20/06/2026
ม.ร.ว. ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ : ชามลายผักกาดที่ชวนตามหาความอร่อย
“เสียดาย เสียดายแสงเดือน เสียดายว่าจะเลื่อนลาลับแล้ว ในใจมัวหมองไม่ผ่องแผ้ว ในใจนั้นไม่แคล้วครรไลลา เจียวหนาในใจเอย”
ป้ายชามกังไสลายผักกาด แขวนอยู่เหนือประตูทางเข้า เคล้าเสียงร้องหวานนุ่มของ “คุณชายถนัดศรี” ดังออกมาจากวิทยุเทปเก่า ๆ ในร้านอาหารเก่าแก่หลายแห่งของพระนคร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องหมายรับรองรสชาติ ทว่าเป็นเหมือนร่องรอยของยุคหนึ่ง ที่ร้านอาหารไม่ได้ถูกค้นหาผ่านรีวิวออนไลน์ แต่ผ่านชายคนหนึ่งที่พาคนไทยออกเดินทางไปตามหาความอร่อย
❖ หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์
ก่อนที่คุณชายถนัดศรี หรือ หม่อมราชวงศ์ถนัดศรี สวัสดิวัตน์ จะกลายเป็นนักร้องชื่อดังที่หลาย ๆ คนคุ้นเคย ชีวิตของท่านเริ่มต้นในโลกที่แตกต่างไปจากผู้คนส่วนใหญ่ เนื่องด้วยเชื้อสายที่สืบราชสกุลมา
คุณชายถนัดศรี เกิดที่วังเพ็ชรบูรณ์ในปี 2470 ก่อนที่จะย้ายมาเติบโตที่วังสระปทุม ท่ามกลางระเบียบแบบแผนในฐานะของสมาชิกราชสกุลสวัสดิวัตน์ เมื่อเข้าสู่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง โลกภายนอกรั้ววังก็ค่อย ๆ เข้ามามีบทบาทมากขึ้น การได้ใช้ชีวิตร่วมกับคนหลายพื้นเพนอกโลกเดิม ทำให้คุณชายถนัดศรีผูกพันกับผู้คนจากหลากหลายที่มา ที่มีอาหาร เสียงเพลง และเรื่องราวชีวิตประจำวันแตกต่างกันไป
และบางทีชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยนี่เองที่หล่อหลอมให้คุณชายถนัดศรี เข้าใจทั้งอาหารชาววังและรสชาติร้านเล็ก ๆ ข้างทาง จนเกิดเป็นเรื่องเล่าของฉายา “พระยาโบราณทําลายราชประเพณี” หลังจากที่เคยนำก๋วยเตี๋ยวข้างทางธรรมดา ๆ ขึ้นถวายให้พระเจ้าอยู่หัวเสวย
❖ ศิลปิน “ครอบจักรวาล”
หลังสงครามโลกสงบลง คุณชายถนัดศรีก็ได้เดินทางมาเรียนต่อ ณ ประเทศอังกฤษ โดยตั้งใจที่จะเรียนกฎหมาย แต่ระหว่างทาง ชีวิตก็ได้พาให้เขาเข้าไปอยู่ในโลกของสื่อมวลชนและความบันเทิง
ซึ่งในระหว่างที่อยู่อังกฤษก็ได้ทำรายการ "Letter from London" ให้กับสถานีวิทยุบีบีซีภาคภาษาไทย รายการดังกล่าวไม่ใช่แค่รายได้ แต่ยังเป็นประสบการณ์อันล้ำค่าที่ทำให้คุณชายถนัดศรีได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเล่าเรื่องผ่านเสียงทั้งในฐานะงานสื่อมวลชนและงานบันเทิง
คุณชายถนัดศรี นับว่าเป็นอีกหนึ่งบุคคลที่มีความสามารถหลากหลาย เมื่อกลับมาถึงเมืองไทยก็ทำงานในสายงานบันเทิงทั้งเล่นละคร เขียนคอลัมน์ สานต่ออาชีพนักร้องจนโด่งดัง และรับหน้าที่พิธีกรต่าง ๆ เขาเป็นทั้งภาพบนจอโทรทัศน์ เสียงจากวิทยุ และถ้อยคำบนหน้าหนังสือพิมพ์ สะท้อนให้เห็นถึงความผูกพันที่คุณชายถนัดศรีอยู่ร่วมกับคนไทยในยุคเฟื่องฟูของสื่อไทยได้เป็นอย่างดี
❖ “เชลล์ชวนชิม”
เรื่องราวที่คุณชายถนัดศรีถ่ายทอดออกมาไม่ได้มีเพียงเสียงเพลงหรือรายการโทรทัศน์ แต่ยังมี “อาหาร” ผ่านงานเขียนแนะนำร้านอาหาร ภายใต้แคมเปญที่มีชื่อว่า “เชลล์ชวนชิม”
จุดเริ่มต้นของ “เชลล์ชวนชิม” ต้องย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2504 เมื่อหม่อมเจ้าภีศเดช รัชนี ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขายของบริษัทเชลล์แห่งประเทศไทย ทรงดำริที่จะส่งเสริมการขายแก๊สหุงต้มของเชลล์ จึงได้มาปรึกษากับคุณชายถนัดศรี เกิดแนวคิดที่จะทำคู่มือแนะนำร้านอาหารในลักษณะคล้ายกับมิชลินไกด์ของฝรั่งเศส
คุณชายถนัดศรีเป็นอีกหนึ่งผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับอาหารอยู่ไม่น้อยด้วยการเป็นคนสองโลก ที่เติบโตขึ้นมาทั้งจากรสชาติสำรับในวังและร้านธรรมดา โดยได้เริ่มเขียนคอลัมน์ "เชลล์ชวนชิม" ลงในหนังสือพิมพ์ตั้งแต่วันที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2504
ร้านแรกที่ถูกแนะนำไม่ใช่ร้านหรูแต่อย่างใด ทว่ากลับเป็นร้านธรรมดา ๆ อย่างลูกชิ้นห้าหม้อหรือเกาเหลาลูกชิ้นมันสมองหมูบนรถเข็นหน้าห้องแถวย่านแพร่งภูธร (ร้านสมองหมูไทยทำ)
แต่ละบทความไม่ได้มีเพียงรสชาติอาหาร หากยังแฝงด้วยเรื่องราวที่สะท้อนวิถีชีวิตและความเป็นไปของผู้คน จนทำให้คอลัมน์นี้ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็ว ต่อมาคอลัมน์ย้ายไปลงในนิตยสาร “ฟ้าเมืองไทย” พร้อมกับเกิดสัญลักษณ์ชามกังไสลายผักกาดในเดือนกันยายน พ.ศ. 2525 ก่อนจะปักหลักที่หนังสือพิมพ์มติชนและคอลัมน์ "ซันเดย์สเปเชียล" ของไทยรัฐฉบับวันอาทิตย์
ป้าย "เชลล์ชวนชิม" กลายเป็นตราประทับความอร่อยที่ผู้คนเชื่อถือ เจ้าของร้านใดต้องการป้ายนี้ก็เพียงตัดคอลัมน์ที่เขียนถึงร้านตนเองไปขอทำป้ายจากเชลล์โดยเสียค่าใช้จ่ายไม่กี่ร้อยบาท และสามารถนำไปใช้ได้ตลอดไปโดยไม่มีการยึดคืน
ป้ายเชลล์ชวนชิมนี้มีบทบาทอย่างมากในการสร้างความน่าเชื่อถือในเรื่องของรสชาติในเบื้องต้น ซึ่งมันได้กลายเป็นทุนทางความเชื่อมั่นให้กับร้านเล็ก ๆ หลายร้านให้เป็นที่รู้จัก และสร้างความมั่งคั่งให้เจ้าของร้านจำนวนมาก หลายร้านสามารถขยายสาขาส่งต่อให้ลูกหลานได้อย่างยั่งยืน
❖ มรดกชามลายผักกาด
คุณชายถนัดศรีถึงแก่อนิจกรรมในเช้าวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2562 สิริรวมอายุ 93 ปี และทิ้งเรื่องราวมากมายเอาไว้ในสังคม ทั้งในโลกของเสียง ภาพ ตัวอักษร และอาหาร
ตลอดชีวิตอันยาวนาน คุณชายถนัดศรีได้รับการยอมรับในหลายรูปแบบ ทั้งในฐานะศิลปินแห่งชาติ พิธีกร และนักชิมชื่อดังผ่านเชลล์ชวนชิม ซึ่งได้ส่งต่อเรื่องราวของอาหารลงมาจนถึงทายาท คือ หม่อมหลวงศิริเฉลิม สวัสดิวัตน์ หรือ "คุณหมึกแดง" และหม่อมหลวงภาสันต์ สวัสดิวัตน์ หรือ “คุณอิงค์, ปิ่นโตเถาเล็ก” ด้วย
ทุกวันนี้หากใครสักคนได้มีโอกาสเดินผ่านร้านอาหารเก่าแก่ ก็อาจจะเห็นชามลายผักกาดแขวนอยู่เหนือประตู ป้ายชามนี้ไม่ได้เป็นป้ายรางวัลหรือเครื่องหมายการันตีเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นเศษเสี้ยวของเรื่องราวยุคหนึ่ง ที่ความอร่อยของร้านธรรมดา ๆ ได้เดินทางไปถึงผู้คนมากมาย ผ่านคำบอกเล่าจากชายคนหนึ่งบนหน้าหนังสือพิมพ์หรือรายการโทรทัศน์ ก่อนที่เรื่องราวของร้านอาหารจะย้ายไปอยู่บนโลกออนไลน์ในปัจจุบัน
#สุดโปรด #บุคคล #ชีวประวัติ #หม่อมถนัดศรี #คุณชายถนัดศรี #เชลล์ชวนชิม #อาหาร #ธุรกิจ #ธนาคารกรุงเทพ
20/06/2026
“ผีตาโขน” จากตำนานผีตามคน สู่งานบุญสุดคึกคัก 👺
เมื่อพูดถึงจังหวัดเลย หลายคนคงนึกถึงขบวนหน้ากากสีสันสดใส เสียงกระดิ่งดังกังวาน และเหล่าผีตาโขนที่ออกมาเต้นรำอย่างสนุกสนานไปทั่วท้องถนน แต่รู้หรือไม่ว่า เบื้องหลังประเพณีอันโด่งดังนี้ มีตำนานและความศรัทธาที่สืบทอดกันมายาวนานหลายชั่วอายุคน
เรื่องเล่ากล่าวว่า เมื่อครั้งพระเวสสันดรและนางมัทรีเสด็จออกจากป่ากลับสู่เมือง หลังจากบำเพ็ญเพียรอยู่ในป่าเป็นเวลานาน เหล่าสัตว์น้อยใหญ่และผีป่าที่รักและเคารพทั้งสองพระองค์ต่างเกิดความอาลัย จึงพากันแฝงตัวปะปนมากับชาวบ้านเพื่อร่วมส่งเสด็จกลับเมืองอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเหตุนี้ ชาวบ้านจึงเรียกขบวนดังกล่าวว่า “ผีตามคน” หรือ “ผีตาขน” ก่อนที่ชื่อจะค่อย ๆ เพี้ยนเสียงตามกาลเวลาจนกลายเป็น “ผีตาโขน” อย่างที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน
ประเพณีผีตาโขนเป็นส่วนหนึ่งของ “งานบุญหลวง” หรือ “บุญผะเหวด” งานบุญสำคัญประจำปีของชาวอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ซึ่งจัดขึ้นในเดือน 7 โดยมีความเกี่ยวข้องกับการเทศน์มหาชาติและพระธาตุศรีสองรัก ปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
ภายในงาน สิ่งที่โดดเด่นที่สุดคือขบวนแห่ผีตาโขน ผู้ร่วมขบวนจะสวมหน้ากากขนาดใหญ่ที่ทำจากกาบมะพร้าว ประดับลวดลายและสีสันอย่างสร้างสรรค์ พร้อมแต่งกายเลียนแบบผีหรือปีศาจ ก่อนออกมาเต้นรำ สร้างเสียงหัวเราะและความครึกครื้นให้กับผู้ชมตลอดเส้นทาง
ผีตาโขนยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ “ผีตาโขนใหญ่” ซึ่งเป็นหุ่นขนาดใหญ่กว่าคนทั่วไปประมาณสองเท่า และ “ผีตาโขนเล็ก” ที่ชาวบ้านทุกเพศทุกวัยสามารถร่วมแต่งกายและเข้าร่วมขบวนได้อย่างสนุกสนาน
งานบุญหลวงจัดต่อเนื่อง 3 วันเต็ม โดยวันแรกเป็นพิธีอัญเชิญพระอุปคุตจากลำน้ำหมัน เพื่อความเป็นสิริมงคลและปกป้องคุ้มครองงานบุญ จากนั้นเหล่าผีตาโขนจะออกมาร่วมเฉลิมฉลองด้วยเสียงดนตรีและการฟ้อนรำอย่างคึกคัก
วันที่สองเป็นวันแห่พระเวสสันดร ขบวนศักดิ์สิทธิ์จะเคลื่อนไปรอบเมือง โดยมีชาวบ้านและผีตาโขนร่วมเดินตามอย่างยิ่งใหญ่ ก่อนที่ผู้เล่นผีตาโขนใหญ่จะนำเครื่องแต่งกายไปลอยหรือทิ้งลงแม่น้ำหมัน เป็นสัญลักษณ์ของการปล่อยทุกข์ ปล่อยโศก และสิ่งไม่ดีออกจากชีวิต
ส่วนวันสุดท้าย ชาวบ้านจะร่วมกันฟังเทศน์มหาชาติครบทั้ง 13 กัณฑ์ ณ วัดโพนชัย เพื่อสั่งสมบุญกุศลและความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว
#สุดโปรด #ธนาคารกรุงเทพ #ผีตาโขน #ประเพณีผีตาโขน #ด่านซ้าย #จังหวัดเลย #งานบุญหลวง #พระธาตุศรีสองรัก #วัฒนธรรมอีสาน #ประเพณีไทย
20/06/2026
น้ำพริกมะหมาดมาด รสล้านนาที่ลงมาถึงเมืองกรุง
“ขนมจีบเจ้าช่างทำ ทั้งน้ำพริกมะหมาดแกม
มะเฟืองเป็นเครื่องแกล้ม รสเหน็บแนมแช่มชูกัน”
บทเห่ชมเครื่องว่างของรัชกาลที่ 6 ได้พูดถึงน้ำพริกชนิดหนึ่งซึ่งเราอาจจะไม่ค่อยคุ้นหูนักคือ “น้ำพริกมะหมาดมาด”
เรื่องของมะหมาดมาด มีหลายข้อมูลที่บ่งบอกแตกต่างกันไป บ้างก็ว่า เครื่องเทศตระกูลเดียวกับหม่าล่า ให้รสเผ็ดร้อน ปร่าลิ้น มีกลิ่นหอม นี่ คือ “มะแขว่น” แต่ในขณะที่บางแหล่งข้อมูลก็ว่าจริง ๆ มะหมาดมาด คือ “ลูกละมาด” พร้อมกับบอกว่ามันเป็นคนละอย่างกับมะแขว่น ดังในบทความเรื่อง “ ‘ลูกละมาด’ หรือ ‘หมากมาด’ วัตถุดิบลึกลับ ความอร่อยครัวไทยที่สูญหายกว่า 50 ปี” ของสุทธาสินี เจียจันทร์พงษ์ ระบุว่า “กลิ่นรสของเปลือกลูกหมากมาดเมื่อคั่วในกระทะไฟอ่อนจนได้ที่ ตำให้ละเอียด จะเผ็ดร้อนฉุนรุนแรง มีความทึบ ๆ แน่น ๆ กว่ามะข่วงหรือมะแขว่นมาก”
อย่างไรก็ดี แม้ หมากมาด จะเป็นมะแขว่นหรือไม่ก็ตามแต่ ก็น่าจะคงเป็นพืชในตระกูลเดียวกันที่ให้สรรพคุณและความเผ็ด ซึ่งก็มีการใช้มะแขว่นทำกินกันเป็นอันมากในปัจจุบัน น้ำพริกมะหมาดมาด จะใช้มะแขว่นคั่วไฟให้หอม แล้วเอาไปโขลกกับเครื่องตำน้ำพริกและปลาย่าง ให้ได้รสเปรี้ยวหวานเค็มเผ็ดกลมกล่อม นอกจากความอร่อยแล้วยังมีสรรพคุณช่วยขับลม แก้วิงเวียน
ว่ากันว่าน้ำพริกมะหมาดมาด น่าจะถูกนำมาเผยแพร่ในวังสมัยรัชกาลที่ 5 โดยพระราชชายาเจ้าดารารัศมีซึ่งเป็นเจ้าจากหัวเมืองเหนือ ซึ่งอิทธิพลวัฒนธรรมล้านนาหลายประการก็ได้ส่งลงมายังกรุงเทพในช่วงเวลาดังกล่าวมากมาย ซึ่งก็เล่าว่าล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้นำน้ำพริกมะหมาดมาดติดเป็นเสบียงไปยุโรปด้วยเลยทีเดียว
.
#จานโปรด #น้ำพริกมะหมาดมาด #อาหารเหนือ #ล้านนา #ธนาคารกรุงเทพ
19/06/2026
วิหารหลวงพ่อโต วิหารใหญ่ที่ “สรพงษ์ ชาตรี” อุทิศสร้าง
วิหารหลวงพ่อโต หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “วัดหลวงพ่อโต” และ “วัดสรพงษ์” หรือบางคนอาจจะเข้าใจและเรียกว่าวัดโนนกุ่มก็มี วัดแห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณบ้านโนนกุ่ม ริมถนนมิตรภาพ ตำบลมิตรภาพ อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา ภายใน ประดิษฐานรูปหล่อทองเหลืองรมดำของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ซึ่งมีขนาดใหญ่และโดดเด่นจนกลายเป็นหนึ่งในแลนด์มาร์กสำคัญของจังหวัดนครราชสีมา
มหาวิหารสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) แห่งนี้ดำเนินการก่อสร้างโดย “สรพงษ์ ชาตรี” นักแสดงภาพยนตร์ชื่อดังของประเทศไทย ผู้มีความศรัทธาในพระพุทธศาสนาและต้องการสร้างสถานที่เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชน โดยมีมูลนิธิสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี เมตตาบารมี เป็นผู้ดูแล สถานที่แห่งนี้จึงมักถูกเรียกกันอย่างแพร่หลายว่า “วัดสรพงษ์” แม้ตามหลักแล้วจะเป็นมูลนิธิ ไม่ใช่วัดโดยตรง
องค์หลวงพ่อโตสร้างขึ้นด้วยพิธีเททองหล่อหลายส่วน ก่อนนำมาประกอบเป็นองค์สมบูรณ์ โดยแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2543 มีขนาดหน้าตักกว้าง 8 เมตร 1 นิ้ว สูง 13 เมตร และมีน้ำหนักประมาณ 61 ตัน ประดิษฐานอยู่ภายในมหาวิหารที่ออกแบบเป็นสถาปัตยกรรมแบบกุฎาคาร ซึ่งเป็นอาคารทรงเรือนยอดสำหรับประดิษฐานพระพุทธรูป
นอกจากความยิ่งใหญ่ขององค์หลวงพ่อโตแล้ว บริเวณโดยรอบยังจัดเป็นอุทยานที่ร่มรื่น มีสวนไม้ดอกไม้ประดับ สระน้ำ และพื้นที่พักผ่อน ทำให้ผู้มาเยือนได้ทั้งสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสัมผัสบรรยากาศอันสงบงดงาม อีกทั้งยังมีโรงทานสำหรับบริการอาหารแก่ผู้เดินทางมาเยือนตามกำลังศรัทธา
#สุดโปรด #ท่องเที่ยว #วัด #นครราชสีมา #ธนาคารกรุงเทพ
19/06/2026
“ฉลองพระองค์พระกรน้อย” ✨👕เครื่องแต่งกายแห่งพระเกียรติยศในพระราชพิธีโสกันต์
รู้หรือไม่ว่า...เพียงแค่มองลวดลายบนเสื้อ ก็สามารถบอกได้ว่าเจ้านายพระองค์นั้นทรงมีฐานันดรศักดิ์ระดับใด ?
ในอดีตราชสำนักสยามมีเครื่องแต่งกายชิ้นพิเศษที่ทำหน้าที่มากกว่าเสื้อผ้า นั่นคือ “ฉลองพระองค์พระกรน้อย” ฉลองพระองค์แขนสั้น ที่ตัดเย็บจากผ้าปัตหล่าชั้นสูงและประดับด้วยแล่งทองอันวิจิตร ซึ่งปรากฏในพระราชพิธีสำคัญอย่าง “พระราชพิธีโสกันต์”
เบื้องหลังความงดงามของฉลองพระองค์ชิ้นนี้ คือเรื่องราวของงานช่างชั้นสูง การนำเข้าผ้าหรูจากอินเดีย และขนบธรรมเนียมที่สะท้อนลำดับชั้นในราชสำนักไทยได้อย่างน่าทึ่ง
ฉลองพระองค์พระกรน้อยหลายองค์ตัดเย็บจาก “ผ้าปัตหล่า” ผ้าปักชั้นสูงที่ราชสำนักสยามนำเข้าสำเร็จรูปจากเมืองลัคเนาว์ แคว้นสุรัต ประเทศอินเดีย ซึ่งในอดีตเป็นผ้าที่สงวนใช้เฉพาะในราชสำนักเท่านั้น ยิ่งเมื่อประดับด้วย “แล่งทอง” หรือแผ่นทองที่รีดเป็นเส้นบางละเอียดเพียง 1–2 มิลลิเมตร ยิ่งทำให้ฉลองพระองค์เปล่งประกายงดงามสมพระเกียรติ
ลักษณะของฉลองพระองค์พระกรน้อยเป็นเสื้อแขนสั้น มีแขนต่อคล้ายสวมเสื้อชั้นใน ก่อนสวมทับด้วยเสื้อทรงประพาส โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลัก ได้แก่
- แบบคอปิดชิดพระศอ ผ่าอกตลอด ปล่อยชายเสื้อนอกพระภูษา
- แบบคอแหลม แขนสั้นมาก ปลายแขนตัดเฉียงเชิดขึ้นเล็กน้อย
ทั้งสองแบบไม่นิยมสวมสังวาลหรือรัดพระองค์
ความพิเศษของฉลองพระองค์พระกรน้อยไม่ได้อยู่เพียงความงดงามของผ้าและงานปักเท่านั้น แต่ยังเป็นฉลองพระองค์ชิ้นสำคัญใน “พระราชพิธีโสกันต์” ซึ่งเป็นพระราชพิธีสำคัญของเจ้านายในอดีต โดยเจ้านายทุกพระองค์จะทรงฉลองพระองค์พระกรน้อยในช่วงเริ่มต้นและช่วงสุดท้ายของพระราชพิธี
ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ ลวดลายบนฉลองพระองค์พระกรน้อย ยังสามารถใช้บ่งบอกลำดับชั้นและพระอิสริยยศของผู้ทรงได้อีกด้วย จึงนับเป็นทั้งเครื่องแต่งกายและสัญลักษณ์แห่งพระเกียรติยศที่แฝงไว้ด้วยความหมายอันลึกซึ้ง
#สุดโปรด #ธนาคารกรุงเทพ #ฉลองพระองค์พระกรน้อย #ราชสำนักสยาม #พระราชพิธีโสกันต์ #ผ้าปัตหล่า #แล่งทอง #เครื่องแต่งกายไทย #ผ้าไทย #ประวัติศาสตร์ไทย
19/06/2026
ทำไม “โต๊ะจีน” เสิร์ฟข้าวผัดตบท้ายจานหลัก?
งานบวช งานแต่ง สารพัดงานมงคลในสังคมของคนไทย แน่นอนว่าการกินเลี้ยงฉลองก็เป็นสิ่งที่ถูกนำมาใช้ในการเฉลิมฉลองบ่อยครั้ง ซึ่งการเลี้ยงด้วย “โต๊ะจีน” ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกยอดนิยม ซึ่งการเสิร์ฟโต๊ะจีนมันก็มีแบบแผน แต่เคยสงสัยไหมว่าทำไมถึงต้องเสิร์ฟข้าวผัดตบท้าย?
การกินโต๊ะจีน เป็นอะไรที่มีความหมายและขนบธรรมเนียมแอบแฝงอยู่หลายอย่าง ซึ่งมันก็สะท้อนออกมาผ่านลำดับการเสิร์ฟแต่ละจานในโต๊ะจีนด้วย
ในโต๊ะจีน สิ่งแรกที่เราจะได้รับก็คืออาหารเรียกน้ำย่อย พวกนี้มักเป็นอาหารที่เย็น ที่พบบ่อยก็คือไข่เยี่ยวม้า ไปจนถึงขนมจีบ เป็นต้น อาจมีพวกไส้กรอก หรือแฮม นอกจากนี้แล้วยังพบการเสิร์ฟข้าวเกรียบมาก่อนด้วย ซึ่งหลังจากอาหารเรียกน้ำย่อยก็จะเข้าสู่อาหารที่มีความร้อนมากกว่า อย่างพวกฮ่อยจ๊อ ก่อนที่จะเข้าสู่ขั้นของการเสิร์ฟซุปน้ำข้น
ซุปที่เสิร์ฟในโต๊ะจีนก็อาจจะมีความหรูหราต่างออกไปตามงบประมาณ ที่นิยมก็มีตั้งแต่กระเพาะปลา ไปจนถึงหูฉลาม จากนั้นจึงตามด้วยจานหลักที่เป็นเนื้อสัตว์อื่น ๆ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นหมู เป็ด กุ้ง ปลา และตามด้วยซุปร้อน ๆ ซดคล่องคอ
ในระบบสัญลักษณ์เกี่ยวกับความมงคลหรือการอวยพรจะถูกใส่เข้ามาในขั้นของอาหารจานหลักประเภทเนื้อหลังซุปน้ำข้น ซึ่งอาจจะมีการเสิร์ฟเป็ดที่หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ ความมั่งคั่ง ความร่ำรวย ปลาทั้งตัวที่หมายถึงความสมบูรณ์ครบถ้วนและเพิ่มพูน เป็นต้น
ในส่วนของข้าวผัดที่เป็นอาหารตบท้ายหลังจากจานหลักและซุปนั้น เราอาจเรียกได้ว่าเป็นส่วนที่ใส่เข้ามาเพื่อให้แขกได้กินอิ่ม การเสิร์ฟซุปและจานหลักนั้นเป็นการเสิร์ฟอาหารราคาแพงเพื่อให้แขกได้ลิ้มรสที่อร่อยและเป็นมงคลเหล่านั้นก่อน และสามารถกินได้เยอะ ๆ โดยไม่อิ่มเพราะอาหารประเภทแป้งก่อน
ไม่เพียงเท่านั้น อาหารตบท้ายอย่างข้าวผัดนี้ก็ยังมีการใส่ระบบสัญลักษณ์เข้ามาสร้างความหมายให้กับจานด้วย โดยอาหารประเภทแป้งตบท้ายนี้ มีพบทั้งการเสิร์ฟทั้งอาหารประเภทเส้น และอาหารประเภทข้าว โดยอาหารประเภทเส้นมีความหมายถึงอายุที่ยืนยาว และข้าวหมายถึงความรุ่งเรืองสมบูรณ์ เป็นอวยพรส่งท้ายก่อนที่จะกินของหวานและจบโต๊ะจีนนั่นเอง
สรุปแล้ว สาเหตุของการเสิร์ฟข้าวผัดปิดท้ายในวัฒนธรรมโต๊ะจีน มันก็สะท้อนให้เห็นถึงความหวังดีของเจ้าภาพในอดีตที่ส่งต่อกันมา ซึ่งพยายามที่จะให้แขกได้กินของดี ๆ ก่อนที่จะมาอิ่มเพราะข้าว และในขณะเดียวกันก็ได้มีการทำให้ข้าวมีความหมายในฐานะของการอวยพรส่งท้ายเหล่าแขกเหรื่อผู้มาร่วมงานก่อนที่จะกลับไปด้วยนั่นเอง
#จานโปรด #โต๊ะจีน #วัฒนธรรม #จีน #ธนาคารกรุงเทพ
18/06/2026
รู้ไหมว่า “ระนอง” ก็มีสกายวอล์กเหมือนกัน
รู้ไหมว่าระนองเองก็มีสกายวอล์กเหมือนกันกับเขาด้วย? และเพิ่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2567 ที่ผ่านมานี้เอง
สกายวอล์คเมืองระนองแห่งนี้มีชื่อว่า “เขานิเวศน์สกายวอล์ก” ตั้งอยู่บนเขารัตนรังสรรค์ ตำบลเขานิเวศน์ อำเภอเมืองระนอง ไม่ใช่แค่จุดถ่ายรูปธรรมดา แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เชื่อมโยงกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ใกล้เคียงอีกหลายแห่ง ทั้งพระราชวังรัตนรังสรรค์ (จำลอง) หอพระ 9 เกจิ เนินประวัติศาสตร์จังหวัดระนอง รวมถึงอาคารศาลากลางหลังเก่าที่กำลังจะถูกปรับปรุงเป็นพิพิธภัณฑ์เมืองระนองในอนาคต
สกายวอล์คแห่งนี้เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเพลิดเพลินไปกับวิวเมืองระนองแบบพาโนรามา 360 องศา ที่เห็นทั้งตัวเมือง ป่าชายเลน และธรรมชาติโดยรอบ นอกจากความสวยงามแล้ว ยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์และธรรมชาติของพื้นที่ไปในตัวด้วย การมีสกายวอล์คเพิ่มเข้ามาจึงเป็นเหมือนไข่มุกเม็ดใหม่ที่ทำให้ระนองน่าแวะยิ่งขึ้นไปอีก
สำหรับใครที่อยากไปเช็กอิน สกายวอล์กแห่งนี้เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ 06.00 – 20.00 น. เข้าชมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่มีข้อควรรู้ก่อนไปเยือนนิดหน่อย นั่นคือต้องสวมถุงเท้าและใช้รองเท้าที่ทางเทศบาลกำหนดเท่านั้น (มีให้เช่าที่นั่น) ห้ามนำอาหาร เครื่องดื่ม และสัตว์เลี้ยงขึ้นบนสกายวอล์ค ส่วนลิฟต์สงวนไว้สำหรับผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปและผู้พิการ และหากพาเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีไปด้วย ผู้ปกครองต้องดูแลใกล้ชิด ไม่อนุญาตให้ขึ้นคนเดียว
#สุดโปรด #ท่องเที่ยว #ระนอง #สกายวอล์ก #ธนาคารกรุงเทพ
18/06/2026
“น้ำทุ่ง” ภูมิปัญญาตักน้ำชาวล้านนา
ก่อนที่น้ำประปาจะไหลเข้าทุกครัวเรือน คนไทยในอดีตมีเครื่องมือคู่บ้าน ที่ช่วยให้การตักน้ำจากบ่อน้ำเป็นเรื่องง่าย นั่นคือ “ครุ” หรือที่ชาวล้านนาเรียกว่า “น้ำทุ่ง” ภาชนะจักสานจากไม้ไผ่ที่สะท้อนภูมิปัญญาและความเข้าใจธรรมชาติของผู้คนในแต่ละท้องถิ่นได้อย่างน่าทึ่ง
ครุในอดีตมักสานจากตอกไม้ไผ่ มีรูปทรงหลากหลายทั้งทรงกระบอก ทรงถัง หรือทรงตะกร้า พร้อมหูสำหรับผูกเชือกหย่อนลงไปตักน้ำในบ่อ และทาด้วยรักหรือน้ำมันยางเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม ส่วนฐานด้านล่างทำเป็นกากบาทเพื่อให้ตั้งได้มั่นคง
สำหรับภาคเหนือ “น้ำทุ่ง” ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ด้วยรูปทรงกรวยป้อม ก้นแหลม และมีหูไม้ไขว้อยู่เหนือปากภาชนะ เมื่อหย่อนลงสู่ผิวน้ำ น้ำทุ่งจะตะแคงตัวโดยอัตโนมัติ ทำให้น้ำไหลเข้าได้ง่าย เพียงกระตุกเชือกเบา ๆ ก็สามารถตักน้ำขึ้นมาได้อย่างสะดวก ถือเป็นการออกแบบที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมด้วยความชาญฉลาด
น้ำทุ่งไม่ได้เป็นเพียงเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันเท่านั้น แต่ยังปรากฏอยู่ในภาพจิตรกรรมฝาผนังโบราณ เช่น ภาพคนหาบน้ำทุ่งที่วิหารจตุรมุข วัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภูมิปัญญานี้อยู่คู่ชาวล้านนามาหลายร้อยปี
แม้ปัจจุบันครุและน้ำทุ่งจะลดบทบาทลงจากการเข้าถึงระบบประปา แต่ในหลายชุมชนยังคงสืบสานงานจักสานชนิดนี้ต่อไป โดยปรับบทบาทจากเครื่องใช้ในครัวเรือนสู่ของตกแต่งบ้าน กระถางแขวน และของที่ระลึกที่บอกเล่าอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างงดงาม
หนึ่งในชุมชนที่ยังคงอนุรักษ์การสานน้ำทุ่งไว้คือชุมชนบ้านธิ จังหวัดลำพูน ที่พัฒนาน้ำทุ่งจนกลายเป็นสินค้า OTOP สร้างรายได้ พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้สู่คนรุ่นใหม่ ให้ภูมิปัญญาพื้นบ้านชิ้นนี้ยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป
#สุดโปรด #ธนาคารกรุงเทพ #น้ำทุ่ง #ครุไม้ไผ่ #ภูมิปัญญาล้านนา #หัตถกรรมพื้นบ้าน #จักสานไม้ไผ่ #งานจักสานไทยน #มรดกภูมิปัญญาไทย #วิถีชีวิตไทย