พุทธพจน์และการปฏิบัติ

พุทธพจน์และการปฏิบัติ

แชร์

สามารถสอบถามแลกเปลี่ยนความรู้เพิ่มเติมใน Inbox ได้
เพจนี้ไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย ในการแบ่งปันใดๆ

นำข้อมูลชั้นพุทธพจน์ มานำเสนอให้เข้าใจง่ายๆ และนำเป็นวิธีปฏิบัติเพื่อให้ได้ผลแห่งการพ้นทุกข์ รวบรวมความจริง วิถีการใช้ชีวิตให้เป็นอิสระจากความทุกข์ ความคิดทั้งหลายที่ปรุงแต่ง พร้อมเจอกับทุกสิ่งที่เกิดขึ้น

19/08/2026

ฐานสูตร — 👴🤒🪦👋📥✊
(ฐานสูตรที่ ๗)

ธรรม ๕ ประการที่ควรพิจารณาเนือง ๆ

เมื่อระลึกถึงความจริงของชีวิต ย่อมคลายความมัวเมา ลดทุจริต และนำใจเข้าสู่ทางแห่งความพ้นทุกข์

พระผู้มีพระภาคตรัสถึง ฐานะ ๕ ประการ ที่สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนือง ๆ เพื่อให้เห็นความจริงของชีวิตตามที่เป็นจริง และนำความเห็นนั้นมาใช้เป็นเครื่องฝึกกาย วาจา และใจ

ธรรม ๕ ประการนี้ มิใช่การคิดในทางหดหู่หรือสิ้นหวัง แต่เป็นการระลึกถึงความจริง เพื่อ ละความมัวเมา ลดความยึดติด และละทุจริต จนเกิดความเพียรในการปฏิบัติธรรม



๑. เรามีความแก่เป็นธรรมดา

“เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้”

ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต ล้วนอยู่ภายใต้ความแก่ ไม่มีผู้ใดสามารถล่วงพ้นความแก่ไปได้

พระผู้มีพระภาคทรงชี้ให้เห็นว่า สัตว์ทั้งหลายมี ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว เมื่อมัวเมาเช่นนั้น ย่อมเป็นเหตุให้ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา และใจได้

การพิจารณาเนือง ๆ ว่า

“เรามีความแก่เป็นธรรมดา”

ย่อมช่วยให้ละความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวได้โดยสิ้นเชิง หรืออย่างน้อยทำให้ความมัวเมานั้นเบาบางลง

ข้อปฏิบัติที่เห็นได้ชัด

อย่าปล่อยชีวิตไปตามความรู้สึกว่า
“เรายังหนุ่มสาว ยังมีเวลาอีกมาก”
และเมื่อถึงวัยชราก็ยิ่งไม่ประมาท และเครียดทุกข์กับวัยที่เปลี่ยนผ่านนั้น

เพราะความจริงคือ ความแก่กำลังเป็นไปตามธรรมดาของชีวิต การระลึกเช่นนี้จึงเป็นเครื่องเตือนให้ใช้กาย วาจา และใจในทางที่ไม่ประมาท



๒. เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา

“เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไข้ไปได้”

แม้ในเวลาที่ร่างกายยังแข็งแรง ก็ไม่ควรมัวเมาในความไม่มีโรค

พระผู้มีพระภาคตรัสถึง ความมัวเมาในความไม่มีโรค ซึ่งมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย และความมัวเมานั้นอาจเป็นเหตุให้ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา และใจ

เมื่อพิจารณาอยู่เนือง ๆ ว่า

“เรามีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา”

ย่อมละความมัวเมาในความไม่มีโรคได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลง

ข้อปฏิบัติที่เห็นได้ชัด

เมื่อยังแข็งแรง จงใช้กำลังและเวลาที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ทางธรรม อย่ารอให้ความเจ็บป่วยมาถึงแล้วจึงคิดถึงการปฏิบัติ
และเมื่อเจ็บไข้ก็ไม่ทุกข์ร้อนเพราะเป็นธรรมดา



๓. เรามีความตายเป็นธรรมดา

“เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้”

ไม่มีผู้ใดล่วงพ้นความตายไปได้

พระผู้มีพระภาคตรัสถึง ความมัวเมาในชีวิต ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริตทางกาย วาจา และใจ

การพิจารณาเนือง ๆ ว่า

“เรามีความตายเป็นธรรมดา”

ย่อมละความมัวเมาในชีวิตได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลง

ข้อปฏิบัติที่เห็นได้ชัด

การระลึกถึงความตายมิใช่เพื่อให้เกิดความกลัว แต่เพื่อให้เห็นว่า ชีวิตมีความไม่เที่ยงและไม่ควรประมาท

เมื่อรู้ว่าชีวิตไม่อาจคงอยู่ได้ตลอดไป ก็ควรใช้ชีวิตที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ ไม่ปล่อยกาย วาจา ใจ ให้ไหลไปสู่ความทุจริต



๔. เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

“เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น”

สิ่งที่รัก สิ่งที่ชอบใจ และสิ่งที่ยึดถือ ไม่อาจอยู่กับเราได้ตลอดไป

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ความพอใจและความรักใคร่ในของรัก มีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลาย และความพอใจรักใคร่นั้นเป็นเหตุให้ประพฤติทุจริตทางกาย วาจา และใจได้

เมื่อพิจารณาอยู่เนือง ๆ ว่า

“เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น”

ย่อมละความพอใจและความรักใคร่ในของรักนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลง

ข้อปฏิบัติที่เห็นได้ชัด

สิ่งที่เรารักสามารถอยู่กับเราได้เพียงตามเหตุปัจจัย เมื่อถึงคราวต้องพลัดพราก ความยึดติดที่มีอยู่ย่อมเป็นเหตุให้เกิดความทุกข์

การพิจารณาความพลัดพรากจึงเป็นเครื่องฝึกใจให้รู้จักวางความยึดติด



๕. เรามีกรรมเป็นของตน และเป็นผู้รับผลของกรรม

“เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น”

ข้อนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้ระมัดระวังการกระทำของตนเอง

พระผู้มีพระภาคตรัสถึง กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต และทรงแสดงว่า เมื่อพิจารณาฐานะนี้อยู่เนือง ๆ ย่อมละทุจริตได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลง

ใจความสำคัญ

เราไม่ควรมองเพียงว่า
“จะมีใครเห็นหรือไม่”

แต่ควรระลึกว่า

การกระทำของเราเป็นของเรา และเราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

เพราะฉะนั้น ก่อนทำ ก่อนพูด และก่อนคิด ควรระลึกถึงกรรมของตนอยู่เสมอ



ธรรม ๕ ประการนี้สัมพันธ์กันอย่างไร?

พระพุทธพจน์ในฐานสูตรแสดงให้เห็นอย่างเป็นลำดับว่า การพิจารณาความจริงของชีวิตมีผลต่อการลดความประมาทและการละทุจริต

๑. ความแก่

ทำให้ละหรือเบาบาง
ความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาว

๒. ความเจ็บไข้

ทำให้ละหรือเบาบาง
ความมัวเมาในความไม่มีโรค

๓. ความตาย

ทำให้ละหรือเบาบาง
ความมัวเมาในชีวิต

๔. ความพลัดพราก

ทำให้ละหรือเบาบาง
ความพอใจและความรักใคร่ในของรัก

๕. กรรม

ทำให้ละหรือเบาบาง
กายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต

จึงเห็นได้ว่า ธรรม ๕ ประการนี้มิใช่เพียงเรื่องสำหรับนำมาคิด แต่เป็น เครื่องพิจารณาที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการดำเนินชีวิต



จุดสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงต่อจากนั้น

พระพุทธองค์มิได้ทรงจำกัดการพิจารณาอยู่เพียงว่า

“เราแก่ เราเจ็บ เราตาย เราพลัดพราก และเรารับผลกรรม”

แต่ทรงแสดงให้เห็นถึงการพิจารณาของ อริยสาวก ที่ก้าวไปไกลกว่านั้น

อริยสาวกพิจารณาว่า

ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่มีความแก่เป็นธรรมดา

แต่สัตว์ทั้งปวงที่มีการมา การไป การจุติ การอุบัติ ล้วนมีความแก่เป็นธรรมดา และไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้

เช่นเดียวกัน

ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวที่มีความเจ็บไข้

สัตว์ทั้งปวงล้วนมีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา

ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวที่มีความตาย

สัตว์ทั้งปวงล้วนมีความตายเป็นธรรมดา

ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวที่จะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจ

สัตว์ทั้งปวงล้วนต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น

และ

ไม่ใช่เราแต่ผู้เดียวที่มีกรรมเป็นของตน

สัตว์ทั้งปวงล้วนมีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง และเป็นผู้รับผลของกรรมที่ตนทำไว้ เสมือนๆ กับเราและทุกคน



จาก “การพิจารณา” สู่ “การเกิดมรรค”

ส่วนนี้เป็นหัวใจสำคัญของฐานสูตร

เมื่ออริยสาวก พิจารณาฐานะเหล่านี้อยู่เนือง ๆ

“มรรคย่อมเกิดขึ้น”

และเมื่อมรรคเกิดขึ้นแล้ว อริยสาวกย่อม

เสพ → อบรม → ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น

เมื่อเสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่

ย่อมละสังโยชน์ได้
อนุสัยย่อมสิ้นไป

ข้อความนี้ปรากฏสอดคล้องกันทั้ง ๕ ฐานะ

ดังนั้น การพิจารณาความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก และกรรม จึงไม่ได้จบลงเพียงการยอมรับว่า “ชีวิตเป็นเช่นนี้”

แต่ในพระพุทธพจน์ส่วนนี้ การพิจารณาโดยถูกต้องและเนือง ๆ นำไปสู่การเกิดมรรค และการเจริญมรรคนั้น จนเป็นเหตุให้ละสังโยชน์และอนุสัยได้



พระพุทธพจน์ตอนท้าย

— การไม่เกลียดธรรมดาของสัตว์ทั้งหลาย

ตอนท้ายของฐานสูตร พระผู้มีพระภาคทรงแสดงข้อความสำคัญว่า

สัตว์ทั้งหลายย่อมมีความแก่เป็นธรรมดา
มีความเจ็บไข้เป็นธรรมดา
มีความตายเป็นธรรมดา
และสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปตามธรรมดานั้น

ปุถุชนย่อมเกลียด

แต่ผู้ปฏิบัติธรรมควรพิจารณาว่า หากเราจะเกลียดธรรมดาที่สัตว์ทั้งหลายล้วนมีเหมือนกัน ข้อนั้นย่อมไม่สมควรแก่เรา

เพราะเมื่อเห็นธรรมตามความเป็นจริงแล้ว ย่อมเกิดความรู้ว่า

ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความพลัดพราก มิใช่สิ่งที่เกิดขึ้นกับเราเพียงผู้เดียว

แต่เป็นธรรมดาที่สัตว์ทั้งหลายล้วนต้องประสบ



เมื่อเห็นธรรมแล้ว สิ่งที่ควรเกิดขึ้นคือ “ความอุตสาหะ” พ้นจากการหลงติดยึด

ในพระพุทธพจน์ตอนจบ ทรงกล่าวถึงผู้ที่

ทราบธรรมที่หาอุปธิมิได้
เห็นการออกบวชโดยเป็นธรรมเกษม
ครอบงำความมัวเมาทั้งปวงในความไม่มีโรค ในความเป็นหนุ่มสาว และในชีวิต

เมื่อเห็นเฉพาะซึ่งนิพพานแล้ว

“บัดนี้ เราไม่ควรเพื่อเสพกามทั้งหลาย จักเป็นผู้ประพฤติไม่ถอยหลัง ตั้งหน้าประพฤติพรหมจรรย์”

จึงเห็นได้ว่า การพิจารณาธรรม ๕ ประการ มิใช่การพิจารณาเพื่อให้จิตเศร้าหมอง แต่เป็นการพิจารณาเพื่อให้เกิด ความไม่ประมาท ความอุตสาหะ และการมุ่งหน้าปฏิบัติ



ข้อคิดส่งท้าย

ชีวิตมิได้มีไว้เพื่อหลีกหนีความจริง
แต่มีไว้เพื่อ รู้ความจริง

เมื่อรู้ว่าแก่ได้ เจ็บได้ ตายได้ ต้องพลัดพราก และต้องรับผลแห่งกรรมของตน
จึงไม่ควรปล่อยวันคืนให้ผ่านไปด้วยความประมาท

เพราะการพิจารณาที่ถูกต้อง มิได้หยุดอยู่เพียง “รู้”
แต่เป็นเหตุให้ มรรคเกิดขึ้น เสพ อบรม ทำให้มากซึ่งมรรค ละสังโยชน์ และทำอนุสัยให้สิ้นไป

ที่มา เนื้อความพระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๒ บรรทัดที่ ๑๖๔๙–๑๗๔๑ หน้า ๗๑–๗๕

19/08/2026

🌿 พุทธพจน์และการปฏิบัติ

กามโภคีสูตร

ว่าด้วยกามโภคีบุคคล ๑๐ จำพวก 🤵👱‍♀️

กามโภคีบุคคล หมายถึง ผู้บริโภคกาม ผู้ครองเรือน หรือคฤหัสถ์

พระผู้มีพระภาคตรัสจำแนกกามโภคีบุคคลออกเป็น ๑๐ จำพวก โดยพิจารณาจาก ๔ เรื่องสำคัญ คือ

๑. วิธีแสวงหาโภคทรัพย์
แสวงหาโดยชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม

๒. การใช้โภคทรัพย์เพื่อความสุขของตน
บำรุงตนให้เป็นสุขหรือไม่

๓. การแจกจ่ายและทำบุญ รวมถึงปัญญาในการใช้โภคทรัพย์

๔. มัวเมาหมกมุ่น จดจ่อ ไม่เห็นโทษ ไม่ใช้ปัญญา หรือไม่

---
การแบ่งประเภท

๑. ❌ แสวงหาผิด — ไม่ใช้ — ไม่ให้

แสวงหาโภคทรัพย์ โดยไม่ชอบธรรม ด้วยการงานที่ผิด

เมื่อได้ทรัพย์แล้ว
ไม่บำรุงตนให้เป็นสุข
ไม่แจกจ่าย
ไม่ทำบุญ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

บุคคลนี้ ควรติเตียน ๓ สถาน

• ติเตียนเรื่องแสวงหาโภคทรัพย์โดยไม่ชอบธรรม
• ติเตียนเรื่องไม่บำรุงตนให้เป็นสุข
• ติเตียนเรื่องไม่แจกจ่าย ไม่ทำบุญ

---

๒. ⚠️ แสวงหาผิด — ใช้ — ไม่ให้

แสวงหาโภคทรัพย์ โดยไม่ชอบธรรม ด้วยการงานที่ผิด

เมื่อได้ทรัพย์แล้ว
บำรุงตนให้เป็นสุข
แต่ไม่แจกจ่าย
ไม่ทำบุญ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

บุคคลนี้ ควรติเตียน ๒ สถาน และควรสรรเสริญ ๑ สถาน

ควรติเตียน
• แสวงหาโภคทรัพย์โดยไม่ชอบธรรม
• ไม่แจกจ่าย ไม่ทำบุญ

ควรสรรเสริญ
• บำรุงตนให้เป็นสุข

---

๓. ⚠️ แสวงหาผิด — ใช้ — ให้

แสวงหาโภคทรัพย์ โดยไม่ชอบธรรม ด้วยการงานที่ผิด

เมื่อได้ทรัพย์แล้ว
บำรุงตนให้เป็นสุข
แจกจ่าย
ทำบุญ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

บุคคลนี้ ควรติเตียน ๑ สถาน และควรสรรเสริญ ๒ สถาน

ควรติเตียน
• แสวงหาโภคทรัพย์โดยไม่ชอบธรรม

ควรสรรเสริญ
• บำรุงตนให้เป็นสุข
• แจกจ่าย ทำบุญ

---

๔–๖

แสวงหาทั้งถูกและผิด

กามโภคีบุคคล ๓ จำพวกต่อมา มีลักษณะร่วมกัน คือ

«แสวงหาโภคทรัพย์ทั้งโดยชอบธรรมและไม่ชอบธรรม
ด้วยการงานที่ผิดบ้าง ไม่ผิดบ้าง»

จากนั้นแตกต่างกันที่การใช้ทรัพย์

---

๔. ❌ แสวงหาทั้งถูกและผิด — ไม่ใช้ — ไม่ให้

เมื่อได้ทรัพย์แล้ว
ไม่บำรุงตนให้เป็นสุข
ไม่แจกจ่าย
ไม่ทำบุญ

ควรสรรเสริญ ๑ สถาน

• แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ด้วยการงานที่ไม่ผิด

ควรติเตียน ๓ สถาน

• แสวงหาโภคทรัพย์โดยไม่ชอบธรรม ด้วยการงานที่ผิด
• ไม่บำรุงตนให้เป็นสุข
• ไม่แจกจ่าย ไม่ทำบุญ

---

๕. ⚠️ แสวงหาทั้งถูกและผิด — ใช้ — ไม่ให้

เมื่อได้ทรัพย์แล้ว
บำรุงตนให้เป็นสุข
แต่ไม่แจกจ่าย
ไม่ทำบุญ

ควรสรรเสริญ ๒ สถาน

• แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ด้วยการงานที่ไม่ผิด
• บำรุงตนให้เป็นสุข

ควรติเตียน ๒ สถาน

• แสวงหาโภคทรัพย์โดยไม่ชอบธรรม ด้วยการงานที่ผิด
• ไม่แจกจ่าย ไม่ทำบุญ

---

๖. ⚠️ แสวงหาทั้งถูกและผิด — ใช้ — ให้

เมื่อได้ทรัพย์แล้ว
บำรุงตนให้เป็นสุข
แจกจ่าย
ทำบุญ

ควรสรรเสริญ ๓ สถาน

• แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ด้วยการงานที่ไม่ผิด
• บำรุงตนให้เป็นสุข
• แจกจ่าย ทำบุญ

ควรติเตียน ๑ สถาน

• แสวงหาโภคทรัพย์โดยไม่ชอบธรรม ด้วยการงานที่ผิด

---

๗–๘

แสวงหาถูกต้อง แต่ยังใช้ทรัพย์ไม่ครบถ้วน

---

๗. ⚠️ แสวงหาถูก — ไม่ใช้ — ไม่ให้

แสวงหาโภคทรัพย์ โดยชอบธรรม
ด้วยการงานที่ไม่ผิด

แต่เมื่อได้ทรัพย์แล้ว
ไม่บำรุงตนให้เป็นสุข
ไม่แจกจ่าย
ไม่ทำบุญ

ควรสรรเสริญ ๑ สถาน

• แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ด้วยการงานที่ไม่ผิด

ควรติเตียน ๒ สถาน

• ไม่บำรุงตนให้เป็นสุข
• ไม่แจกจ่าย ไม่ทำบุญ

---

๘. 🌱 แสวงหาถูก — ใช้ — ไม่ให้

แสวงหาโภคทรัพย์ โดยชอบธรรม
ด้วยการงานที่ไม่ผิด

เมื่อได้ทรัพย์แล้ว
บำรุงตนให้เป็นสุข
แต่ไม่แจกจ่าย
ไม่ทำบุญ

ควรสรรเสริญ ๒ สถาน

• แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ด้วยการงานที่ไม่ผิด
• บำรุงตนให้เป็นสุข

ควรติเตียน ๑ สถาน

• ไม่แจกจ่าย ไม่ทำบุญ

---



🌱 แสวงหาถูก — ใช้ — ให้ — แต่ยังมัวเมา

แสวงหาโภคทรัพย์ โดยชอบธรรม
ด้วยการงานที่ไม่ผิด

เมื่อได้ทรัพย์แล้ว
บำรุงตนให้เป็นสุข
แจกจ่าย
ทำบุญ

แต่เป็นผู้

มัวเมา
หมกมุ่น
จดจ่อ
ไม่เห็นโทษ
ไม่มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก

ในการใช้สอยโภคทรัพย์เหล่านั้น

ควรสรรเสริญ ๓ สถาน

• แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม
• บำรุงตนให้เป็นสุข
• แจกจ่าย ทำบุญ

ควรติเตียน ๑ สถาน

• เป็นผู้มัวเมา หมกมุ่น จดจ่อ ไม่เห็นโทษ ไม่มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก ใช้สอยโภคทรัพย์เหล่านั้น

---

๑๐ ⭐ กามโภคีบุคคลผู้เลิศ

แสวงหาโภคทรัพย์ โดยชอบธรรม
ด้วยการงานที่ไม่ผิด

เมื่อได้ทรัพย์แล้ว

① บำรุงตนให้เป็นสุข

② แจกจ่าย ทำบุญ

③ ไม่มัวเมา

④ ไม่หมกมุ่น

⑤ ไม่จดจ่อ

⑥ เห็นโทษ

⑦ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก

และใช้สอยโภคทรัพย์เหล่านั้น

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

«“กามโภคีบุคคลนี้ ควรสรรเสริญโดย ๔ สถานนี้”»

คือ

๑. แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม ด้วยการงานที่ไม่ผิด
๒. บำรุงตนให้เป็นสุข
๓. แจกจ่าย ทำบุญ
๔. ไม่มัวเมา ไม่หมกมุ่น ไม่จดจ่อ เห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก ใช้สอยโภคทรัพย์เหล่านั้น

---

🌾 จาก ๑๐ จำพวก สู่ผู้เป็นเลิศ

พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า

«กามโภคีบุคคลผู้แสวงหาโภคทรัพย์โดยชอบธรรม
ด้วยการงานที่ไม่ผิด
ครั้นแสวงหาได้แล้ว บำรุงตนให้เป็นสุข
และแจกจ่าย ทำบุญ
ทั้งเป็นผู้ไม่มัวเมา ไม่หมกมุ่น ไม่จดจ่อ
เห็นโทษ มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก
ใช้สอยโภคทรัพย์เหล่านั้น»

เป็น

“ผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นหัวหน้า สูงส่ง ล้ำเลิศ”

ในบรรดากามโภคีบุคคล ๑๐ จำพวก

พระองค์ทรงอุปมาด้วยลำดับของผลิตผลจากน้ำนมว่า

นมสด → นมส้ม → เนยข้น → เนยใส → หัวเนยใส

และทรงเปรียบว่า หัวเนยใส เป็นสิ่งที่ชาวโลกเรียกว่าเลิศกว่าสิ่งที่เกิดก่อนหน้า ฉันใด

กามโภคีบุคคลจำพวกที่ ๑๐
ก็เป็นผู้เลิศ ประเสริฐ เป็นหัวหน้า สูงส่ง ล้ำเลิศ
ในบรรดากามโภคีบุคคล ๑๐ จำพวก ฉันนั้น

---

🪷 ข้อความสำคัญจากพระสูตร

กามโภคีบุคคลที่พระผู้มีพระภาคทรงยกย่องสูงสุด มิใช่เพียงผู้มีทรัพย์มาก

แต่เป็นผู้ที่

แสวงหาอย่างชอบธรรม
ใช้สอยให้ตนเป็นสุข
แจกจ่าย ทำบุญ
และมีปัญญาในการใช้สอยโภคทรัพย์

โดย

ไม่มัวเมา
ไม่หมกมุ่น
ไม่จดจ่อ
เห็นโทษ
มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก

นี่คือกามโภคีบุคคลจำพวกที่ ๑๐
ผู้เป็น “เลิศ ประเสริฐ เป็นหัวหน้า สูงส่ง ล้ำเลิศ”

---

🌿 ชวนพิจารณาตามพระสูตร

เมื่ออ่านกามโภคีบุคคลทั้ง ๑๐ จำพวกแล้ว
ลองพิจารณาการใช้โภคทรัพย์ของตนเองว่า

เราแสวงหาโภคทรัพย์อย่างไร?
เราใช้สอยโภคทรัพย์อย่างไร?
เราแจกจ่ายและทำบุญอย่างไร?
และเมื่อใช้สอยโภคทรัพย์ เรามีความมัวเมา หมกมุ่น จดจ่อ หรือเห็นโทษและมีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออกหรือไม่?

พระสูตรมิได้กล่าวถึงเพียง “การมีทรัพย์”
แต่แสดงให้เห็นความแตกต่างของผู้ครองเรือน ตั้งแต่จำพวกที่ควรติเตียน ไปจนถึงจำพวกที่ควรสรรเสริญโดยครบทั้ง ๔ สถาน

และพระผู้มีพระภาคทรงยกย่องสูงสุดแก่ผู้ที่ประกอบพร้อมทั้ง ความชอบธรรม การใช้ทรัพย์ การให้ และปัญญา

---

📜 แหล่งพระไตรปิฎก

กามโภคีสูตรที่ ๑
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต
ทุติยปัณณาสก์ อุปาสกวรรค
พระไตรปิฎกฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม ๒๔ หน้า ๒๐๗–๒๑๒

🌿 พุทธพจน์และการปฏิบัติ
ศึกษาพระพุทธวจนะด้วยความเคารพ
พิจารณาธรรมตามพระสูตร
แล้วน้อมนำไปพิจารณาในการดำเนินชีวิต

19/08/2026

สมิทธิสูตร

ว่าด้วยเรื่องวิตก 💭🤔

: จากนามรูป สู่ความหลุดพ้นและพระนิพพาน

“สังกัปปวิตกเหล่านั้น มีอะไรเป็นอารมณ์เกิดขึ้น
มีนามรูปเป็นอารมณ์”

พระสารีบุตรเถระถามพระสมิทธิถึงธรรมที่ละเอียดเกี่ยวกับ สังกัปปวิตก หรือวิตกอันเป็นความดำริ โดยถามต่อเนื่องถึง ๙ ประเด็น ตั้งแต่สิ่งที่เป็นอารมณ์ เหตุเกิด ความแตกต่าง ไปจนถึงจุดหมายปลายทาง

คำตอบของพระสมิทธิแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ของธรรมเป็นลำดับว่า

นามรูป → ธาตุ → ผัสสะ → เวทนา → สมาธิ → สติ → ปัญญา → วิมุตติ → นิพพาน

สาระสำคัญของพระสูตรไม่ได้หยุดอยู่เพียงการรู้ว่า “วิตกเกิดจากอะไร” แต่แสดงให้เห็นว่า วิตกฝ่ายที่นำไปสู่การกำจัดกิเลส มีธรรมใดเป็นประธาน มีธรรมใดเป็นใหญ่ มีธรรมใดเป็นยอด มีวิมุตติเป็นแก่น และมีนิพพานเป็นที่หยั่งลง



๑. เรื่องย่อของสมิทธิสูตร

ครั้งนั้น ท่านพระสมิทธิเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรถึงที่อยู่ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่สมควร

ท่านพระสารีบุตรจึงถามว่า

“ท่านสมิทธิ สังกัปปวิตกของบุรุษมีอะไรเป็นอารมณ์เกิดขึ้น?”

พระสมิทธิตอบว่า

“มีนามรูปเป็นอารมณ์ ขอรับ”

จากนั้นพระสารีบุตรได้ถามต่ออีก ๘ ประการ ได้แก่

* สังกัปปวิตกต่างกันที่ไหน
* มีอะไรเป็นเหตุเกิด
* มีอะไรเป็นที่ประชุม
* มีอะไรเป็นประมุข
* มีอะไรเป็นใหญ่
* มีอะไรเป็นยิ่ง
* มีอะไรเป็นแก่น
* มีอะไรเป็นที่หยั่งลง

พระสมิทธิสามารถตอบได้ครบทุกข้อ

เมื่อพระสมิทธิตอบครบ พระสารีบุตรกล่าวว่า

“ดีละ ดีละ ท่านสมิทธิ ดีจริงท่านสมิทธิ ท่านถูกเราถามปัญหาแล้วก็แก้ได้ แต่ท่านอย่าทะนงตนด้วยการแก้ปัญหานั้น”

จึงเป็นข้อเตือนใจสำคัญว่า แม้สามารถรู้และตอบธรรมได้ถูกต้อง ก็ไม่ควรนำความรู้นั้นมาเป็นเหตุแห่งความเย่อหยิ่งหรือความโอ้อวด



๒. สังกัปปวิตก คืออะไร?

ในพระสูตรกล่าวถึง “สังกัปปวิตก” และอรรถกถาที่ผู้ใช้ยกมาขยายว่า

“วิตกเป็นความดำริ”

ดังนั้น ในบริบทของพระสูตรนี้ คำว่า วิตก มิได้หมายถึงเพียงความคิดทั่วไปในความหมายกว้าง ๆ เท่านั้น แต่หมายถึง วิตกอันเป็นความดำริ

พระสารีบุตรจึงมิได้ถามว่า “คนเราคิดเรื่องอะไร” เพียงอย่างเดียว แต่ถามลงไปอย่างเป็นระบบว่า วิตกเหล่านั้นมีความสัมพันธ์กับธรรมอื่นอย่างไร ตั้งแต่ต้นทางจนถึงที่สุด



๓. ธรรม ๙ ประการที่พระสารีบุตรถามเกี่ยวกับสังกัปปวิตก

ประการที่ ๑ — มีอะไรเป็นอารมณ์เกิดขึ้น?

คำตอบ: นามรูป

พระสารีบุตรถามว่า

“สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นอารมณ์เกิดขึ้น?”

พระสมิทธิตอบว่า

“มีนามรูปเป็นอารมณ์ ขอรับ”

คำอธิบาย นามรูปเป็นปัจจัยของวิตกทั้งหลาย โดยกล่าวถึง

* อรูปขันธ์ ๔
หมายถึง ขันธ์ที่ไม่มีรูปร่าง เป็นความรู้สึกและจิตใจ ได้แก่
เวทนาขันธ์: กองความรู้สึก (สุข ทุกข์ หรือเฉยๆ)
สัญญาขันธ์: กองความจำได้หมายรู้
สังขารขันธ์: กองความปรุงแต่งจิต (ดี ชั่ว หรือกลางๆ)
วิญญาณขันธ์: กองความรู้อารมณ์ (การเห็น การได้ยิน ฯลฯ)

* ภูตรูป
หรือเรียกอีกอย่างว่า มหาภูตรูป
คือธาตุหลักที่เป็นพื้นฐานของรูปธรรมทั้งหมด ได้แก่
ปฐวีธาตุ: ธาตุดิน (ความแข็ง-อ่อน)
อาโปธาตุ: ธาตุน้ำ (ความเอิบอาบ-เกาะกุม)
เตโชธาตุ: ธาตุไฟ (ความร้อน-เย็น)
วาโยธาตุ: ธาตุลม (ความเคร่งตึง-ไหวตัว)

* อุปาทายรูป
คือ รูปอาศัย หรือรูปที่ต้องอิงอาศัยธาตุใหญ่ทั้ง 4 (มหาภูตรูป ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ลม) จึงจะเกิดขึ้นและตั้งอยู่ได้

ว่าเป็นปัจจัยของวิตกทั้งหลาย

กล่าวอย่างเข้าใจง่ายตามข้อความที่ให้มา คือ วิตกมีนามรูปเป็นอารมณ์

จุดนี้จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่พระสูตรกำหนดไว้สำหรับการพิจารณาสังกัปปวิตก



๔. ประการที่ ๒ — สังกัปปวิตกต่างกันที่ไหน?

คำตอบ: ที่ธาตุ

พระสารีบุตรถามว่า

“สังกัปปวิตกเหล่านั้นต่างกันที่ไหน?”

พระสมิทธิตอบว่า

“ที่ธาตุ ขอรับ”

คำอธิบาย ธาตุ ได้แก่ รูปธาตุเป็นต้น

และยกตัวอย่างให้เห็นความแตกต่างว่า

ความตรึกในรูปเป็นอย่างหนึ่ง
ความตรึกในเสียงเป็นต้นเป็นอย่างหนึ่ง

จึงแสดงให้เห็นว่า วิตกไม่ได้มีลักษณะเหมือนกันทั้งหมด แต่มีความแตกต่างกันตาม ธาตุ ที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสำคัญ

นามรูปเป็นอารมณ์ — ธาตุเป็นที่ที่วิตกแตกต่างกัน

ดังนั้น เมื่อถามว่า “วิตกเหล่านี้ต่างกันตรงไหน” คำตอบตามพระสูตรคือ ต่างกันที่ธาตุ



๕. ประการที่ ๓ — สังกัปปวิตกมีอะไรเป็นเหตุเกิด?

คำตอบ: ผัสสะ

พระสารีบุตรถามว่า

“สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นเหตุเกิด?”

พระสมิทธิตอบว่า

“มีผัสสะเป็นเหตุเกิด ขอรับ”

คำอธิบาย

คำว่า ผัสสะสมุทัย ว่าเป็นปัจจัยแก่การประกอบกัน

ประเด็นที่พระสูตรกำหนดไว้อย่างชัดเจนคือ

ผัสสะ → เป็นเหตุเกิดของสังกัปปวิตก

จึงไม่ควรมองวิตกที่เกิดขึ้นว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุปัจจัย



๖. ประการที่ ๔ — สังกัปปวิตกมีอะไรเป็นที่ประชุม?

คำตอบ: เวทนา

พระสารีบุตรถามว่า

“สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นที่ประชุม?”

พระสมิทธิตอบว่า

“มีเวทนาเป็นที่ประชุม ขอรับ”

คำอธิบาย

“เวทนา ๓ เป็นที่รวม”

ดังนั้น ในคำอธิบายที่ให้มา “เวทนา” หมายถึงเวทนา ๓ (สุข ทุกข์ เฉยๆ)

จุดนี้ทำให้เห็นอีกชั้นหนึ่งว่า สังกัปปวิตกมิได้ถูกกล่าวแยกขาดจากเวทนา แต่พระสูตรระบุว่า เวทนาเป็นที่ประชุมของวิตกเหล่านั้น



๗. ประการที่ ๕ — สังกัปปวิตกมีอะไรเป็นประมุข?

คำตอบ: สมาธิ

พระสารีบุตรถามว่า

“สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นประมุข?”

พระสมิทธิตอบว่า

“มีสมาธิเป็นประมุข ขอรับ”

คำอธิบาย
วิตกชื่อว่า “มีสมาธิเป็นประมุข” เพราะมีสมาธิเป็นประธาน หรือเป็นใหญ่

ธรรมตั้งแต่ สมาธิเป็นประมุข เป็นต้นไป พึงทราบว่าเป็น ธรรมฝ่ายกำจัดกิเลสให้สิ้นไป

นี่เป็นจุดสำคัญมากของพระสูตร

เพราะตั้งแต่คำว่า สมาธิเป็นประมุข เป็นต้นไป อรรถกถาชี้ว่าเป็นธรรมฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดกิเลสให้สิ้นไป



๘. ประการที่ ๖ — สังกัปปวิตกมีอะไรเป็นใหญ่?

คำตอบ: สติ

พระสารีบุตรถามว่า

“สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นใหญ่?”

พระสมิทธิตอบว่า

“มีสติเป็นใหญ่ ขอรับ”

คำอธิบาย

ชื่อว่า “สตาธิปเตยยะ” เพราะมีสติเป็นใหญ่ โดยอรรถว่าเป็นเหตุของผู้เป็นใหญ่

จึงควรจำให้ชัดว่า

ประมุข = สมาธิ
เป็นใหญ่ = สติ

สองคำนี้ไม่ใช่คำเดียวกัน และพระสูตรตั้งคำถามแยกกันอย่างชัดเจน



๙. ประการที่ ๗ — สังกัปปวิตกมีอะไรเป็นยิ่ง?

คำตอบ: ปัญญา

พระสารีบุตรถามว่า

“สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นยิ่ง?”

พระสมิทธิตอบว่า

“มีปัญญาเป็นยิ่ง ขอรับ”

คำอธิบาย

“ปัญญาเป็นยิ่ง” เพราะมี มรรคปัญญาเป็นยอดเยี่ยม

ปัญญาสู่ทางหลุดพ้น



๑๐. ประการที่ ๘ — สังกัปปวิตกมีอะไรเป็นแก่น?

คำตอบ: วิมุตติ

พระสารีบุตรถามว่า

“สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นแก่น?”

พระสมิทธิตอบว่า

“มีวิมุตติเป็นแก่น ขอรับ”

คำอธิบาย

คำว่า “วิมุตติสารา”

มีการบรรลุผลวิมุตติเป็นแก่น

คำว่า “แก่น” จึงมีความสำคัญ เพราะพระสูตรไม่ได้กล่าวเพียงว่า “วิมุตติเป็นสิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้อง” แต่กำหนดว่า วิมุตติเป็นแก่น

เมื่อมองตามลำดับของพระสูตร จุดหมายของธรรมฝ่ายกำจัดกิเลสจึงมุ่งเข้าสู่วิมุตติ



๑๑. ประการที่ ๙ — สังกัปปวิตกมีอะไรเป็นที่หยั่งลง?

คำตอบ: นิพพาน

พระสารีบุตรถามเป็นข้อสุดท้ายว่า

“สังกัปปวิตกเหล่านั้นมีอะไรเป็นที่หยั่งลง?”

พระสมิทธิตอบว่า

“มีนิพพานเป็นที่หยั่งลง ขอรับ”

คำอธิบาย

คำว่า “อมโตคธา” ว่า

หยั่งลงสู่อมตนิพพาน คือตั้งอยู่ในอมตนิพพานนั้นแล้วด้วยอำนาจอารมณ์

จึงเป็นจุดสุดท้ายของลำดับคำถามทั้ง ๙ ประการ

วิมุตติเป็นแก่น → นิพพานเป็นที่หยั่งลง



๑๒. สรุป ๙ ข้อแบบจำง่าย

ลำดับ พระสารีบุตรถาม พระสมิทธิตอบ
๑ มีอะไรเป็นอารมณ์เกิดขึ้น นามรูป
๒ ต่างกันที่ไหน ธาตุ
๓ มีอะไรเป็นเหตุเกิด ผัสสะ
๔ มีอะไรเป็นที่ประชุม เวทนา
๕ มีอะไรเป็นประมุข สมาธิ
๖ มีอะไรเป็นใหญ่ สติ
๗ มีอะไรเป็นยิ่ง ปัญญา
๘ มีอะไรเป็นแก่น วิมุตติ
๙ มีอะไรเป็นที่หยั่งลง นิพพาน



๑๓. จุดที่ควรเข้าใจให้ถูกต้อง

๑) “อารมณ์” ไม่ใช่ “เหตุเกิด”

พระสูตรถามสองเรื่องแยกกัน

* อารมณ์เกิดขึ้น → นามรูป
* เหตุเกิด → ผัสสะ

จึงไม่ควรนำสองคำนี้มาปะปนกัน



๒) “ต่างกัน” ไม่ใช่ “เหตุเกิด”

พระสูตรแยกไว้ว่า

* วิตก ต่างกันที่ → ธาตุ
* วิตก มีเหตุเกิดจาก → ผัสสะ

ดังนั้น “ธาตุ” กับ “ผัสสะ” ทำหน้าที่ต่างกันตามลำดับคำถามของพระสูตร



๓) สมาธิ สติ และปัญญา มีคำกำกับแตกต่างกัน

พระสูตรใช้คำต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

* สมาธิ — เป็นประมุข
* สติ — เป็นใหญ่
* ปัญญา — เป็นยิ่ง

จึงไม่ควรสรุปรวมว่า “สมาธิ สติ ปัญญาเป็นสิ่งเดียวกัน” เพราะพระสูตรตั้งคำถามและกำหนดบทบาทแตกต่างกัน



๔) วิมุตติเป็น “แก่น”

คำว่า แก่น ในพระสูตรสัมพันธ์กับคำอธิบายว่า มีการบรรลุผลวิมุตติเป็นแก่น

ดังนั้น จุดนี้เป็นการกล่าวถึงสาระสำคัญของธรรมฝ่ายกำจัดกิเลสตามคำอธิบายที่ให้มา



จุดเด่นของสมิทธิสูตร

สมิทธิสูตรมีลักษณะเด่นตรงที่พระสารีบุตรไม่ได้ถามเพียงคำถามเดียว แต่ถาม ต่อเนื่อง ๙ ชั้น ทำให้เห็นความสัมพันธ์ของสังกัปปวิตกอย่างเป็นระบบ

เริ่มจาก

ต้นทาง

นามรูป — เป็นอารมณ์

ความแตกต่าง

ธาตุ — เป็นที่ที่วิตกต่างกัน

เหตุเกิด

ผัสสะ — เป็นเหตุเกิด

การประชุม

เวทนา — เป็นที่ประชุม

จากนั้นเข้าสู่ธรรมฝ่ายกำจัดกิเลส

ประธาน

สมาธิ — เป็นประมุข

ผู้เป็นใหญ่

สติ — เป็นใหญ่

ยอดเยี่ยม

ปัญญา — เป็นยิ่ง

สาระสำคัญ

วิมุตติ — เป็นแก่น

จุดหยั่งลง

นิพพาน — เป็นที่หยั่งลง

จึงเห็นโครงสร้างของคำสอนตั้งแต่ต้นจนถึงปลายอย่างชัดเจน



๑๕. ข้อเตือนใจเพิ่มเติมของพระสูตร

แม้พระสมิทธิจะสามารถตอบคำถามของพระสารีบุตรได้ครบถ้วน พระสารีบุตรก็ไม่ได้กล่าวชมเพื่อให้เกิดความทะนง แต่กล่าวเตือนทันทีว่า

“ท่านอย่าทะนงตนด้วยการแก้ปัญหานั้น”

อรรถกถาหมายถึงอย่าทำความเย่อหยิ่งหรือโอ้อวดว่า

“อัครสาวกถามปัญหาแล้ว เราแก้ได้แล้ว”

นี่เป็นข้อธรรมที่ควรนำไปพิจารณาอย่างยิ่ง

ดังนั้น รู้ธรรม ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้ถือตัว
ตอบธรรมได้ ไม่ควรกลายเป็นเหตุให้โอ้อวด
เข้าใจธรรมมากขึ้น ยิ่งควรระวังความทะนงตนมากขึ้น

พระสูตรจึงไม่ได้แสดงเฉพาะ “ความรู้เรื่องวิตก” แต่ยังแสดงให้เห็นท่าทีที่ควรมีต่อความรู้ธรรมด้วย



แหล่งที่มา

สมิทธิสูตรที่ ๔
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ สีหนาทวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม ๒๓ หน้า ๔๖๒–๔๖๓

18/08/2026

นิกกัฏฐสูตรที่ ๘

ว่าด้วยบุคคลผู้มีกายออกและมีจิตออก 🏡🤍📤

ในพระสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคทรงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การออกจากสถานที่วุ่นวายด้วยกาย กับการออกจากความคิดที่เป็นอกุศลด้วยจิต มีความแตกต่างกันไป

บุคคลบางคนอยู่ในป่า แต่ใจยังคิดเรื่องกาม เรื่องพยาบาท และเรื่องเบียดเบียน

ขณะที่บางคนยังไม่ได้ออกจากบ้านหรือไปอยู่ในป่า แต่จิตกลับตั้งอยู่ในความคิดที่ปลอดจากกาม พยาบาท และการเบียดเบียน

ดังนั้น สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า “กายอยู่ที่ไหน” แต่ต้องพิจารณาด้วยว่า “จิตกำลังคิดอะไร”



พระพุทธเจ้าทรงจำแนกบุคคลไว้ ๔ จำพวก

๑. มีกายออก แต่จิตยังไม่ออก

คือ บุคคลที่อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด เช่น ป่าโปร่งหรือป่าทึบ แต่ยังตรึกถึง

* กามวิตก — ความตรึกในทางกาม
* พยาบาทวิตก — ความตรึกในทางพยาบาท
* วิหิงสาวิตก — ความตรึกในทางเบียดเบียน

แม้กายจะออกจากบ้านมาอยู่ในสถานที่สงัด แต่จิตยังไม่ออกจากความคิดเหล่านี้

ข้อสำคัญ:

การเปลี่ยนสถานที่เพียงอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้จิตออกจากกิเลส จะต้องฝึกจิตด้วย



๒. กายยังไม่ออก แต่จิตออก

คือ บุคคลที่ ไม่ได้อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด คือป่าโปร่งและป่าทึบ แต่ตรึกถึง

* เนกขัมมวิตก — ความตรึกปลอดจากกาม
* อพยาบาทวิตก — ความตรึกปลอดจากพยาบาท
* อวิหิงสาวิตก — ความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน

บุคคลนี้แม้กายยังไม่ได้ออกไปอยู่ในป่า แต่จิตมีความออกจากความคิดทางกาม พยาบาท และการเบียดเบียน

ข้อสำคัญ:
สถานที่ภายนอกอาจยังเหมือนเดิม แต่ทิศทางของจิตเปลี่ยนไปแล้ว



๓. กายยังไม่ออก และจิตยังไม่ออก

คือ บุคคลที่ไม่ได้อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด และยังตรึกถึง

* กามวิตก
* พยาบาทวิตก
* วิหิงสาวิตก

ทั้งกายก็ยังไม่ออก และจิตก็ยังไม่ออก

ข้อสำคัญ:

ทั้งภายนอกและภายในยังไม่ได้ออกจากสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าเป็นความตรึกฝ่ายอกุศล



๔. กายออก และจิตออก

คือ บุคคลที่อาศัยเสนาสนะเงียบสงัด เช่น ป่าโปร่งและป่าทึบ และตรึกถึง

* เนกขัมมวิตก
* อพยาบาทวิตก
* อวิหิงสาวิตก

บุคคลประเภทนี้ กายก็ออกจากสถานที่คับคั่ง และจิตก็ออกจากความตรึกทางกาม พยาบาท และการเบียดเบียน

นี่คือบุคคลประเภทที่ชื่อว่า
“มีกายออกและมีจิตออก”



จุดที่ควรพิจารณาอย่างยิ่ง

๑. “กายออก” ไม่ใช่เครื่องตัดสินเพียงอย่างเดียว

การไปอยู่ป่า หรืออยู่ในเสนาสนะเงียบสงัด เป็นเพียงสภาพทางกาย แต่พระสูตรนี้ชี้ให้เห็นว่า จิตอาจยังไม่ออกตามกาย

อยู่ในป่า แต่ยังคิดเรื่องกาม พยาบาท และการเบียดเบียน ก็ยังชื่อว่า
“กายออก แต่จิตยังไม่ออก”



๒. “จิตออก” ดูที่ความตรึก

พระสูตรแสดงเครื่องพิจารณาจิตไว้โดยตรง คือ

ฝ่ายที่ยังไม่ออก

กามวิตก • พยาบาทวิตก • วิหิงสาวิตก

ฝ่ายที่ออก

เนกขัมมวิตก • อพยาบาทวิตก • อวิหิงสาวิตก

จึงไม่ใช่เพียงการกล่าวว่า “ฉันปล่อยวางแล้ว” แต่ให้พิจารณาจาก ความตรึกที่ปรากฏในจิตโดยแท้จริง



๓. เนกขัมมะตรงข้ามกับกาม

เมื่อมี กามวิตก พระสูตรแสดงฝ่ายตรงข้ามคือ เนกขัมมวิตก คือความตรึกปลอดจากกาม

จุดนี้ทำให้เห็นทิศทางของจิตอย่างชัดเจนว่า จิตกำลังโน้มไปทางใด



๔. อพยาบาทตรงข้ามกับพยาบาท

เมื่อจิตตรึกในทางพยาบาท ฝ่ายตรงข้ามคือ อพยาบาทวิตก คือความตรึกปลอดจากพยาบาท

จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนสถานที่ แต่เป็นการเปลี่ยนลักษณะของความตรึก



๕. อวิหิงสาตรงข้ามกับวิหิงสา

เมื่อมีความตรึกในทางเบียดเบียน ฝ่ายตรงข้ามคือ อวิหิงสาวิตก คือความตรึกปลอดจากการเบียดเบียน

พระสูตรจึงแสดงให้เห็นทั้ง ๓ คู่ คือ

กาม ↔ เนกขัมมะ
พยาบาท ↔ อพยาบาท
เบียดเบียน ↔ อวิหิงสา



ธรรมที่ควรนำมาพิจารณากับตนเอง

เมื่ออ่านพระสูตรนี้ ไม่ควรพิจารณาเพียงว่า

“เรามีโอกาสไปอยู่ในป่าหรือไม่?”

แต่ควรพิจารณาว่า

“ขณะนี้จิตของเรากำลังตรึกอย่างไร?” คอยสำรวจจิตเสมอๆ

แม้อยู่ในสถานที่สงบ หากจิตยังตรึกในทางกาม พยาบาท และการเบียดเบียน ก็ยังเป็นลักษณะของ กายออก แต่จิตยังไม่ออก

และแม้ยังไม่ได้อยู่ในป่า หากจิตตรึกในทางเนกขัมมะ อพยาบาท และอวิหิงสา ก็เป็นลักษณะของ กายยังไม่ออก แต่จิตออก

ส่วนบุคคลที่ กายออกและจิตออก คือผู้ที่ทั้งสภาพทางกายและความตรึกของจิตสอดคล้องกัน ซึ่งทั้งฝึกตนหาสภาพแวดล้อมและฝึกจิต


ข้อสรุปจากนิกกัฏฐสูตร

“การออกที่แท้ ไม่ควรดูแต่กาย ต้องพิจารณาจิตด้วย”

การออกจากบ้านเป็นเรื่องของสถานที่
แต่การออกจากกาม พยาบาท และการเบียดเบียน เป็นเรื่องของจิต

พระสูตรจึงจำแนกบุคคลออกเป็น ๔ จำพวก เพื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่า

กายออก ≠ จิตออกเสมอไป
กายยังไม่ออก ≠ จิตยังไม่ออกเสมอไป

สิ่งที่ควรพิจารณาอย่างสม่ำเสมอ คือ
ขณะนี้กายของเราเป็นอย่างไร และจิตของเรากำลังตรึกอย่างไร

เมื่อเห็นความแตกต่างนี้แล้ว การปฏิบัติย่อมไม่หยุดอยู่เพียงการเปลี่ยนสถานที่ แต่หันกลับมารู้เท่าทัน ทิศทางของจิต ด้วย



ข้อระวัง

ในพระสูตรนี้มิได้สื่อถึงว่า ไม่ต้องไปหาสถานที่สงบเพื่อฝึกจิต หรือบอกว่าการหาสถานที่สงบเพื่อตนไม่ดี

แต่ให้เห็นถึงการฝึกตน และฝึกจิตที่ออกจากความตรึกทางกาม พยาบาท และการเบียดเบียน ของแต่ละบุคคล

📖 ที่มา: พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม ๒๑ หน้า ๒๐๖
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ปุคคลวรรค นิกกัฏฐสูตรที่ ๘

#พุทธพจน์และการปฏิบัติ
#นิกกัฏฐสูตร
#กายออกจิตออก
#พระไตรปิฎก

18/08/2026

ธัมมกถิกสูตร — ว่าด้วยธรรมถึก

ว่าด้วยผู้กล่าวธรรม และสิ่งที่ทำให้ธรรมกถึกแตกต่างกัน

ธรรมกถึก หมายถึง ผู้กล่าวธรรม ซึ่งในพระสูตรนี้พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกธรรมกถึกออกเป็น ๔ จำพวก โดยพิจารณาจาก ๒ ประการ คือ
๑. กล่าวธรรมน้อยหรือกล่าวธรรมมาก
๒. ธรรมที่กล่าวนั้นมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์

และในแต่ละประเภท ยังกล่าวถึง ผู้ฟัง ว่ามีความฉลาดหรือไม่ฉลาดในการรู้ว่าอะไรมีประโยชน์และอะไรไม่มีประโยชน์

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า

“ภิกษุทั้งหลาย ธรรมกถึก ๔ จำพวกนี้”

๑. กล่าวธรรมน้อย แต่ไม่มีประโยชน์

ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้

* กล่าวธรรมน้อย
* ธรรมที่กล่าวนั้นไม่มีประโยชน์
* หมู่ผู้ฟังก็ไม่ฉลาดว่าอะไรมีประโยชน์และอะไรไม่มีประโยชน์

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ธรรมกถึกจำพวกนี้ นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้

จุดสำคัญของประเภทนี้จึงอยู่ที่
“กล่าวน้อย + ไม่เป็นประโยชน์ + ผู้ฟังไม่รู้จักประโยชน์”



๒. กล่าวธรรมน้อย แต่มีประโยชน์

ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้

* กล่าวธรรมน้อย
* แต่ธรรมที่กล่าวนั้นมีประโยชน์
* หมู่ผู้ฟังฉลาดว่าอะไรมีประโยชน์และอะไรไม่มีประโยชน์

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ธรรมกถึกจำพวกนี้ นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้

จุดสำคัญคือ แม้จะ กล่าวธรรมไม่มาก แต่สิ่งที่กล่าวนั้น มีประโยชน์ และผู้ฟังสามารถรู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ได้



๓. กล่าวธรรมมาก แต่ไม่มีประโยชน์

ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้

* กล่าวธรรมมาก
* แต่ธรรมที่กล่าวนั้นไม่มีประโยชน์
* หมู่ผู้ฟังก็ไม่ฉลาดว่าอะไรมีประโยชน์และอะไรไม่มีประโยชน์

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ธรรมกถึกจำพวกนี้ นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้

ประเภทนี้ทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า
“กล่าวมาก” ไม่ได้เป็นเกณฑ์เดียวที่จะทำให้สิ่งที่กล่าวนั้นเป็นประโยชน์

เพราะพระสูตรจำแนกไว้โดยตรงว่า แม้กล่าวธรรมมาก หากสิ่งที่กล่าวไม่มีประโยชน์ และผู้ฟังไม่ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ก็ยังเป็นธรรมกถึกอีกประเภทหนึ่งตามที่พระพุทธเจ้าทรงจำแนกไว้



๔. กล่าวธรรมมาก และมีประโยชน์

ธรรมกถึกบางรูปในธรรมวินัยนี้

* กล่าวธรรมมาก
* ธรรมที่กล่าวนั้นมีประโยชน์
* หมู่ผู้ฟังฉลาดว่าอะไรมีประโยชน์และอะไรไม่มีประโยชน์

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ธรรมกถึกจำพวกนี้ นับว่าเป็นธรรมกถึกสำหรับหมู่ผู้ฟังประเภทนี้

นี่คือประเภทที่มีองค์ประกอบครบทั้งสองด้าน คือ
กล่าวธรรมมาก และธรรมที่กล่าวมีประโยชน์
พร้อมทั้งมี ผู้ฟังที่ฉลาดในการแยกแยะสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์



🔎 ประเด็นสำคัญที่ควรเข้าใจจากพระสูตร

พระสูตรนี้ไม่ได้กล่าวเพียงเรื่อง “พูดมากหรือพูดน้อย” เท่านั้น แต่พระพุทธเจ้าทรงจำแนกธรรมกถึกโดยสัมพันธ์กับ ประโยชน์ของธรรมที่กล่าว
และความสามารถของผู้ฟังในการรู้จักประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์

จึงเห็นองค์ประกอบสำคัญ ๒ คู่ คือ

คู่ที่ ๑ — ปริมาณ
กล่าวธรรมน้อย ↔ กล่าวธรรมมาก

คู่ที่ ๒ — คุณประโยชน์
มีประโยชน์ ↔ ไม่มีประโยชน์

และพระสูตรยังกล่าวถึงอีกด้านหนึ่ง คือ

ความรู้ของผู้ฟัง

ฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ↔ ไม่ฉลาดในสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์

ดังนั้น เมื่ออ่านพระสูตรนี้ ควรยึดถ้อยคำตามที่พระผู้มีพระภาคทรงจำแนกไว้ ไม่ควรตัดสินเพียงว่า “ธรรมกถึกที่พูดมากดีกว่าผู้พูดน้อย” หรือ “พูดน้อยย่อมดีกว่าพูดมาก” เพราะพระสูตรไม่ได้สอนเช่นนั้น

พระสูตรเพียงจำแนก ธรรมกถึก ๔ จำพวก ตามลักษณะของการกล่าวธรรมและลักษณะของหมู่ผู้ฟัง ดังที่กล่าวมาแล้ว



🌿 ข้อพิจารณาสำหรับการฟังธรรม

เมื่อฟังธรรม ควรตั้งใจฟังโดยไม่วัดคุณค่าของธรรมจาก ความยาวหรือความมากของคำพูดเพียงอย่างเดียว

แต่ตามพระสูตรนี้ มีสิ่งที่ควรพิจารณาคือ

ถ้าจะกล่าวธรรม ธรรมที่กล่าวนั้นมีประโยชน์หรือไม่
และ
ถ้าเป็นผู้ฟัง รู้จักแยกแยะสิ่งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ได้หรือไม่

เพราะในพระสูตรมีทั้งกรณี กล่าวธรรมน้อยแต่มีประโยชน์ และ กล่าวธรรมมากและมีประโยชน์ ขณะเดียวกันก็มีทั้งกรณี กล่าวธรรมน้อยและไม่มีประโยชน์ และ กล่าวธรรมมากแต่ไม่มีประโยชน์

จึงไม่ควรใช้เพียง “พูดมาก” หรือ “พูดน้อย” เป็นเกณฑ์ตัดสินทั้งหมด



📖 ที่มา: พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต ตติยปัณณาสก์ ปุคคลวรรค
เล่ม ๒๑ หน้า ๒๐๗
ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

“พุทธพจน์และการปฏิบัติ”
นำพระพุทธพจน์มาศึกษา ทำความเข้าใจ และพิจารณาเพื่อนำไปสู่ประโยชน์ในการปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง

#ธัมมกถิกสูตร #ธรรมกถึก #พระพุทธพจน์ #พระไตรปิฎก #อังคุตตรนิกาย #ธรรมะ #การฟังธรรม #พุทธพจน์และการปฏิบัติ

18/08/2026

โกฏฐิตสูตร

ประพฤติพรหมจรรย์ เพื่ออะไร?☸️🌏🪷

เนื้อหาพระสูตร

พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรอย่างตรงไปตรงมาว่า
บุคคลประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค เพื่อให้ผลของกรรมเป็นไปตามความต้องการของตนได้หรือไม่?

คำตอบของพระสารีบุตรเหมือนกันทุกข้อว่า

“ผู้มีอายุ ข้อนี้ไม่ได้เลย”

แต่เหตุที่แท้จริงของการประพฤติพรหมจรรย์นั้น คือ
เพื่อรู้สิ่งที่ยังไม่รู้ เห็นสิ่งที่ยังไม่เห็น บรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ ทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง และตรัสรู้สิ่งที่ยังไม่ตรัสรู้



๑๐ ประการที่ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการประพฤติพรหมจรรย์

พระมหาโกฏฐิตะถามพระสารีบุตรถึง ๑๐ ลักษณะของการต้องการให้ผลกรรมเป็นไปตามความปรารถนา ได้แก่

๑. กรรมที่ให้ผลในปัจจุบัน
ขอให้ไปให้ผลในอนาคต — ไม่ได้

๒. กรรมที่ให้ผลในอนาคต
ขอให้มาให้ผลในปัจจุบัน — ไม่ได้

๓. กรรมที่ให้ผลเป็นสุข
ขอให้เปลี่ยนเป็นผลเป็นทุกข์ — ไม่ได้

๔. กรรมที่ให้ผลเป็นทุกข์
ขอให้เปลี่ยนเป็นผลเป็นสุข — ไม่ได้

๕. กรรมที่ให้ผลสำเร็จแล้ว
ขออย่าให้ผลสำเร็จแก่ตน — ไม่ได้

๖. กรรมที่ยังไม่ให้ผลสำเร็จ
ขอให้ผลสำเร็จแก่ตน — ไม่ได้

๗. กรรมที่ให้ผลมาก
ขอให้ผลน้อย — ไม่ได้

๘. กรรมที่ให้ผลน้อย
ขอให้ผลมาก — ไม่ได้

๙. กรรมที่ให้ผล
ขออย่าให้ผลแก่ตน — ไม่ได้

๑๐. กรรมที่ไม่ให้ผล
ขอให้ผลแก่ตน — ไม่ได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ พระมหาโกฏฐิตะจึงถามว่า

“เมื่อเป็นเช่นนั้น บุคคลจะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเพื่อประโยชน์อะไร”



คำตอบสำคัญของพระสารีบุตร

พระสารีบุตรตอบว่า บุคคลประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาค

“เพื่อเห็นสิ่งที่ยังไม่เห็น
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เพื่อตรัสรู้สิ่งที่ยังไม่ตรัสรู้”

และพระสารีบุตรได้ขยายความให้ชัดเจนว่า คือ

เพื่อรู้สิ่งที่ยังไม่รู้
เพื่อเห็นสิ่งที่ยังไม่เห็น
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เพื่อตรัสรู้สิ่งที่ยังไม่ตรัสรู้ว่า

“นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย
นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา”



จุดหมายของพรหมจรรย์ในพระสูตร

พระสูตรนี้จึงแสดงจุดหมายของการประพฤติพรหมจรรย์ไว้อย่างชัดเจนว่า

ไม่ใช่เพื่อจัดการผลกรรมตามความปรารถนา

ไม่ใช่การขอให้ผลกรรม

* เปลี่ยนเวลา
* เปลี่ยนจากสุขเป็นทุกข์ หรือทุกข์เป็นสุข
* เปลี่ยนมากเป็นน้อย หรือน้อยเป็นมาก
* ให้กรรมที่ให้ผลแล้วหมดผล
* หรือให้กรรมที่ไม่ให้ผลกลับมาให้ผล

พระสารีบุตรตอบว่า “ไม่ได้” ในทุกกรณีที่พระมหาโกฏฐิตะถาม

แต่เป็นไปเพื่อความรู้และความตรัสรู้

จุดหมายที่พระสารีบุตรกล่าวไว้ คือ

รู้ → เห็น → บรรลุ → ทำให้แจ้ง → ตรัสรู้

และสิ่งที่ต้องรู้ ต้องเห็น ต้องบรรลุ ต้องทำให้แจ้ง และต้องตรัสรู้ คือ

อริยสัจ ๔

๑. ทุกข์
๒. ทุกขสมุทัย
๓. ทุกขนิโรธ
๔. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา



ข้อความสำคัญที่ควรระลึก

พระมหาโกฏฐิตะไม่ได้หยุดอยู่เพียงคำตอบว่า “ไม่ได้” แต่ถามต่อว่า

“ถ้าไม่ใช่เพื่อให้ผลกรรมเป็นไปตามที่ต้องการ แล้วจะประพฤติพรหมจรรย์เพื่ออะไร?”

คำตอบของพระสารีบุตรจึงทำให้เห็น เป้าหมายของพรหมจรรย์อย่างชัดเจน

มิใช่เพื่อควบคุมผลกรรมให้เป็นดังใจ
แต่เพื่อรู้ เห็น บรรลุ ทำให้แจ้ง และตรัสรู้ในอริยสัจ ๔



น้อมนำมาพิจารณา

การฟังพระธรรมจึงไม่ควรหยุดเพียงว่า
“ได้ผลอะไร?”
หรือ
“จะทำอย่างไรให้ผลเป็นอย่างที่ต้องการ?”

แต่ควรพิจารณาตามพระสูตรว่า

เรากำลังมุ่งรู้สิ่งที่ยังไม่รู้หรือไม่?
กำลังเห็นสิ่งที่ยังไม่เห็นหรือไม่?
กำลังบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุหรือไม่?
กำลังทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้งหรือไม่?
กำลังมุ่งตรัสรู้สิ่งที่ยังไม่ตรัสรู้หรือไม่?

เพราะพระสารีบุตรแสดงไว้ว่า
การประพฤติพรหมจรรย์มีจุดหมายเพื่อรู้ เห็น บรรลุ ทำให้แจ้ง และตรัสรู้ในอริยสัจ ๔



สรุปสั้น ๆ

คำสอนโกฏฐิตสูตร
ไม่ได้มุ่งสอนให้แสวงหาวิธีเปลี่ยนผลกรรมตามความต้องการของตน

แต่เมื่อถามถึง “ประโยชน์ของการประพฤติพรหมจรรย์”
พระสารีบุตรตอบไว้อย่างชัดเจนว่า

“เพื่อรู้สิ่งที่ยังไม่รู้
เพื่อเห็นสิ่งที่ยังไม่เห็น
เพื่อบรรลุสิ่งที่ยังไม่บรรลุ
เพื่อทำให้แจ้งสิ่งที่ยังไม่ทำให้แจ้ง
เพื่อตรัสรู้สิ่งที่ยังไม่ตรัสรู้”

คือการรู้แจ้งว่า

“นี้ทุกข์
นี้ทุกขสมุทัย
นี้ทุกขนิโรธ
นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา”

นี่คือจุดหมายที่พระสารีบุตรแสดงไว้ในโกฏฐิตสูตร

🙏 น้อมระลึกถึงพระธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า



โกฏฐิตสูตรที่ ๓
พระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย นวกนิบาต
ปฐมปัณณาสก์ สีหนาทวรรค
พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่ม ๒๓ หน้า ๔๕๙–๔๖๑

ต้องการให้ธุรกิจของคุณ โรงเรียน ขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง โรงเรียน ใน Bangkok?

คลิกที่นี่เพื่อเป็นสมาชิก?

ที่ตั้ง

ประเภท

เว็บไซต์

ที่อยู่


Bangkok