26/08/2023
#ถั่วงอก_Superfoodของคนสุขภาพดี_ไม่อยากแก่
ใครบ้างที่ชอบสั่งก๋วยเตี๋ยวหรือผัดไทยแล้วตามด้วยคำว่า “ไม่งอก” ? ถ้าคุณเป็นหนึ่งในคนเหล่านั้น บอกเลยว่าอาจต้องคิดใหม่ หากคุณได้รู้ว่า “ถั่วงอก” (ที่มาจากการเพาะถั่วเขียว) หนึ่งในวัตถุดิบที่แสนคุ้นเคยในอาหารเอเชียนานาชนิด หรือจะเพาะเองที่บ้านก็แสนง่ายดายนั้น มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก และที่สำคัญยังช่วยต้านความแก่ ซึ่งเรื่องนี้อาจฟังดูน่าตื่นเต้นสำหรับคนที่ไม่เคยรู้มาก่อน แต่เป็นเรื่องที่วงการแพทย์และนักโภชนาการรู้กันมาตั้งแต่สมัยโบราณ
การกิน "ถั่วงอก" เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาด้านโภชนาการของชาวเอเชียมาช้านาน คนไทยเรารู้จักการกินถั่วงอกเพราะได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอาหารจีน ประเทศแรกในโลกที่เพาะถั่วงอกหัวโตกินก็คือ จีน มีหลักฐานแสดงว่าจีนกินถั่วงอกมาตั้งแต่ 2,930 ปีก่อนคริสตกาล คนจีนโบราณใช้ถั่วเหลืองงอกเป็นแหล่งวิตามินซีในฤดูหนาวที่ผักและผลไม้หายาก กะลาสีเรือจะเพาะถั่วงอกกินในเรือเพื่อป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งเป็นเรื่องน่าสนใจที่ในถั่วเหลืองงอกนั้นมีวิตามินซี ในขณะที่ถั่วเหลืองดิบและเต้าหู้ที่ผลิตจากถั่วเหลืองกลับไม่มีวิตะมินซีเลย เพราะกระบวนการที่เมล็ดถั่วงอกขึ้นมาทำให้เกิดวิตะมินซีขึ้นในถั่วงอก
การเพาะถั่วงอกกินเพื่อเป็นอาหารบำรุงสุขภาพแพร่หลายไปในหลายวัฒนธรรม (ถั่วงอก 100 กรัม มีวิตามินซี 5 มิลลิกรัม) กินถั่วงอกทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนต่างจากการกินผักทั่วไป โปรตีนในถั่วงอกจะมีมากกว่าถั่วธรรมดา นอกจากนั้นกระบวนการงอกยังทำให้ เกิดวิตามินบี 12 ซึ่งจำเป็นสำหรับการเติบโตและซ่อมแซมเซลล์ อีกทั้งถั่วงอกยังมีธาตุเหล็กที่ร่างกายย่อยได้ง่ายกว่าผักอื่นๆ มีวิตามินบี 17 และมีสารเลซิธิน (Lecithin) ช่วยบำรุงประสาทและการทำงานของสมอง
นักการแพทย์และนักโภชนาการแผนจีนนิยมนำถั่วงอกหัวโตไปต้มแกงจืดกิน ช่วยขับเสมหะ ทำให้ปอดโล่ง และขับปัสสาวะ และเนื่องจากโมเลกุลของสารอาหารในเมล็ดของถั่วที่งอกได้เปลี่ยนแปลงไปอยู่ในลักษณะที่ร่างกายเราสามารถย่อยได้ง่าย โปรตีนถูกย่อยเป็นกรดอะมิโน แป้งเป็นคาร์โบไฮเดรตธรรมดาหรือกลูโคส และไขมันเป็นกรดไขมันเรียบร้อยแล้ว ถั่วงอกจึงเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยประหยัดการทำงานให้กับระบบย่อยอาหาร ลดของเสียและสิ่งตกค้าง (toxin) ในร่างกาย เมื่อระบบร่างกายไม่ต้องทำงานหนักเกินไป ร่างกายจึงเสื่อมช้า ไม่แก่เร็ว
ข้อมูลน่าทึ่งที่ปรากฎในองค์ความรู้สาขาเวชศาสตร์ชะลอวัยระบุว่า ถั่วงอกสดๆ มีพลังชีวิตซึ่งทำให้ร่างกายสดชื่น ไม่แก่เร็ว เนื่องจากในถั่วงอกมีสารต้านความแก่ชื่อ ออซินอน (Auxinon) มีคุณสมบัติช่วงให้ร่างกายเป็นหนุ่มสาวได้นาน ไม่แก่เกินวัยไปก่อนจะถึงเวลาอันควร ใครไม่อยากแก่ก็กินถั่วงอกกันเยอะๆ แถมไม่ต้องกลัวอ้วน เพราะถั่วงอกอุดมไปด้วยสารอาหารหลายชนิด และให้พลังงานต่ำ การกินถั่วงอกเป็นประจำช่วยป้องกันโรคหลายอย่าง เช่น โรคเบาหวาน (เพราะถั่วงอกมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อ ฟีโนลิค ที่อาจช่วยให้ร่างกายดูดซึมอาหารประเภทน้ำตาลและนำไปใช้ได้ดีขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยกระตุ้นการผลิตไกลโคเจนและปรับระดับไขมันในร่างกาย) ลดความดันโลหิต (เพราะกรดอะมิโนและโปรตีนที่พบในสารสกัดจากถั่วงอกมีคุณสมบัติช่วยลดระดับของความดันโลหิต)
สารอาหารหลายชนิดที่สกัดได้จากถั่วงอก เช่น โพลีฟีนอล กรดแกลลิก และฟลาโวนอยด์ มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จึงเชื่อกันว่าการบริโภคถั่วงอกอาจบรรเทาอาการของโรคที่ทำให้เกิดการอักเสบ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคเบาหวาน หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ และช่วยแก้ปัญหาผิวหนัง เช่น รักษาสิว ลดริ้วรอย และจุดด่างดำ
แต่ถึงจะมีประโยชน์มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ การกินถั่วงอกก็ต้องกินอย่างพอดี ก่อนนำมากินสดหรือปรุงอาหารควรล้างให้สะอาด เพื่อป้องกันเชื้อโรคจากขั้นตอนการปลูก การขนส่งหรือเก็บรักษาที่ไม่ดีอาจทำให้ถั่วงอกปนเปื้อนเชื้อที่อาจทำให้ท้องเสีย อาเจียน และอาหารเป็นพิษ ที่สำคัญคือต้องระมัดระวังสารฟอกขาวที่พ่อค้าแม่ค้าหรือเกษตรกรใส่ให้ถั่วงอกดูขาวสะอาด ไม่มีรอยช้ำ หากร่างกายได้รับสารฟอกขาวในปริมาณมากอาจตกค้างภายในร่างกายและเป็นอันตราย
การกินถั่วงอกดิบ ก็ต้องระวังผลเสียจากสารไฟเตท เพราะสารนี้มีคุณสมบัติยับยั้งการดูดซึมโปรตีนและแร่ธาตุ เช่น ธาตุเหล็ก แคลเซียม สังกะสี หรือแมกนีเซียม จึงไม่ควรกินถั่วงอกดิบปริมาณมากและต่อเนื่อง แทนที่จะได้ประโยชน์อาจกลายเป็นโทษ ทำให้เกิดโรคขาดสารอาหาร โดยเฉพาะหญิงตั้งครรภ์ควรกินถั่วงอกที่ปรุงสุกแล้วเท่านั้น
การเพาะถั่วงอกกินเอง เป็นหนึ่งในวิธีที่จะทำให้เราได้กินอาหารที่ปลอดภัยจากสารพิษ ซึ่งทำไม่ยากเลย เริ่มต้นจากการเอาเมล็ดถั่วเขียวไปแช่น้ำอุ่นประมาณ 6-8 ชั่วโมง เพื่อฆ่าเชื้อโรค และช่วยกระตุ้นให้ถั่วงอกได้ดี เทถั่วเขียวใส่ชามหรือขวด ใช้ผ้าไนลอนหรือผ้าขาวบางปิดปากขวด ใช้หนังยางรัดให้แน่น เปิดน้ำใส่ขวดให้ท่วมเมล็ดถั่ว แล้วเทน้ำทิ้ง วางขวดในแนวนอน เก็บไว้ในที่มืด หรือใส่ไว้ในถุงกระดาษทึบสัก 3 ชั่วโมง เปิดน้ำใส่ขวด และเทน้ำทิ้งเหมือนเดิมอีกทุกๆ 3-4 ชั่วโมงในวันแรก แล้วเก็บไว้ในที่มืดตามเดิม อดใจรอประมาณ 3 วัน ก็สามารถนำถั่วงอกไปกินได้ โดยเอาไปล้างเปลือกเขียวๆ ออกก่อน ด้วยการใส่ตะแกรงร่อนให้เปลือกหลุด ซึ่งถ้าเราปลูกเองก็สบายใจได้ว่าปลอดภัยจากสารฟอกขาวและเชื้อโรคแน่นอน ส่วนใครที่ชอบกินบ่อยๆ อย่าลืมว่ากินแบบสุกจะดีต่อสุขภาพมากกว่ากินถั่วงอกดิบ สามารถทำเมนูอร่อยได้มากมาย เช่น ผัดน้ำมันหอย ผัดเต้าหู้ แกงจืด ผัดไทย ขนมผักกาด หรือใครจะนำมาลวกใส่ในสลัดก็แสนง่ายดาย เป็นอาหารสุขภาพที่เหมาะกับทุกคน
----------
ถั่วงอก (Mung Bean Sprout)
ชื่อภาษาอังกฤษ : Mung Bean
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Vigna radiata
ชื่อวงศ์ : Fabaceae.
----------
อ้างอิง:
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.)
หน่วยสารสนเทศมะเร็ง โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ http://medinfo2.psu.ac.th/cancer/db/news_showpic.php?newsID=768&tyep_ID=2
https://www.pobpad.com
https://thaicityfarm.com
14/08/2023
ภาพสวยงาม
เปิดเผยประวัติของ “ม็อกเทล” (Mocktail) เครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์ เพื่อความสดชื่น
ในวัฒนธรรมแห่งการสังสรรค์ “ม็อกเทล” (Mocktail) ถือเป็นเครื่องดื่มอีกหนึ่งชนิดที่เป็นทางเลือกสำหรับนักดื่มที่ไม่ชอบเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ซึ่งนานมาแล้วที่ม็อกเทลได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก โดยกล่าวกันว่าเครื่องดื่มชนิดนี้มีมาตั้งแต่สมัยอียิปต์โบราณ
อียิปต์โบราณเป็นอารยธรรมที่มีความเจริญรุ่งเรือง ดังที่เราจะเห็นกันตามประวัติศาสตร์ เพราะในยุคนั้นผู้คนจะมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดี จึงทำให้มีเครื่องดื่มที่หลากหลาย ทั้งนี้ในยุคนั้นไม่ได้มีเพียงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เท่านั้น เแต่ยังมีเครื่องดื่มที่ปราศจากแอลกอฮอล์ด้วยเช่นกัน นั่นก็คือ “ชาร์แบต” (Sharbat) ที่เป็นต้นกำเนิดของม็อกเทล
ชาร์แบตถือเป็นม็อกเทลในยุคแรก ๆ ที่มนุษย์เรารู้จักทำมาจากน้ำผลไม้ผสมกับน้ำเปล่า ต่อมาในช่วงยุคกลางหมอเริ่มผสมผสานสมุนไพร เครื่องเทศ เข้าไปในเครื่องดื่มชนิดนี้ เพื่อทำเป็นยาชูกำลังที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โดยมีจุดประสงค์ เพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ โดยยาชูกำลังเหล่านี้มักเรียกกันว่า “เครื่องดื่มลดอุณหภูมิ” (temperance drinks) ซึ่งเป็นเครื่องดื่มตั้งต้นของม็อกเทลสมัยใหม่
ม็อกเทลสมัยใหม่ที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนี้ ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากในช่วงที่กลุ่มโปรเตสแตนต์เคร่งศาสนาที่เรียกว่า “Temperance Movement” ในสหรัฐอเมริกา ได้พยายามรณรงค์ไม่ให้ผู้คนดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ในช่วงศตวรรษที่ 19 เนื่องจากพวกเขามองว่าสถานบันเทิง คือความเสื่อมทรามทางศีลธรรม ส่วนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์นั้นก็เป็นตัวการของปัญหาอาชญากรรมต่าง ๆ ในสังคม
จากเหตุการณ์ดังกล่าวจึงนำมาสู่ช่วงที่สหรัฐอเมริกาแบนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ไม่ให้มีการผลิตและจัดจำหน่ายตั้งแต่ปี 1920 ถึง 1933 ซึ่งเหตุการณ์ในครั้งนั้นทำให้เหล่าบาร์เทนเดอร์ เริ่มหันมาพัฒนาเครื่องดื่มทางเลือกที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โดยมีเป้าหมายเพื่อเลียนแบบรสชาติและประสบการณ์การดื่มของ “ค็อกเทล” (Cocktail) โดยผสมน้ำผลไม้ น้ำเชื่อม และน้ำอัดลมต่าง ๆ ลงไป ทำเป็นเครื่องดื่มม็อกเทลสมัยใหม่ที่มีความหลากหลายมากขึ้น
อย่างไรก็ตามหลังจากที่สหรัฐอเมริกาเลิกแบนเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ความนิยมของม็อกเทลก็ไม่ได้ลดลงแม้แต่น้อย อีกทั้งในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่ 20 ความนิยมของม็อกเทลกลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยบรรทัดฐานทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้คนให้ความสำคัญกับสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีมากขึ้น ดังนั้นทางเลือกเครื่องดื่มที่ปราศจากแอลกอฮอล์จึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้เองม็อกเทลจึงกลายเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมในบาร์ ร้านอาหาร และงานสังสรรค์ต่าง ๆ
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาบาร์เทนเดอร์ได้ยกระดับม็อกเทลขึ้นมาอีกขั้นด้วยการมุ่งเน้นที่นวัตกรรมการผสมผสานและศิลปะการนำเสนอ ปัจจุบันม็อกเทลจึงมีรสชาติที่สลับซับซ้อนแล้วนำเสนอด้วยแก้วและน้ำแข็งหลากหลายสไตล์ นอกจากนี้การใช้งานที่เพิ่มขึ้นของโซเชียลมีเดีย ยังทำให้ม็อกเทลได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากเหล่าบาร์เทนเดอร์มักจะนำเสนอผลงานที่สร้างสรรค์ของพวกเขาให้ผู้อื่นได้ชื่นชม
ประวัติของม็อกเทลสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติทางวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งในปัจจุบันม็อกเทลมีการพัฒนาและปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เหมาะกับความชอบและรสนิยมของผู้คนในแต่ละยุคสมัย จนทำให้ทุกวันนี้ม็อกเทลกลายเป็นเครื่องดื่มกระแสหลักที่ครองใจนักดื่มทั่วโลก
สามารถหาซื้อส่วนผสมต่าง ๆ ไปทำเครื่องดื่มม็อกเทล (Mocktail) ได้ที่ริมปิงทุกสาขานะคะ
สอบถามเพิ่มเติม LINE OA: Rimping Supermarket (LINE ID: ) หรือคลิก https://lin.ee/6yO2Tgq
07/08/2023
ทำความรู้จัก “ไก่ทันดูรี” (Tandoori Chicken) หนึ่งในอาหารรสเลิศของอนุทวีปอินเดีย
ย้อนกลับไปเมื่อ 3,000 ปีก่อนคริสตกาลในอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ นักโบราณคดีได้ขุดพบเศษซากของเตาทันดูร์โบราณที่ใช้ทำไก่ทันดูรี ซึ่งเป็นเตาอบดินเผาทรงกระบอกขนาดใหญ่ โดยการค้นพบในครั้งนี้เป็นหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าเทคนิคการทำอาหารแบบนี้นั้นมีมาตั้งแต่โบราณกาล
ในอดีตชาวอินเดียโบราณจะปรุงอาหารต่าง ๆ ด้วยเตาทันดูร์รวมไปถึงไก่ทันดูรีก็เช่นเดียวกัน โดยกล่าวกันว่าเตาทันดูร์นั้นจะถูกทำให้ร้อนโดยใช้ถ่านไม้จนความร้อนค่อย ๆ เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งความร้อนที่สูงขึ้นนี้ทำให้ไก่ทันดูรีมีลักษณะไหม้เกรียมด้านนอกและชุ่มฉ่ำด้านใน อีกทั้งยังมีกลิ่นควันที่หอมเป็นเอกลักษณ์
อย่างไรก็ตามในอดีตไก่ทันดูรีนั้นยังไม่มีรสชาติและเนื้อสัมผัสที่เหมือนกับปัจจุบันมากนัก เพราะสูตรที่มีความสมัยใหม่ ถูกรังสรรค์ขึ้นมาในช่วงที่อินเดียและปากีสถานกำลังแบ่งแยกประเทศ โดยตำนานเล่าว่าไก่ทันดูรีเวอร์ชั่นสมัยใหม่อย่างที่เรารู้จักกันในทุกวันนี้ ถูกคิดค้นโดยเชฟชาวฮินดูที่ชื่อ Kundan Lal Gujral ในปี 1940 ที่เมือง Peshawar แคว้นปัญจาบของอินเดีย ก่อนที่อินเดียจะแยกออกเป็นสองประเทศ
ในปี 1940 Kundan ได้ขุดเตาทันดูร์กลางร้านอาหารของเขาที่เมือง Peshawar เพื่อทำไก่ย่างทันดูรี โดยมีสูตรใหม่คือนำไก่ไปหมักกับโยเกิร์ตและเครื่องเทศหลากหลายชนิด เช่น กระเทียม ขิง หัวหอม และการัม
กระทั่งในปี 1947 Kundan ถูกบังคับให้ย้ายออกจากเมือง Peshawar เนื่องจากการแบ่งแยกประเทศ ทำให้เมืองแห่งนี้กลายเป็นของปากีสถาน ดังนั้นเขาจึงลี้ภัยไปอยู่ที่กรุงเดลีประเทศอินเดีย และหลังจากหนีออกจากปากีสถานมาได้ไม่นาน เขาก็ตั้งใจแน่วแน่ที่จะเริ่มต้นใหม่ จึงเปิดร้านอาหารชื่อ Moti Mahal ในย่าน Daryaganj ของกรุงเดลี เพื่อขายไก่ทันดูรีโดยเฉพาะ
เมื่อเวลาผ่านไปความนิยมของไก่ทันดูรีก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในประเทศอินเดีย จนร้านอาหารของเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก แต่ความนิยมของไก่ทันดูรีไม่ได้หยุดอยู่เพียงเท่านี้ เนื่องจากชวาหะร์ลาล เนห์รู (Jawaharlal Nehru) นายกนายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ได้นำไก่ทันดูรีไปเสิร์ฟให้กับแขกผู้มีเกียรติในงานเลี้ยงรัฐบาล ซึ่งมีผู้คนจากหลากหลายประเทศเดินทางมาร่วมงาน ด้วยเหตุนี้เองไก่ทันดูรีจึงได้รับการยอมรับในระดับสากล
ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 ร้านอาหารอินเดียเริ่มปรากฏมากขึ้นในหลายประเทศ ซึ่งร้านอาหารต่าง ๆ เหล่านี้มักจะเสิร์ฟไก่ทันดูรีเป็นอาหารจานเด็ด จนทำให้ไก่ทันดูรีได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ด้วยรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์
ปัจจุบันไก่ทันดูรีกลายเป็นอาหารหลักของชาวอินเดียที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งสูตรก็ได้รับการดัดแปลงมากมายนับไม่ถ้วน โดยเชฟในแต่ละภูมิภาคได้ทดลองนำซอสหมักและเครื่องเทศใหม่ ๆ เข้ามาผสมผสาน เพื่อสร้างสรรค์ไก่ทันดูรีในแบบฉบับของตัวเอง ให้เหมาะกับรสนิยมและความชอบด้านอาหารที่หลากหลาย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะพบไก่ทันดูรีในรสชาติที่หลากหลาย หรือแม้แต่เสิร์ฟมาพร้อมกับข้าว ขนมปัง ชัทนีย์ และซอสรสชาติอื่น ๆ
อย่างไรก็ตามด้วยความที่เทคโนโลยีได้รับการพัฒนามากขึ้น ทุกวันนี้การทำไก่ทันดูรีในเตาทันดูร์จึงได้รับความนิยมเฉพาะในบางพื้นที่เท่านั้น เพราะเชฟหลายคนต่างก็หันมาใช้เทคนิคอื่น ๆ ในการปรุง เช่น บนเตาย่าง เตาบาร์บีคิว หรือแม้แต่ในเตาอบแบบธรรมดา
สำหรับใครอยากลองทำไก่ทันดูรีทานวันนี้ริมปิงมีสูตรมาแบ่งปันด้วยค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=Eot2K6IDUcI
https://www.youtube.com/watch?v=8KTtVA8luJU
สอบถามเพิ่มเติม LINE OA: Rimping Supermarket (LINE ID: ) หรือคลิก https://lin.ee/6yO2Tgq
07/08/2023
ประวัติ “หอยนางรมทอด” (Fried oyster) การเดินทางจากอาหารริมชายฝั่งสู่อาหารสุดคลาสสิก
ท่ามกลางทะเลที่กว้างใหญ่ไพศาล มีวัตถุดิบเพียงไม่กี่ชนิดที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นของล้ำค่า ทั้งนี้ “หอยนางรม” (oyster) ก็เป็นหนึ่งในนั้นที่มนุษย์เราชื่นชอบมาเป็นเวลานานหลายพันปี แต่อย่างไรก็ตามความนิยมในการทานหอยนางรม ไม่ได้มีเฉพาะทานแบบสด ๆ เท่านั้น แต่หอยนางรมในรูปแบบทอดก็เป็นอาหารรสเลิศที่ดึงดูดต่อมรับรสมานานหลายศตวรรษเช่นเดียวกัน
มนุษย์เรารู้จักการบริโภคหอยนางรมมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยมีหลักฐานพบว่าการบริโภคหอยนางรมเริ่มต้นในชุมชนบริเวณใกล้ชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งกล่าวกันว่าชาวกรีกและชาวโรมันโบราณชื่นชอบรสชาติของหอยนางรมสด ๆ เป็นอย่างมาก อีกทั้งในยุคนั้นหอยนางรมยังถูกมองว่าเป็นอาหารอันโอชะที่สงวนไว้สำหรับชนชั้นสูงอีกด้วย อย่างไรก็ตามแนวคิดการนำหอยนางรมมาทอดน่าจะเกิดขึ้นในภายหลัง เมื่อผู้คนเริ่มทดลองวิธีการทำอาหารในรูปแบบใหม่ ๆ
หอยนางรมทอดเริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกบริเวณชายฝั่งอเมริกาเหนือในยุคอาณานิคม ซึ่งในพื้นที่แถบนี้จะมีหอยนางรมอาศัยอยู่จำนวนมากตามแนวชายฝั่ง ด้วยเหตุนี้เองหอยนางรมจึงเป็นแหล่งอาหารที่เข้าถึงได้ง่าย โดยสูตรหอยนางรมทอดแบบอเมริกันที่รู้จักกันเป็นครั้งแรกปรากฏในตำราอาหารปี 1824 ชื่อ “The Virginia Housewife” โดย Mary Randolph ซึ่งสูตรนี้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการนำหอยนางรมไปชุปด้วยไข่และเกล็ดขนมปังก่อนนำไปทอดให้เป็นสีน้ำตาลทองกรอบ
ในช่วงศตวรรษที่ 19 หอยนางรมทอดก็ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นนอกพื้นที่ชายฝั่ง โดยเฉพาะในใจกลางเมืองสหรัฐอเมริกา บาร์และร้านอาหารต่าง ๆ เริ่มนำหอยนางรมทอดเข้ามาใส่ในรายการอาหาร เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น ซึ่งหอยนางรมทอดไม่ได้เป็นเพียงอาหารที่มีรสชาติอร่อยเท่านั้น แต่ยังเป็นตัวเลือกที่ราคาย่อมเยาสำหรับชนชั้นแรงงานอีกด้วย
ในช่วงเวลานี้อุตสาหกรรมการเลี้ยงหอยนางรมกำลังเฟื่องฟู ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงหอยนางรมได้มากขึ้นและในราคาไม่สูง สามารถนำไปประกอบอาหารได้หลากหลายรวมถึงหอยนางรมทอด
ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 20 หอยนางรมทอดก็ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมในภูมิภาคต่าง ๆ ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีการพัฒนาสูตรขึ้นมาหลากหลายให้เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น เช่น บางพื้นที่ชอบการเตรียมแบบง่าย ๆ โดยปรุงรสให้น้อยที่สุด เพื่อรักษารสชาติตามธรรมของหอยนางรมไว้ หรือในบางพื้นที่อาจจะเลือกใช้เครื่องปรุงรสและซอสที่เข้มข้นมากขึ้น เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับหอยนางรมทอด
ทุกวันนี้หอยนางรมทอดได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในโลกของการทำอาหาร ทั้งในอเมริกาและพื้นที่อื่น ๆ สามารถพบได้ตามร้านอาหารทะเลระดับท้องถิ่นไปจนถึงร้านอาหารระดับไฮเอนด์ โดยเชฟยุคใหม่เริ่มทดลองนำแป้งหลายประเภทมาชุปหอยนางรม และนำเครื่องเคียงใหม่ ๆ มาเสิร์ฟพร้อมกันอยู่เสมอ ทำให้ทุกวันนี้หอยนางรมทอดยังคงเป็นเมนูที่น่าตื่นเต้นสำหรับเหล่านักชิมทั่วโลก
นอกจากในสหรัฐอเมริกาแล้ว หอยนางรมทอดยังมีอิทธิพลต่ออาหารนานาชาติอีกด้วย อย่างประเทศญี่ปุ่นก็มีแนวคิดในการนำหอยนางรมมาทอดเช่นกัน โดยมักจะเสิร์ฟในรูปแบบของเทมปุระที่เรียกว่า “คากิ ฟูไร” นอกจากนี้บางประเทศในเอเชีย รวมถึงประเทศไทย ก็นิยมนำหอยนางรมมาชุบแป้งทอดเช่นเดียวกัน
ประวัติศาสตร์ของหอยนางรมทอดคือการเดินทางที่ครอบคลุมหลากหลายวัฒนธรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงวิวัฒนาการของรสชาติและนวัตกรรมการทำอาหารรูปแบบใหม่ ๆ ตั้งแต่ชุมชนโบราณริมชายฝั่งที่เพลิดเพลินกับหอยนางรมทอดแบบคลาสสิก ไปจนถึงหอยนางรมทอดที่โดดเด่นในอาหารสมัยใหม่
สำหรับใครที่อยากลองทำหอยนางรมทอดวันนี้ริมปิงเรามีสูตรแบ่งปันด้วยค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=C3tYO1Sn1FE
สามารถหาซื้อวัตถุดิบไปทำหอยนางรมทอดได้ที่ริมปิงทุกสาขานะคะ หรือหากต้องการทานหอยนางรมทอดที่ปรุงมาอย่างพิถีพิถัน ทอดร้อน ๆ หอม ๆ สามารถไปทานได้ที่ร้านอาหาร Maré seafood ที่ริมปิงสาขานวรัฐได้ค่ะ
สอบถามเพิ่มเติม LINE OA: Rimping Supermarket (LINE ID: ) หรือคลิก https://lin.ee/6yO2Tgq
06/08/2023
ทำความรู้จัก “บาคลาวา” (Baklava) ขนมหวานที่เดินทางผ่านกาลเวลามากว่า 2000 ปี
ย้อนกลับไป 2,000 ปีก่อนคริสตกาล ในยุคเมโสโปเตเมียโบราณ เชื่อกันว่าชาวอัสซีเรียนทำขนมหวานที่มีชื่อว่า “Shirin-i va nazuk” ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับบาคลาวาในปัจจุบัน โดยใช้แป้งบาง ๆ สอดไส้ถั่ว และน้ำผึ้ง ก่อนที่จะถูกพัฒนาไปตามกาลเวลาและแพร่หลายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ
ตามตำนานกล่าวว่าเริ่มแรกบาคลาวา เป็นขนมที่ถูกเตรียมขึ้น เพื่อใช้สำหรับบูชาเทพเจ้า จนกระทั่งเวลาผ่านไป เทคนิคการทำขนมในรูปแบบนี้ก็เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้นในยุคจักรวรรดิไบแซนไทน์ กล่าวกันว่าชาวไบแซนไทน์เป็นกลุ่มคนที่มีความชำนาญในศิลปะการทำขนมอบ พวกเขาจึงนำขนมชนิดนี้มาดัดแปลงและปรับปรุงสูตรให้มีความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยทั่วไปแล้วมักเตรียมไว้สำหรับการเฉลิมฉลองทางศาสนาและโอกาสพิเศษต่าง ๆ
อย่างไรก็ตามหนึ่งในประวัติศาสตร์ที่สำคัญของบาคลาวา เริ่มต้นขึ้นในช่วงที่จักรวรรดิออตโตมัน (ประเทศตุรกีในปัจจุบัน) กำลังขยายขอบเขต ความนิยมของบาคลาวาจึงเริ่มแพร่ขยายไปทั่วตะวันออกกลาง คาบสมุทรบอลข่าน และแอฟริกาเหนือ โดยในช่วงเวลานี้เองที่ขนมชนิดนี้ได้รับการเรียกขานว่า “Baklava” ซึ่งมาจากคำว่า "Baqlawa" ในภาษามองโกเลีย แปลว่า “กองพะเนิน”
ตลอดประวัติศาสตร์บาคลาวาเป็นมากกว่าขนมหวาน เพราะมักจะมีบทบาทในเชิงสัญลักษณ์ตามประเพณี วัฒนธรรม และศาสนา ในบางวัฒนธรรมของตะวันออกกลาง บาคลาวามีความเกี่ยวข้องกับงานเฉลิมฉลอง เช่น งานแต่งงานและงานวันเกิด เพราะเชื่อกันว่าชั้นที่ซับซ้อนของบาคลาวาเป็นตัวแทนของชั้นแห่งความสุขในชีวิต
เมื่อการค้าเริ่มเติบโตขึ้น ชาวกรีกโบราณก็เริ่มคิดค้นแป้งบาคลาวาขึ้นมาใหม่ โดยทำแป้งที่บางมาก ๆ น้ำหนักเบา และละเอียดอ่อน เรียกว่าแป้งฟิลโล (Phyllo) ซึ่งเป็นแป้งที่ใช้ทำบาคลาวาในยุคปัจจุบัน นอกจากนี้ชาวกรีกยังมีการพัฒนารสชาติขึ้นมาหลากหลาย เริ่มนำน้ำเชื่อมกุหลาบ และใบกระวานเข้ามาปรุงรสชาติเพิ่มเติม
ทุกวันนี้บาคลาวากลายเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นของอาหารตุรกี เนื่องจากชาวตุรกีรับเอาวัฒนธรรมนี้มาจากบรรพบุรุษของพวกเขา ซึ่งก็คือชาวออตโตมาน ถึงแม้สูตรจะมีการพัฒนามาตลอดหลายศตวรรษ แต่องค์ประกอบหลักยังคงไม่เปลี่ยนแปลง เพราะขนมหวานสุดคลาสสิกนี้ยังคงทำมาจากแป้งฟิลโลบาง ๆ สอดไส้ถั่วบด เช่น วอลนัท พิสตาชิโอ หรืออัลมอนด์ ราดด้วยน้ำเชื่อมหวานที่ทำจากน้ำตาล น้ำดอกกุหลาบ น้ำผึ้ง และเลม่อน
ในปี 2013 Gaziantep Baklavas ของประเทศตุรกีได้รับการคุ้มครอง PGI จากสหภาพยุโรป เนื่องจากบาคลาวาชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากเมือง Gaziantep ซึ่งเป็นเมืองที่ให้ความสำคัญกับบาคลาวา โดยบาคลาวาของเมืองนี้จะมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่เหมือนใคร คือ แป้งฟิลโลจะต้องบางเท่ากันทุกชั้น และสอดไส้ด้วยถั่วสีเขียวสดใสที่ปลูกในเมืองนี้ จากนั้นราดด้วยเนยแล้วนำไปอบ พอสุกก็ราดด้วยน้ำเชื่อมอีกทีแล้วทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นนำมาหั่นเป็นทรงสี่เหลี่ยมรูปเพชรก่อนเสิร์ฟ
ปัจจุบันบาคลาวาเป็นขนมหวานที่สามารถพบได้ตามร้านเบเกอรี่ ร้านอาหารระดับท้องถิ่น ไปจนถึงร้านอาหารระดับไฮเอนด์ ประวัติศาสตร์อันยาวนานของบาคลาวาสะท้อนให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ของอารยธรรมโบราณที่นำมาสู่บาคลาวาสมัยใหม่ ทำให้ทุกวันนี้บาคลาวากลายเป็นขนมหวานที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายทั่วโลก
สำหรับใครที่อยากลองทำบาคลาวา (Baklava) ทานวันนี้ริมปิงมีสูตรมาแนะนำด้วยค่ะ
https://www.youtube.com/watch?v=uxJe1cEr1Ts
https://www.youtube.com/watch?v=8IIjVmMf5Nw
สอบถามเพิ่มเติม LINE OA: Rimping Supermarket (LINE ID: ) หรือคลิก https://lin.ee/6yO2Tgq
04/08/2023
โอ้ ญี่ปุ่นเพาะพันธุ์ “หอยนางรมที่กินแล้วไม่เกิดอาหารเป็นพิษ” ได้สำเร็จ
ตอนนี้จะเพาะเลี้ยง-ขยายพันธุ์-จำหน่าย-ส่งออกให้ได้ภายใน 3 ปี
เป็นหอยนางรมที่เลี้ยงบนบกทั้งหมดครั้งแรกของโลก โดยใช้น้ำทะเลลึก 200 เมตรขึ้นไปที่ทดสอบมาแล้วว่าน้ำลึกระดับนั้นจะไม่มีไวรัสที่ทำให้อาหารเป็นพิษเจือปน เพราะอาหารเป็นพิษเกิดเมื่อหอยนางรมรับเชื้อไวรัสที่ลอยอยู่ในทะเล
แถมรสชาติหอยเปลี่ยนได้ตามอาหารที่เอาให้หอยกิน หลัก ๆ คือรสหวานกว่าหอยนางรมทั่วไป
https://news.livedoor.com/lite/article_detail/24741735/
04/08/2023
เยอะมาก !
#ปลาฉลาม ใน #น่านน้ำไทย #ความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล
เครดิต : กรมประมง /Agenda / VMARCE /WILDAID / คณะวิทยาศาสตร์ ม.บูรพา / มูลนิธิสืบนาคะเสถียร /SEAFDE
31/07/2023
หนทางสู่ Master Chef ! 10 คำศัพท์การทำอาหาร สู่การเป็นเชฟมืออาชีพ!
หลังจากสถานการณ์โควิดเริ่มดีขึ้น ทำให้หลายรายการในดวงใจเริ่มกลับมาออกอากาศอีกครั้ง หนึ่งในนั้นคือรายก....
22/06/2023
จากข่าวเรื่องการจัดอันดับเมนูอาหาร "เนื้อดิบ" ที่ดีที่สุดในโลก จากเว็บรีวิวอาหารชื่อดัง
อ่านข่าวเก่าได้ที่นี่ : https://www.facebook.com/photo?fbid=122277360891821&set=a.107652265687664
ทีมงานแคทดั๊มบ์ของเราก็เลยนำข้อมูลมาย่อยทำเป็นอินโฟกราฟิกอีกรอบ เพื่อให้ดูง่ายยิ่งขึ้นฮะ
มีเมนูไหนบ้าง? ไปรับชมกันได้เลย....
เนื้อหาโดย #เหมียวหง่าว
ภาพโดย #เหมียวหวานจี๋
26/04/2023
ภาพจำของผงชูรสสำหรับคุณคืออะไร?
นอกจากเป็นภาพลักษณ์ของความอร่อยนัวแล้ว แน่นอนว่าต้องคิดถึงความเชื่อต่างๆ อาทิ ผมร่วง คอแห้ง ฯลฯ ซึ่งเป็นผลกระทบของผงชูรสที่เราเข้าใจกันอย่างแพร่หลายมานาน
แต่พอดแคสต์ ป้ายยา อีพีนี้ และ อายิโนะโมะโต๊ะ จะมาแก้ความเชื่อนั้นว่า มันไม่จริง! กับรุ่งฤดี และ #ภาคีชาวนัว ที่ชอบอาหารนัวๆ ทั้งหลาย ให้ทุกคนได้ใช้ผงชูรสได้อย่างสบายใจได้เลย
https://linktr.ee/paiyapodcast
#ป้ายยา #ป้ายยาพอดแคสต์ #รุ่งฤดี #รุ่งป้ายยา #หยุดบุลลี่ผงชูรส #ภาคีชาวนัว