06/03/2026
(958) March 6, 2026
#ปากกาลดน้ำหนักมีข้อเสียไหม
-ตอนที่แล้ว พูดถึง การฉีดสาร GLP-1 เข้าใต้ผิวหนัง ซึ่ง สารนี้ อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า incretins เป็นโปรตีน ที่สร้างจากทางเดินอาหาร เวลา ได้รับการกระตุ้นจากการกินอาหารพวกแป้งและ น้ำตาล ผ่านเข้าไปในทางเดินอาหาร ... สาร GLP-1 นี้ กระตุ้น อินซูลิน ให้มาเก็บน้ำตาลออกจากกระแสเลือด ทำให้น้ำตาลในเลือดไม่สูง ยับยั้ง กลูคากอน ไม่ให้มาเอาน้ำตาลไปใช้งาน แจ้งไปที่สมองให้รู้สึกอิ่ม (ไม่หิว) บอกให้ทางเดินอาหาร ขยับตัวช้าหน่อย จะได้อิ่มนาน.... ทั้งหมดนี้ ดีต่อ เบาหวาน และ ภาวะอ้วน จึงมีคนนำมาใช้เป็นยาคุมเบาหวาน และ ลดความอ้วน
-นอกจากเรื่องค่าใช้จ่ายที่สูงแล้ว ยังมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง ในการใช้ยาดังกล่าวทางคลินิก คือ ยานี้ เป็นสารภายนอก ที่เข้าไปตัดวงจร ของ ภาวะดื้อต่ออินซูลิน จึงมีผลขณะที่ใช้ แต่ เมื่อหยุดยา ผล จากยาก็หายไป ความผิดปกติ ก็จะกลับมาใหม่ ทั้งน้ำหนักตัว ทั้งค่าเลือดที่ผิดปกติต่างๆ เบาหวาน ไขมันสูง ฯลฯ นั่นคือได้ผลเฉพาะเมื่อกินยา
-นอกจาก ปัญหาเรื่องการหยุดยาแล้ว ภาวะผิดปกติจะกลับมา มีการศึกษาพบว่าในระหว่าง การใช้ยาเป็นเวลานานๆ ผลของยา จะน้อยลงด้วย
-ปัญหา ในการใช้ยา มีข้อควรต้องระวัง คือ จะพบอาการ คลื่นไส้ อาเจียน หรือ อาจจะสำลักได้ ประมาณ เกือบ ครึ่งหนึ่ง ของคนที่ใช้ยา และ ยานี้มีผลต่อ ตับ และ ไต ถึงแม้จะไม่มาก แต่คนที่การทำงานของไต ผิดปกติ ไม่ควรใช้ยานี้
-ปัญหา ของการใช้ GLP-1 ที่สำคัญมากอีกหนึ่งอย่างที่พบ และ เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของการใช้ยานี้ หรือ จำเป็นต้องเลือกใช้ด้วยความระมัดระวัง คือ เรื่อง ของ มวลกล้ามเนื้อหายไป ... ปกติ เวลา ลดน้ำหนัก ไขมันลดลง กล้ามเนื้อ ก็ลดลงด้วย ส่วนหนึ่ง จากการกิน และเผาผลาญอาหารลดลง .... แต่มีการศึกษาพบว่า มวลกล้ามเนื้อที่ลดลง ในคนที่ใช้ยา GLP-1 จะลดลงมากกว่า ไขมัน ที่ลดลง คือ กล้ามเนื้อ ฟีบ มากกว่า ไขมันที่ลด ทำให้เกิดภาวะ sarcopenia ได้ ซึ่ง หากใช้ยานี้ ในคนสูงอายุ ซึ่ง เสี่ยงต่อ มวลกล้ามเนื้อน้อย (sarcopenia) จึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพในคนสูงอายุ อย่างยิ่ง ควรระวัง หรือ ไม่ใช้ยานี้ ... ในการศึกษา นอกจาก พบว่า กล้ามเนื้อลดลงเร็วมากกว่า ปกติ และ มากกว่าไขมันที่ลดแล้ว ยังพบอีกว่า เมื่อหยุดยา การฟื้น คืนมาของ กล้ามเนื้อ น้อยกว่า หรือช้ากว่า... ดังนั้นความกังวลเรื่อง กล้ามเนื้อที่ลดลง จึงจำเป็นต้อง ได้รับการเอาใจใส่ และ ติดตาม โดยเฉพาะ ในกลุ่มผู้สูงอายุ หรือ มีความเสี่ยง
Link สำหรับดูผ่าน website: https://kmbydradune.com/?p=4140
05/03/2026
(957) March 5, 2026
#ปากกาลดน้ำหนักทำงานยังไง
-ทุกวันนี้ เราอาจจะเคยได้ยินคนพูดถึง “ปากกาลดน้ำหนัก” จึงมีคำถามกันว่า ลดได้จริงหรือ และ มันทำงานยังไง
-การใช้ปากกาลดน้ำหนัก เป็นเหมือน การฉีดยาเข้าใต้ผิวหนัง คล้ายกับ เทคนิค การฉีดอินซูลินในผู้ป่วยเบาหวาน โดยสารที่ฉีดเข้าไปเป็น โปรตีน ที่มีลักษณะคล้ายฮอร์โมน ชนิดหนึ่ง ที่เรียกว่า GLP-1 (Glucagon like protein – 1) ซึ่ง เป็นสารเคมีที่หลั่งออกมาจากทางเดินอาหาร เวลา ที่เรากินอาหารเข้าไป และผ่านเข้าไปในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น สารดังกล่าว เป็นสารที่ผลิตโดยเซลล์ในทางเดินอาหารของคนเราตามปกติ เมื่อเราได้รับอาหาร กลุ่ม แป้ง และ น้ำดาลเข้าไป เซลล์ในทางเดินอาหาร จะส่งสัญญาณ ให้อวัยวะต่างๆ รับรู้ โดยส่วนที่สำคัญที่สุดที่รับรู้สัญญาณจาก GLP-1 คือ ตับอ่อน โดยตับอ่อน จะปล่อยอินซูลินออกมา เพื่อควบคุมปริมาณน้ำตาลที่ถูกดูดซึมเข้าไป นำน้ำตาลไปเก็บ เพื่อให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติ ... สารนี้ นอกจาะ ส่งสัญญาณ ไปบอกให้ อินซูลินออกมาทำงานแล้ว ยังบอกให้ กลูคากอน ไม่ออกมาด้วย อีกทั้งบอกสมองให้ รู้สึกอิ่ม บอกลำไส้และ บอกทางเดินอาหาร ให้ขยับตัวน้อยลง เพราะ ว่า รู้สึกว่าอิ่มแล้ว ..... จะเห็นว่า สาร GLP-1 นี้ ช่วยให้ร่างกายตอบสนอง และ จัดการกับ ภาวะที่มี น้ำตาลเข้าสู่ร่างกายมากขึ้น ได้เป็นอย่างดี
-GLP-1 ทำงานตามธรรมชาติ อยู่แล้ว เพื่อให้ร่างกายอยู่ในภาวะสมดุล แต่ หากเรายังมีการกินมากๆ อยู่เรื่อยๆ ร่างกายก็จะมีการปรับตัว ให้มีการทำงาน หรือ การหลั่ง GLP-1 น้อยลง จะเห็นว่า ร่างกาย มี GLP-1 น้อยลง ในคนที่เป็น เบาหวาน และ คนอ้วน ซึ่ง การที่มี GLP-1 น้อยลง ในทั้ง 2 สภาวะ จะยิ่งทำให้ สถานการณ์ เลวร้ายยิ่งขึ้น เพราะ ไม่มีการกระตุ้นให้มีการจัดเก็บน้ำตาลจากอินซูลินให้เพียงพอ และ เบาหวานจะเป็นมากขึ้น อ้วนมากขึ้นอีกด้วย
-ทางการแพทย์ จึงใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เครื่องนี้ ผลิต สารที่มีคุณสมบัติคล้าย โปรตีน GLP-1 หรือ ที่เรียกว่า GLP-1RA (Glucagon like protein receptor agonist) ที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะทำหน้าที่เหมือน GLP-1 …. ความรู้นี้ พัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในช่วง 40 ปีที่ผ่านมา ... ปัจจุบัน จึงมี สาร GLP-1 ให้ ใช้งานได้ทั้งในรูปแบบ กิน รูปแบบ ฉีดใต้ผิวหนัง รายวัน และ ฉีดใต้เผิวหนังสัปดาห์ละครั้ง
-จุดประสงค์หลักในการใช้สาร GLP-1 จะใช้เพื่อการรักษาเบาหวาน ซึ่ง ได้ผลดี มาก ลดน้ำตาล ลดไขมัน ในเลือด ลดการอักเสบ และ ปัญหา หลอดเลือดหัวใจ ได้ดี ขณะเดียวกัน ก็พบว่าลดน้ำหนักได้ด้วย จึงมีคน คิดนำมาใช้ ลดน้ำหนักในคนที่อ้วนมากๆ และ ก็ ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ คนส่วนใหญ่ จึงรู้จักยา GLP-1 ในชื่อของ ปากกาลดน้ำหนักครับ
-ตอนต่อไปจะพูดถึงข้อควรระวัง และ ข้อเสีย ของการใช้ GLP-1 ครับ
Link สำหรับดูผ่าน website: https://kmbydradune.com/?p=4133
25/02/2026
(956) February 25, 2026
#ไขมันจากพืชและจากปลาล้างออกง่ายกว่าไขมันจากเนื้อสัตว์
-เราทราบว่า การล้างคราบไขมันออกจากภาชนะ จะยากพอควร เพราะ ไขมันเป็นส่วนที่ไม่ชอบน้ำ และ จะยึดเกาะกับภาชนะ ได้มาก โดยเฉพาะภาชนะพลาสติก .... แต่ในไขมันด้วยกันเอง คุณสมบัติ ในการเกาะกับภาชนะ ก็มีความแตกต่างกันครับ
-ไขมันจากพืช และ จากปลา มักจะเป็นไขมันไม่อิ่มตัว (คือ มีอณูไขมัน fatty acid เกาะไม่เต็มสายไขมัน ยังมีตำแหน่งว่าง ที่ไขมันไม่ได้ไปเกาะ) ขณะที่ไขมันจากสัตว์ หมู ไก่ เนื้อ จะเป็นไขมันอิ่มตัว (ไขมันเกาะในสายไขมัน ครบทุกตำแหน่ง) ซึ่ง ไขมันอิ่มตัวนี้ มักจะมีคุณสมบัติเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง แต่ ไขมันจากพืช และ ไขมันจากปลา ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัว มักจะ มีสภาพเป็นของเหลว ที่อุณหภูมิห้อง ด้วยความเป็นของเหลว สารขจัดคราบหรือ สบู่ จึงเข้าไปเกาะห้อมล้อมไขมัน ให้มันหลุดแยกจากกันได้ง่ายกว่า ละลายไปกับน้ำได้ง่ายกว่า ทำให้เราพบว่า เราสามารถล้างคราบไขมันจากพืช หรือ จากปลา ออกจากภาชนะ ได้ง่ายกว่า ไขมันจากสัตว์อื่น …. แต่ในกลุ่มที่เป็นน้ำมันจากพืชด้วยกัน จะมี น้ำมันจาก มะพร้าว หรือ กะทิ เป็น ไขมันอิ่มตัว จึงจัดเป็น ไขมันที่เป็นคราบได้ง่าย ล้างออกยากกว่า น้ำมันจากพืชชนิดอื่นๆครับ
-ไขมันที่ล้างออกยาก และ จับกันเป็นก้อน นี้ มักจะเป็นเหตุให้มีคราบไขมันอุดตันในท่อน้ำทิ้ง ในทางปฏิบัติ จึงควรมีตะแกรงดักไขมัน ที่ท่อน้ำทิ้งด้วยนะครับ
Link สำหรับดูผ่าน website : https://kmbydradune.com/?p=4117
23/02/2026
(955) February 23, 2026
#ทำไมล้างคราบมันออกจากพลาสติกยาก
-หลายท่านคงเคยสังเกตว่า การล้างคราบมัน ออกจาก ภาชนะพลาสติก ดูจะยากเย็น ล้างไม่ค่อยสะอาด มักต้องล้างหลายๆ ครั้ง เทียบกับ ภาชนะที่เป็น กระเบื้อง เซรามิค หรือ โลหะ ซึ่งจะล้างได้ง่ายกว่า .... มาดูเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ ดูครับ
-การล้าง คือ ให้คราบต่างๆ หลุดไปกับน้ำ ...ธรรมชาติ ของสารต่างๆ จะมีคุณลักษณะ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ ชอบน้ำ (hydrophilic) และ กลุ่มที่ไม่ชอบน้ำ(hydrophobic) โดยกลุ่มที่ชอบน้ำ จะมีประจุ ทำให้ จับ หรือ ละลายในน้ำได้ ส่วน กลุ่มที่ไม่ชอบน้ำ คือ เวลา เจอ น้ำ จะผลัก หนีออกจากกัน ซึ่ง ไขมัน เป็นกลุ่มที่ไม่ชอบน้ำ และ พลาสติก ก็เช่นกัน ไม่ชอบน้ำ ... นอกจากสารที่ชอบน้ำจะจับกับน้ำได้ง่าย สารที่ไม่ชอบน้ำ ก็จะจับกันเองได้ง่าย และ ได้แน่นหนากว่า การจับกับน้ำ ดังนั้น ไขมัน หรือ น้ำมัน เวลา เจอกัน จะจับรวมตัวกันง่ายครับ
-ในการทำความสะอาด คราบมัน หรือ ไขมัน จะต้องใช้ สบู่ หรือ สารที่มีคุณสมบัติแบบเดียวกับ สบู่ คือ มี ส่วนประกอบ ของส่วนที่ ชอบน้ำ และ ไม่ชอบน้ำอยู่ในตัวเดียวกัน... สบู่ จะมีส่วนหัว ที่ขอบน้ำ ขณะที่มีส่วนหาง ที่ไม่ชอบน้ำ และ เป็นอณูเล็กๆ เมื่อสบู่ เจอกับ ไขมัน ก็จะเอาส่วนหาง จับกับไขมัน และ เมื่อจับกันแล้ว ส่วนหัวที่ขอบน้ำ จะคอยดึงตัวเอง เข้าไปในน้ำ เมื่อ มีพื้นที่ที่ถูกดึงออกจากภาชนะ เพิ่มขึ้น สมู่ก็จะใช้ส่วนหางไปจับกับไขมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งจับได้รอบ ก็จะกลายเป็น ฟองไขมัน ลอยอยู่ในน้ำ และ สามารถให้น้ำ ชะออกไปได้... เป็นกลไก ของ การล้างทำความสะอาดครับ
-แต่ พลาสติก ซึ่งไม่ขอบน้ำ ซึงนอกจากจะชอบที่จะเป็นที่จับ หรือ ที่เกาะของไขมันแล้ว ยังมีคุณสมบัติอีกอย่างคือ ผิวไม่เรียบ เป็นหลุม เป็นรู เป็นร่อง ทำให้ เวลาที่ อณูของไขมันเข้าไปจับแล้ว สบู่ จะแทรกตัวเข้าไปได้ยากขึ้น เนื่องจาก ไขมัน ไปติดอยู่ในร่อง กว่าจะใช้ สบู่ มาจับให้หลุดออกมา จึงยากเพิ่มขึ้น ... ตรงนี้ คุณสมบัติจะต่างจาก ภาชนะที่เป็น เซรามิค หรือ กระเบื้อง หรือ โลหะ ซึ่ง มีผิวที่เรียบกว่า ไม่เป็นหลุม เป็นร่องอย่างพลาสติก ทำให้ สบู่ สามารถจับกับไขมันได้ง่ายกว่า... ยิ่งพลาสติกที่คุณภาพไม่ดี หลุมและร่องจะยิ่งมาก หรือ พลาสติก ที่ใช้หลายๆครั้ง ก็จะมี หลุม และ ร่องมากขึ้นด้วยเช่นกัน เป็นเหตุให้การล้างไขมันออกจาก พลาสติก เป็นไปได้ยาก
-วิธีการที่จะทำให้ล้างง่ายขึ้น เวลา มีคราบมันมากๆ ก็คือ ใช้กระดาษเช็ดคราบมันออกให้มากเสียก่อน และ การล้างด้วยน้ำอุ่น หรือ การใช้สบู่ หรือ น้ำยาล้างจาน ล้าง โดยยังไม่ผสมน้ำ ก็จะช่วยให้ สบู่ หรือ น้ำยาล้างจาน สามารถจับกับไขมันได้ง่ายขึ้น จับได้มากขึ้น พอล้างน้ำ ก็จะไม่ยากมากครับ
-บางคนแก้ปัญหาด้วยการทิ้ง ภาชนะพลาสติกที่ใช้แล้ว แต่ นั่น ก็หมายถึงมีขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้น ซึ่งย่อยสลายยาก และ อาจจะกลายเป็น ไมโครพลาสติก กลับเข้าสู่ร่างกายเราได้นะครับ... ถ้าเป็นไปได้ ชวนให้มาใช้ภาชนะ กระเบื้อง หรือ เซรามิค หรือ โลหะ กันนะครับ
-Link สำหรับดูผ่าน website: https://kmbydradune.com/?p=4109
18/02/2026
หลายคน ไปตรวจ แมมโมแกรม อัลตราซาวด์น แล้ว เอาใบผลอ่านมาหาข้อมูล และ ลองแปลผลเอง เจอ คำว่า BIRADS 3 ก็ตกใจ คิดว่า เป็นมะเร็งระยะ 3 ซึ่ง ไม่จริงนะครับ แตกต่างกันอย่างมากครับ
(714) July 1, 2023
#เป็นมะเร็งไหมครับถ้าผลตรวจเต้านมออกมาเป็นระดับ3
-ยุคนี้ คนไข้ สามารถหาความรู้ และ ขอหมอดูข้อมูลผลการตรวจของตนเอง ... แต่ส่วนใหญ่ ในเอกสาร เป็นศัพท์แพทย์ และ พอเดาไปเดามา ก็จิตตก คิดว่าตัวเองเป็นมะเร็ง
-ในการตรวจแมมโมแกรม และ อัลตราซาวด์ รังสีแพทย์จะบรรยายสิ่งที่ตรวจพบโดยละเอียด และ ในตอนท้ายของเอกสารใบอ่านผล จะสรุปประเด็นสำคัญของผลการตรวจ ... ในปัจจุบันจะมีตัวพิมพ์หนาๆ เขียนให้รู้ข้อสรุปของผลการตรวจ เป็น “BI-RADS” ย่อมาจาก Breast Imaging Reporting and Data System ซึ่งมีค่าตัวเลข 0-6 ... ค่าที่เห็น เป็นเกณฑ์ ผลการอ่านเอกซเรย์ นะครับ ไม่ใช่ ระยะของโรค กรณีที่เป็นโรคมะเร็ง จะมีระยะ หรือ Stage ที่ 1-4 แต่ ใช้ต่างกันโดยสิ้นเชิงครับ
-เวลาเห็นใบรายงานว่า เป็น BIRADS 3 ไม่ได้บอกว่า เป็นมะเร็งเต้านม ระยะ 3 นะครับ ... BIRADS 3 แค่บอกว่า พบร่องรอยบางอย่างที่เกิดขึ้นในเต้านม เช่น มีก้อน มีจุดหินปูน มีรอยเนื้อเต้านมที่ไม่เรียบ แต่ ร่องรอยเหล่านั้น ยังไม่มีลักษณะที่สงสัยว่าจะเป็นมะเร็ง น่าจะไม่ใช่มะเร็งมากกว่า (probably benign) ซึ่ง Benign คือ ไม่ใช่เนื้อร้าย การเจอ BIRADS 3 โอกาสร่องรอยที่เห็นนั้นเป็นมะเร็งเต้านม น้อยกว่า 2% ครับ ซึ่งไม่ใช่มะเร็งเต้านมระยะ 3 ซึ่งมะเร็งเต้านมระยะ 3 แสดงว่า มีก้อนมะเร็งขนาดใหญ่ หรือ โรคกกระจายไปที่ต่อมน้ำเหลืองจำนวนมาก แต่ยังไม่พบโรคแพร่กระจายที่อื่นครับ
-บางครั้ง หมอ พูดศัพท์ การแพทย์ มากไป หรือ คนไข้ ค้นหาศัพท์การแพทย์ มากไป โดยที่ไม่เข้าใจ ก็อาจจะทำให้ตกใจ และ กลุ่มใจเกินเหตุนะครับ .. หากมีข้อสงสัย กรุณาซักถามคุณหมอที่ดูแล ให้ชัดเจนไปเลยนะครับ จะได้ไม่ต้องเก็บมาคิดเองครับ
Link สำหรับผู้ที่ไม่ได้ใช้ Facebook : https://kmbydradune.com/?p=2073
17/02/2026
(954) February 17, 2026
#ทำไมโรงพยาบาลไม่ยอมให้ฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยักก่อนกำหนด
-บาดทะยัก เป็นโรคที่หากเป็นแล้วอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะจะมีอาการเกร็งกระตุก ตลอดเวลาที่มีการกระตุ้นเกิดขึ้น จึงมีการฉีดวัคซีนบ้องกันบาดทะยักให้ตั้งแต่ทารกแรกเกิด และ คนที่มีบาดแผล… ข้อมูลจากการสำรวจในอเมริกา พบว่าในประชากรอายุมากขึ้นมีภูมิคุ้มกันบาดทะยัก ลดลง และ มีอัตราการป่วยด้วยบาดทะยัก และ อัตราการตายที่สูงกว่าคนอายุน้อย
-เมื่อได้รับบาดแผล จึงควรได้รับการฉีดยาป้องกันบาดทะยัก หากไม่เคยมีการฉีดครบ 3 เข็ม มาเกิน 10 ปี ก็ควรเริ่มต้นฉีดใหม่ จำนวน 3 เข็ม โดยเข็มแรก ณ วันแรกที่พบแพทย์ หรือ เกิดบาดแผล จากนั้น เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรก 1 เดือน หรือ 28 วัน และ เข็มที่ 3 ห่างจาก เข็มที่ 2 อีก 5 เดือน (หรือ 6 เดือน หลังเข็มที่ 1).... มีบางกรณีที่ ผู้ป่วยไม่สะดวกจะมารับการฉีดวัคซีน จึงขอ ฉีดวัคซีน พร้อมกับ วันที่มาตรวจรักษาโรคอื่นๆ .ซึ่งอาจจะเป็นการเลื่อนเข้า(ก่อนนัดเดิม) หรือ เลื่อนออก (หลังนัดเดิม).... จะได้คำตอบจาก พยาบาล ที่ดูแลเรื่องนี้ว่า ไม่ให้ฉีด ถ้ายังไม่ถึงกำหนด .แต่เลื่อนออกได้... มาดูกันครับ ว่าเหตุผลทางการแพทย์ เบื้องหลังอยู่ที่ตรงไหนครับ
-วัคซีน ป้องกันบาดทะยัก เป็น ส่วนของ สารพิษของบาดทะยัก ไม่มีเชื้อโรคอยู่ จึงมีการตอบสนองของร่างกายเหมือน วัคซีนเชื้อตาย ซึ่ง หลังฉีดเข้มแรก จะมีการกระตุ้น ภูมิคุ้มกัน 2 ชนิด คือ IgM และ IgG โดย IgM จะกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวตอบสนองมาจับกินสิ่งแปลกปลอม ขณะเดียวกัน IgG จะกระตุ้นการสร้าง antibody หรือ สาร จะเป็นแบบพิมพ์ ที่จดจำสิ่งแปลกปลอมนั้น ... หลังวัคซีน เข็มแรก IgM จะขึ้นสูงก่อน IgG เน้นทำลายสิ่งแปลกปลอม ขณะที่การสร้าง แบบพิมพ์ จดจำ ยังไม่สูงนัก และ ทั้ง 2 ชนิด จะค่อยๆ ลดระดับลง หลัง สัปดาห์ที่ 3 (ดังรูปกลาง) และ เมื่อฉีดวัคซีน เข็มที่ 2 ตอน 1 เดือน จะกระตุ้น ให้ระบบภูมิคุ้มกันตื่นตัว มีทั้ง IgM และ IgG ออกมาพร้อมกัน แค่ คราวนี้ IgG จะมากกว่า และ ขึ้นสูงกว่า IgM มากๆ เป็นระบบ ภูมิคุ้มกันที่ปล่อย แม่พิมพ์ของ สิ่งแปลกปลอมไปทั่วร่างกาย และ อยู่นานกว่า เดิมมาก เพื่อบอกว่า เมื่อไหร่มีสิ่งแปลกปลอมชนิดนี้ เข้ามาร่างกาย Antibody จะเข้าไปจับ และ เรียกพรรคพวก เม็ดเลือดขาวมาเก็บ และ ทำลายสิ่งแปลกปลอมนั้นทันที
-นี่คือ ที่มาของการ ต้องฉีดวัคซีนมากกว่า 1 เข็ม และ พอ เข็ม 3 จะมีภูมิคุ้มกัน IgG สูงขึ้นไปอีก (รูปขวา และภูมิคุ้มกันอยู่ได้นานอีก ของบาดทะยัก จะอยู่ได้นาน เกิน 5 ปี) แต่ เวลาที่ได้ผลในการฉีดวัคซีน คือ ต้องรอให้ ภูมิคุ้มกันลดลงก่อน ไม่เช่นนั้ นวัคซีน ที่ฉีดเข้าไป จะถูกจับ และ ทำลายก่อน ทำให้เหลือวัคซีนจำนวนน้อย ไว้สำหรับกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ... ในกรณีของบาดทะยักนี้ จึงให้เว้นช่วงที่ 1 เดือน กับ 6 เดือน และ จะเลยไปกว่านั้น เล็กน้อยก็ได้ แต่ ไม่นานจนเกินไป เพราะ ถ้านานมาก IgG จะจำไม่ได้ แล้ว ต้องเริ่มกันใหม่ .... แต่ถ้าฉีดเร็วเกินไป IgM จะยังมีปริมาณสูงอยู่ จะเข้าทำลายวัคซีนของเรา ไม่ได้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เท่ากับ ต้องนับเข็มนั้น เป็นเข็มก่อนหน้าอีกครั้งครับ
-แต่มีข้อยกเว้นนะครับ สำหรับเข็ม 2 หากฉีดก่อนกำหนดนัด ไม่เกิน 4 วัน ก็ OK ครับ หรือ เข็ม 3 ฉีดก่อน ได้ ถึง เป็นเวลา 1 สัปดาห์เลยครับ ใช้สำหรับ คนที่มีความจำเป็นไม่สะดวกในการเดินทางมา รพ ได้ครับ
-สรุปง่ายๆ สั้นๆ ว่า ฉีดก่อน ภูมิเดิมยังไม่ลดลง อาจทำลายวัคซีน ที่ฉีดเข้าไปใหม่ได้ ทำให้ภูมิคุ้มกันขึ้นไม่สูง ไม่นาน อย่างที่อยากได้ แต่ ถ้าฉีดหลัง เล็กน้อย ยังคงได้ประสิทธิภาพเท่าเดิมครับ
Link สำหรับดูผ่าน website: https://kmbydradune.com/?p=4102
-
13/02/2026
(953) February 13, 2026
#ไม่รักษาความดันโลหิตสูงเส้นเลือดจะตีบ
-หลายคนที่มีภาวะความดันโลหิตสูง แต่ไม่มีอาการ มักจะ นึกเข้าข้างตัวเองว่า คงไม่เป็นไร ... แต่ การเปลี่ยนแปลงในร่างกายของเรา เกิดขึ้นเรื่อยๆ ครับ ตลอดเวลา... มาดูกันว่า ความดันโลหิตสูงทำอะไร กับร่างกายเราบ้าง
-หัวใจ จะสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ผ่านเส้นเลือดต่างๆทั่วร่างกาย ซึ่ง เส้นเลือดแดงมีคุณสมบัติพิเศษ คือ มีความยืดหยุ่นสูง เมื่อเลือดจำนวนมากถูกดันออกมาจากหัวใจ ผนังหลอดเลือดแดง จะยืด ขยายตัวออก เพื่อรับเลือด จากนั้น จะค่อยๆ หดตัวเข้ามาสู่ภาวะปกติ เกิดซ้ำๆ ตลอดเวลา นาทีละ 70 ครั้ง หรือประมาณ 37 ล้านครั้งต่อปี ... เยอะไหมครับ ... เส้นเลือดที่ถูกถ่างขยายออก ย่อมมีการเสื่อม หรือ แตก ปริ เล็กๆน้อยๆ ตลอดเวลา ... หากความดันโลหิตไม่สูง เส้นเลือดจะสามารถซ่อมแซมตัวเอง ได้ตามปกติ คงรูปร่าง และ ความยืดหยุ่น ได้ดังเดิม แต่ ถ้า ในคนที่ความดันโลหิตสูง เส้นเลือด จะถูกถ่างขยายมากกว่าปกติ เพื่อรับแรงดันที่สูงนั้น ทำให้ เส้นเลือดแดง ยืดออกมากกว่าปกติ ร่างกาย ก็ซ่อมแซมด้วยเงื่อนไข ที่อาจจะต้องเสริม เส้นเลือดแดงให้แข็งแรงขึ้น ทนทาน ต่อแรงดันที่สูงขึ้น ซึ่ง ในการซ่อมแซมดังกล่าว จะ มีเซลล์เม็ดเลือดขาวไปแทรก และ เป็นเซลล์ประเภท ที่สร้าง พังผืด (fibroblast) มากขึ้น เมื่อซ่อมแซมแล้ว ผนังหลอดเลือดจะมีพังผืดเกิดขึ้น ความยืดหยุ่นก็ลดลง ขณะเดียวกัน ผนังหลอดเลือดก็หนาขึ้นด้วย แต่ การหนาตัวของผนังหลอดเลือด จากการศึกษาทางพยาธิ พบว่า การหนาตัวจะเกิดขึ้นที่ด้านใน ด้านที่รับแรงดัน ... เมื่อเป็นเช่นนี้ รูตรงกลางของผนังหลอดเลือด ก็เล็กลง รับเลือดได้น้อยลง หากรับเลือดเท่าเดิม แรงดันในหลอดเลือด ก็จะสูงขึ้น เกิดภาวะความดันโลหิตสูงขึ้น ... เป็นวงจรต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ ทำให้ สถานการณ์ แย่ลงเรื่อยๆ
-จากข้อมูลดังกล่าว จึงเป็นได้ว่า หากมีภาวะความดันโลหิตสูง หากไม่รักษา ความดันโลหิต จะค่อยๆ สูงขึ้นเรื่อยๆ ตามพยาธิสภาพ ที่เกิดกับเส้นเลือดของเรา
-ในสถานการณ์ ที่เลวร้ายกว่านั้น คือ หาก นอกจากมีภาวะความดันโลหิตสูง แต่ยังมี ไขมันในเลือดสูง และ เบาหวาน จะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง เพราะ คนเป็นเบาหวาน การซ่อมผนังหลอดเลือดจะทำได้ไม่ปกติ ซ่อมแล้ว ยังปริ แตกง่าย เมื่อมีรอยปริและ แตก จะมีไขมันไปแทรก ทำให้ ผนังหลอดเลือดไม่เรียบ และ มี plague เกิดที่ผนังหลอดเลือด ทำให้ รูภายในของผนังหลอดเลือด ตีบมากขึ้น ไปอีก ความเสี่ยง ต่อ ภาวะเส้นเลือดตีบ ก็สูงขึ้น และ ผนังที่ซ่อมแซมไม่ดี ปริ แตกง่าย ก้เกิดความเสี่ยงต่อภาวะเส้นเลือดแตก เลือดออกเพิ่มขึ้น ... เสี่ยงทั้งตีบ เสี่ยงทั้งแตก
-ดังนั้น หากตัด ปัจจัยเรื่องความดันโลหิตสูงไป ปัญหา ของเส้นเลือด ที่จะบาดเจ็บ จะผนังหนา จะตีบ จะซ่อมแล้วไม่เรียบ จะเกิดน้อยลง
-ความดันโลหิตสูง ต้องรักษานะครับ
Link สำหรับดูผ่าน website: https://kmbydradune.com/?p=4090
12/02/2026
(952) February 12, 2026
#กินเค็มไม่ใช่แค่ความดันโลหิตสูง
-เรามักจะได้ยินเรื่อง ไม่ให้กินเค็ม มีอันตราย ทำให้ความดันโลหิตสูง... ทางการแพทย์ มีคำอธิบาย ให้ทราบถึงอันตรายที่มากกว่านั้นครับ
-เราทราบดีว่า ความดันโลหิตสูง มีผลต่อเส้นเลือดแดง และ ภาวะเส้นเลือดแดงที่รับผลจากความดันโลหิตสูงนานๆ อาจจะ ปริ หรือ แตก ได้ จุดที่แตกแล้วเป็นอันตราย คือ เลือดออกในสมอง และ เส้นเลือดแดงใหญ่ในท้อง (ซึ่งรับความดันโลหิตแรงดันสูงมากๆ) มักจะแตกได้ง่ายกว่าที่อื่น... ดันนั้น ความดันโลหิตสูง จึงเสี่ยงต่อ เส้นเลือดแตก
-มีการศึกษาในหนูทดลอง ถึง ความสัมพันธ์ ของการกินเค็ม กับ อันตรายจากความดันโลหิตสูง โดยใช้หนูที่มี gene ผิดปกติ เสี่ยงต่อ ภาวะเส้นเลือดโป่งพอง โดยแบ่งหนูเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่ง กินอาหารปกติ และ น้ำเปล่า อีกกลุ่มหนึ่ง กินอาหารแบบเดียวกัน และ ดื่มน้ำเกลือ 1% ทุกวัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และ หลังจากนั้น ให้มีการพัก โดยดื่มน้ำเปล่าทั้ง 2 กลุ่ม อีก 1 สัปดาห์ ในระหว่าง นั้น เจาะเลือด เพื่อดูปริมาณสารกระตุ้นการอักเสบ ของหนูทั้ง 2 กลุ่ม .... เมื่อครบเวลาพัก จึง ฉีดสารที่กระตุ้นความดันโลหิตสูง angiotensin II ติดต่อกัน 10 วัน และ วัดความดันโลหิตของหนูทั้ง 2 กลุ่ม ร่วมกับ การทำ MRI เพื่อวัดขนาดเส้นเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง
-ผลการศึกษาพบว่า สารกระตุ้นความดันโลหิตสูง ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้น มากถึง 50% เทียบกับค่าตั้งต้น ทั้ง 2 กลุ่ม ไม่ได้แตกต่างกัน แต่เมื่อ ติดตาม ขนาดของเส้นเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง พบว่า กลุ่มที่กินเค็ม มีการโป่งพองของเส้นเลือดแดงใหญ่ มากกว่าถึงเท่าตัว และ อัตราการเสียชีวิต จาก การแตก ของเส้นเลือดแดงใหญ่ในช่องท้อง ก็สูงกว่า ถึง 40%
-เพื่อให้ทราบสาเหตุ ของ การเกิดการโป่งพองของเส้นเลือดแดงใหญ่ และ การเสียชีวิต มีการตรวจพบว่า สารกระตุ้นการอักเสบ ที่สร้างจากเม็ดเลือดขาว T cell กลุ่ม CD4 TH17 และ CD8 Tc1 ในเลือด เพิ่มขึ้นมากกว่า ในกลุ่มที่กินเค็ม ซึ่ง สารเหล่านี้ ทำให้ การซ่อมแซมเส้นเลือดแดงไม่สมบูรณ์ เปราะ แตกง่าย ... จึงเห็นได้ว่า การกินเค็มมีผลต่อความแข็งแรงของเส้นเลือด เมื่อ ความดันโลหิตสูง จะทำให้ ผนังเส้นเลือดปริ และ ซ่อมแซมได้ไม่ดี เส้นเลือด จะเปราะ แตกง่าย และ อาจจะถึงเสียชีวิตได้… เส้นเลือด ที่เปราะ และ ซ่อมแซมได้ไม่ดี จะแข็ง ทำให้ ความดันโลหิตสูง
-การกินเค็ม ไม่ได้ ปรากฏผลในทันที แต่ทำให้เส้นเลือดไม่แข็งแรง มีลักษณะแข็งแต่เปราะ ทำให้ อาการเบื้องต้น คือความดันโลหิตสูง และ ผลที่ติดตามมา คือ เส้นเลือดแตกได้ง่ายครับ
Link สำหรับ ดูผ่าน website : https://kmbydradune.com/?p=4069
23/01/2026
หนังสือ ความรู้ เกี่ยวกับ ไขมัน และ ความอ้วน ที่ช่วยให้เข้าใจ กลไก ต่างๆในร่างกาย และ นำความรู้ ไปปรับใช้กับตัวเราได้ครับ
สั่งซื้อได้ที่ sirirajbooks.com ครับ เล่มละ 200 บาท
ซื้อไว้อ่าน หรือ เป็น ของฝากก็ได้นะครับ ... หากจะซื้อจำนวนมาก ติดต่อตรงได้นะครับ