Let's Grow : โตไปด้วยกัน.

Let's Grow : โตไปด้วยกัน.

แชร์

ทุกคนล้วนอยากประสบความสำเร็จ แม้เส

25/01/2026

เปรียบเทียบง่ายๆ ให้เห็นภาพเลยครับ

‘วิเคราะห์บอลจริงจัง’ ครับ

“การแข่งฟุตบอลของประเทศหนึ่ง มีกฎประหลาด นั่นคือทีม A จะได้รับอภิสิทธิ์พิเศษมากกว่าทุกทีมที่เหลือ

โดยทีม A นอกจากจะร่วมลงแข่งแล้ว ยังมีอำนาจในการเลือกกรรมการ, เลือกไลน์แมน, เลือกผู้ตัดสิน VAR และ สามารถแต่งตั้งคณะกรรมการวินัยมารยาทได้ด้วย ว่าง่ายๆ คือ ทีม A สามารถกำหนดทิศทางทุกอย่าง ได้ด้วยมือตัวเอง

สมมุติปีไหนถ้าทีม A เก่งกว่าทีมอื่นอยู่แล้ว พวกตัวช่วยต่างๆ ก็จะยังไม่ถูกงัดมาใช้ แต่ถ้าปีไหนที่พวกเขารู้สึกว่า มีคู่แข่งที่อันตรายย่างกรายเข้ามา ก็ไม่ลังเล ที่จะเอาตัวช่วยมาใช้งานทันที

ตัวอย่างเช่น ในซีซั่นล่าสุด สโมสรน้องใหม่ ทีม B พุ่งแรงขึ้นมา เข้าใกล้ที่จะเป็นแชมป์ ทีม A จะยอมปล่อยไว้แบบนี้ไม่ได้แล้ว พวกเขาจึงสั่งให้กรรมการ (ที่เป็นคนของตัวเอง) หาเรื่องควักใบแดง ไล่กัปตันทีม B ออกจากสนาม ด้วยเหตุผลที่เบาหวิวมาก จากนั้นก็ล็อบบี้ คณะกรรมการวินัยมารยาท (ที่เป็นคนของตัวเองเช่นกัน) ให้แบนกัปตันทีม B คนนั้นไปเลย 10 เกม หวังจะไม่ให้ได้ผุดได้เกิด

เพื่อเป้าหมายคือคว้าแชมป์ ทีม A พร้อมใช้อำนาจทุกอย่างที่มีในมือ กรรมการ, ไลน์แมน, VAR เพื่อบ่อนทำลายทีมอื่นแบบเนียนๆ อยู่ตลอดเวลา

แจกจุดโทษแบบค้านสายตา, ควักใบแดงในจังหวะที่ไม่มีอะไร, สั่งแบนยาวกว่าปกติ ฯลฯ

ทีม A ทำอะไรจะไม่เคยผิด แต่ทีมอื่น ทำอะไรก็ผิดเสมอ เอาเป็นว่า ดูจากนอกโลกยังรู้ ว่ากรรมการเอียงจนไม่รู้จะเอียงยังไงแล้ว

เวลาผ่านไป ทีมอื่นๆ เริ่มไม่พอใจว่าทำไมกรรมการไม่มีความยุติธรรมเลย เอาแต่กลั่นแกล้งกัน ฝั่งทีม A ก็จะสวนกลับไปว่า "เฮ้ย ไม่ยอมรับคำตัดสินหรอ?" ทั้งๆ ที่ ก็รู้กันดี ว่ากรรมการทุกคน ถูกแต่งตั้งมาจากใคร

ในวันหนึ่งทีม B C D E รวมถึงแฟนบอลจำนวนมาก ต่างทนไม่ไหวแล้ว และตั้งคำถามว่า ทำไมกฎฟุตบอลของประเทศเรา ต้องให้อภิสิทธิ์ทีม A ในการเลือกกรรมการด้วย

ทำไมคนคัดเลือกกรรมการ ไม่ใช่คนกลาง ที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย แล้วเมื่อกฎเป็นแบบนี้ มันจะสร้างความยุติธรรมอย่างแท้จริงได้อย่างไร

ทีมอื่นๆ จึงเรียกร้องไปที่สมาคมฟุตบอล ว่าเปลี่ยนแปลงกฎเถอะ จะแพ้ จะชนะ ก็ให้มันยุติธรรม ให้มันแฟร์ได้ไหม ดังนั้นสมาคมฟุตบอลเลยบอกว่า งั้นขอไปทำประชามติ ถามแฟนบอลทั้งประเทศก่อน ว่าอยากให้เปลี่ยน หรือ อยากให้ทีม A กุมอำนาจทุกอย่างแบบเดิม

ถ้าเกิดแฟนบอล "เห็นชอบให้เปลี่ยน" ก็จะมีการเริ่มร่างกฎใหม่ขึ้นมา

แต่ถ้าแฟนบอล "ไม่เห็นชอบให้เปลี่ยน" ก็จะยึดกฎเดิม ให้ทีม A เลือกกรรมการทุกตำแหน่ง ได้อย่างตามใจชอบเช่นเคย การโกงก็จะเกิดขึ้นต่อไปแบบไม่สิ้นสุด

อนาคตของวงการฟุตบอลในประเทศนี้จะเป็นอย่างไร ก็ขึ้นอยู่กับประชามติของแฟนบอล ว่าอยากจะเปลี่ยนกฎ หรือ พอใจกับสิ่งเดิมที่เป็นอยู่

สำหรับประเทศไทย ณ เวลานี้ เรื่องรัฐธรรมนูญ ก็ไม่ได้ต่างกับนิทานฟุตบอลที่ทุกท่านเพิ่งอ่านจบไป

เพราะรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุด ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ มันมีแต่ความบิดเบี้ยวเต็มไปหมด

ความพังทุกอย่าง เริ่มต้นจากรัฐประหารของ คสช. ในปี 2557 เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว คสช. ที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็สั่งฉีกรัฐธรรมนูญ โดยไม่ได้สนใจว่า กว่าที่ประชาชนจะช่วยร่างขึ้นมาได้หนึ่งฉบับนั้น ต้องใช้ความพยายามแค่ไหน

คสช.ปกครองประเทศ ระหว่างปี 2557 ถึง 2559 โดยไม่คืนอำนาจให้ประชาชน ไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง ประเทศไทยก็ถูกแช่แข็งอยู่อย่างนั้น เศรษฐกิจก็ฝืดเคือง มูลค่าการส่งออกของไทย ถดถอยลงเรื่อยๆ

แต่ถามว่าเซอร์ไพรส์หรือเปล่า ก็ไม่ เพราะการเอาคนที่มีหน้าที่ปกป้องประเทศ มาปกครองประเทศ เป็นการใช้งานทหารที่ผิดรูปแบบอยู่แล้ว

ส่วนสาเหตุว่าทำไม พวกเขาไม่คืนอำนาจให้ประชาชนเสียที ก็เพราะคสช. ตั้งใจจะ "ร่างรัฐธรรมนูญ" ฉบับของตัวเองขึ้นมาก่อน เพื่อล็อกอำนาจให้อยู่กับตัวเอง ต่อไปให้นานที่สุด

ในยุคปัจจุบัน คุณไม่สามารถขับรถถัง มายึดอำนาจกันได้บ่อยๆ เพราะโลกจะไม่ยอมรับ ดังนั้นอุตส่าห์ทำรัฐประหารทั้งทีแล้ว ก็ต้องวางแผนให้อยู่ได้ยาวๆ ไปเลย

ตอนแรก คสช. สั่งให้ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโน เขียนรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเขียนเสร็จ คสช.ไม่พอใจ สั่งคว่ำฉบับนี้ทิ้ง โดย ดร.บวรศักดิ์ อธิบายเหตุผลที่โดนคว่ำ ในเวลาต่อมาว่า "เขาอยากอยู่ยาว"

คสช.เปลี่ยนคนเขียนรัฐธรรมนูญ เป็นมีชัย ฤชุพันธุ์ และสุดท้ายก็เขียนเสร็จจริงๆ โดยฉบับของมีชัย มีชื่อเล่นที่รู้จักกันในชื่อ "รัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง" อธิบายคือ จะให้อำนาจกับ คสช.รวบทุกอย่างโดยสมบูรณ์ ในฐานความคิดว่า คสช. และทหารที่ยึดอำนาจจะไม่โกงประเทศ ดังนั้นให้อำนาจไปเยอะๆ รับรองว่าประเทศที่โดนปกครองโดยทหารไทย จะเจริญรุ่งเรืองแน่

รัฐธรรมนูญของมีชัย ได้ใส่เงื่อนไขแปลกประหลาดเข้าไปนับไม่ถ้วน เช่น

- คสช. จะเป็นคนแต่งตั้ง วุฒิสมาชิก (ส.ว.) ทั้ง 250 คน และจะให้อำนาจล้นฟ้า สามารถเบรกได้ทุกอย่าง แม้แต่เลือกนายกรัฐมนตรีก็ยังทำได้

- องค์กรอิสระทั้งหมด เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ สตง. กกต. ป.ป.ช. และ ผู้ตรวจการแผ่นดิน จะถูกแต่งตั้งโดย สนช. และ วุฒิสมาชิก ซึ่งทั้งหมดถูกเลือกมาจาก คสช. อีกที

- ให้อำนาจมหาศาลกับศาลรัฐธรรมนูญ ให้คน 9 คน มีอำนาจยุบพรรค ถอดถอนนายกฯ ใครก็ตามที่ขวางทาง ก็มีศาลรัฐธรรมนูญเป็นอาวุธ ที่พร้อมกำจัดให้กระเด็น ในโลกนี้ไม่มีศาลไหนจะมีอำนาจทางการเมืองมากเท่ากับ ศาลรัฐธรรมนูญไทยอีกแล้ว

- ลดพลังของประชาชน ไม่ให้มีอำนาจในการถอดถอนบุคคลในองค์กรอิสระ ในอดีต ถ้าเกิดเหตุตึกถล่ม สตง. ประชาชน 20,000 คน สามารถยื่นถอดถอดผู้ว่า สตง. ได้ แต่ในรัฐธรรมนูญของคสช. ประชาชนทำอะไรไม่ได้

คสช.วางกับดักแล้ว กับดักเล่า เพื่อให้ตัวเองอำนาจไร้เทียมทาน เพื่อที่จะเป็นผู้ชนะในเกมนี้ตลอดไป

โดยเฉพาะองค์กรอิสระ จะเป็นคนของตัวเองทั้งหมด สั่งซ้ายหัน ขวาหัน ก็ได้เลย ถ้ามีใบสั่งอยากให้ทำอะไร ก็สามารถจัดให้ได้ตามนั้น

เมื่อร่างรัฐธรรมนูญของมีชัยเขียนเสร็จแล้ว ก็จำเป็นต้องเข้าสู่การประชามติ ขอความเห็นชอบจากประชาชน

แต่ฉบับนี้ ประชาชนไม่ได้เขียน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง มีหน้าที่เดียวคือโหวต ว่ารับ หรือไม่รับ แค่นั้น

ความกั๊กของเรื่องนี้ คือ คสช.จะไม่ยอมให้มีการเลือกตั้ง ถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญ แปลว่า ถ้าประชาชนไม่ยอมโหวตเห็นชอบกับฉบับนี้ พวกเขาก็จะยึดอำนาจต่อไปเรื่อยๆ

จึงมีคำกล่าวในยุคนั้นว่า "รับๆ ไปก่อน แก้ทีหลัง" จะได้เลือกตั้งสักที

แต่ก็มีคนจำนวนหนึ่งที่รณรงค์ให้ Vote No ตัวอย่างเช่น ขบวนการประชาธิปไตยใหม่ นำโดย รังสิมันต์ โรม ออกไปประท้วง และแจกใบปลิว ว่าถ้า "โหวตรับ" จะเป็นเครื่องมือให้คสช. อยู่ในอำนาจต่อไปแบบไม่สิ้นสุด

ปรากฏว่า กลุ่มของรังสิมันต์ โดนจับข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน

คสช.ใช้อำนาจทุกอย่าง ไม่ให้คนเสนอความเห็นแย้ง ที่จะ Vote No ในช่วงนั้น ประเทศไทยจึงขาดการถกเถียงข้อดี-ข้อเสีย ว่ารับ หรือ ไม่รับ อันไหนดีกว่ากัน

ในความจริงคือ มีชัย ฤชุพันธุ์เขียนสอดไส้กับดักทุกอย่างไว้ด้านในรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกง แต่น้อยคนมาก ที่จะเข้าใจ และรู้ถึงความน่ากลัวที่คสช.วางไว้

หลายคนคิดกันแค่ว่า "รับไปก่อน แก้ทีหลัง" เอาเรื่องเฉพาะหน้าก่อน เพื่อให้คสช. ยอมคืนอำนาจเสียที

และสุดท้าย 7 สิงหาคม 2559 ประชามติของมีชัยก็ผ่าน ฝ่ายรับร่าง เป็นผู้ชนะด้วยคะแนนเสียง 16.8 ล้าน ส่วนฝ่ายโหวตโน มีแค่ 10.5 ล้านเสียงเท่านั้น

ก็จริงอยู่ว่า ฝ่ายรับร่าง เป็นผู้ชนะคราวนั้น แต่มันอยู่ในสถานการณ์ยึดอำนาจโดยคสช. อารมณ์เหมือน มีคนถามว่า "รักฉันไหม ถ้าบอกไม่รักจะยิงให้ตาย" ด้วยความหวาดกลัว ด้วยความไม่มั่นคงทางอารมณ์ หลายคนก็คงต้องตอบว่ารักไปก่อน โดยไม่ได้มีเวลา และโอกาสจะพิจารณาอย่างรอบคอบ

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกประกาศใช้ 6 เมษายน 2560 และเราจึงเรียกมันว่า "รัฐธรรมนูญ 2560" นั่นเอง

เมื่อเวลาผ่านไป เราจึงเห็นความน่ากลัวของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มากขึ้นเรื่อยๆ อย่าว่าแต่ปราบโกงเลย มันยิ่งทำให้การโกง เกิดขึ้นง่ายกว่าเดิมมาก เพราะประชาชนไม่มีสิทธิ์จะตรวจสอบอะไร

- คดี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ มีนาฬิกาหรูมากกว่า 20 เรือน และแหวนเพชรหลายวง แต่ไม่มีแจ้งในบัญชีทรัพย์สิน เรื่องนี้เข้าข่ายยื่นบัญชีเท็จ อาจโยงไปว่า ร่ำรวยผิดปกติได้ แต่ผลการสอบ โดย ป.ป.ช. (หนึ่งในองค์กรอิสระ ที่แต่งตั้งจากคสช.) มีมติไม่รับสอบสวน ขอเอกสารอะไรก็ไม่ให้ เขาอ้างว่า "แหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน" ก็จบเลยง่ายๆ ไปอย่างนั้น

- ส.ว. สามารถสั่งหันซ้าย หันขวาได้ตามใจชอบ ตอนที่พล.อ.ประยุทธ์ แข่งเลือกนายกฯ กับธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ปรากฏว่า ส.ว. โหวตให้ พล.อ.ประยุทธ์ ครบ 250 คน แบบไม่มีแตกแถวเลย

- พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยมีคดีที่ต้องตัดสินโดยศาลรัฐธรรมนูญทั้งหมด 5 ครั้ง เช่นคดีถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ, คดีบ้านพักหลวง ฯลฯ แต่ทั้งหมด ศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งแต่งตั้งจากคสช.) ตัดสินให้ พล.อ.ประยุทธ์ ชนะคดี 100%

ในทางกลับกัน เมื่อเป็นพรรคอื่น กลับโดนเล่นงานเป็นปกติ นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย สองคน เศรษฐา ทวีสิน กับ แพทองธาร ชินวัตร โดนศาลรัฐธรรมนูญ สั่งให้พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 2 ครั้งซ้อน

เช่นเดียวกับฝั่งสีส้ม ก็โดนมาแล้วมากมาย พรรคอนาคตใหม่โดนยุบ ตามด้วยพรรคก้าวไกลโดนยุบ จนต้องก่อตั้งพรรคประชาชนขึ้นมาใหม่ในวันนี้

พูดตรงๆ คือ ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ยังไม่เห็นว่าจะปราบคอร์รัปชั่นอะไรได้ เครนหล่น ปูนร่วง ตึกถล่ม สารพัดเหตุการณ์ ก็ยังไม่มีอธิบดีไหน หรือ คนในองค์กรอิสระใด ที่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย เรื่องราวทุกอย่าง ถูกปล่อยผ่านไปเฉยๆ ให้ประชาชนต้องทำใจกันเอง

หลังจาก ส.ว.ที่แต่งตั้งโดยคสช. 250 คนหมดวาระไป ก็นำมาสู่การเลือก ส.ว.ชุดใหม่ จำนวน 200 คน ซึ่งก็มีอำนาจเยอะเหมือนเดิม

แต่ปัญหาก็เกิดอีก เมื่อรัฐธรรมนูญ 2560 ไม่ได้สนใจจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการคัดเลือก ส.ว. แต่ออกแบบในสูตรประหลาด ที่เอื้อให้มีการฮั้วกันเกิดขึ้นได้ง่ายๆ

คนที่มีเงิน คนที่รู้จักเกม ก็ย่อมวางแผนฮั้วได้ เพื่อยึดเอาจำนวน ส.ว.มาเป็นของตัวเอง

ถามว่า ส.ว. 200 คนทุกวันนี้ มาจากจังหวัดอะไรเยอะที่สุด เดาได้ไหมครับ?

หลายคนอาจจะตอบว่า กรุงเทพฯ อยู่แล้ว ก็เมืองหลวงประเทศอยู่ที่นี่ แต่ไม่ใช่ครับ คำตอบคือ จังหวัดบุรีรัมย์ต่างหาก ที่มี ส.ว. มากถึง 14 คน (กทม. 9 คน, นนทบุรี 3 คน, เชียงใหม่ 2 คน)

เหลือเชื่อมาก ที่กรุงเทพฯ ศูนย์กลางความรู้ และเมืองหลวงของไทยที่มีประชากรสิบล้านคน แต่กลับมีผู้มีคุณวุฒิน้อยกว่าจังหวัดบุรีรัมย์เสียอีก

ดังนั้นอย่ามาบอกกันเลยครับ ว่าไม่มีการฮั้ว ส.ว. เกิดขึ้น ชาวบ้านเขาก็ฉลาดกันนะ แล้วมันน่าขำที่หลักฐานการฮั้วมีมากมาย และเราก็รู้กันทั้งรู้ ว่าทำกันแบบไม่อายฟ้าดิน แต่ กกต. ก็ยังเอาผิดอะไรไม่ได้

ตามหลักการแล้ว วุฒิสมาชิก คือคนที่มีความรู้เฉพาะทางที่เก่งกาจ และ สามารถถ่วงดุลอำนาจของสภาได้ แต่เมื่อ ส.ว.ถูกฮั้วกันมาแบบนี้ จะไปต่างอะไรจากอาวุธในการต่อรองอำนาจของพรรคการเมือง

แน่นอนครับ ว่าพรรคที่ฮั้ว ส.ว. มันผิดอยู่แล้ว แต่เราก็ต้องยอมรับว่า พรรคการเมือง ก็ย่อมต้องหาหนทางที่ตัวเองจะเป็นผู้ชนะในเกมให้ได้ ต่อให้ไม่ใช่พรรค ก. วันนึงก็อาจมีพรรค ข. ทำอยู่ดี

ดังนั้นการแก้ปัญหาจริงๆ ก็คือการออกแบบรัฐธรรมนูญให้รัดกุม และไม่ทำให้เกิดการฮั้ว ส.ว. ได้ ตั้งแต่แรก

คืนเกียรติภูมิกลับมาให้กับวุฒิสมาชิก ไม่ใช่ให้คนเขาด่า ว่าเป็นทาสรับใช้ของนักการเมืองแบบทุกวันนี้

มันแน่ชัดอยู่แล้วครับ ว่ารัฐธรรมนูญ 2560 ที่ออกแบบโดยคณะรัฐประหาร พวกเขาไม่ได้นึกถึงประชาชนเป็นศูนย์กลาง ยิ่งทำให้ประเทศไทย เต็มไปด้วยปัญหา จับไปตรงไหนก็เจอแผล มันเอื้อให้เกิดการโกง การทุจริต แบบเป็นประวัติการณ์

สำหรับการเปลี่ยนรัฐธรรมนูญนั้น อธิบายง่ายๆ คือมี 2 วิธี

วิธีที่ 1 แก้รายมาตรา ไม่ต้องเขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับ แต่ปัญหาของวิธีนี้ จะสามารถเริ่มทำได้ ถ้าหากได้รับเสียงสนับสนุน จากส.ว. เกิน 1 ใน 3

ปัญหาคือ ส.ว. ที่จับกลุ่มกัน ที่เขาเรียกกันว่า ส.ว.สีน้ำเงิน ในปัจจุบันมีมากกว่า 2 ใน 3 ของวุฒิสภาเสียอีก นั่นแปลว่า มาตราอะไรก็ตาม ที่ส.ว.สีน้ำเงิน ไม่เห็นชอบ ก็จะไม่ผ่าน ไม่นำมาสู่การแก้ไขอย่างแท้จริง

ดังนั้นการแก้รายมาตรามันเลื่อนลอย นอกจากนั้น รอยแผลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเยอะเกินไป ถ้าต้องมานั่งแก้กันรายมาตรา รอโหวตในสภาอีก ชาติหนึ่งก็แก้ไม่หมด สู้เขียนฉบับใหม่ดีกว่า

ส่วนวิธีที่ 2 นั่นคือ เขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับ แต่วิธีนี้จะยากตรงที่ ต้องใช้ประชามติ หรือการโหวตของประชาชน อย่างน้อย 3 ครั้ง

คนที่ทำให้มันต้องยากขนาดนี้ ก็คือศาลรัฐธรรมนูญ ที่อยากให้มันแก้ยากที่สุดนั่นเอง

การทำประชามติ ต้องใช้วิธีลงคูหา แน่นอนว่าต้องใช้งบประมาณแผ่นดิน ต้องยอมรับว่า มีเหตุให้ต้องใช้เงินหลวงเพิ่ม

แต่ปัญหานี้จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้า คสช.ไม่ฉีกมันตั้งแต่แรก ถ้าเสียดายงบประเทศนัก จะรัฐประหารทำไม

ก็นะ คิดว่าถ้าให้เราต้องทนอยู่กับอะไรแบบนี้ ตึกถล่มสตง. และ ใช้วัสดุฟุ่มเฟือยในอาคารขนาดนั้น แต่ยังจับมือใครดมไม่ได้ แค่ใช้งบในการทำประชามติ ก็ไม่ได้เป็นเงินที่แพงเกินไปหรอกครับ

สำหรับผม เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ คือเรื่องสำคัญยิ่งกว่า ใครจะชนะเลือกตั้งอีก เพราะตราบใดที่กฎยังไม่ยุติธรรม ประเทศจะเดินต่อได้ยังไง

มีบางคนจะชอบพูดว่า "สนใจแต่แก้รัฐธรรมนูญ ทำไมไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องปากท้องก่อน"

ขออธิบายเป็นภาษาฟุตบอลละกัน เหมือนมีคนมาบอกว่า "โอ๊ย จะแก้ไขกฎสมาคมอะไร ทีม A จะยึดอำนาจกรรมการอยู่ ก็ปล่อยเขาไปเถอะ สนใจก่อนดีกว่า ว่าจะทำให้ลีกของเรานิยมได้ยังไง จะเรียกคนดูเข้าสนามได้มากกว่านี้ได้ไหม"

ก็ต้องถามกลับว่า จะมีแฟนบอลที่ไหนอยากเข้ามาดู ถ้าหากเห็นๆ กันอยู่ ว่าลีกฟุตบอลยังเต็มไปด้วยการโกง และการเล่นไม่แฟร์

แต่ถ้าคุณจัดการหลังบ้านได้สะอาด เกมสนุก ยุติธรรม ไม่มีฮั้ว ไม่มีล็อกผล เดี๋ยวคนดูก็จะทยอยเข้าสนามเอง รายได้ก็จะตามมา

ปัญหาปากท้องนั้น ต้องเริ่มต้นจากการดูแลบ้านตัวเองก่อน ถ้าบ้านของเราสะอาด แข็งแรง เราจะมีพลังในการคิดไอเดียใหม่ๆ เพื่อหาเงินสู้ชีวิต

แต่ถ้าบ้านผุพัง สกปรก มั่วไปทุกอย่าง อย่าไปหวังเลย ว่าจะแก้ไขอะไรได้ในระยะยาว

สำหรับการจะยกเลิกรัฐธรรมนูญ ฉบับเก่า แล้วเปลี่ยนไปใช้ฉบับใหม่แทน จะต้องผ่านการโหวตของประชาชนทั้งหมด 3 ครั้ง

ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ จะเป็นครั้งที่ 1 เป็นแค่คำถามง่ายๆ ว่า "เห็นชอบไหม ที่จะเริ่มต้นเขียนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่" แค่นั้นครับ

ยังไม่ได้มีการกำหนดว่าเนื้อในของรัฐธรรมนูญต้องเป็นยังไง ใครเป็นคนร่าง เขาถามแค่เราพอใจไหม กับ รัฐธรรมนูญ 2560 ของคสช. อยากเปลี่ยนทั้งฉบับเลยหรือเปล่า

ถ้าอยากเปลี่ยน โหวตเห็นชอบ

ถ้าไม่อยากเปลี่ยน โหวตไม่เห็นชอบครับ

สุดท้ายก็อยู่ที่ดุลยพินิจของแต่ละท่าน ว่าจะเลือกอะไร ท้ายที่สุด ไม่มีใครบังคับใจใครได้

แต่ถ้าอนุญาตให้ผมโน้มน้าวสักนิด ผมจะบอกว่า อนาคตข้างหน้าใกล้ๆ นี้ ประเทศไทยจะเจอความยากขึ้นเรื่อยๆ

อเมริกา กับ ยุโรป กำลังซัดกันเรื่องกรีนแลนด์, จีน กับ ไต้หวัน ก็ยังตึงเครียด, ปัญหาสแกมเมอร์ที่ยังไม่จบสิ้น ฯลฯ

การที่ประเทศไทยจะยืนหยัดในโลกที่รุนแรงแบบนี้ได้ ภายในของเราต้องมีความแข็งแกร่งมากๆ ไม่เปิดช่องว่างให้คนอื่นมาโจมตีได้

แต่ถ้ายังมีกฎหมายที่ช่วยเหลือคนโกงกิน คนคอร์รัปชั่นแล้วยังตรวจสอบไม่ได้ จนสูบเงินชาติไปไม่หยุดแบบนี้ เราจะเอาอะไรไปสู้กับวิกฤติรอบด้าน แพ้ตั้งแต่ในมุ้งแล้ว

และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นอีก คือความคิดที่ว่า "เราอยากส่งต่อสังคมแบบไหน ไปให้ลูกหลานของเราในเจเนเรชั่นต่อไป"

สังคมแห่งความทุจริต ตรวจสอบไม่ได้ หรือสังคมปกติ ที่คนทำผิดมีสิทธิ์โดนลงโทษจริง

ไม่ว่าคุณจะเชียร์พรรคไหน คงคิดตรงกันว่า รัฐธรรมนูญที่มีอยู่ตอนนี้ มันเป็นปัญหา ดังนั้นเลือกตั้งเสร็จแล้ว ไปทำประชามติต่อด้วยนะครับผม

8 กุมภากาเห็นชอบ คือคำตอบเดียวของผมครับ”

https://www.facebook.com/share/p/1C6zMCqM2Q/?mibextid=wwXIfr

Photos from Let's Grow : โตไปด้วยกัน.'s post 25/01/2026

ช่วงนี้ข่าวร้อนแรงข่าวหนึ่งเลยคือระบบประกันสังคม มีการเปิดข้อมูลต่างๆเกี่ยวกับการลงทุนของหน่วยงานประกันสังคม ผมเชื่อว่า ไม่ว่าใครฟังก็ต้องตกใจที่มีการนำเงินที่ผู้ประกันตนสบทบในทุกๆเดือนไปทำให้เรื่องที่ไม่ควรทำ แน่นอนว่ามันกระทบกับคนทำงานอย่างพวกเราๆโดยตรง

และไม่รู้ว่ามีอีกกี่หน่วยงานที่มีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแต่ยังไม่ถูกตรวจสอบ ผมเชื่อว่าประเทศจะก้าวไปข้างหน้าได้ต้องมีผู้นำที่ดีและไม่มีคอรัปชั่น ซึ่งปัจจุบันดูเหมือนจะแทรกอยู่ทุกที่ในระบบราชการบ้านเรา

แล้วคนตัวเล็กๆอย่างพวกเราจะแก้อะไรได้บ้าง สิ่งเดียวที่คนธรรมดาอย่างผมทำได้คือ การเลือกคนที่จะมาบริหารประเทศ เลือกกลุ่มคนที่คิดว่าจะสามารถนำพารถคันนี้ไปในทางที่ถูกที่ดีได้

ตอนนี้ตัวผมไม่ได้อยู่ในเขตพื้นที่เลือกตั้งของตัวเอง เลยขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า เลือกสิ่งที่คิดว่าดีในมุมมองผม หลังจากกาเสร็จและนำไปหยอดหีบ ก็ได้แต่คิดว่า ขอให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเถอะ อยากเห็นประเทศก้าวไปข้างหน้าแล้ว

สำหรับคนที่ยังไม่ได้เลือกตั้ง ผมคิดว่ายังมีเวลาในการดูนโยบายของแต่ละพรรคนะครับ อยากให้เลือกจากเหตุและผล ไม่เลือกตามอารมณ์หรือได้รับสิ่งของตอบแทนอะไร เพราะเชื่อว่าการเลือกแต่ละครั้งสุดท้ายผลลัพธ์ที่เราเลือกไปจะต้องวนกลับมาหาทุกคนแน่ๆ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

ลองดูนโยบายของแต่ละพรรคและออกไปใช้สิทธิกันนะครับ

Let's Grow : โตไปด้วยกันครับ

19/01/2026

เมื่อผมต้องกลายมาเป็นคนดูแลน้องฝึกงาน

วันนี้เป็นวันแรกที่มีน้องฝึกงานเข้ามาใหม่ในทีม โดยผมรู้สึกเหมือนว่าจะได้เป็นพี่เลี้ยงและต้องแชร์สิ่งต่างๆให้กับน้อง ความยากของผมเลยคือ ผมเองก็ยังใหม่กับที่นี่มากๆ รวมถึงช่วงนี้เอง งานผมก็ผ่านเข้ามาเยอะมากๆจนไม่รู้ว่าจะทำอะไรก่อนหลังดีๆ

อีกเรื่องคือผมต้องคุยกับน้องเป็นภาษาอังกฤษ 100% ท้าทายมากๆสำหรับผม แต่ก็แน่นอนผมชอบสิ่งเหล่านี้ เพราะอะไรที่มันยากเท่ากับว่าผมได้ออกจากคอมฟอร์ดโซนของตัวเอง และเดียวสิ่งที่ยากๆนี้ มันจะง่ายสำหรับผมในที่สุด

ผมใช้ชุดความคิดนี้มาตลอดจนถึงตอนนี้ และผมสังเกตว่าผลลัพธ์ที่ผมได้รับมันก็ดีเสมอมา สำหรับใครที่รู้สึกว่ากำลังเจอกับอะไรที่ยากและท้าทาย ลองอดทนลุยสักตั้งนะครับ เพราะอะไรที่มันยากๆ มันมักจะมีผลลัพธ์ดีๆรออยู่เสมอ

ขอให้ทุกคนมีวันที่ดีนะครับ

Let’s Grow : โตไปด้วยกัน ครับ

Photos from Let's Grow : โตไปด้วยกัน.'s post 18/01/2026

เมื่อวานอากาศดีผมเลยเอาจักรยานคู่ใจออกไปปั่นเล่นตามปกติ เลยคิดว่าปั่นไปรับพลังงานช่วงเช้าแถว Merlion หน่อยดีกว่า

ผมพยายามปั่นไปในเส้นทางที่ยังไม่เคยไปเพื่อที่จะค้นพบอะไรใหม่ๆ ซึ่งก็เป็นแบบนั้นจริงๆ ผมได้เห็นชีวิตในตอนเช้าของคนที่นี่ เห็นว่าเขาทำอะไรกัน ซึ่งมันยิ่งเพิ่มพลังให้ผมขึ้นไปอีก ได้เห็นการเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆ และได้เห็นว่าสถานที่ที่นี่มันเอื้อต่อการพัฒนาตัวเองมาก แอบคิดกับตัวเอง เราอยู่ถูกที่แล้วว่ะ

ปั่นไปเรื่อยๆก็จนถึงจุดที่ผมตั้งใจจะไป นั้นก็คือ Merlion แอบประหลาดใจมาก เพราะว่าไม่ค่อยมีคนเลย ปกติมาทีไรคนจะเยอะมาก หรือเพราะผมอาจจะไปช่วงเช้าแต่ก็ถือว่าเป็นจังหวะที่ดี เลยเข็นจักรยานไปจอดและยืนดูสิ่งต่างตรงนั้น ทุกครั้งที่ไปผมจะรู้สึกได้รับพลังงานดีๆกลับมาหลังจากได้เห็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นบริเวณนั้น

ผมใช้เวลายืนคิดอะไรอยู่กับตัวเองตรงนั้นสักพัก มีคำถามกับตัวเองว่า ทำไมเราถึงได้มายืนตรงนี้นะ อะไรเป็นปัจจัยสำคัญกัน รวมถึงในอนาคตผมจะก้าวไปถึงตรงไหน

ซึ่งแน่นอนผมตกผลึกอะไรดีๆออกมาได้หลายอย่างมาก พร้อมกับได้รับพลังดีๆไปด้วย แบบไฟลุกขึ้นมาเลยและอยากจะก้าวไปข้างหน้าอีกเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าอีก 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ถ้าผมกลับมาอ่านสิ่งที่ผมได้เขียนไว้ตอนนี้ก็คงจะตลกดี ไอ้หนุ่มนี้พูดไปเรื่อย

ใครที่อยากเติมไฟให้กับตัวเอง ผมแนะนำว่าลองตั้งเป้าและหารูปของสิ่งเหล่านั้นมาเก็บไว้และดูบ่อยๆก็ได้นะครับ อาจจะเป็นชีวิตที่เราอยากมีในอนาคต สิ่งของที่อยากได้ สถานที่ที่อยากจะไป นำสิ่งนั้นมาเป็นแรงพักดันให้กับเรา ทุกครั้งที่อยากได้แรงพลักดันก็ดูและคิดถึงสิ่งนั้นบ่อยๆ พูดกับตัวเองว่าฉันทำได้

เป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอนะครับ

เติบโตไปด้วยกันครับ : Let's Grow

12/01/2026

หลังจากเปิดปีใหม่มาผมสังเกตว่าที่บริษัทผม มีชั้นวางของหน้าตาแปลกๆตั้งอยู่ เห็นมีคนเข้ามาเดินหยิบจับสิ่งของแล้วก็นำกลับบ้านกัน

จนวันหนึ่งผมลงมายืนรอเพื่อนก่อนกลับบ้าน เลยลองเข้าไปอ่านข้อมูลสักหน่อย ก็พบว่าเป็นชั้นวางสำหรับการแชร์สิ่งของที่คิดว่าไม่ได้ใช้แล้ว แต่ยังสภาพดีอยู่

ผมเชื่อว่าทุกคนต้องมีของที่ไม่ได้ใช้อยู่บ้างแน่ๆ อาจจะเก็บจนลืมแล้วด้วยซ้ำ การนำมาแชร์ก็ช่วยเป็นการเคลียร์ของในบ้านได้ดีเลย ช่วงปีใหม่ใครอยากจัดบ้านใหม่แล้วเคลียร์ของที่ไม่ได้ใช้นำไปบริจาคก็เป็นไอเดียร์ที่ดีเลยนะครับ

บ้านสะอาดขึ้น และผู้รับก็นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้อีก 😊

Let’s grow : โตไปด้วยกันครับ

08/01/2026

สวัสดีวันศุกร์ วันสุดท้ายของการทำงานนะครับ อย่าลืมแบ่งเวลามาดูแลสุขภาพกันนะ

ส่วนตัวผมทุกเช้าก่อนไปทำงานก็จะออกมาวิ่ง เรียกพลังก่อนไปทำงาน

ขอให้วันนี้เป็นวันที่ดีของทุกคนนะครับ

Let’s grow : โตไปด้วยกัน

07/01/2026

ผ่านช่วงปีใหม่มา ผมพอจะมีเวลานั่งคิดอะไรบางอย่าง

หลังจากเปลี่ยนงานใหม่รู้สึกว่าผมมีเวลาเริ่มศึกษาการลงทุนมากขึ้น มีความคิดว่าอยากจะสร้างความมั่นคงทางการเงินให้เพิ่มขึ้น พอคิดไปสักพักก็คิดได้ว่า นอกจากการสร้างแล้ว การรักษาสิ่งที่มีก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยให้เราบรรลุเป้าหมายได้

เพราะหากสิ่งของที่มีนั้นชำรุด เท่ากับว่าผมก็ต้องเสียตังซื้อใหม่ เลยคิดว่าการดูแลรักษาสิ่งของที่มีและใช้งานอย่างคุ้มค้าก็สำคัญไม่แพ้กัน กลายเป็นว่าตอนนี้ผมมองไปยังสิ่งของรอบๆตัว เช็ดทำความสะอาดหลังจากที่ใช้เสร็จตามโอกาส ซื้อเคสป้องกันมาใส่ ไม่ใช้งานผิดวัตถุประสงค์

เอาจริงผมว่าเรื่องนี้ไม่ได้ใช้ได้กับสิ่งของอย่างเดียวนะ กับร่างกายก็ไม่ต่างกัน ถ้าเราไม่ดูแลสุขภาพ เราอาจจะป่วยง่ายและต้องไปหาหมอซึ่งก็มีค่าใช้จ่ายแน่นอน ราคาก็ไม่ได้ถูกเลย ดังนั้นถ้าเปลี่ยนมาดูแลรักษาด้วยการดูแลตัวเอง ออกกำลังกาย ไม่พาตัวเองไปอยู่ในสภาวะที่เสี่ยง น่าจะดีกว่ากันมาก

ผมคิดว่าหากผมออมและลงทุนคู่ไปกับการรักษาสิ่งของที่มีน่าจะช่วยให้ผมไปถึงเป้าหมายได้ไวขึ้นหน่ะ ผมมีเป้าตัวเลขในใจสำหรับปีนี้ เดียวรอดูว่าสิ้นปีผมจะทำได้หรือป่าว

ใครมีแพลนเก็บเงินปีนี้ ลองเพิ่มเป้าการดูแลรักษาสิ่งของที่มีอยู่เข้าไปด้วยก็ได้นะครับ อาจจะทำให้เป้าหมายทางการเงินเพื่อนๆสำเร็จได้ไวขึ้น

เป็นกำลังใจให้ทุกๆทำตามเป้าหมายต่อไปนะครับ

Let's Grow : โตไปด้วยกัน

04/01/2026

สวัสดีปีใหม่นะครับ

ผมยังไม่ทันได้ recap ปีที่ผ่านมาอย่างจริงจังเลย จนตอนนี้ก็เริ่มปีใหม่อย่างเต็มตัวซ่ะแล้ว

ปีที่แล้วถือว่าเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงมากสำหรับผมเลยครับ มีการเติบโตอย่างจริงจังก็ว่าได้ ได้เริ่มงานใหม่ ในสถานที่ใหม่ วัฒนธรรมใหม่ บอกตรงๆว่าผมโคตรเครียดเลย พูดกับตัวเองในทุกๆวันว่าอะไรที่ยากมักจะทำให้เราเติบโตเสมอ จนตอนนี้เริ่มปรับตัวได้ แต่ก็คิดว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ต้องทำต่อไป

สิ่งที่ผมอยากทำปีนี้ คือ ความจริงจังกับทุกเรื่องมากขึ้น มีวุฒิภาวะมากขึ้น ตั้งใจว่าจะรักษาวินัยในการออกกำลังกายแบบปัจจุบันไว้ วางแผนการเงินและลงทุนเพื่อเพิ่มความมั่งคั่งให้กับตัวเองขึ้นไปอีก

เอ่อ อีกเรื่องคือการสร้างเครดิตให้กับตัวเองและคนไทยด้วย ปัจจุบันผมทำงานในบริษัทต่างชาติ แน่นอนว่าเพื่อนร่วมงานไม่ใช่คนไทยแน่ๆ ผมเลยอยากสร้างเครดิตไว้มากๆ เพื่อบอกว่าชาติเราเก่งไม่แพ้ใครเลย จะได้เปิดโอกาสให้กับคนอื่นๆที่อยากมาทำด้วยๆ

ด้านบนเป็นพ้อยหลักๆที่ผมจะทำ เอาจริงระหว่างทางผมก็คงหาอะไรทำเพิ่มไปอีกเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ การคิดโปรเจคอะไรสนุกๆทำไประหว่างทาง

ผมจะทำให้ปีนี้ของผมเติบโตขึ้นไปอีกให้ได้ หวังว่าผมจะไม่ลืมสิ่งที่คิดไว้ตอนต้นปีนี้ และลงมือทำ แล้วกลับมาดูตอนสิ้นปีว่าผมทำอะไรไปบ้างหน่ะ

สุดท้ายขอให้ผมมีสติกับทุกการกระทำ ปีก่อน และปีก่อนหน้าผมค่อนข้างทำตัวไม่ดี มีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น จนผมเองก็ยังติดกับสิ่งนั้น ขอโทษนะครับ

บทความนี้จริงๆก็เกิดจากการอยากเขียนความคิดที่อยู่ในหัวของผมเองออกมาเป็นตัวหนังสือเพื่อเก็บไว้อ่าน เลยอดไม่ได้ที่จะเปิดคอมมานั่งพิมพ์อะไรไว้ก่อนนอน ถถถถถ

เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่ผ่านมาอ่านนะครับ ขอให้ปีนี้เป็นปีที่ดีของทุกคนนะ

LET'S GROW : โตไปด้วยกันครับ

20/12/2025

เคยรู้สึก ตัวเล็ก ในบางสถานการณ์บ้างไหมครับ

เหตุเกิดจากเมื่อวานผมไปงานปาร์ตี้บาบีคิวเล็กๆที่คอนโดเพื่อนร่วมงาน หนึ่งในคนที่ช่วยจัดเตรียมอาหาร ก็คือพี่เลี้ยงที่เพื่อนร่วมงานผมจ้างมาดูแลลูกเขาและช่วยงานที่บ้าน

บุคลิกท่าทางภายนอก คือ เงียบ ไม่พูดจาได้ๆ ยืนหลบอยู่ในมุมที่ไม่ต้องการความสนใจ แต่ก็ค่อยช่วยจัดเตรียมและทำความสะอาดอยู่เบื่องหลัง

มันทำให้ผมคิดถึงความรู้สึกตัวเล็ก ซึ่งก็มีหลายครั้งที่ผมเคยผ่านมา มันเป็นความรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าทุกคนที่อยู่รอบข้างมีพาวเวอร์มากกว่า อยากอยู่ในมุมเล็กๆ ไม่ได้อยากเป็นที่สนใจแต่อย่างไร

ในเมื่อผมเคยสัมผัสความรู้สึกนั้น ก็เลยไม่นิ่งเฉย คุยกับเพื่อนร่วมงานที่ไปงานเลี้ยงว่า เราตักอาหารที่เราจัดเตรียมนี้ไปให้เขากันดีกว่า เพื่อให้เกิดความรู้สึกเท่าเทียม ไม่มีใครตัวเล็กกว่าใคร ซึ่งมันก็ดูจะได้ผลเป็นอย่างดี

ลองมานั้งคิดว่าความรู้สึกนี้มันเกิดจากอะไรกันนะ เอาจริงทุกคนที่อยู่ตรงนั้นก็ไม่ได้ไปสร้างความอึดอัดอะไรด้วยซ้ำ ผมลองไปหาข้อมูลมา ก็พอจะมีสาเหตุมาจาก

1. ความเลื่อมล้ำทางสถานะ
อาจเพราะผมไปในมุมของผู้รับบริการ แต่ผู้ช่วยคนนั้นอยู่ในมุมผู้ให้บริการ จึงทำให้เกิดความรู้สึกไม่เท่าเทียม มีความแปลกแยก และไม่กล้าเข้าสังคม

2. ทุนทางสังคม ที่ต่างกัน
คนที่รู้สึกแบบนี้มักจะเกิดจากการมีทุนทางสังคม ความมั่งคั่ง หรือเครือข่ายที่ค่อยสนับสนุนอยู่เบื่องหลังที่น้อย ทำให้ไม่มั่นใจและกลัวการตัดสินจากผู้ที่มีต้นทุนมากกว่า

3. ความกลัวที่จะทำผิดพลาด
เพราะด้วยความรู้สึกที่มีต้นทุนต่ำ การผิดพลาดหนึ่งครั้งอาจจะกระทบกับสิ่งต่างๆมากมาก ดังนั้นจึงเลือกที่จะเงียบ และไม่กล้าตัดสินใจ เพื่อลดความผิดพลาด

เอาจริงพอผมลองย้อนมองตัวเองสามสิ่งนี้ก็ทำให้ผมรู้สึกตัวเองเป็นคนตัวเล็กในหลายสถานการณ์ที่ผ่านมา ปัจจุบันก็ค่อยๆปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงพยายามไม่ทำให้คนอื่นรู้สึกตัวเล็กกว่าผมเหมือนกัน ทุกคนเท่าเทียมกันหมดไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน งานอะไร

พอดีผมเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้ เลยเกิดความสงสัยและอยากนำมาแชร์กันครับ

เป็นกำลังใจให้ทุกคนเสมอนะครับ

Let's Grow : โตไปด้วยกัน ครับ

13/12/2025

หลังจากแอดได้อ่านบทความนี้ คิดว่าเป็นคำแนะนำที่ดี เลยอยากนำมาแชร์กันครับ

หลายครั้งมากที่มีข่าวการโกงเงิน ยืมเงินและไม่ยอมใช้คืนบ้าง ซึ่งผู้ที่โกงก็มีภาพลักษณ์ทางสังคมที่ดีมากๆจนน่าแปลกใจ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่าเบื่องหลังภาพลักษณ์ที่ดูดีนั้นมีอะไรซ่อนอยู่บ้าง

พอได้มาอ่านบทความนี้ ยิ่งทำให้คิดว่าการรวยแบบเงียบๆนั้นเป็นอะไรที่ดีมาก และผมคิดว่าคนกลุ่มนี้จะยิ่งสามารถสร้างความมั่งคั่งได้รวดเร็วกว่า เพราะไม่ต้องใช้เงินกับการสร้างภาพลักษณ์อะไรมากมาย

หากตอนนี้เพื่อนๆคิดว่าตัวเองกำลังติดกับดักการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีแต่ต้องแลกไปกับการใช้จ่ายที่มากเกินตัว ผมคิดว่าลองอ่านบทความนี้และลองปรับใช้ก็ดีนะครับ เราอาจจะค้นพบความสุขความเบาสบาย จากการอยู่เงียบๆ ไม่ต้องพิสูจน์ตัวเอง พร้อมทั้งยังได้สะสมความมั่งคั่งแบบไม่ต้องป่าวประกาศให้โลกรู้

เป็นกำลังใจให้กับเพื่อนๆทุกคนเสมอนะครับ แอดไม่ค่อยได้อัพเดตเพจเท่าไหร่ แต่ก็ยังคง อยากเห็นทุกคนเติบโตในเส้นทางของตัวเอง มีสุขมีทุกข์บ้างเป็นสีสัน ไม่ว่าจะเจอกับอะไรอยู่ เดี๋ยวมันก็จะผ่านไปครับ

Let’s Grow : โตไปด้วยกัน

ศาสตร์ของการรวยเงียบๆ




........................................

1. รวยแบบไม่ต้องบอกใคร
เขาเริ่มเก็บเงินเงียบๆ ทุกวันแม้คนรอบตัวไม่เข้าใจ แต่เขา
รู้ว่ารากฐานที่สร้างในความเงียบจะงอกงามในเวลาที่ใช่
และพาเขาไปไกลกว่าที่คิดเสมอ

2. เรียนรู้แบบไม่ประกาศ
เขาศึกษาการลงทุนหลังเลิกงานแบบไม่มีใครเห็น แต่ความรู้
ที่สะสมเงียบๆ กลับสร้างผลลัพธ์ที่ดังที่สุดในวันที่ทุกคนเริ่มสงสัยว่าเขาเก่งขึ้นตอนไหน

3. พยายามแบบไม่ต้องพูด
เขาทำงานเสริมตอนดึกแบบไม่โพสต์ เพราะรู้ว่าความพยายามไม่ต้องมีผู้ชม แค่ต้องตรงไปสู่ความสบายในอนาคตที่ตัวเองอยากอยู่เท่านั้น

4. สำเร็จแบบไม่โอ้อวด
เขามีเงินมากขึ้นแต่ยังใช้ชีวิตเรียบง่าย เพราะเข้าใจว่า
ความรวยที่แท้จริงคือการควบคุมตัวเองได้ ไม่ใช่การพยายาม impress ใครสักคน

5. เปลี่ยนชีวิตแบบเงียบๆ
เขาปรับนิสัยหลายอย่างโดยไม่ป่าวประกาศ ทั้งออมมากขึ้น ทำงานดีขึ้น ใส่ใจสุขภาพขึ้น และผลลัพธ์ที่ดีค่อยๆ โตขึ้นจนคนรอบตัวเห็นเอง

6. เลือกคนแบบไม่มีดราม่า
เขาถอยออกจากคนที่ดึงเขาลงแบบเงียบๆ ไม่มีเสียงโวยวาย เพราะรู้ว่าพลังชีวิตควรใช้กับคนที่ช่วยกันเติบโตมากกว่าคน
ที่ทำให้ถอยหลัง

7. ลงทุนแบบไม่ต้องโชว์
เขาเริ่มด้วยเงินเล็กๆ จนคนถามว่าทำไปทำไม แต่เขาทำต่อเรื่อยๆ จนตัวเลขที่เคยเล็กกลายเป็นเงินก้อนที่ทำให้เขายิ้มได้โดยไม่ต้องพูดอะไร

8. พลาดก็ซ่อมแบบไม่บ่น
เขาเคยขาดทุนหนักแต่ไม่โทษใคร เขาแก้ทีละจุดแบบสงบ เพราะรู้ว่าคนรวยจริงๆ ไม่เสียเวลาประกาศความล้มเหลว
แต่ใช้เวลาปรับตัวแทน

9. โตแบบยิ่งโตยิ่งนิ่ง
เขามีรายได้เพิ่มขึ้นหลายทางแต่ยังจัดการตัวเองละเอียดกว่าเดิม เพราะเข้าใจว่าคนที่รักษาความสำเร็จได้ยาวๆ คือคนที่ไม่หลงแสงจ้า

10. กำไรแบบไม่ต้องฉลองดังๆ
เขาได้กำไรครั้งใหญ่แต่ไม่ซื้อของฟุ่มเฟือย เขาเลือกต่อยอดให้เงินทำงานเพิ่ม เพราะรู้ว่าความมั่งคั่งเกิดจากการสร้างต่อ เนื่องต่อ ไม่ใช่ใช้ต่อ

11. ออมแบบไม่โอ้อวดวินัย
เขาตัดรายจ่ายเล็กๆ เพื่อเพิ่มเงินออม แม้ไม่มีใครเห็นความพยายามนั้น แต่เขารู้ว่าการออมคือพลังเงียบที่สร้างอนาคต
ให้มั่นคงกว่าคำพูดใดๆ

12. โฟกัสแบบไม่มีเสียงรบกวน
เขาปิดโซเชียลพักหนึ่งเพื่อจัดระเบียบชีวิต เพราะเข้าใจว่าความเงียบคือพื้นที่ให้ไอเดียใหม่ๆ เบ่งบานและพาเขาก้าว
ไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

13. พัฒนาตัวเองแบบไม่ต้องลงสตอรี่
เขาอ่านหนังสือวันละสิบหน้าแบบสม่ำเสมอ จนความรู้ที่สะสมเงียบๆ กลายเป็นทักษะที่ทำให้เขามีรายได้มากขึ้นอย่างไม่ต้องลองอธิบายให้ใครฟัง

14. ปรับตัวแบบไม่มีประกาศเปลี่ยนแปลง
เขาใช้ชีวิตฉลาดขึ้น ประหยัดขึ้น และคิดยาวกว่าที่เคย เพราะรู้ว่าคนที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด มักเป็นคนที่ชนะโดยไม่ต้องส่งเสียงเลย

15. ถูกดูถูกก็เงียบทำต่อ
เขาเคยถูกว่า “ฝันเกินตัว” แต่เขาไม่เถียง เขาแค่เดินหน้า
ต่อจนวันหนึ่งคนที่เคยดูถูกกลับมาขอคำแนะนำจากเขาแทน

16. มีเงินมากขึ้นแต่ยิ่งนิ่ง
เขาไม่รีบโชว์ฐานะ ไม่รีบเปลี่ยนไลฟ์สไตล์ เขาเก็บเงินต่อเพราะรู้ว่าความเร็วไม่เท่าความมั่นคง และความมั่นคงไม่
ต้องให้ใครปรบมือ

17. เลือกเส้นทางแบบมั่นใจในใจตัวเอง
เขาเปลี่ยนงานเพราะต้องการอนาคตที่ดีขึ้น ไม่ใช่เพราะใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และวันหนึ่งเขาขอบคุณตัวเองที่กล้าตัดสินใจเงียบๆ

18. รวยขึ้นแบบไม่ต้องให้โลกทั้งใบรู้
เขาใช้ชีวิตสงบขึ้น ใจเบาขึ้น และมีอิสระทางการเงินมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องประกาศให้โลกฟัง เพราะความรวยที่แท้จริงคือความสบายใจ ไม่ใช่เสียงชื่นชม

09/11/2025

ให้การอ่านเป็นพื้นที่อบอุ่น ในวันที่ลมหนาวเริ่มมาเยือน

โอกาสที่ปลายปีเขยิบใกล้เข้ามา พร้อมลมหนาวที่เป็นสัญญาณบอกให้เราเตรียมผ่อนจังหวะชีวิต แล้วเอนกายพัก รับเทศกาลที่กำลังจะถึง The MATTER ขอชวนสำรวจโลกการอ่านยามฤดูหนาวมาเยือน แล้วดูว่า เหตุใดช่วงนี้จึงเป็นเวลาทองสำหรับกวาดสายตาไปตามตัวอักษรที่ร่ายเรียงที่สุด

เผื่อว่าใครมีกองดองเหลือ จะได้ไม่พลาดโอกาสนี้กัน: https://thematter.co/entertainment/winter-reading/252136

#ฤดูหนาว #หนังสือ

01/11/2025

สวัสดีเช้าวันอาทิตย์นะครับ ตื่นมาวิ่งกันครับ

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok