การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

แชร์

ข้อมูลการติดต่อ, แผนที่และเส้นทาง,แบบฟอร์มการติดต่อ,เวลาเปิดและปิด, การบริการ,การให้คะแนนความพอใจในการบริการ,รูปภาพทั้งหมด,วิดีโอทั้งหมดและข่าวสารจาก การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ, การศึกษา, อาคารเอส. พี. (อาคารเอ) ชั้น 13 เลขที่ 388 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท, Bangkok.

การจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ Area Based Education: ABE
ร่วมมือแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยให้แต่ละจังหวัดเป็นเจ้าภาพในการดำเนินงานใช้บริบทของแต่ละพื้นที่เป็นตัวตั้ง

17/08/2026

นายวิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ พิธีกรและผู้ผลิตรายการ SUPER 10 อัจฉริยะพันธุ์จิ๋ว และ SUPER 100 อัจฉริยะเกินร้อย นักสื่อสารผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงของเด็กและเยาวชน Dropout

“นักสื่อสารผู้เปลี่ยน ‘พลังสื่อ’ ให้เป็น ‘สายตาที่มองเห็น’ เด็กนอกระบบ” ด้วยความเชี่ยวชาญด้านสื่อสารมวลชนที่สั่งสมมากว่า 30 ปี ในฐานะผู้ผลิตและพิธีกรรายการเด็กชั้นนำ อาทิ ซูเปอร์จิ๋ว, Super10 อัจฉริยะพันธุ์จิ๋ว และ Super100 อัจฉริยะเกินร้อย นายวิวัฒน์ วงศ์ภัทรฐิติ หรือ “พี่ซุป” ได้อุทิศตนเพื่อถ่ายทอดศักยภาพของเด็กและเยาวชนผู้ขาดโอกาสทั่วประเทศ ท่านไม่ได้เป็นเพียงผู้สื่อสารเรื่องราว แต่เป็นผู้นำการ “พลิกวิธีคิด” ของสังคม ให้เปลี่ยนจากการมองเด็กเปราะบางว่าเป็นกลุ่มที่ล้มเหลว มาเป็นการมองเห็น “โอกาส” และศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กทุกคน หากได้รับรูปแบบการศึกษาที่สอดคล้องกับเงื่อนไขชีวิต

1. การขับเคลื่อนนโยบายและการแก้ไขปัญหาในระดับสังคม

จากการทำงานใกล้ชิดกับเด็ก ท่านพบว่าเด็กส่วนใหญ่ไม่ได้หลุดออกจากระบบเพราะขาดความสามารถ แต่เกิดจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ภาระครอบครัว และความจำเป็นในการหารายได้ ท่านจึงสื่อสารแนวคิดใหม่ที่ว่า เป้าหมายของการแก้ปัญหาไม่ควรหยุดอยู่เพียงการพากลับเข้าสู่โรงเรียนเดิม แต่คือการสร้าง “เส้นทางการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น” ที่เปิดโอกาสให้เด็กสามารถทำงาน ดูแลครอบครัว และเรียนรู้ไปพร้อมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “การเรียน” กับ “การอยู่รอด”

ด้วยทักษะด้านการสื่อสาร ท่านได้ยกระดับปัญหาเด็กนอกระบบจากเรื่องส่วนบุคคล ให้กลายเป็นความรับผิดชอบร่วมของสังคม โดยเปลี่ยนการรับรู้ให้กลายเป็น “ความเข้าใจ” และพัฒนาสู่ “ความร่วมมือ” อาทิ แคมเปญ “33 ปี ซูเปอร์จิ๋ว ส่งต่อความฝันให้น้องได้เรียน” ที่ทำให้สังคมเห็น “ความเสี่ยงของเด็ก” ในช่วงรอยต่อสำคัญหลังจบชั้น ม.3 และร่วมกันสนับสนุนการศึกษาและการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นหลักประกันว่า แม้เด็กจะไม่สามารถเดินต่อในระบบปกติได้ พวกเขาจะไม่มีวันหลุดลอยไปจากการเรียนรู้

2. การขยายผลนวัตกรรมการศึกษาผ่านแนวคิด Learn to Earn

ท่านและภาคีเครือข่ายได้ขับเคลื่อนแนวคิด “Learn to Earn” ภายใต้หลักการที่ทรงพลังว่า “เปลี่ยนงานให้เป็นหน่วยกิต เปลี่ยนแบรนด์ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้” เพื่อทลายข้อจำกัดของการเรียนรู้ที่ยึดติดอยู่กับห้องเรียน โดยเชื่อมั่นว่าประสบการณ์จากการทำงานและทักษะชีวิต คือเส้นทางการศึกษาที่สมบูรณ์หากได้รับการออกแบบและประเมินผลอย่างเหมาะสม

บทบาทสำคัญของนายวิวัฒน์คือการเป็น “ผู้เชื่อมโยง” ระหว่างโลกของเด็ก โลกของสื่อ และโลกของภาคธุรกิจ เข้าด้วยกัน ท่านช่วยเปลี่ยนมุมมองของภาคธุรกิจจาก “ผู้สนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม” ให้ก้าวขึ้นมาเป็น “หุ้นส่วนผู้ร่วมจัดการศึกษา” โดยเปลี่ยนสถานประกอบการ ร้านอาหาร และสนามกีฬา ให้กลายเป็น “ห้องเรียนแห่งโอกาส” ที่เด็กสามารถเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ฝึกทักษะ มีรายได้ และก้าวสู่คุณวุฒิทางการศึกษาได้พร้อมกัน

ในปี 2569 ท่านได้ระดมพลังเครือข่ายต่อยอดสู่โครงการ “10 ธุรกิจแห่งอนาคต” เพื่อขยายพื้นที่การเรียนรู้ให้ครอบคลุมสาขาที่สอดรับกับตลาดแรงงานยุคใหม่ ทั้งสื่อสร้างสรรค์ เทคโนโลยี ค้าปลีก และอุตสาหกรรมสุขภาพ แนวทางนี้สอดคล้องอย่างลึกซึ้งกับเป้าหมายของนโยบาย Thailand Zero Dropout ที่มุ่งเน้นการสร้างหลักประกันว่าไม่ว่าเด็กจะอยู่ในสถานการณ์ชีวิตรูปแบบใด พวกเขาจะได้รับการโอบอุ้มและเชื่อมโยงเข้าสู่เส้นทางที่เหมาะสมกับตนเองเสมอ
ด้วยคุณูปการอันโดดเด่น นายวิวัฒน์จึงเป็นต้นแบบของ “นักสื่อสารเพื่อการศึกษาที่ยืดหยุ่น” ผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อพลังของสื่อและภาคธุรกิจถูกนำมาผสานเข้าด้วยกัน สิ่งนั้นจะกลายเป็นเส้นทางการเรียนรู้ที่ทรงพลัง เพื่อยืนยันว่าสังคมไทยจะไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง
#การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น #การเรียนรู้

16/08/2026

นางสาวทองพูล บัวศรี ได้รับรางวัล Prime Minister's Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) Awards ประจำปี 2569 ประเภทบุคคลผู้ขับเคลื่อน TZD+ ดีเด่น

"ครูข้างถนน" แห่งมูลนิธิสร้างสรรค์เด็ก ผู้เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณในการอุทิศตนเพื่อเด็กและเยาวชนกลุ่มเปราะบางที่เข้าไม่ถึงระบบการศึกษาไม่ว่าจะเป็นเด็กเร่ร่อน บุตรหลานแรงงานก่อสร้าง เด็กข้ามชาติ หรือเด็กไร้สัญชาติผู้บุกเบิกแนวคิด "นำการศึกษาไปหาเด็ก" แทนการรอให้เด็กเดินเข้าสู่ระบบการศึกษาปกติ พร้อมทั้งเป็นกระบอกเสียงสำคัญที่ผลักดันให้ปัญหาเด็กนอกระบบเป็นที่ตระหนักในระดับสังคม ช่วยให้เด็กจำนวนมากได้รับโอกาสกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้และได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม

1.ผลงานเชิงประจักษ์: การขับเคลื่อนนโยบายและแก้ไขปัญหาในระดับสังคม

ตลอดเวลากว่า 38 ปี นางสาวทองพูลได้ทำงานเชิงรุกในยุคที่ปัญหาเด็กตกหล่นจากระบบการศึกษายังไม่ได้รับความสนใจในระดับนโยบาย นางสาวทองพูลเลือกเดินออกจากห้องเรียนไปสู่ แคมป์คนงานก่อสร้างชุมชนแออัด และพื้นที่เปราะบางต่าง ๆ เพื่อโอบอุ้มเด็กที่ระบบปกติมักมองไม่เห็น จนเกิดโครงการ "ครูข้างถนน" และ "โรงเรียนเด็กก่อสร้างเคลื่อนที่" ซึ่งกลายเป็น ต้นแบบสำคัญที่พลิกกระบวนทัศน์จาก"การรอให้เด็กเดินเข้าสู่ระบบ" ไปสู่ "การนำการศึกษาไปหาเด็กถึงที่" ทำให้เด็กได้รับทั้งโอกาสทางการศึกษา ความคุ้มครองและพื้นที่พัฒนาศักยภาพอย่างภาคภูมิ นอกจากบทบาทของครูภาคสนาม นางสาวทองพูล ยังเป็นกระบอกเสียงสำคัญ ที่สะท้อนว่าปัญหาเด็กนอกระบบการศึกษาไม่ได้เกิดจากการปฏิเสธการเรียนรู้ แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เชื่อมโยงทั้งความยากจนการย้ายถิ่น สถานะบุคคล และความรุนแรงในครอบครัว ซึ่งต้องการการแก้ไขแบบบูรณาการ ที่มองเห็น "ความเป็นมนุษย์" ของเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน

2.การผลักดันนวัตกรรมและการสร้างเครือข่ายสู่ระดับประเทศ

นางสาวทองพูล พัฒนาโมเดลการทำงาน ที่ยืด "เด็กเป็นศูนย์กลาง" โดยผสานการศึกษาเข้ากับคุณภาพชีวิต เพราะเชื่อว่าเด็กจะเรียนรู้ได้อย่างต่อเนื่องก็ต่อเมื่อได้รับการดูแลในมิติด้านสุขภาพ ความปลอดภัย และสวัสดิภาพ ครอบครัวควบคู่กัน แนวคิดนี้ถูกถอดบทเรียนเป็น "ต้นแบบระดับชาติ" ในการทำงานกับเด็กนอกระบบการศึกษาและกลุ่มเปราะบาง ทั้งยังเป็น "แกนกลาง" ในการถักทอเครือข่ายความร่วมมือระหว่างองค์กรภาคประชาสังคม ภาครัฐ สถานศึกษา และอาสาสมัคร เพื่อสร้างตาข่ายรองรับที่เข้มแข็ง ร่วมกันติดตามและ ส่งต่อเด็กกลุ่มเสี่ยงให้ได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจนกลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน

3.การต่อยอดสู่องค์ความรู้เชิงระบบและการสร้างพื้นที่เรียนรู้ทางสังคม

จุดเด่นสำคัญของนางสาวทองพูล คือการเปลี่ยน "งานภาคสนาม" ให้กลายเป็น "องค์ความรู้เชิงระบบ" ประสบการณ์กว่า 3 ทศวรรษช่วยให้สังคมและหน่วยงานรัฐ เข้าใจสาเหตุเชิงโครงสร้างที่แท้จริง งานของนางสาวทองพูล จึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่าง "ความจริงของเด็กในพื้นที่" กับ "การออกแบบนโยบาย" ทำให้มาตรการช่วยเหลือตั้งอยู่บนฐาน ความเข้าใจและข้อมูลจริง นอกจากนี้ นางสาวทองพูลยังอุทิศตน สร้างอาสาสมัครและคนรุ่นใหม่โดยการเปิดพื้นที่ให้ได้สัมผัสชีวิตจริงของเด็กเปราะบาง การสร้าง "คนทำงานรุ่นใหม่" ไม่เพียงช่วยเพิ่มกำลังสำคัญในพื้นที่ แต่ยังช่วยลดอคติและสร้างทัศนคติ เชิงบวกต่อเด็กกลุ่มนี้ นางสาวทองพูลเปรียบเสมือน "ผู้สร้างพื้นที่เรียนรู้ทางสังคม" ที่สื่อสารเรื่องราวของเด็กเหล่านี้อย่างมีศักดิ์ศรี ตลอดเส้นทางการทำงาน นางสาวทองพูล ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงการพาเด็กกลับเข้าโรงเรียน แต่คือการถักทอ "ระบบโอกาส" ที่เชื่อมโยงการศึกษา สิทธิ สวัสดิการ และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกันการอุทิศตนอย่างยาวนานทำให้นางสาวทองพูลเป็นแรงบันดาลใจสำคัญของนโยบาย Thailand Zero Dropout Plus และเป็นประจักษ์พยานอันงดงาม ว่าด้วยการเติมเต็ม ช่องว่างผ่านการศึกษา เราจะสามารถสร้างสังคมที่ไม่ทิ้งเด็กคนใดไว้ข้างหลังเพียงเพราะ ข้อจำกัดของชีวิตได้จริง ดังที่นางสาวทองพูลเชื่อเสมอว่า "หากเด็กคนหนึ่งได้รับโอกาสทางการศึกษา พวกเขาจะมีที่ยืนในสังคมและการเปลี่ยนแปลงนั้นจะส่งต่อถึง ครอบครัวและชุมชนให้เติบโตอย่างมั่นคงสืบไป"

#การเรียนรู้ #การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น

14/08/2026

นายวิทิต เติมผลบุญ ได้รับรางวัล Prime Minister's Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) Awards ประจำปี 2569 ประเภทบุคคลผู้ขับเคลื่อน TZD+ ดีเด่น

“ครูผู้ทุบกำแพงขวางกั้นการเรียนรู้” ด้วยจิตวิญญาณแห่งความเป็นครูที่เปี่ยมด้วยมุ่งมั่น นายวิทิตได้บุกเบิกเส้นทางการศึกษาที่ตอบโจทย์ผู้เรียนที่มีศักยภาพและเงื่อนไขชีวิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ท่านเป็นผู้ผลักดันให้เกิด“ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน”ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนแห่งแรกของประเทศไทย นับเป็น “ก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่” ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเข้ามาเป็น “หุ้นส่วนทางการศึกษา” อย่างเต็มตัวตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542

ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงแต่สร้างเครือข่ายศูนย์การเรียนให้เข้มแข็งแต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นโดยบูรณาการความร่วมมือกับสถานศึกษาหน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อนำเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษาให้กลับเข้าสู่เส้นทางการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบท
ชีวิต

1.การขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเชิงระบบในระดับนโยบาย
นายวิทิตเป็นแกนนำสำคัญในการสร้าง“ศูนย์การเรียนชุมชนธรรมชาติบ้านห้วยพ่าน”เพื่อลดความ�เหลื่อมล้ำของเด็กในพื้นที่ห่างไกลที่ต้องเดินทางข้ามป่าเขากว่า 200 กิโลเมตร เพื่อเข้าถึงการศึกษา นอกจากนี้ ท่านยังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบในกระบวนการยุติธรรมด้วยแนวคิด“เปลี่ยนชีวิตที่ผิดพลาดให้เป็น�โอกาสแห่งการเรียนรู้” โดยปรับบทบาทสถานพินิจฯ ให้กลายเป็น “ห้องเรียน”และเปลี่ยนหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จาก “ผู้คุม” สู่การเป็น “ครู” ร่วมกับสถานพินิจฯ จังหวัดนครพนมเป็นแห่งแรกซึ่งต่อมาได้กลายเป็นต้นแบบในการเปลี่ยนแปลงนโยบายระดับกระทรวงยุติธรรม เพื่อมอบ“โอกาสครั้งที่สอง”ให้เยาวชนในสถานพินิจฯทั่วประเทศได้เข้าถึงการศึกษาและพัฒนาตนเองสู่การเป็นพลเมืองคุณภาพของสังคม

2. นวัตกรรมทางสังคม: โรงเรียนเคลื่อนที่ (Mobile School)
การปรับเปลี่ยนบทบาทสถานพินิจฯ ให้เป็นพื้นที่เรียนรู้ ควบคู่ไปกับการพัฒนา “โรงเรียนเคลื่อนที่ (Mobile School)” ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม นับเป็นนวัตกรรมทางสังคมที่ทลายกำแพงการเข้าถึงการศึกษาได้อย่างทรงพลังใน 3 มิติ คือ 1) ก้าวข้ามระยะทาง ลดอุปสรรคเชิงพื้นที่ทำให้เข้าถึงการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้ทุกที่ 2) ยืดหยุ่นทางเวลา ปลดล็อกข้อจำกัดสำหรับผู้ที่มีเงื่อนไขชีวิต ทำให้การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในกรอบเวลาที่เข้มงวด และ 3) วัดผลตามศักยภาพ สร้างรูปแบบการประเมินที่ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียนแต่ละคน

ปัจจุบัน “โรงเรียนเคลื่อนที่” ได้รับการขยายผลสู่โรงเรียนสังกัดรัฐ สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) และศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ทั่วประเทศ มีผู้เรียนในระบบไม่น้อยกว่า 1,700 คน เป็นเครื่องยืนยันความสำเร็จของระบบนิเวศการเรียนรู้ใหม่ที่ขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout ได้อย่างไร้รอยต่อ

3. การสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่เสมอภาค
นายวิทิตมีบทบาทสำคัญในการประสานความร่วมมือระหว่างเครือข่ายศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 กับหน่วยงานรัฐและภาคีที่เกี่ยวข้อง ท่านเป็นกำลังหลักในการผลักดันการปรับปรุงกฎกระทรวงภายใต้มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ซึ่งถือเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกข้อจำกัดเดิม ทำให้เด็กในศูนย์การเรียนสามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการทางการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกับผู้เรียนในสถานศึกษาของรัฐ

ความมุ่งมั่นทุ่มเทของนายวิทิตตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ได้เดินทางเพียงลำพัง หากแต่ยังหมายถึง “เพื่อนร่วมทาง” นับร้อยพันที่เคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ตั้งแต่ “รวงทอง จันดา” “ครูตูน" พิมพ์ชนก จอมมงคล ที่ทำงานเชิงลึกกับชุมชนและเด็ก ๆ อย่างทุ่มเทหมดหัวใจ “ศรีมาลาฌ์ ยะภักดี" ผู้อำนวยการศูนย์การเรียนซี วาย เอฟ (CYF) คนปัจจุบัน และแนวร่วมอีกมากมาย
“สำหรับผม CYF ไม่ใช่แค่ชื่อมูลนิธิ แต่คือ "การเดินทางและผู้คนที่มีหัวใจเดียวกัน”
ทุกคนที่ร่วมขบวนที่ลุยงานในพื้นที่กันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ "หุ้นส่วนทางการศึกษาทุกภาคส่วน" ที่เข้ามาร่วมไม้ร่วมมือกันขับเคลื่อนนโยบาย Thailand Zero Dropout

ทั้งหมดนี้ คือ ขบวน “หุ้นส่วนทางการศึกษา” ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา แต่ยังเป็นการวางรากฐานการสร้างโอกาสแห่งการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เพื่อให้เด็กทุกคนในประเทศไทยก้าวเดินบนเส้นทางแห่งความสำเร็จได้ด้วยตนเองอย่างเท่าเทียมและภาคภูมิใจ

#การเรียนรู้ #การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น

14/08/2026

นายเศรษฐา ทวีสิน ผู้ผลักดัน Thailand Zero Dropout
ได้รับรางวัล Prime Minister's Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) Awards ประจำปี 2569 รางวัลเกียรติยศเพื่อยกย่องเชิดชูเกียรติ

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ด้วยความห่วงใยในอนาคตของเยาวชนไทย คณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้มีมติเห็นชอบให้การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาเป็น “วาระแห่งชาติ” นายเศรษฐาได้ให้ความสำคัญและเร่งรัดให้ทุกภาคส่วนดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม โดยเพียง 1 เดือนถัดมา คือในวันที่ 28 มิถุนายน 2567 นายเศรษฐาได้สั่งการให้ 11 หน่วยงานหลักร่วมบูรณาการการทำงานเพื่อแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาอย่างเต็มกำลัง ประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย (มท.), กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.), กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.), กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.), กระทรวงสาธารณสุข (สธ.), กระทรวงแรงงาน (รง.), กระทรวงยุติธรรม (ยธ.), กรุงเทพมหานคร (กทม.), สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.), สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) (สคช.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) นับเป็นการขับเคลื่อนนโยบายที่มีหน่วยงานร่วมบูรณาการมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา พร้อมกำหนด 4 มาตรการสำคัญภายใต้โครงการ Thailand Zero Dropout เพื่อค้นหาเด็กและเยาวชนอายุ 3 – 18 ปี ที่ตกหล่นจากฐานข้อมูลการศึกษา และดูแลช่วยเหลือให้พวกเขากลับเข้าสู่ระบบการศึกษา เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เป้าหมาย “การแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบการศึกษาให้กลายเป็นศูนย์” อย่างยั่งยืน

นายเศรษฐาไม่เพียงแต่สั่งการเพื่อคืนโอกาสให้แก่เด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบเท่านั้น แต่ยังนำความห่วงใยนี้เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี จนได้รับการกำหนดให้เป็นวาระสำคัญของรัฐบาลที่ต้องดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อเป็นหลักประกันว่านับจากนี้ไปจะไม่มีเด็กไทยคนใดต้องถูกทอดทิ้งออกจากระบบการศึกษาอีก

ปัจจุบันนโยบายดังกล่าวได้รับการสานต่อโดยทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มแข็ง ส่งผลให้ทุกจังหวัดทั่วประเทศนำนโยบายสู่การขับเคลื่อนอย่างเป็นรูปธรรม ตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา จากข้อมูลเด็กและเยาวชนที่อยู่นอกระบบการศึกษาจำนวน 1.02 ล้านคนในปี 2567 ได้รับการค้นหา ดูแล และป้องกันการหลุดจากระบบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้สถานการณ์คลี่คลายลงตามลำดับ โดยปัจจุบันมีเด็กและเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษาซึ่งอยู่ระหว่างกระบวนการค้นหาและให้ความช่วยเหลืออีกราว 6.03 แสนคน

#การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น #โรงเรียนมือถือ

13/08/2026

ศรัทธา และ โอกาสทางการศึกษา แสงสว่างแห่งอนาคตเยาวชน “ปอเนาะ” ชายแดนใต้

ในมิติทางสังคม ศาสนา และการศึกษาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “สถาบันการศึกษาปอเนาะ” เป็นเสาหลักทางจิตวิญญาณและศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านศาสนาที่อยู่คู่ชุมชนมาอย่างยาวนาน แต่ขณะเดียวกัน ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การเรียนรู้วิชาทางศาสนาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการเปิดประตูสู่โอกาสทางการศึกษาและการประกอบอาชีพอย่างครอบคลุม จึงต้องอาศัย “วุฒิการศึกษา” เพื่อเป็นกุญแจเพื่อไขประตูสู่อนาคต

นายมูฮำมัดซูวรี สาแล นายกสมาคมสถาบันการศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนใต้ สะท้อนมุมมองต่อรูปแบบการเรียนรู้ในสถาบันการศึกษาปอเนาะว่า เด็กและเยาวชนจะมุ่งเน้นการศึกษาวิชาความรู้ทางศาสนาเป็นหลัก เพื่อสร้างรากฐานด้านจริยธรรมและวิถีชีวิตที่เข้มแข็ง แต่ในทางกลับกันข้อจำกัดเรื่องวุฒิการศึกษา สายสามัญ ยังเป็นอุปสรรคที่ทำให้เด็ก ๆ หลายคนขาดโอกาสทางการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น หรือไม่สามารถนำความรู้ไปต่อยอดในการประกอบอาชีพในระบบได้ การจัดตั้งศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ทำให้เด็ก ๆ ในสถาบันการศึกษาปอเนาะได้รับวุฒิการศึกษาที่ถูกต้องตามกฎหมาย และสามารถต่อยอดการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ตลอดจนการสร้างทางเลือกที่หลากหลายให้พวกเขาได้ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นว่าศาสนาและการศึกษาสามัญ สามารถหลอมรวมเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของเยาวชนให้ดีขึ้นได้ ทั้งนี้สมาคมสถาบันการศึกษาปอเนาะฯ ยังมีเป้าหมายในการขยายพื้นที่ หนึ่งจังหวัด หนึ่งศูนย์การเรียนรู้ Cover ครอบคลุมทั้ง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส, สงขลา และสตูล อีกด้วย

“การดำเนินงานภายใต้การดูแลของสมาคมสถาบันปอเนาะ จะช่วยให้การจัดตั้งและบริหารจัดการศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ในแต่ละจังหวัด มีความเข้าใจในบริบท วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง ทำให้ปอเนาะไม่เพียงแต่เป็นสถานที่อบรมสั่งสอนบ่มเพาะศีลธรรม แต่ยังยกระดับเป็นศูนย์กลางการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ที่ครบทุกมิติ” นายกสมาคมสถาบันการศึกษาปอเนาะ 5 จังหวัดชายแดนใต้ กล่าวเสริม

ด้าน นายอับบาส บิณอิบรอฮีม บาบอ (โต๊ะครู) สถาบันศึกษาปอเนาะญาลันนันบารู (สมาคมเมืองดาหลาพัฒนาพี่น้องไทย) ให้ข้อมูลอย่างน่าสนใจว่า ในอดีตการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาปอเนาะมุ่งเน้นการจัดการศึกษาด้านศาสนา แต่ในมิติของศาสนาอิสลาม คำว่า “ศาสนา” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พิธีกรรม แต่หมายถึงวิถีชีวิตที่ครอบคลุมทุกมิติ ทั้งการปฏิบัติธรรม สังคม เศรษฐกิจ ไปจนถึงสุขศึกษา โดยโครงสร้างวิชาการทางศาสนาเดิมประกอบด้วยหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ อากีดะฮ์ (หลักศรัทธาและความเชื่อที่ถูกต้อง 6 ประการ), ชะรีอะฮ์ (นิติศาสตร์และหลักปฏิบัติ) และ อัคลาก (จริยธรรมและคุณธรรม) ซึ่งเปรียบเสมือนหลักกฎหมายและบรรทัดฐานในการดำเนินชีวิต ดังนั้น เมื่อนำหลักสูตรวิชาสามัญเข้ามาผสมผสาน จึงพบว่าเนื้อหาแท้จริงได้สอดคล้องกับหลักศาสนาอิสลาม ตัวอย่างเช่น เรื่องความสะอาดในหลักศาสนบัญญัติ ก็คือเรื่องเดียวกับสุขศึกษาในวิชาสามัญ หรือการเรียนภาษาไทยเข้ามาเสริมจากเดิมที่มีเพียงภาษาอาหรับและภาษามลายู ก็กลายเป็นการสร้างทุนทางภาษาที่หลากหลายให้แก่ผู้เรียน การบูรณาการทั้งสองระบบเข้าด้วยกันจึงไม่ใช่การยัดเยียดสิ่งใหม่ แต่เป็นการพัฒนาหลักสูตรที่ทำให้ผู้เรียนมองเห็นความเชื่อมโยงของความรู้รอบตัวได้อย่างเป็นระบบ

“ความร่วมมือระหว่างสมาคมฯ และศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 อย่างศูนย์การเรียนสร้างสรรค์ และศูนย์การเรียนปัญญากัลป์ ได้ผลิดอกออกผลเป็นความสำเร็จของเยาวชนในปอเนาะที่เคยเสียโอกาสทางการศึกษา เด็กบางคนเรียนจบเพียงระดับชั้นประถมศึกษาต้องออกมาทำงานเลี้ยงชีพและเรียนศาสนาควบคู่กันไป เนื่องจากการกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาสายสามัญอาจเป็นไปได้ไม่ง่ายนัก ด้วยข้อจำกัดเรื่องเวลาและอายุ การเรียนในรูปแบบศูนย์การเรียนมาตรา 12 จึงตอบโจทย์เรื่องการเรี่ยนรู้ที่ยืดหยุ่น ทำให้พวกเขาสามารถแบ่งเวลาทำงาน เรียนศาสนา และจัดสรรเวลาเรียนวิชาสามัญจนสามารถเรียนจบและได้รับวุฒิการศึกษาได้”

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงในสถาบันการศึกษาปอเนาะไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับตัวผู้เรียนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงระบบการบริหารจัดการเรียนรู้ จากเดิมที่เคยเรียนแบบกระจัดกระจายก็เริ่มมีการจัดระบบระเบียบที่เป็นทางการมากขึ้น มีสถาบันการเรียนรู้เข้ามาช่วยพัฒนากระบวนการเรียนการสอนให้ตอบโจทย์ชีวิตจริงและสอดคล้องกับบริบบทของผู้เรียนอีกด้วย

ในช่วงท้าย บาบออับบาส ยังได้ฝากข้อคิดและคำเชิญชวนไปยังสถาบันการศึกษาปอเนาะและสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ยังคงลังเล โดยชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันนายกสมาคมสถาบันการศึกษาปอเนาะมีความเข้าใจในบริบทของสังคมยุคใหม่เป็นอย่างดี และมีภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนที่พร้อมจะเข้ามาสนับสนุน การเปิดใจยอมรับและเติมเต็มหลักสูตรการศึกษานอกระบบเข้ากับหลักสูตรศาสนา ไม่ใช่การละทิ้งรากเหง้าเดิม แต่คือการมอบ “โอกาส” ครั้งสำคัญให้แก่ลูกศิษย์และเยาวชนที่อยู่ในดูแล เพื่อให้พวกเขามีทั้งความรู้ทางศาสนาเพื่อเป็นยึดเหนี่ยวจิตใจ และมีวุฒิการศึกษาทางโลกเป็นเกราะป้องกันในการดำเนินชีวิต เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของเยาวชนและชุมชนในพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างยั่งยืน

#การเรียนรู้ #การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น #โรงเรียนมือถือ

12/08/2026

“การพัฒนาด้านการศึกษามักติดกับดักการพยายามสร้างโครงสร้างใหม่ หรือใช้โมเดลสำเร็จรูปแบบเดียวบังคับใช้ทั่วประเทศ ซึ่งพิสูจน์แล้วว่ามักจบลงด้วยความล้มเหลว ดังนั้นหัวใจของการทำงานยุคใหม่คือการออกแบบกลไกที่มีความยืดหยุ่นสูง”

ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการพัฒนาเด็กปฐมวัยของไทยมักเกิดจากการทำงานแบบแยกส่วนและการใช้กลไกสำเร็จรูปรูปแบบเดียวจากส่วนกลาง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความหลากหลายของแต่ละพื้นที่ ด้วยเหตุนี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงได้จัดทำ “โครงการสังเคราะห์รูปแบบกลไกการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบที่สอดคล้องกับแนวทางการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา” โดยลงพื้นที่ศึกษาเชิงลึกและถอดบทเรียนใน 12 จังหวัดทั่วประเทศ

จุดประสงค์หลักของโครงการ คือการค้นหาและสังเคราะห์ “ตัวแบบกลไกการทำงาน” ตลอดจนปัจจัยความสำเร็จในการยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อนำมาจัดทำเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและกฎหมายที่สามารถนำไปปรับใช้ขยายผลได้จริงในทุกบริบทพื้นที่ เพื่อให้ข้อเสนอและกลไกดังกล่าวมีความสมบูรณ์ สะท้อนสภาพปัญหาจริง และนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง จึงเป็นที่มาของการประชุมเวทีแลกเปลี่ยนและรับฟังความคิดเห็น โครงการสังเคราะห์รูปแบบกลไกการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบที่สอดคล้องกับแนวทางการจัดการศึกษาเชิงพื้นที่เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 ณ ห้องประชุมพระเอราวัณ 1-2 โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

เวทีแลกเปลี่ยนนี้ คือการเปิดพื้นที่กลางให้ผู้กำหนดนโยบาย บุคลากรวิชาการ และภาคีเครือข่ายระดับพื้นที่ อาทิ ศึกษาธิการจังหวัด องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ครูปฐมวัย และภาคประชาสังคม ได้มาร่วมตรวจสอบ สะท้อนความคิดเห็น และเติมเต็มผลการสังเคราะห์ เพื่อเปลี่ยนกระบวนการทำงานจากการพึ่งพาโครงสร้างสั่งการจากส่วนกลาง มาเป็นการขับเคลื่อนโดยยึดปัญหาและทุนเดิมในพื้นที่เป็นศูนย์กลาง เวทีนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการร่วมกันวางแนวทางสร้างระบบนิเวศความร่วมมือในการดูแลเด็กปฐมวัยอย่างเป็นระบบ
"ทุนที่ใหญ่ที่สุดไม่ใช่ตัวเงิน แต่คือ “ทุนทางสังคม” เมื่อคนในพื้นที่ตระหนักร่วม ปัญหาของเด็กจะถูกมองเห็นและแก้ไขได้ง่ายที่สุด"

ศาสตราจารย์ วุฒิสาร ตันไชย ประธานกรรมการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวสะท้อนมุมมองต่อแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับตัวแทนภาคีเครือข่าย Area-based Education: ABE จากหลากหลายพื้นที่

ศาสตราจารย์วุฒิสาร ระบุว่า ที่ผ่านมาการขับเคลื่อนงานพัฒนาระดับประเทศ รวมถึงงานด้านการศึกษามักติดกับดักการพยายามสร้างโครงสร้างใหม่ หรือใช้โมเดลสำเร็จรูปแบบเดียว (Single Model) ครอบบังคับใช้ทั่วประเทศ ซึ่งผลลัพธ์ที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่ามักจบลงด้วยความล้มเหลว เนื่องจากโครงสร้างที่เทอะทะ แข็งตึง และขาดความยืดหยุ่น
"หัวใจของการทำงานยุคใหม่จึงไม่ใช่การสร้างองค์กรใหม่ หรือยึดส่วนกลางและผู้ว่าฯ เป็นศูนย์กลางเพียงอย่างเดียว แต่คือการออกแบบกลไกที่มีความยืดหยุ่นสูง ถอดบทเรียนว่าพื้นที่นั้นสำเร็จจากอะไร ใครคือผู้เล่นหลัก แล้วทำหน้าที่เชื่อมโยงความสำเร็จที่หลากหลายเข้าด้วยกันโดยยึดบริบทพื้นที่เป็นหลัก”
นอกจากนี้ สิ่งที่ต้องเร่งสร้างเป็นอันดับแรกไม่ใช่การรวมศูนย์อำนาจ แต่คือ “ฐานข้อมูลที่ใช้งานได้จริง” ซึ่งมาพร้อมกับการวางโครงสร้างข้อมูลและการกำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน เพื่อก้าวข้ามอุปสรรคเดิม ๆ ทั้งปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย หรือความกลัวข้อจำกัดด้าน PDPA จนไม่กล้าลงมือทำ ควบคู่ไปกับการปรับทัศนคติบุคลากรภาครัฐ ไม่ให้มองว่าการจัดการข้อมูลเป็นภาระ แต่คือ "เข็มทิศนำทาง" และเป็นพลังสร้างระบบนิเวศดึงดูดภาคเอกชนและภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมมือกัน

ศาสตราจารย์วุฒิสารสรุปภาพรวมไว้อย่างชัดเจนว่า ความสำเร็จในการพัฒนาคนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการสร้างโครงสร้างอำนาจที่ซับซ้อน แต่คือการสร้างกระบวนการในพื้นที่ที่ทำให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วม ได้ถอดบทเรียนเพื่อปิดช่องว่างระหว่างเครือข่าย และเปิดโอกาสให้ผู้ขับเคลื่อนที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น อบจ. ศึกษาธิการจังหวัด ภาคประชาสังคม หรือภาคเอกชน ได้ทำหน้าที่ตามศักยภาพจริง โดยมี “การพัฒนาคน” เป็นแกนกลางในการเชื่อมโยงทุกความร่วมมือเข้าด้วยกันอย่างยั่งยืน

#การเรียนรู้ #การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น

Photos from อบจ.ยะลา - องค์การบริหารส่วนจังหวัดยะลา's post 12/08/2026

“รอยยิ้มของเด็กยะลาทุกคนคือรางวัลของเรา”

ภาคีเครือข่ายขับเคลื่อนงานการศึกษาเด็กนอกระบบ จังหวัดยะลา จัดงานฉลองการรับรางวัลดีเด่นระดับจังหวัดต้นแบบขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนนอกระบบ
Thailand Zero Dropout

11/08/2026

12 สิงหาคม วันเฉลิมพระชนมพรรษาสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

11/08/2026

“สมาคมศูนย์การเรียนโดยองค์กรชุมชนและองค์กรเอกชน” “เป็นเครือข่ายความร่วมมือขององค์กรจัดการเรียนรู้ภาคประชาสังคมที่มีเครือข่ายทั่วประเทศมีบทบาทสนับสนุนโรงเรียน สถานศึกษา หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในการจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่น มีคุณภาพ รองรับผู้เรียนโดยเฉพาะกลุ่มที่มีความเปราะบางได้อย่างกว้างขวาง พัฒนานวัตกรรมการศึกษา เช่น Mobile School หลักสูตรการศึกษาที่ยืดหยุ่น สร้างการเรียนรู้ที่ควบคู่การมีรายได้ อย่างกว้างขวาง”

1. ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ในการคุ้มครองสิทธิ์และคืนโอกาสทางการศึกษา

สร้างกลไกการค้นหาและช่วยเหลือรายบุคคล โดยทำงานร่วมกับหน่วยงานส่วนท้องถิ่นและจังหวัด ในการลงพื้นที่ค้นหา ติดตาม และเยียวยาเด็กและเยาวชนเป็นรายบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่เผชิญความยากจนหรือได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อส่งต่อเข้าสู่ศูนย์การเรียนตาม พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 ที่มีความพร้อมและเข้าใจบริบทชีวิตของเด็กมากที่สุด

คืนชีวิตและสร้างโอกาสแก่กลุ่มเปราะบางวิกฤต ในการทำงานเชิงลึกร่วมกับเยาวชนใน "สถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน" เยียวยาจิตใจและคืนสิทธิ์ทางการศึกษาให้สามารถเรียนต่อได้จนจบวุฒิการศึกษาภาคบังคับ

ส่งเสริมรูปแบบ "Learn to Earn" โดยสมาคมฯ ได้ออกแบบระบบจับคู่ความสนใจของเด็กเข้ากับสถานีเรียนรู้ในชุมชน ตอบโจทย์การมีรายได้ระหว่างเรียน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ป้องกันไม่ให้เด็กกลุ่มเปราะบางต้องหลุดออกจากระบบการศึกษาอย่างถาวร

2. นวัตกรรมการศึกษายืดหยุ่น เสริมสร้างโอกาสทางการเรียนรู้

พัฒนาระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) และการเทียบโอน โดยขับเคลื่อนระบบสะสมหน่วยกิตร่วมกับภาคีเครือข่าย เปิดโอกาสให้เด็กนอกระบบการศึกษา สามารถนำประสบการณ์ ทักษะอาชีพ หรือกิจกรรมในศูนย์การเรียน มาเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาที่รัฐรับรองได้จริง ถือเป็นนวัตกรรมที่ยืดหยุ่นและตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้อย่างตรงจุด

นวัตกรรมการศึกษา 3 เสาหลัก และ โรงเรียนมือถือ (Mobile School) ใช้เทคโนโลยีจัดการศึกษาแบบเคลื่อนที่ เรียนรู้ได้ทุกที่ผ่านชุดประสบการณ์ (วิชาการ วิชาชีวิต วิชาชีพ) ที่ยืดหยุ่นตามผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ดึงศักยภาพเฉพาะตัวและความหลากหลายของเด็กมาเป็นตัวตั้ง

จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อปลดล็อคข้อจำกัดทางกฎหมายตาม พ.รบ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 12 โดยสมาคมฯ ได้ร่วมมือกับ สพฐ. ปรับปรุงกฎกระทรวง ว่าด้วยศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 ซึ่งปลดล็อกและเปิดทางให้องค์กรเอกชน บุคคล หรือชุมชน สามารถจัดตั้งศูนย์การเรียนเพื่อจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายสมาคมฯ รวมถึงมีบทบาทสำคัญในการผลักดันรูปแบบการศึกษาที่ยืดหยุ่น และเป็นแกนนำในการ จัดทำข้อเสนอนโยบาย 4 ด้าน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณอุดหนุนรายหัว สิทธิประโยชน์ และการดูแลเด็กในศูนย์การเรียนให้เท่าเทียมกับเด็กในระบบโรงเรียนปกติ

3. พลังภาคีเครือข่าย: ร่วมสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ระดับประเทศ

สมาคมฯ เป็นแกนกลางในการถักทอเครือข่ายนวัตกรรมการศึกษาทางเลือก โดยเชื่อมโยงตาข่ายความร่วมมือในทุกระดับอย่างเป็นเอกภาพ

การทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บูรณาการความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและจังหวัด เพื่อสร้างกลไกการทำงานร่วมกันในระดับพื้นที่อย่างเข้มแข็ง

การทำงานร่วมกับสถานศึกษาและศูนย์การเรียนตามมาตรา ๑๒ ทั่วประเทศ ทางสมาคมฯเป็นแกนหลักประสานศูนย์การเรียนเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางการสอน เป็นฐานรองรับการส่งต่อผู้เรียน และสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน

การทำงานร่วมกับชุมชน วัด มัสยิด และปราชญ์ชาวบ้าน โดยใช้กลไกทางสังคมและพื้นที่ศาสนสถานเป็นเกราะป้องกัน ดูแลพฤติกรรม และเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ยึดโยงกับวิถีชีวิต อีกทั้งเชื่อมโยงฐานทุนวัฒนธรรมเข้ากับการศึกษาโดยใช้บริบทของแต่ละพื้นที่เป็นตัวตั้งในการจัดการศึกษาให้เด็กและเยาวชน

การทำงานร่วมกับผู้ประกอบการและภาคเอกชน สมาคมฯ ดึงสถานประกอบการเข้ามาเป็นสถานีเรียนรู้และฝึกอาชีพ เปิดพื้นที่ให้เด็กได้สัมผัสการทำงานจริง สนับสนุนทั้งความรู้และรายได้ รวมถึงการยกระดับคนในชุมชนเป็นครูสู่ช่วยการสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ในพื้นที่อย่างยั่งยืน พัฒนาศักยภาพของปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน หรืออาสาสมัครในชุมชนที่มีองค์ความรู้แต่ขาดพื้นในการถ่ายทอด ให้มีทักษะการเป็น "กระบวนกร" (Facilitator) ที่สามารถจัดการเรียนรู้ให้เด็กและเยาวชนได้อย่างมีคุณภาพ

#การเรียนรู้ #การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น

11/08/2026

3 ผลลัพธ์ประจักษ์ที่ทำให้ “กระทรวงยุติธรรม” ได้รับรางวัล Prime Minister’s Thailand Zero Dropout Plus (TZD+) Awards ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเภทนวัตกรรมการศึกษายืดหยุ่น Flexible Learning

กระทรวงยุติธรรม พลิกโฉมภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย ด้วยนโยบาย “เปลี่ยนผู้คุมเป็นครูเปลี่ยนพื้นที่ควบคุมเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้” ผนึกกำลังหน่วยงานหลัก อย่างกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ศูนย์การเรียนตามมาตรา 12 และภาคเอกชน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาที่ยืดหยุ่นให้แก่เด็ก เยาวชน และผู้กระทำผิด ให้สามารถเข้าถึงการศึกษาขั้นพื้นฐานหรือสายอาชีพ ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะวิชาชีพ นับเป็นกลไกสำคัญ ในการ “คืนคนดีสู่สังคม” อย่างมีคุณภาพ พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันให้พวกเขากลับไปดำเนินชีวิตได้อย่างมั่นคง เพื่อลดอัตราการกระทำผิดซ้ำและสร้างความเข้มแข็งให้แก่สังคมไทยอย่างยั่งยืน

#การเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น #โรงเรียนมือถือ

1.ดึงเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา

การจัดการศึกษาทางเลือกเพื่ออุดช่องว่าง กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานกลุ่มภารกิจด้านพัฒนาพฤตินิสัย ประกอบด้วยกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้สนับสนุนการจัดการศึกษาทางเลือกในรูปแบบศูนย์การเรียนตามมาตรา ๑๒ ของ พรบ.การศึกษาแห่งชาติ ๒๕๔๒ ซึ่งช่วยให้เด็กและเยาวชนที่ถูกสถานศึกษาเดิมละเลย สามารถเทียบโอนประสบการณ์เป็นหน่วยกิต และเรียนต่อเนื่องได้ รวมทั้งสนับสนุนการจัดการศึกษาเพื่อคุณวุฒิตามระดับที่เหมาะสมกับแต่ละกลุ่มเป้าหมายร่วมกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้

การฝึกทักษะวิชาชีพที่เชื่อมโยงกับการจบการศึกษา มีการจัดการเรียนการสอนทั้งหลักสูตรวิชาชีพหลัก (ปวช./ปวส.) และหลักสูตรวิชาชีพระยะสั้นที่หลากหลายและสอดคล้องกับตลาดแรงงาน ร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา เช่น งานช่าง งานสกรีนพิมพ์ลาย บาริสต้า งานบริการร้านอาหาร การทำเบเกอรี ช่างติดฟิล์มกระจกรถยนต์ นักกีฬาอีสปอร์ต เป็นต้น โดยผลงานจากการฝึกอาชีพสามารถนำมาทำเป็นโครงงาน (Project) เพื่อใช้ประเมินผล การจบการศึกษาได้

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ การดำเนินงานส่งผลให้ดึงเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญากลับสู่ระบบการศึกษาได้มากกว่า 2,000 คน รวมทั้งอัตราการกระทำผิดซ้ำของเด็กและเยาวชนลดลงอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 22 เหลือเพียงร้อยละ 16 นอกจากนี้ เด็กและเยาวชนหลายคนได้รับการจุดประกายชีวิตใหม่ สามารถกลับไปเป็นผู้ประกอบการ ข้าราชการ หรือได้รับการยอมรับจากชุมชน

2. นวัตกรรมการศึกษายืดหยุ่น ตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านเชิงระบบ

กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน เปลี่ยนบทบาทเจ้าหน้าที่จาก “ผู้คุม” เป็น “ครูนักจัดการเรียนรู้” และเกิดนวัตกรรมการเรียนรู้ในศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชน รวมทั้งสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน ได้แก่ “สมุดลิขิตชีวิต” เป็นเครื่องมือ ทบทวนตนเองและเทียบโอนประสบการณ์การเรียนรู้ รวมถึงผลักดันนโยบาย “Learning Time” ที่ขยายเวลาเรียนรู้ช่วงค่ำเพิ่มอีก 2 ชั่วโมง คล้ายชั่วโมงครอบครัวก่อนนอน เช่น การอ่านหนังสือ การทบทวนเหตุการณ์ที่พบเจอในแต่ละวัน การรับฟังปัญหาและความทุกข์ใจเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่นำมาสู่ การไว้วางใจและอยู่ร่วมกันภายในสถานควบคุม

กรมราชทัณฑ์นำร่องจัดการศึกษาที่ยืดหยุ่นในเรือนจำ 13 แห่ง มีนวัตกรรมเด่น คือ “สถาบันชลนารี” ในทัณฑสถานหญิงชลบุรี ซึ่งได้ทลายกรอบพื้นที่ควบคุม โดยปรับเปลี่ยนกองงานภายในทัณฑสถาน 22 แห่ง ให้กลายเป็น “สถานีการเรียนรู้” ทำให้ผู้ต้องโทษสามารถเคลื่อนตัวไปเรียนรู้ได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังมีการคัดเลือกผู้ต้องโทษ ที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรี ปริญญาโท หรือผู้ที่มีประสบการณ์เป็นครู มาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนและจัดทำแผนการสอนในแต่ละวัน

กรมคุมประพฤติ จัดทำแนวทางการจัดการศึกษาให้กับผู้ถูกคุมความประพฤติ ในสำนักงานคุมประพฤตินำร่อง 16 แห่ง โดยมีนวัตกรรมในการเทียบโอนความรู้ และทักษะจากกิจกรรมตามแผนการคุมความประพฤติและกิจกรรมแก้ไขฟื้นฟูที่จัดให้ผู้ถูกคุมความประพฤติเข้าร่วมเป็นผลการเรียนทำให้สามารถจบการศึกษาได้ตามระยะเวลาที่กำหนด รวมทั้งเป็นกระบวนการที่ช่วยขัดเกลาและพัฒนากระบวนการคิด ทัศนคติ และพฤตินิสัยของผู้ถูกคุมความประพฤติ เพิ่มโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิต

3.การบูรณาการภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างระบบรองรับและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

ภาคีภาคการศึกษา ร่วมกับศูนย์การเรียน ตามมาตรา 12 สถาบันอาชีวศึกษา และกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ในการจัดการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีพ รวมทั้งการฝึกอาชีพระยะสั้น พัฒนารูปแบบการศึกษา สำหรับเด็กและเยาวชนในกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ซึ่งถือเป็นต้นทางในการ ดูแลเด็กและเยาวชนที่ก้าวพลาด

ภาคีภาคเอกชนและผู้ประกอบการ มีการประสานความร่วมมือเชิงรุกกับภาคเอกชน เช่น มูลนิธิเคเอฟซี ประเทศไทย, CJ MORE, CRG และผู้ประกอบการรายย่อยในพื้นที่ เพื่อสนับสนุน “กลไกหลังการปล่อยตัว” รับเข้าฝึกปฏิบัติงานในสถานที่จริง และจ้างงานต่อเนื่อง สร้างรายได้ และบ่มเพาะทักษะอาชีพที่มั่นคง

ภาคีระดับชุมชนและท้องถิ่น สร้าง “กลไกโอบอุ้มคุ้มครอง” โดยมีชุมชนเป็นแกนนำ ตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จนถึงการผลักดันเป็นวาระจังหวัด เช่น พื้นที่ต้นแบบจังหวัดอุบลราชธานี โดยดึงผู้นำชุมชน คณะกรรมการสงเคราะห์ และทีมสหวิชาชีพ มาร่วมกันจัดสรรพื้นที่สร้างสรรค์ ป้องกันการกระทำผิด และสร้างระบบรองรับเยาวชนกลับคืนสู่สังคม ทำให้สังคมเปิดใจยอมรับ และมีตาข่ายรองรับที่มั่นคง ไม่ต้องหวนกลับไปกระทำความผิดซ้ำอีก

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เบอร์โทรศัพท์

ที่อยู่


อาคารเอส. พี. (อาคารเอ) ชั้น 13 เลขที่ 388 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท
Bangkok
10400

เวลาทำการ

จันทร์ 08:00 - 17:00
อังคาร 08:00 - 17:00
พุธ 08:00 - 17:00
พฤหัสบดี 08:00 - 17:00
ศุกร์ 08:00 - 17:00