22/05/2026
บริษัทรุ่นพี่ฝากข่าวรับสมัคร SE
สาเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการ
22/05/2026
บริษัทรุ่นพี่ฝากข่าวรับสมัคร SE
06/05/2026
ทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย? 😃 ที่นี่เขามีภาควันหยุด ตอบโจทย์ Work-Life-Learn Balance สุด ๆ 👍👍 หลักสูตรผ่านการรับรองมาตรฐานจาก กระทรวง อว.
เป็นม.เอกชนที่สั่งสมประสบการณ์จัดการเรียนการสอนมานานกว่า 70 ปี
#มหาวิทยาลัยเกริก #บริหารธุรกิจ #เรียนต่อปตรี
10/04/2026
ผลงานโครงงานนศ.ไอที 2568
ประเภทการประยุกต์อุปกรณ์ IoT
ชื่อโครงงาน: ระบบราวตากผ้าอัจฉริยะ / IoT-Based Automated Clothesline System
ผู้จัดทำ: นางสาวกานต์ธิดา เชียงธรรม
#เรียนต่อปริญาญาตรี
09/04/2026
กยศ.กำหนดลักษณะการให้เงินกู้เพื่อการศึกษา 2569 อยากเรียนสายไหนจัดเลยอย่ารอ โอกาสทางการศึกษาที่เราเลือกได้
01/04/2026
ผลงานโครงงานไอที 2568
ประเภทสื่อการเรียนการสอน
ชื่อโครงงาน: การประยุกต์ใช้เอไอเพื่อผลิตสื่อประกอบการเรียน
ผู้จัดทำ: นายพลวัต วงษ์มะเซาะห์
01/04/2026
ทำงานมานาน แต่อยากได้วุฒิไอที
อยากเปลี่ยนสาย
อยากอัปตำแหน่ง? หรือจบปวส.มา
อยากต่อป.ตรีแบบไม่เสียเวลาชีวิต?
ที่นี่คือคำตอบ! IT + Management
หลักสูตรที่ทำให้คุณขยับช่างเทคนิคซ่อมบำรุงคอม
สู่เส้นทางสายบริหารเทคโนโลยี!"
#มเกริก #เรียนต่อปตรี #เทียบโอนประสบการณ์ #ไอทีธุรกิจ #เรียนไปทำงานไป
24/03/2026
ภาครัฐจัดอบรมฟรี AI-Inter Program
04/03/2026
กิจกรรมศึกษาดูงานนอกสถานที่ ณ บริษัท หัวเว่ย (Huawei) สำนักงานพระราม 9 กรุงเทพมหานคร วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2568 ของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการจัดการ ทำให้นักศึกษาเห็นภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในองค์กรจริง ได้รับความรู้ด้าน Cloud และแนวทางย้ายระบบ/บริหารบริการดิจิทัลให้ยืดหยุ่นและคุ้มค่า เข้าใจบทบาท 5G ต่อโครงสร้างพื้นฐานการสื่อสารความเร็วสูงและการรองรับงานยุคอัตโนมัติ เรียนรู้การใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูล คาดการณ์ และสนับสนุนการตัดสินใจทางธุรกิจ
25/12/2025
"แล้ว" ไง
ครั้งหนึ่งในนานมานี้ เคยมีฝรั่งพูดว่า “ภาษาที่ไม่มีการแบ่งไวยากรณ์แบบ tense เป็นภาษาที่ไม่พัฒนา“
ขนาดนั้นเชียวหรือ นั่นอาจเป็นเพราะพวกเขารู้จักคำว่า “แล้ว” ของภาษาไทยน้อยไปแล้วล่ะ
ไม่น่าเชื่อว่า ในประวัติศาสตร์ของวงการภาษาศาสตร์ยุคก่อนหน้านี้ เคยมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ราวคริสต์ศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 แถว ๆ นั้น ใกล้ ๆ ยุคล่าอาณานิคมของพวกยุโรปนั่นแหละ คนตะวันตกไม่ได้ล่าแค่ทรัพยากร แต่พวกเขาเคยกดหัววัฒนธรรมอื่นด้วย
นักภาษาศาสตร์ชาวฝรั่งยุคนั้นเคยถึงกับกล่าวเชิงดูแคลนว่า ” ภาษาใดที่ไม่มี tense ชัดเจน เป็นภาษาที่ยังไม่สุกงอมทางไวยากรณ์“
ยุคนั้นเป็นยุคที่ยุโรป เชื่อใน วิวัฒนาการเชิงเส้น (primitive → civilized) และยึดเอาภาษาอินโด–ยูโรเปียน (ละติน กรีก อังกฤษ ฝรั่งเศส) เป็น “มาตรฐาน”
วิวัฒนาการเชิงเส้นคืออะไร เล่าแบบผมเข้าใจนะ เชิงเส้นคือความเชื่อว่ามนุษย์ สังคม ภาษา และวัฒนธรรมจะพัฒนาไปตาม เส้นทางเดียวกันเสมอ นั่นคือจากด้อยไปสู่ดี จากป่าเถื่อนไปสู่ศิวิไลซ์ จากง่ายไปสู่ซับซ้อน และจากล้าหลังไปสู่ทันสมัย โดยเขาเชื่อมั่นว่ายุโรปเป็นปลายทางสูงสุดของเส้นนี้
คิดอะไรเป็นสูตรอย่างนั้นล่ะครับมิสเตอร์ ง่ายกับซับซ้อนอยู่ด้วยกันก็มีเยอะ จากซับซ้อนไปสู่ง่ายและวนกลับไปสู่ศิวิไลซ์ก็มี จากศิวิไลซ์แตกสลายเป็นวงหย่อม ๆ จนล่มจมก็มีให้เห็น
พวกเขาชูว่า ภาษา คือตัวชี้ระดับอารยธรรม และสิ่งที่ภาษาอินโด–ยูโรเปียน “มี” แต่ภาษาอื่น “ไม่มี” เช่น tense, conjugation, declension ถูกตีความยกย่องว่าเป็น ความซับซ้อน ซึ่งมีความหมายเท่ากับความเจริญ
คุณพี่ฝรั่งยังบอกอีกว่าภาษาที่ไร้ tense จะเป็นภาษาที่ “เล่าเวลาไม่ชัด” เพราะไม่สามารถผันคำกริยาให้บอกอดีต บอกปัจจุบัน บอกอนาคต ภาษาแบบนี้จะเป็นภาษาที่ไม่ลึกซึ้ง ทำให้การพัฒนาทางไวยากรณ์และวรรณกรรมเกิดได้ยาก
ภาษาเอเชียโดนกล่าวหาหลายภาษาเลยล่ะ และแน่นอน ภาษาไทยก็ตกอยู่ในข้อครหานี้ด้วย
กริยาที่ไม่ผันรูป ไม่มี -ed ไม่มี will ไม่มี was / were ไม่มี ing ทุกอย่างดู “แบน” ในสายตานักไวยากรณ์ตะวันตกยุคนั้น ผมไม่รู้หรอกว่าคนไทยที่หลงไหลภาษาอังกฤษมากๆ จะคิดตามนั้นมั้ย แม้ผมจะเคยได้ยินเด็กรุ่นใหม่ที่เผลอพูดเบา ๆ ว่าภาษาไทยไม่ลึกซึ้งเท่าภาษาอังกฤษ
มา เราลองมาดูกัน
ระหว่าง “tense” กับ “เวลา” เป็นไปได้ไหมว่าเรากำลังเราเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน สำหรับผม tense ไม่ใช่ “เวลา” แต่เป็นเพียง วิธีหนึ่ง ที่ภาษาเลือกใช้ในการจัดการเวลา
- ภาษาอังกฤษบอกเวลาโดย ผันรูปคำ
- ภาษาไทยบอกเวลาโดย จัดวางบริบท
สิ่งที่ภาษาไทยทำ ไม่ใช่การละเลยเวลา แต่เป็นการ ย้ายภาระของเวลา จากรูปคำ ไปสู่โครงสร้างประโยค และความรับรู้ร่วมกันของผู้พูดผู้ฟัง และจุดศูนย์กลางของระบบนี้ คือคำธรรมดา ๆ คำหนึ่ง
คำนี้แหละ คำว่า“แล้ว”
“แล้ว” ไม่ได้แปลว่า past แค่นั้น แต่มันมีความหมายของ “ความเปลี่ยนผ่าน”
ถ้า “แล้ว” เป็นเพียงเครื่องหมายอดีต มันคงทำงานง่ายกว่านี้มาก แต่ในภาษาไทย “แล้ว” สามารถเป็นได้พร้อมกันหลายสิ่ง
-เป็นเครื่องหมายการเสร็จสิ้น (หมากินข้าวแล้ว)
-เป็นเครื่องหมายลำดับเหตุการณ์( ยุบสภาแล้วไปเลือกตั้งใหม่)
-เป็นเครื่องหมายการเปลี่ยนสถานะ (ลูกเป็นผู้ใหญ่แล้ว)
-เป็นเครื่องหมายความคาดหวัง (ทำแล้วนะ)
-เป็นเครื่องหมายเร่งหรือกระตุ้น (ไปได้แล้ว)
-เป็นเครื่องหมายปิดตอนของเรื่อง (พอแล้ว)
-เป็นเครื่องหมายเปิดตอนใหม่ (แล้วก็…)
-เป็นเครื่องหมายเชิงอารมณ์ (แล้วไง)
-เป็นเครื่องหมายบอกถึงความหงุดหงิด กังวล (มันโทรมาอีกแล้ว)
-เป็นเครื่องหมายบอกว่าปัจจุบันเดี๋ยวนี้เลย (แม่สาวแก้มเรื่อ ทหารเรือมาแล้ว)
-เป็นเครื่องหมายบอกเหมือนจะมีอะไรเกิดขึ้น (เอาแหล่ว ๆ )
-เป็นเครื่องหมายเคลียร์ให้จบ ดีลให้ผ่าน ปลงให้ตก (แล้ว ๆ กันไป)
ฯลฯ
“แล้ว” ไม่ได้บอก ว่าเกิดเมื่อไร แต่มันบอกว่าสิ่งนั้นหรือกริยานั้นนั้นได้ข้ามเส้นบางอย่างไปแล้ว ซึ่งอาจจะเป็นเส้นของเวลา เส้นของสถานะ เส้นของความสัมพันธ์ หรือเส้นของอารมณ์ ก็ได้
เราคนไทยทุกคนรู้ดีว่า ภาษาไทยไม่ได้ “ขาด tense” แต่มี ระบบ aspect–discourse หรือแง่มุมที่ละเอียดกว่า เพราะมันคือการสื่อความหมายของเหตุการณ์ ที่ผ่าน “ลักษณะการเกิด” และ “บริบทของเรื่อง” มากกว่าการบอกเวลาแบบตายตัว
ดังนั้นคนไทยจึงขอเถียงว่า ภาษาที่พัฒนาไม่จำเป็นต้องซับซ้อนในระดับรูปคำ แต่อาจซับซ้อนในระดับ การตีความ ภาษาไทยสนุกขนาดให้ผู้พูดเลือกเอาเอง ว่า
-จะเน้น “ผล” หรือ “กระบวนการ”
-จะวางน้ำหนักที่ “ความเสร็จ” หรือ “ความต่อเนื่อง”
-จะพูดจากมุมผู้เล่า หรือผู้ฟัง
เราพูดกันสั้น ๆ แต่เราก็เข้าใจกันทั้งประเทศ และทั้งหมดนี้ถูกบรรจุไว้ในคำเล็ก ๆ อย่าง “แล้ว” ซึ่งทำงานร่วมกับคำอื่น เช่น ก็ , นะ , สิ , อยู่ ฯลฯ
นี่ไม่ใช่ความจนของภาษา แต่มันคือ ความประหยัดแบบไทยๆ แบบคนเอเซีย และคงต้องถามกลับว่าความยิ่งใหญ่ของไวยากรณ์ ใครเป็นคนตั้งมาตรฐาน
เมื่อเราใช้ไวยากรณ์ยุโรปเป็นไม้บรรทัด ภาษาอื่นย่อมดู “สั้น” แต่เมื่อเราเปลี่ยนคำถามเป็นว่า “เราจะจำเป็นต้องใช้การผันคำอย่างเดียวเพื่อบอกการเปลี่ยนผ่านหรือ” ภาพทั้งหมดอาจกลับด้าน
ภาษาไทยไม่ได้ด้อยพัฒนาในทางวรรณกรรมแน่ ๆ เพียงแต่เราต่างพัฒนาไปคนละทิศ ถึงมันจะไม่ผันคำ แต่มันผันมุมมองตลอดเวลาในการใช้มิใช่หรือ
นักภาษาศาสตร์ตะวันตกยุคใหม่หลายคนเริ่มยอมรับแล้วว่า tense ไม่ใช่ความรุ่มรวยของภาษาแต่อย่างใดเลย มันเป็นแค่เอกลักษณ์หนึ่งเท่านั้น และเป็นเอกลักษณ์ที่คนไทยปวดหัวกับมันมากที่สุด เมื่อเริ่มเรียนภาษาตระกูลนี้ เหมือนกับที่ชาวตะวันตกเวียนหัวกับคำว่า“แล้ว” และวรรณยุกต์จำนวนมากมายที่เปลี่ยนความหมายไปคนละเรื่อง
Mary R. Haas นักภาษาศาสตร์อเมริกัน เป็นคนแรก ๆ ที่ทำให้วงการตะวันตก เลิกเรียกภาษาไทยว่า tenseless language ในเชิงด้อยพัฒนา , David Noss นักภาษาศาสตร์ระดับโลกก็บอกว่า ภาษาไทย ไม่ใช่ภาษาเรียบ แต่เป็นภาษาที่ ไม่ยอมให้กรอบของยุโรปครอบงำ
อีกคนหนึ่งCharles F. Hockett ก็ให้ความเห็นเหมือนกัน กับคำว่า“แล้ว” ที่นับเป็นคำที่ใช้อยู่ในภาษาไทยมากที่สุดคำหนึ่ง เขาบอกว่าความหมายไม่ได้อยู่ที่คำว่า “แล้ว” ลำพัง แต่อยู่ที่ ตำแหน่ง น้ำเสียง และบริบท ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก ที่คนไทยเขาฟังแล้วเขารู้ความหมายของมันอย่างไม่คลาดเคลื่อนเลย
เมื่ออ่านถึงตรงนี้แล้ว ผมก็ขอสรุปเลยว่านี่คืออิทธิฤทธิ์ของคำว่า “แล้ว”
คำว่า “แล้ว” ได้แสดงอภินิหารให้เราเห็นแล้วว่า ภาษาไม่จำเป็นต้องบอกความหมายแบบตะโกน มันอาจเพียงแค่การกระซิบ แล้วปล่อยให้บริบททำงานต่อ และถ้าพูดแบบโม้ ๆ หน่อย บางทีภาษาที่ดูเหมือนไม่มี tense อาจเป็นภาษาที่เข้าใจ “เวลา” ในระดับที่ลึกกว่าใครก็ได้
เพราะเวลา ไม่ใช่แค่เส้นตรง แต่มันคือประสบการณ์ของมนุษย์
ซึ่ง… ภาษาไทย “รู้อยู่แล้ว”
…………..
20/12/2025
อยากพูดจีนได้ มีเพื่อนคนจีนไว้ฝึกภาษาจีนเอาไว้ดูซีรี่ส์แนวตั้ง มาเรียนที่เกริก กันนะคะ
24/02/2025