24/10/2021
บทความดีๆ ครับ
"ตอนผมเจอเขาในสนามซ้อมครั้งแรก ผมมองไม่ออกเลยว่าหมอนี่จะเล่นในลีกอิตาลีได้อย่างไร เขาเทคนิคไม่ดีเท่าไหร่ และยังดูเก้งก้างอีกด้วย"
"แต่พอถึงเกมแข่งขันจริง เขายิงไปถึง 7 ประตูจาก 10 นัดแรกให้กับทีม ถึงตอนนั้นเองผมจึงพอเข้าใจแล้วว่าเขามีดีที่ตรงไหน"
ไบรอัน เลาดรู๊ป พูดถึง กาเบรียล บาติสตูต้า เมื่อครั้งที่ได้ร่วมงานกันในทีม ฟิออเรนติน่า ฤดูกาล 1992-93
ซึ่งนั่น อาจเป็นคำจำกัดความที่น่าจะบ่งบอกตัวตนของดาวยิงตีนโหดจากอาร์เจนติน่ารายนี้ได้อย่างชัดเจนที่สุดแล้วก็ได้..
กาเบรียล โอมาร์ บาติสตูต้า เริ่มต้นเล่นฟุตบอลอาชีพจริงจังก็ตอนอายุ 18 ถือว่าออกสตาร์ทช้ากว่านักเตะคนอื่นค่อนข้างเยอะ โดยมี นีเวลล์ โอลด์ บอยส์ เป็นสโมสรแรกที่เขาได้เซ็นสัญญา ซึ่ง บาติสตูต้า ยอมรับว่าต้องพยายามมากกว่าคนอื่นเยอะมากในการเล่นฟุตบอลอาชีพ
"ผมจำเป็นต้องซ้อมหนักกว่าคนอื่น เรียนรู้เรื่องในสนามมากกว่าคนอื่น แถมตอนนั้นยังค่อนข้างอ้วนอีกด้วย แต่โชคดีที่ผมได้เจอกับ มาร์เชลโล่ บิเอลซ่า คนที่เปลี่ยนชีวิตของผมไปแทบทุกอย่าง"
บาติสตูต้า ตอนนั้นมีปัญหาเรื่ิองการควบคุมน้ำหนักที่เกินเกณฑ์ อันเนื่องจากเขาชื่นชอบการกินคุกกี้อัลฟัวร์มาก ซึ่งคุกกี้ชนิดนี้มีส่วนผสมของน้ำตาล, นม, ช็อคโกแลตและครีม
สิ่งแรกที่ บิเอลซ่า ซึ่งในเวลานั้นเป็นโค้ชทีมเยาวชนของ นีเวลล์ ได้ลงมือช่วยขัดเกลา บาติสตูต้า ก็คือการสั่งให้เพิ่มโปรแกรมลดน้ำหนัก, วิ่ง, เล่นเวท ควบคุมโภชนาการ และที่สำคัญคือห้ามกินคุกกี้อัลฟัวร์อีก!
"วันที่ผมสามารถควบคุมน้ำหนักลงมาได้ตามที่สโมสรต้องการ บิเอลซ่า เรียกผมไปหาแล้วก็เอาคุกกี้อัลฟัวร์มาให้กล่องใหญ่ ๆ เพื่อเป็นรางวัล เขาไม่ใช่แค่โค้ชฟุตบอลนะแต่เขาเหมือนพ่อคนนึงของผม เขาทำให้ผมกลายเป็นนักฟุตบอลที่มีรูปร่างสมส่วนแบบทุกวันนี้"
"เขาสอนผมทุกอย่าง และยังเคี่ยวเข็ญผมให้ซ้อมอย่างบ้าคลั่ง แม้วันที่ฝนตกหนัก โปรแกรมซ้อมพิเศษสำหรับผมก็ยังต้องดำเนินต่อ เขาเป็นโค้ชที่ผมรู้สึกว่าคือโค้ชจริง ๆ เขาคือครูคนสำคัญของผมเลยทีเดียว"
บาติสตูต้า เล่นในลีกอาร์เจนติน่าอยู่ 3 ฤดูกาลกับ 3 ทีมก่อนจะย้ายมาลุยในยุโรปกับ ฟิออเรนติน่า ตอนปี 1991 ซึ่งเป็นทีมที่เขาอยู่โยงยาวนานถึง 9 ฤดูกาล ยิงให้ทีมได้ 203 ประตูจาก 331 นัดรวมทุกรายการ อยู่ล่มหัวจมท้ายกับทีมมาทุกเหตุการณ์ตั้งแต่ตกชั้น, เซเรีย บี ไปจนถึงลุ้นแชมป์
"สิ่งเดียวที่เสียใจที่สุดสำหรับตอนเล่นกับ ฟิออเรนติน่า ก็คือการไม่ได้สคูเด็ตโต้กับทีม แม้ว่าเราจะเคยมีลุ้นมาก ๆ ก็ตาม"
เหตุการณ์ที่ บาติสตูต้า พูดถึงก็คือปี 1999 ครับ ซึ่งในปีนั้น ฟิออเรนติน่า อยู่ในสถานะทีมลุ้นแชมป์แบบเต็มตัวแต่ก็มาหลุดโค้งเอาในช่วงที่ตัวเขาได้รับบาดเจ็บ
"ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีกับ เอ็ดมุนโด้ มาตลอด จนกระทั่งวันที่ผมได้รับบาดเจ็บตอนปี 1999"
"ผมโทรหาเขาเพื่อขอร้องบางสิ่งบางอย่าง ในตอนนั้น ฟิออเรนติน่า กำลังได้ลุ้นแชมป์อย่างจริงจัง เมื่อผมรู้ตัวว่าต้องพลาดการลงสนามไปหลายนัด ผมบอกเขาว่าขอให้เขาช่วยดูแลทีมต่อที ผมแค่ต้องการให้เขายกเลิกที่จะไปปาร์ตี้งานคาร์นิวัลที่บราซิล ผมอยากให้เขาอยู่ในฟลอเรนซ์ต่อ นั่นคือสิ่งเดียวที่ผมขอจากเขา"
"แต่คำตอบจาก เอ็ดมุนโด้ คือคำปฏิเสธ เขาบอกว่างานคาร์นิวัลนั้นสำคัญกับเขามากเหมือนกัน"
"หลังได้ยินคำตอบนั้น ผมวางสายทันทีและไม่อยากคุยกับเขาอีกต่อไป ผมโทรหา ตราปัตโตนี่ และบอกเขาด้วยอารมณ์ฉุนเฉียวว่าผมไม่ต้องการเห็นนักเตะแบบนี้ในทีมอีกต่อไป ตลอดเวลาที่ฟลอเรนซ์ผมต่อสู้เพื่อทีมนี้อย่างสุดความสามารถมาโดยตลอด ผมอยากเห็นรอยยิ้มของแฟน ๆ ฟิออเรนติน่า ผมเป็นกัปตันทีมนะ และผมจำเป็นต้องทำให้ทุกคนรู้ว่าอะไรคือสิ่งสำคัญที่สุด ผมทนไม่ได้ที่เห็นคนบางคนบินไปงานปาร์ตี้ที่บราซิล ในช่วงเวลาที่ทีมต้องการเขามากที่สุด"
"เอ็ดมุนโด้ โทรหาผมหลังจากนั้นเพื่อขอโทษ แต่ผมบอกกับเขาว่า ผมไม่รับคำขอโทษนี้ เพราะเขาไม่ได้ทรยศผมคนเดียว แต่เขาทรยศต่อ ฟิออเรนติน่า ต่างหาก"
กาเบรียล บาติสตูต้า คือคนที่ทุ่มเทเกือบทั้งชีวิตนักฟุตบอลของเขาให้กับ ฟิิออเรนติน่า โดยไม่เคยมีข้อแม้ เขาเคยลงไปเล่นใน เซเรีย บี กับม่วงมหากาฬ และเคยปฏิเสธ เรอัล มาดริด กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพียงเพราะว่าเขาอยากประสบความสําเร็จกับทีมนี้มากกว่าทีมไหน ๆ ในโลก อีกทั้งก่อนเริ่มฤดูกาล 1998-99 บาติสตูต้า ยังปฏิเสธข้อเสนอชิ้นงามจาก อินเตอร์ ไปหมาด ๆ อีกด้วย
ดังนั้น เขาจึงโกรธจนแทบคลั่งเมื่อรู้ว่า เอ็ดมุนโด้ ทิ้งทีมไปกลางฤดูกาลเพียงเพราะอยากไปงานคาร์นิวัลในบ้านเกิด
มันจะไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยหาก บาติสตูต้า ไม่ได้รับบาดเจ็บและ ฟิออเรนติน่า ไม่ได้อยู่ในโซนลุ้นแชมป์ แต่ในฤดูกาล 1998-99 นั้น เป็นฤดูกาลเดียวที่ม่วงมหากาฬเฉียดใกล้สคูเด็ตโต้มากที่สุดในรอบเกือบ 30 ปี
ฟิออเรนติน่า เป็นจ่าฝูงของลีก ก่อนที่การหายไปของ บาติสตูต้า จะส่งผลต่อการทำประตูของทีมจนค่อย ๆ ถูก มิลาน ที่มีคู่หัวหอกอย่าง จอร์จ เวอาห์ กับ โอลิเวอร์ เบียร์โฮฟ ช่วยกันยิงประตูจนแซงขึ้นไปคว้าแชมป์ได้ในตอนจบ
3 นัดแรกที่ บาติสตูต้า พักรักษาตัวและ เอ็ดมุนโด้ หนีไปงานคาร์นิวัล ฟิออเรนติน่า เก็บได้เพียง 2 คะแนน ยิงประตูคู่แข่งได้แค่ 1 ลูก เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่ มิลาน ขโยกเร่งเครื่องทำแต้มจี้ขึ้นมาอย่างเอาเป็นเอาตายเช่นเดียวกัน
เมื่อการแข่งขันเดินทางถึงนัดที่ 34 (สมัยนั้นมี 18 ทีม) ม่วงมหากาฬทำได้เพียงแค่อันดับ 3 และความฝันของ บาติสตูต้า ที่จะคว้าสคูเด็ตโต้กับทีมที่เขารักนั้นก็ไม่เคยเฉียดใกล้โอกาสแบบนั้นอีกเลย..
"ผมอยากคว้าแชมป์ลีกในอิตาลีสักครั้ง" บาติโกล์ ยอมรับว่านั่นคือเหตุผลที่เขาเลือกผจญภัยกับ โรม่า
บาติสตูต้า ตัดสินใจย้ายออกจาก ฟิออเรนติน่า ในอีก 1 ฤดูกาลหลังจากปีที่ชวดแชมป์ลีก ซึ่งการย้ายครั้งนั้นเป็นการย้ายโดยที่แฟนบอลม่วงมหากาฬไม่โกรธเคืองเขาเลยแม้แต่นิดเดียว
เพราะทุกอย่างที่เขาทำมาตลอด 9 ปีนั้น มันมีคุณค่ามากเหลือเกินทั้งในแง่ของรูปธรรมและนามธรรม เขาเป็นทุกสิ่งทุกอย่างให้กับทีม เป็นกัปตัน เป็นดาวยิง เป็นไอคอน เป็นฮีโร่ เป็นคนที่ยอมอยู่กับทีมโดยไม่เกี่ยงว่าจะอยู่ในเซเรีย อา หรือ เซเรีย บี
แม้กระทั่งในวันที่เล่นให้ โรม่า เขายังไม่วายที่จะแสดงออกถึงความรักต่อ ฟิออเรนติน่า โดยร้องไห้ออกมากลางสนามหลังยิงประตูใส่ทีมเก่า
"ตอนที่เขายิงประตูนั้น มันเป็นสถานการณ์ที่แปลกประหลาดเพราะทุกคนในทีมล้วนดีใจ แต่คนยิงกลับนิ่งเฉย" ฟรานเชสโก้ ต๊อตติ เล่าถึงเหตุการณ์นี้
"กาเบรียล บาติสตูต้า ปฏิบัติตัวตามที่เขาได้ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ว่าจะไม่แสดงความดีใจหลังยิง ฟิออเรนติน่า ได้ เขารักษาคำพูด แต่เขาไม่สามารถเก็บงำความเสียใจนั้นไว้ได้ ตอนที่ ฟิออเรนติน่า กำลังเขี่ยลูกเริ่มเกม ผมหันไปเห็นเขาใช้แขนเสื้อเช็ดน้ำตา มันคือน้ำตาอย่างแน่นอน ไม่ใช่เหงื่อ"
"เขาไม่ฉลองเลยแม้กระทั่งตอนจบเกม และตลอดทั้งสัปดาห์นั้นเขาแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารู้สึกเศร้าเพียงใด ฟิิออเรนติน่า คือทีมที่มีความหมายกับเขามากกว่าสิ่งอื่นใดในโลกฟุตบอล"
ทั้งหมดทั้งมวล คือเหตุผลที่ว่าทำไม?
แฟนบอล ฟิออเรนติน่า ถึงหลงรักผู้ชายคนนี้แม้ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน
ผู้ชายคนที่ชื่อ กาเบรียล โอมาร์ บาติสตูต้า
#ทดเวลาบาดเจ็บ #บาติสตูต้า #ฟิออเรนติน่า #ฟุตบอล #ฟุตบอลอิตาลี #ฟุตบอลต่างประเทศ