the implementation of ‘from the battlefield into market place’, initiated by the government of Prime Minister Chatchai Choonhavan; and the globally economic ideas entitled “Washington Consensus”, supported by prominent economists and international organizations, such as the IMF, the World Bank, the EU and the US. The Washington Consensus consists of the policies that enhance reform agenda and a clear shift of development paradigm towards liberalization and free markets economy. The four main economic development initiatives underlie economic stabilization, liberalization (trade and investment), deregulation (the role of the state in controlling investment) and privatization (transfer from state to private sector).
The study of Thailand’s direct investment (TDI) in the CLMV region in the past 10 years (2005-2014) founded Thailand’s direct investment ranked third, after Cayman Islands, and Singapore. TDI was in the similar value to Mauritius Island. Ranked no. 4 and 5 are Hongkong and British Virgin Island, respectively. These countries are popular destinations as a base for capital transfer to invest in the third countries because these countries have initiated tax incentives and convenient transactions. The TDI accumulative value in Cambodia, Lao PDR, Myanmar and Vietnam is 18,170, 45, 403, 70,355 and 56,097 million baht, respectively. Most of TDI are in electricity and energy sector, oil and gas exploration, steam and domestic air cooling (in Lao PDR), financial sector, industrial production sector (e.g. sugar and textile), loans transaction among affiliates, trade credits, mining and quarry and concrete. There are three dominant procedures of investment; 1) project developers; 2) project supporters and financiers; and 3) investors and financial institutions.
According to the research conducted by the Marketing Research unit of the Thai Stock Exchange, the results show four push-and-pull factors indicating reasons to invest. There are: market seeking, resources and labour seeking, efficiency seeking and assistance in risk diversification of the business sector.
TDI in CLMV region in the past years has resulted in both benefits and disadvantages. This trend of TDI has been met with growing concerns about investor disregarding environmental and social governance, environmental and social impacts of the project, negative implications for human rights and the environment in their business practices including unfair and unjust remedy provided to the project affected people. There are several cases in Cambodia and Myanmar that are impacted by TDI and the villagers have submitted the complaint to the Thai National Human Rights Commission (NHRC) for investigation, for example the case of Hatgyi dam on the Salween in 2006 by Electricity Generation Authority of Thailand and the case of Xayaburi dam in Lao PDR, submitted to Thailand’ Administrative Court.
Due to several efforts of Thai civil society, Project Affected People and NHRC’s recommendation on the TDI cases, Thai Government has recognized the impacts of TDI in the neighboring countries as demonstrated in the release of Cabinet Resolution dated 2 and 16 May 2016. The resolution was drawn from two main cases of TDI namely: sugar plantation and refineries in Oddarmanchey province, Cambodia and Dawei Deep Seaport and Special Economic Zone. The main recommendations include follow up action relevant to an establishment of mechanism to regulate TDI to respect human rights as underlying in the United Nations Guiding Principle on Businesses and Human Rights (or the Ruggie Framework of ‘Protect’, ‘Respect’ and ‘Remedy’). This recommendation resemble into advocacy of Thai CSOs towards the implementation of UNGP.

Thai - English translation and snack will be prepared for participants.

03/05/2017
มนตรี จันทวงศ์ - มติ ครม.ระเบิดแก่ง คำถามต่อความรับผิดชอบต่ออธิปไตยของรัฐ 01/05/2017

ชวนอ่าน!

อีกมุมหนึ่งของโครงการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง ว่าด้วยอธิปไตยแห่งรัฐ เขตร่องน้ำระหว่างประเทศ ความย้อนแย้งของการทำงานของหน่วยงานรัฐไทยในประเด็นดังกล่าว และผล (ไร้) ประโยชน์ที่ประชาชนชาวไทยและชุมชนลุ่มน้ำโขงจะได้รับ

http://www.citizenthaipbs.net/node/18913

มนตรี จันทวงศ์ - มติ ครม.ระเบิดแก่ง คำถามต่อความรับผิดชอบต่ออธิปไตยของรัฐ เหตุการณ์ที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างของจีนกับหน่วยงานอย่างกรมเจ้าท่า รีบร้อนมาพูดคุยกับกลุ่มรักษ์เชียงของในวันที่ 23 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นในวันที่ 27 ธันวาคม คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง

กะปิกุ้งน้ำโขง ที่บ้านสองคอน 16/03/2017

ความมั่นคงทางอาหารของแม่น้ำโขง: กุ้งฝอยและกะปิ

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่า แม่น้ำโขง ถือเป็นเส้นเลือดใหญ่ อันเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และแหล่งอาหารที่สำคัญที่สุดของผู้คนริมโขงกว่า 6 ประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขง นับตั้งแต่จีนตอนใต้ มายังเมียนมา ลาว ไทย กัมพูชา และเวียดนาม

การเป็นเส้นเลือดใหญ่ของแม่น้ำโขงมีที่มาจากความหลากหลายทางชีวภาพที่สูงมาก มีสัตว์มากมายแหลายชนิดที่เป็นทั้งแหล่งอาหารและเครื่องค้ำชูระบบนิเวศของแม่น้ำแห่งนี้

ปลาน้ำจืดแม่น้ำโขง ถือได้ว่าเป็นแหล่งรายได้ แลห่งอาหาร แหล่งโปรตีนที่สำคัญของคนโขงเลยก็ว่าได้ โดยผู้คนริมโขงมักจะนำพวกมันมาประกอบอาหารในหลากรูปแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น อ่อม ทอด ต้ม ส้ม หรือแม้กระทั่งนำไปทำเป็นอาหารแปรรูป เก็บไว้ได้นาน อย่างปลาร้า เป็นต้น

สัตว์น้ำอีกชนิดหนึ่งในแม่น้ำโขงที่สำคัญไม่แพ้ปลา หอย ปู นั่นก็คือ "กุ้งฝอยแม่น้ำโขง" ซึ่งถูกนำมาประกอบอหารและแปรรูปได้หลายรูปแบบ จนสามารถเพิ่มมูลค่าเป็นสินค้าที่น่าสนใจและน่าลิ้มลองได้เป็นอย่าง

บทความ "กะปิกุ้งน้ำโขง ที่บ้านสองคอน" นี้
https://www.technologychaoban.com/folkways/article_12449

เขียนโดย กฤช เหลือลมัย ผู้มีความสนใจด้านกับข้าวกับปลา อาหารเลิศรสต่าง ๆ ได้สะท้อนให้เห็นถึงความมั่นคงทางอาหารที่มาจากแม่น้ำโขง ผ่านกุ้งฝอยแม่น้ำโขงจนกลายมาเป็นกะปิเลื่องชื่อแห่งบ้านสองคอน อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีเนื้อความที่แสดงให้เห็นว่ากุ้งฝอยสร้างความั่นคง มั่งคั่งแก่หมู่บ้านริมโขงอื่น ๆ ด้วย อย่าง บ้านผาชัน และบ้านสำโรง นอกจากนี้ผู้เขียนยังให้มุมมองการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอาหารอย่างมีนัยสำคัญ

กะปิกุ้งน้ำโขง ที่บ้านสองคอน สมัยผมเรียนโบราณคดีเมื่อสามสิบกว่าปีก่อน มันมีข้อถกเถีย …

Declaration of Curitiba 13/03/2017

14 มีนาคม
"วันหยุดเขื่อนโลก" (International of Action Against Dams)

วันหยุดเขื่อนโลก ถือเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ทางการเมืองระดับโลกที่สำคัญอย่างยิ่งของภาคประชาชน ประชาสังคม และองค์กรด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้องจากทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนและไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนที่มีการทำลายล้างชีวิต ทรัพยากรธรรมชาติ และวิถีชีวิต วัฒนธรรมอันล้ำค่าของผู้คน นอกจากนี้วันหยุดเขื่อนโลกยังสะท้อนให้เห็นถึงการยกระดับความเข้มแข็งของเครือข่ายค้านเขื่อนทั่วโลก รวมถึงการตระหนักรู้ถึงสิทธิของชุมชนในการปกป้องฐานที่มั่นทางทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและชีวิตของโลก

วันหยุดเขื่อนโลก เริ่มขึ้นเป็นครั้งแรกจาก "คำประกาศคูริทิบา" ณ วันที่ 14 มีนาคม ค.ศ.1997 (พ.ศ.2540) เมืองคูริทิบา ประเทศบราซิล โดยแถลงการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากเวทีประชุมระดับนานาชาติของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน ซึ่งในครั้งนั้นมีตัวแทนประชาชนและองค์กรภาคประชาสังคมจาก 20 ประเทศ

การกำหนดให้วันที่ 14 มีนาคม เป็นวันหยุดเขื่อนโลกนั้น พัฒนามาจากการยึดเอาวันต่อสู้คัดค้านเขื่อนของบราซิลเป็นจุดตั้งต้น

ในโอกาสวาระดิถีครบรอบ 20 ปี วันหยุดเขื่อนโลก ในปีนี้ เราจึงอยากมอบของขวัญเพื่อเป็นเครื่องปลุกใจให้กับนักต่อสู้เพื่อสิทธิชุมชนและสิทธิในการเข้าถึงทรัพยากร รวมถึงผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน ด้วยการแปลแถลงการณ์คูริทิบาอันเลื่องชื่อให้ทุกท่านได้อ่านกัน

*******

คำประกาศคูริทิบา --- วันที่ 14 มีนาคม 2540 ณ เมืองคูริทิบา บราซิล

เรา ประชาชนจาก 20 ประเทศ ตัวแทนจากองค์กรผู้ได้รับผลกระทบจากเขื่อนและคัดค้านเขื่อน ได้มาชุมนุมกันที่เมืองคูริทิบา ประเทศบราซิล เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสูญเสียที่ทำให้เรารู้สึกทุกข์ทรมานและภัยคุกคามที่เราเผชิญจากเขื่อน ถึงแม้ว่าประสบการณ์ของพวกเราจะสะท้อนความเป็นจริงที่แตกต่างหลากหลายทางวัฒนธรรม สังคม การเมืองและสิ่งแวดล้อมก็ตาม แต่การต่อสู้ของพวกเราได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว

การต่อสู้ของพวกเรารวมกันเป็นหนึ่งเพราะเขื่อนทุกแห่งบังคับให้ประชาชนต้องจากบ้าน ทำให้พื้นที่เพาะปลูกอันอุดมสมบูรณ์ ผืนป่าและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จมลงสู่ใต้น้ำ ทำลายการประมงและแหล่งน้ำสะอาด ทั้งยังเป็นสาเหตุให้เกิดการแตกสลายของสังคมละวัฒนธรรม และเกิดความยากจนแร้นแค้นทางเศรษฐกิจของชุมชนของพวกเราอีกด้วย

การต่อสู้ของพวกเรารวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพราะเขื่อนในทุกแห่งมีช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นข้อตกลงร่วมกันของบรรดานักสร้างเขื่อนและความเป็นจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากการสร้างเขื่อน เขื่อนมักมีต้นทุนสูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ว่าจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เขื่อนผลิตกระแสไฟฟ้าและช่วยเหลือในด้านชลประทานได้น้อยกว่าที่ (ทางการหรือนักสร้างเขื่อน) สัญญาไว้ หนำซ้ำเขื่อนยังทำให้เกิดน้ำท่วมมากยิ่งขึ้น เขื่อนให้ประโยชน์แก่บรรดาเจ้าที่ดินขนาดใหญ่ บริษัทธุรกิจการเกษตร และนักเก็งกำไร ทั้งยังทำให้เกิดการขับไล่เกษตรกรรายย่อย แรงงานในชนบท ชาวประมง ชนเผ่าพื้นเมือง และชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม

การต่อสู้ของพวกเรารวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพราะเรากำลังต่อสู้กับกลุ่มผลประโยชน์อันทรงพลังที่คล้ายคลึงกัน ผู้ให้กู้ยืมระหว่างประเทศกลุ่มเดียวกัน หน่วยงานให้ความช่วยเหลือและสินเชื่อพหุภาคีและทวิภาคีกลุ่มเดียวกัน การสร้างเขื่อนและบริษัทค้าอุปกรณ์ (สร้างเขื่อน) กลุ่มเดียวกัน ที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมและสิ่งแวดล้อมกลุ่มเดียวกัน และบรรษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมพลังงานเข้มข้นที่ได้รับการสนับสนุนอย่างหนักกลุ่มเดียวกัน

การต่อสู้ของพวกเรารวมกันเป็นหนึ่งเดียวเพราะในทุกแห่งประชาชนที่ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างหนักจากเขื่อนถูกผลักออกจากกระบวนการตัดสินใจ การตัดสินใจต่าง ๆ ถูกแทนที่ด้วยบรรดาเทคโนแครต นักการเมือง และชนชั้นนำทางธุรกิจที่เพิ่มอำนาจและความมั่งคั่งของตนเองผ่านการสร้างเขื่อน

การต่อสู้ร่วมกันของพวกเราทำให้เราเห็นถึงความจำเป็นและความเป็นไปได้ที่จะนำมาซึ่งจุดจบของยุคสมัยของการสร้างเขื่อน ทำให้เราเห็นถึงความจำเป็นและความเป็นไปได้ในการใช้ทางเลือกอื่นๆในการจัดหาพลังงานและการจัดการน้ำอย่างเป็นธรรม ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพของพวกเรา

สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้น เราต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงซึ่งรวมเอาการมีส่วนร่วมของประชาชนและความโปร่งใสในการพัฒนาและการเลือกใช้พลังงานและนโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ รวมไปถึงการกระจายอำนาจและการเสริมพลังทางการเมืองของชุมชนท้องถิ่น เราต้องลดความไม่เท่าเทียมผ่านมาตรการการเข้าถึงที่ดินอย่างเป็นธรรม นอกจากนี้เรายังยืนยันถึงสิทธิที่ไม่สามารถถ่ายโอนหรือยกให้ได้ของชุมชนในการควบคุมและจัดการน้ำ ที่ดิน ป่าไม้ และทรัพยากรอื่น ๆ รวมถึงสิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพของทุกคน

เราต้องก้าวไปสู่สังคมที่มนุษย์และธรรมชาติจะไม่ถูกลดทอนโดยแนวคิดแบบตลาดที่ให้คุณค่ากับสินค้าและเป้าหมายที่เป็นผลกำไรทางธุรกิจเท่านั้นอีกต่อไป เราต้องก้าวไปสู่สังคมที่เคารพในความหลากหลายและวางอยู่บนพื้นฐานความสัมพันธ์ที่เป็นธรรมและยุติธรรมระหว่างประชาชน ศาสนา และชาติต่าง ๆ

ประสบการณ์ที่พวกเราได้ร่วมกันแบ่งปันได้ทำให้เรายอมรับถึงสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้

1) เราตระหนักและยอมรับหลักการของแถลงการณ์ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมและองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งริโอ เดอ จาเนโร ในปี 1992 และ แถลงการณ์มานิเบลี ว่าด้วย การให้เงินทุนเกี่ยวกับเขื่อนขนาดใหญ่ของธนาคารโลกในปี 1994

2) เราจะต่อต้านการสร้างเขื่อนที่ไม่ได้รับการยอมรับจากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ หลังจากกระบวนการการแจ้งให้ทราบและการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม

3. เราต้องการให้รัฐบาล หน่วยงานระหว่างประเทศ และบรรดานักลงทุน ดำเนินการเลื่อนการสร้างเขื่อขนาดใหญ่ออกไปโดยทันทีจนกว่า:

a. จะมีการหยุดยั้งความรุนแรงและการข่มขู่ทุกรูปแบบต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนและองค์กรที่ต่อต้านเขื่อน

b. การชดใช้ค่าเสียหาย รวมถึงการจัดหาที่ดิน ที่อยู่อาศัยและโครงสร้างพื้นฐานทางสังคมที่เพียงพอต่อประชาชนนับล้านที่การดำรงชีวิตและการทำมาหากินพวกเขาได้รับความเดือดร้อนจากเขื่อน

c. การดำเนินการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมที่ถูกทำลายจากเขื่อน แม้ว่าจะต้องมีการทำลายเขื่อนทิ้งก็ตาม

d. สิทธิในอาณาเขตของชนพื้นเมือง ชนเผ่า ชนกึ่งชนเผ่า และประชากรดั้งเดิม ที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนจะได้รับการยอมรับอย่างเต็มที่ผ่านการจัดหาดินแดน/อาณาเขตที่ทำให้พวกเขาสามารถฟื้นคืนสภาพทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจของตนเองที่มีอยู่ก่อนหน้านั้นกลับมาได้ ซึ่งอาจจะต้องมีการทำลายเขื่อนทิ้ง

e. คณะกรรมาธิการอิสระระหว่างประเทศที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดเกี่ยวกับเขื่อนขนาดใหญ่ที่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือแม้กระทั่งได้รับการสนับสนุนหน่วยงานหรือองค์กรระหว่างประเทศให้ความช่วยเหลือและให้สินเชื่อ และข้อสรุปทางนโยบายที่ดำเนินการไปแล้ว การจัดตั้งคณะกรรมาธิการฯ และขั้นตอนการตรวจสอบดังกล่าวจะต้องได้รับการอนุมัติและการตรวจสอบติดตามของตัวแทนขบวนการเคลื่อนไหวระหว่างประเทศของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อน

f. หน่วยงานระดับชาติและระดับภูมิภาคที่ได้รับเงินช่วยเหลือหรือการช่วยสนับสนุนให้เกิดการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ได้จัดทำการทบทวนที่ครอบคลุมอย่างอิสระเกี่ยวกับโครงการเขื่อนขนาดใหญ่แต่ละแห่งที่หน่วยงานต่าง ๆ ดังกล่าวได้รับเงินช่วยเหลือและดำเนินการจัดทำข้อสรุปทางนโยบายของการทบทวนนั้น การทบทวนดังกล่าวจะต้องดำเนินการโดยการมีส่วนร่วมของตัวแทนจากองค์กรของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

g. นโยบายต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับพลังงานและน้ำจะถูกดำเนินการให้มีการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและการจัดการที่ยั่งยืนและเหมาะสม โดยอาศัยการใช้ประโยชน์จากทั้งวิทยาศาสตร์สมัยใหม่และองค์ความรู้ดั้งเดิม นโยบายเหล่านี้จำเป็นที่จะต้องกีดกันการสูญเสียและการบริโภคที่ล้นเกิน รวมถึงต้องประกันการเข้าถึงความต้องการขั้นพื้นฐานเหล่านี้อย่างเป็นธรรม

4) กระบวนการของการแปรรูปรัฐวิสาหกิจซึ่งเกิดขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกโดยสถาบันพหุภาคีต่าง ๆ กำลังเพิ่มการกีดกัน/การยกเว้นและความอยุติธรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เราไม่ยอมรับต่อข้อกล่าวอ้างที่ว่าขั้นตอนดังกล่าวนี้เป็นวิธีการหนึ่งในการแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นและปัญหาความไร้ประสิทธิภาพในภาคพลังงานและน้ำซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ความสำคัญแรกเริ่มของเรา คือ การควบคุมที่เป็นประชาธิปไตยและมีประสิทธิภาพและกฎระเบียบของหน่วยงาน/องค์กรที่จัดหาไฟฟ้าและน้ำในวิธีการที่รับประกันความต้องการของประชาชน

5) หลายปีที่ผ่านมา เราได้แสดงให้เห็นถึงการเติบโตของพลังของเรา เราได้เข้ายึดพื้นที่ที่เป็นที่ตั้งของเขื่อนและสำนักงานต่าง ๆ เดินขบวนในหมู่บ้านและเมืองของพวกเรา ปฏิเสธที่จะย้ายออกจากที่ดินของพวกเราแม้ว่าเราจะเผชิญกับการข่มขู่คุกคาม ความรุนแรง และการทำลายล้าง เราได้ถอดหน้ากากการทุจริตคอรัปชั่น การโป้ปด และการผิดคำมั่นสัญญาของอุตสาหกรรมเขื่อน เราได้ทำงานร่วมกันทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศอย่างมีความสามัคคี เป็นน้ำหนึ่งใจเดียวด้วยการต่อสู้กับโครงการพัฒนาที่ก่อให้เกิดการทำลายล้าง และร่วมกันต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรมทางสังคม และหยุดยั้งการทำลายทางสิ่งแวดล้อม

เราเข้มแข็ง หลากหลาย และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เราได้หยุดเขื่อนที่มีการทำลายล้างและบังคับให้นักสร้างเขื่อนยอมรับ/เคารพในสิทธิของเรา ในอดีตเราได้หยุดเขื่อนหลายเขื่อนไปแล้ว และเราจะหยุดเขื่อนต่อไปในอนาคต

เรามีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่ม/ยกระดับความเข้มข้นของการต่อสู้กับเขื่อนที่มีการทำลายล้าง จากหมู่บ้านต่าง ๆ ในอินเดีย บราซิล และเลโซโธไปจนถึงห้องประชุมคณะกรรมการในกรุงวอชิงตัน โตเกียว ละลอนดอน เราจะบังคับให้นักสร้างเขื่อนยอมรับความต้องการของพวกเรา

เพื่อเสริมสร้างการเคลื่อนไหวของเรา เราจะสร้างและเสริมความเข้มแข็งเครือข่ายระดับภูมิภาคและระดับนานาชาติ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งความสามัคคีที่กำลังเติบโตของเรา เราขอประกาศว่า 14 มีนาคม วันแห่งการต่อสู้กับเขื่อนของบราซิล จากนี้ไปจะกลายเป็น “วันหยุดเขื่อนโลกเพื่อแม่น้ำ แหล่งน้ำ และชีวิต”

*******
ดูต้นฉบับภาษาอังกฤษได้ที่ http://www.rivernet.org/general/movement/curitiba.htm

Declaration of Curitiba

Over 2500 villagers protest against MCL’s coal power plant 21/02/2017

ชาวบ้านกว่า 2,500 คนรวมตัวประท้วงโรงไฟฟ้าถ่านหิน MCL

Over 2,500 Villagers Protest Against MCL’s Coal Power Plant

http://monnews.org/2017/02/21/over-2500-villagers-protest-against-mcls-coal-power-plant/

21 กุมภาพันธ์ 2560

สำนักข่าว Mon News Agency รายงานโดย Mon Htaw

เมื่อวันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา ชาวบ้านกว่า 2,500 คนจาก 12 หมู่บ้านในพื้นที่ปยาตอง (Pyartaung)รวมตัวกันที่ทุ่งนาในหมู่บ้านเกาะปะนอ (Kawpanaw Village)ในจังหวัดไจ๊มะรอ (Kyaikmaraw Township) รัฐมอญ ประเทศเมียนมา เพื่อคัดค้านโครงการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยพลังงานจากถ่านหินในโรงปูนซีเมนต์ของบริษัท Mawlamyine Cement Limited (MCL) ซึ่งเป็นบริษัทลูกในเครือ SCG

“ตอนแรก พวกเขาบอกว่าจะมาผลิตซีเมนต์ เราก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ตอนนี้เขาใช้ถ่านหินเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า เราไม่ยอมรับพลังงานจากถ่านหิน มันเป็นอันตรายต่อพวกเรา เพราะฉะนั้น พวกเราในฐานะชาวบ้านที่อยู่ที่นี่จึงรวมตัวกันคัดค้านโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหิน” นายมิต หนึ่งในชาวบ้านผู้เข้าร่วมประท้วงกล่าว

ผู้ประท้วงเรียกร้องให้ MCL หยุดการใช้ถ่านหินเพราะไม่ต้องการให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต สถานที่อยู่อาศัยและสุขภาพของคนในพื้นที่ รวมทั้งไม่ต้องการให้เกิดการทำลายแหล่งน้ำธรรมชาติของพวกเขา

“ถ้าชาวบ้านเชื่อว่าไฟฟ้าจากถ่านหินของโรงปูนกำลังก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ เราก็ยินดีให้พวกเขาเข้ามาดูในโรงปูนเพื่อให้เห็นว่ากระบวนการของเราไม่ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบ พวกเขามาเมื่อไหร่ก็ได้” อูซอลวิน เจ้าหน้าที่บริหารของโรงปูน MCL กล่าว

ระหว่างการชุมชน ผู้ประท้วงตะโกนว่า “ไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหิน”, “เราต้องไม่ทำลายธรรมชาติ”, “ไม่เอาไดนาไมต์”, “เราต้องไม่ทำลายมรดกของบรรพบุรุษ”, “เราต้องรักษาแหล่งน้ำธรรมชาติของเรา”

การผลิตปูนซึเมนต์ของโรงปูน MCL ต้องใช้กำลังผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 49 เมกะวัตต์ โดยที่ 40 เมกะวัตต์เป็นไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน (และขยะ) อีก 9 เมกะวัตต์ผลิตจากโรงปั่นไฟฟ้าจากขยะ Waste Heat Generator ตัวแทนบริษัท MCL ระบุว่า ทางบริษัทตั้งเป้าผลิตซีเมนต์วันละ 5,000 ตัน ซึ่งในช่วงเดือนกันยายน 2559 ถึงเดือนมกราคม 2560 ที่ผ่านมา เป็นช่วงทดสอบ และสามารถผลิตซีเมนต์ไปได้แล้ว 300,000 ตัน

--
(แปลโดย อารียา ติวะสุระเดช Areeya Tivasuradej)

Over 2500 villagers protest against MCL’s coal power plant Over 2500 villagers, from 12 villages in Pyartaung area, Kyaikmaraw Township, Mon State, staged a protest on Saturday [Feb. 18], within the paddy fields of Kawpanaw Village, voicing opposition

Photos 04/02/2017

เหตุการณ์ที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างของจีนกับหน่วยงานอย่างกรมเจ้าท่า รีบร้อนมาพูดคุยกับกลุ่มรักษ์เชียงของในวันที่ 23 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมา หลังจากนั้นในวันที่ 27 ธันวาคม คณะรัฐมนตรีก็มีมติเห็นชอบแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง พ.ศ. 2558 – 2568 และการดำเนินงานเบื้องต้นโครงการปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง ตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอ รวมทั้งหลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็ปรากฏเรือสำรวจของจีน ลอยลำอยู่แถว ๆ อำเภอเชียงของ มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยขึ้นไปซีลอุปกรณ์สำรวจ (พอเป็นพิธี) และรองอธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวอ้างว่าการปรับปรุงร่องน้ำ(ระเบิดแก่ง) ให้เรือขนาด 500 ตัน(DWT)เดินเรือได้ จะได้ประโยชน์ในการลดต้นทุนค่าขนส่งได้มากถึง 10 เท่า เหตุการณ์ทั้งสามสี่อย่างนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน เพียงแต่ในระยะสั้น ๆ เฉพาะหน้าในขณะนั้น ภาพความเกี่ยวข้องกันของสี่เหตุการณ์นี้ ยังอาจไม่ชัดเจนมากนัก แต่ถึงวันนี้ก็มีความแจ่มชัดมากขึ้นทั้งที่มาและที่จะไปข้างหน้า ที่ประมวลสรุปได้ดังนี้


ที่มาของเรื่องเริ่มด้วย จดหมายของกระทรวงคมนาคม ถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2559 เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ในเรื่องแผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง พ.ศ. 2558 – 2568 และการดำเนินงานเบื้องต้นโครงการปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง – แม่น้ำโขง ได้กล่าวถึงความเป็นมาและเหตุผลที่ต้องขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี โดยสรุปคือ


1. รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของจีน ลาว เมียนมา และไทย ได้ร่วมลงนามความตกลงว่าด้วยการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง พ.ศ.2543 เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2543 และหลังจากนั้น ในวันที่ 15 มีนาคม 2544 ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการดำเนินการตามความตกลงสี่ฝ่ายว่าด้วยการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง และมีการแต่งตั้ง คณะกรรมการร่วมเพื่อประสานการดำเนินการตามความตกลงว่าด้วยการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง หรือ JCCCN ซึ่งมีภาคผนวกแนบท้าย 6 ฉบับ โดยเฉพาะในภาคผนวกฉบับที่ 3 เป็นเอกสารแนบท้ายบันทึกความเข้าใจ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า
“ให้ประเทศสมาชิกพึงใช้มาตรการที่จำเป็นในการขจัดอุปสรรคและอันตรายใดๆ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการเดินเรือ รวมถึงร่วมมือกันในการรักษาและปรับปรุงทางเดินเรือในแม่น้ำโขงบริเวณที่ไหลผ่านประเทศสมาชิก” และ “จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของร่องน้ำลึก (Thalweg) กระแสน้ำ รวมถึงเส้นเขตแดนที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศสมาชิก”


2. คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบในหลักการโครงการปรับปรุงร่องน้ำเพื่อการเดินเรือพาณิชย์ในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ในวันที่ 29 มกราคม 2545 และเป็นที่มาของแผนงานปรับปรุงร่องน้ำ 2 ระยะ คือ การปรับปรุงร่องน้ำให้เรือขนาดไม่น้อยกว่า 100 ตัน(DWT) เดินเรือได้ภายในปี 2545 และเรือขนาด 300-500 ตัน(DWT) เดินเรือได้ภายในปี 2550 ตามลำดับ ซึ่งมีการดำเนินการระเบิดแก่งปรับปรุงร่องน้ำในระยะแรกไปแล้ว เป็นระยะทาง 231 กิโลเมตร จำนวน 11 แก่ง ซึ่งยังคงไม่สามารถดำเนินการได้เพียงแห่งเดียวคือ แก่งคอนผีหลวง(หรือแก่งคอนผีหลง) ด้วยเหตุผลว่า ต้องมีการหารือในเรื่องการปักหลักเขตแดนให้เรียบร้อยก่อน


แผนการระเบิดแก่งคอนผีหลง ในปี 2545 นำไปสู่การประท้วงทั้งจากชุมชนท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาสังคมอย่างกว้างขวาง ทั้งในเรื่องผลกระทบด้านชุมชน สิ่งแวดล้อม ระบบนิเวศแม่น้ำโขง และเขตแดนระหว่างประเทศ การเคลื่อนไหวในขณะนั้นได้สร้างแรงกดดันให้รัฐบาล ต้องสั่งให้กรมเจ้าท่าดำเนินการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากโครงการระเบิดแก่ง โดยเฉพาะในประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำและเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับลาว และในที่สุดก็ต้องชะลอออกไป เนื่องจากไม่มีความชัดเจนในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของเขตแดนระหว่างประเทศในแม่น้ำโขง


ความพยายามของจีนหวนกลับมาเป็นรูปธรรมอีกครั้ง ด้วยการผลักดันผ่านกรรมการ JCCCN จนได้ข้อสรุปในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 ให้รับรองแผนการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง–แม่น้ำโขง พ.ศ.2558-2568 และนำไปสู่ แผนงานการดำเนินงานเบื้องต้น โครงการปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง ซึ่งจะเป็นการสำรวจศึกษา ออกแบบการปรับปรุงร่องน้ำระหว่างชายแดนจีนถึงเมืองหลวงพระบาง มีระยะเวลา 365 วัน เริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2559 ถึงเดือนเมษายน 2560 โดยคณะสำรวจจากจีน เมียนมา และลาว และเป็นเหตุให้กระทรวงคมนาคมต้องเร่งเสนอให้คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ ทั้งแผนการเดินเรือระหว่างประเทศในแม่น้ำล้านช้าง-แม่น้ำโขง พ.ศ. 2558-2568 และ แผนการดำเนินการเบื้องต้นฯ ในวันที่ 27 ธันวาคม 2559 เนื่องจากการสำรวจในแม่น้ำโขงส่วนอื่นได้เสร็จสิ้นแล้ว คงเหลือเพียงแม่น้ำโขงส่วนที่เป็นเขตแดนไทย-ลาวเท่านั้น


แผนการเดินเรือฯ ฉบับใหม่นี้ เพื่อรองรับเรือ 500 ตัน (DWT) ประกอบด้วย กรอบแนวทางในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้แก่ การพัฒนาท่าเรือ พัฒนาร่องน้ำทางเดินเรือ เครื่องหมายช่วยการเดินเรือ พัฒนาระบบสนับสนุนการเดินเรือ การค้นหาช่วยเหลือผู้ประสบภัย ต่อสร้างเรือช่วยเหลือกู้ภัย การอบรมคนประจำเรือและบุคลากรบนฝั่ง จัดทำระบบสารสนเทศ และแบ่งการดำเนินการไว้ 2 ระยะ คือ ในระยะแรก (2558-2563) จะดำเนินการปรับปรุงร่องน้ำระยะทาง 631 กิโลเมตร จากชายแดนจีน-เมียนมาถึงหลวงพระบาง และระยะที่สอง (2563-2568) จะดำเนินการปรับปรุงร่องน้ำระยะทาง 259 กิโลเมตร จากเมืองซือเหมาถึงชายแดนจีน-เมียนมา งบประมาณทั้งสองระยะ รัฐบาลจีนเป็นผู้จัดหาผ่าน China-ASEAN Maritime Cooperation Fund จำนวนประมาณ 377 และ 278 ล้านเหรียญสหรัฐตามลำดับ และเนื่องจากเป็นการใช้เงินจากจีน ดังนั้นการจัดหาบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาในโครงการนี้ จึงมีเงื่อนไขที่ต้องเป็นบริษัทจากประเทศจีนเท่านั้น


ดังนั้นโดยนัยยะของมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมนั้น จึงเป็นการรื้อฟื้นและผลักดันโครงการระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม หลังจากที่เรื่องนี้ต้องชะลอไปกว่าทศวรรษ ถึงแม้ว่าในทางปฏิบัติยังจะต้องมีขั้นตอนของการศึกษา สำรวจ ออกแบบ ขอความเห็นจากประเทศในลุ่มน้ำโขง และขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีในลำดับสุดท้าย แต่ก็เป็นเพียงพิธีกรรมอำพราง ที่จะต้องให้มีการระเบิดแก่งให้ได้ตามแผนระยะที่ 1 ในช่วงปี 2558-2563 เพื่อให้เรือขนาด 500 ตันของจีนเดินเรือได้ในที่สุด


ประเด็นสำคัญที่ทำให้โครงการระเบิดแก่งต้องชะลอมาตั้งแต่ปี 2546 ซึ่งรัฐบาลในอดีตได้วางกรอบไว้คือ “จะต้องไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของร่องน้ำลึก (Thalweg) กระแสน้ำ รวมถึงเส้นเขตแดนที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศสมาชิก” และในประเด็นปัญหาเหล่านี้ หน่วยงานต่าง ๆ ที่ได้ตอบกลับมายังเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ต่างมีข้อห่วงใยในเรื่องแทบทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเห็นจากกรมแผนที่ทหาร มีความชัดเจน กล่าวคือ


“ปัจจุบันคณะทำงานจัดทำร่างแผนแม่บทและข้อกำหนดอำนาจหน้าที่(TOR) ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางน้ำร่วมระหว่างไทย-ลาว ยังอยู่ระหว่างการเจรจาตกลงเกี่ยวกับเส้นเขตแดนในแม่น้ำโขง แต่ละฝ่ายยังมีความเห็นต่างกันเกี่ยวกับวิธีการกำหนดเส้นเขตแดนในแม่น้ำโขง ฝ่ายไทยเห็นว่าควรใช้ร่องน้ำลึก ณ วันสำรวจ ส่วนฝ่ายลาวเห็นว่าควรกำหนดเส้นเขตแดนไปตาม Trace de la Frontiere Franco – Siamoise du Mekong (มาตราส่วน 1 : 25,000 ฉบับปี ค.ศ.1928-1931)
กรมแผนที่ทหาร มีความเห็นว่าการปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือในแม่น้ำโขงนั้น อาจส่งผลกระทบต่อร่องน้ำลึกในอนาคตของการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในแม่น้ำโขง ตามวิธีการทางเทคนิคของฝ่ายไทยต้องการใช้ร่องน้ำลึก ณ วันสำรวจ มากำหนดเส้นเขตแดนในแม่น้ำโขง อย่างไรก็ตามหากการปรับปรุงร่องน้ำทางเดินเรือดังกล่าว โดยการดำเนินการไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของร่องน้ำลึก (Thalweg) กระแสน้ำ รวมถึงเส้นเขตแดนที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศสมาชิกแล้ว ก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการตามแผนพัฒนาการเดินเรือดังกล่าวอย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อมิให้ฝ่ายไทยเสียท่าทีในการเจรจาทางเทคนิค เพื่อสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในแม่น้ำโขงภายใต้กรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย-ลาว ในอนาคตต่อไป”


กล่าวได้ว่า กรมแผนที่ทหารซึ่งมีหน้าโดยตรง ในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในแม่น้ำโขง ยังคงยึดหลักการ “ไม่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของร่องน้ำลึก (Thalweg) กระแสน้ำ รวมถึงเส้นเขตแดนที่เป็นเส้นแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศ” และมีความกังวลว่าฝ่ายไทยจะเสียท่าทีในการเจรจาทางเทคนิคในอนาคต ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมากในเรื่องเขตอธิปไตยของดินแดน และไม่ว่าด้วยเหตุผลใด จดหมายนำส่งของกระทรวงคมนาคมต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรี วันที่ 25 ธันวาคม 2559 เพื่อขอความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีนั้น กลับไม่ปรากฏความเห็นของกรมแผนที่ทหาร ประกอบแนบไปด้วย มีเพียงความเห็นจากส่วนราชการอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงในเรื่องการเจรจาเขตแดนระหว่างประเทศ


กลับมาที่ภาพของเหตุการณ์ดังที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้น บริษัทรับเหมาก่อสร้างของจีนกับกรมเจ้าท่า มาทำท่าทีขอพูดคุยกับกลุ่มรักษ์เชียงของ ก็เพื่อสร้างภาพเรื่องการปรึกษาหารือกับภาคประชาสังคม และเก็บแต้มความรู้สึกเป็นมิตรไว้ก่อน ในเวลาเดียวกันกับที่กรมเจ้าท่าอีกพวกหนึ่ง กำลังสาละวนกับการเสนอเรื่องให้คณะรัฐมนตรีอนุมัติ เพราะเรือสำรวจของจีน สำรวจแม่น้ำโขงส่วนอื่นเสร็จหมดแล้ว เหลือแต่เฉพาะเขตแดนไทย-ลาว ซึ่งจะครบกำหนดต้องแล้วเสร็จในเดือนเมษายน 2560 ขณะที่รองอธิบดีก็เบี่ยงประเด็นไปในเรื่องผลประโยชน์ด้านต้นทุนที่ลดลง 10 เท่า ซึ่งไม่มีอะไรอ้างอิงคำพูดนี้ได้ แม้ในจดหมายที่เสนอขออนุมัติจากคณะรัฐมนตรี ก็มิได้กล่าวถึงผลประโยชน์ด้านนี้ไว้เลย มีแต่ผลประโยชน์การเดินเรือของจีนเป็นหลักเท่านั้น


ณ วันนี้ หากพิจารณาเพียงมิติของมติคณะรัฐมนตรี ในโครงการระเบิดแก่งนี้ ความหวังในเรื่องการปกป้องรักษาเขตอธิปไตยแห่งดินแดนของรัฐไทย ยังคงเป็นคำถามต่อคณะรัฐมนตรีชุดนี้ทั้งคณะ ว่าจะรับผิดชอบต่อความสูญเสียอย่างไรในอนาคต.



[ โดย : มนตรี จันทวงศ์ โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง ]

#ระเบิดแก่ง #แม่น้ำโขง #แม่น้ำล้านช้าง #คอนผีหลง #แผนพัฒนาการเดินเรือระหว่างประเทศ #ปรับปรุงร่องน้ำ

Photos from TERRA โครงการฟื้นฟูนิเวศในภูมิภาคแม่น้ำโขง's post 24/01/2017

วันนี้เรามีนัดกันที่งาน "หลงรักทวาย" นะจ๊ะ งานเริ่มจริงๆประมาณเที่ยงตรง และจะร่ายยาวไปถึงสองทุ่ม

ภายในงานเราจะได้พบกับภาพวาดและภาพถ่าย งานศิลปะ อาหารพื้นเมือง และดนตรี เติมเต็มความรู้กันด้วยงานเสวนาตั้งแต่ 16.30 - 18.30 น.

ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร

โอกาสนี้ แอดมินก็ขอลงรูปเรียกน้ำย่อยกันไปก่อนนะคะ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

เบอร์โทรศัพท์

เว็บไซต์

ที่อยู่


409 ซอยโรหิตสุข ( ซอยรัชดาภิเษก 14) ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ, เขตห้วยขวาง
Bangkok
1032010310